Masukติ๊ก ต่อก ติ๊ก ต่อก
เสียงนาฬิกาบอกเวลาบนผนังออฟฟิศได้แสดงเวลา 23:00 น. อย่างชัดเจน ลิลิธที่กำลังนั่งมองเวลาบนเก้าอี้นุ่มในล็อบบี้บริษัทก็ลุกขึ้นยืนแล้วหยิบเอกสารที่เธอถือติดตัวเอาไว้มาตลอดหลังเลิกงานขึ้นมาแล้วเดินตรงไปที่ลิฟต์อย่างคุ้นชิน งานที่ต้องทำนั้นช่างง่ายแสนง่าย นั่นคือเมื่อถึงเวลาห้าทุ้ม เธอต้องไปส่งเอกสารให้กับบอสของบริษัทนี้ให้ทันเวลา และห้ามเกินจากห้าทุ่มไปเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเจ้าตัวจะถูกหักเงินเดือนและอาจถูกไล่ออกทันที "ง่วงจังเลย..รีบไปส่งแล้วกลับบ้านดีกว่า" ลิลิธบ่นกับตัวเองขณะอยู่ในลิฟต์ เธอกดปุ่มไปที่ชั้นพิเศษอย่างชั้น N ชั้น N นี้เป็นชั้นพิเศษเฉพาะคนที่ได้รับอนุญาติเท่านั้นถึงจะได้สิทธิ์ขึ้น ซึ่งลิลิธเป็นหนึ่งในนั้น ตัวประตูลิฟต์ปิดลงอย่างช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเลื่อนขึ้นไปยังชั้นบนที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ เสียงลิฟต์ผสมปนเปไปกับเพลงที่เปิดเบา ๆ ด้านใน ดังคลอไปมาเพื่อให้คนภายในไม่รู้สึกโดดเดี่ยวจนเกินไป ไม่นานนักตัวลิฟต์ก็ได้มาหยุดยังชั้นที่เธอต้องการ เมื่อประตูถูกเปิดออก ทางเดินตรงหน้าของเธอก็ปรากฏทางเดินที่ถอดยาวไปยังประตูบานใหญ่ พื้นพรมบนทางเดินถูกปูด้วยสีแดงสดดูหรูหรา ส่วนกำแพงด้านข้างนั้นก็ถูกตกแต่งด้วยรูปภาพราคาแพงที่เธอได้ข่าวลือว่าบอสนั้นเป็นคนซื้อมาประดับด้วยตัวเอง แสงไฟนีออนกระพริบเล็กน้อยเมื่อเธอมาถึง บรรยากาศบนทางเดินนี้ ไม่ว่าจะมาอีกกี่รอบมันก็ทำให้ลิลิธขนลุกซู่ไปเสียทุกที เธอกลั้นใจกลือนน้ำลายลงคอแล้วเดินออกจากลิฟต์ไปยังประตูบานใหญ่ที่ปลายทางเดิน ลิลิธเร่งฝีเท้าของตนเองเพื่อเดินผ่านงานศิลปะบนผนังทางเดินโดยไม่แม้แต่จะหยุดมองภาพเหล่านั้นแม้แต่รูปเดียว ไม่ใช่ว่าเธอไม่ชอบรูปพวกนั้นจนไม่อยากกจะมองหรอก แต่เพราะรูปเหล่านั้นมันดู 'น่ากลัว' เกินไปในสายตาของเธอต่างหาก ทั้งรูปป่าร้างที่มีต้นไม้ไร้ใบกับเชือกมีห่วงถูกห้อยเอาไว้ หรือจะรูปผู้หญิงผมสีดำในชุดเดรสสีแดงกำที่ดวงตาของเธอนั้นดูจะสมจริงเกินกว่าเป็นแค่การลงสีธรรมดา ตัวลิลิธเองไม่ได้อยากตั้งคำถามกับความชอบของบอสหรอก แต่บางทีคำถามบางอย่างก็ควรถูกเก็บไว้ในใจโดยไม่เปิดเผยออกไปคงดีที่สุดแล้ว อีกอย่างก็คือ.. แม้เธอจะมาทำงานได้อาทิตย์กว่าแล้ว เธอเองก็ยังไม่เคยเห็น 'บอส' ของบริษัทนี้เลยสักครั้ง แม้เจ้าตัวเองจะมีตำแหน่งเป็นถึงเลขาของบอสเองก็ตาม แต่นอกจากงานส่งเอกสารลับนี้แล้วเธอก็แทบไม่เห็นเขาเลยแม้แต่นิด พี่แก้วเคยบอกว่าบอสเป็นคนค่อนข้างอินโทรเวิร์ด ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แล้วก็ไม่ค่อยอยู่ออฟฟิศมากนัก พวกคนในบริษัทจึงไม่ค่อยมีคนเห็นเขาสักเท่าไหร่ 'ไม่ค่อยเข้าบริษัทเท่าไหร่ แต่ดูแล้วก็ทำงานดึกเหมือนกันเนอะ..' ลิลิธคิดในใจขณะเดินถือเอกสารไว้อย่างมั่นคง เมื่อเดินมาถึงเธอก็ทำตามกฎที่รุ่นพี่ได้เคยสอนงานเธอเอาไว้ คือให้เคาะประตูสามทีก่อนเข้าไปยังห้องออฟฟิศ เมื่อเจ้าตัวเคาะครบสามครั้งแล้วก็ค่อยก้าวเข้าห้องไปอย่างช้า ๆ แล้วนำเอกสารที่ถือมาไปวางไว้บนโต๊ะอย่างเรียบร้อย ภายในห้องออฟฟิศนั้น แม้จะดูเหมือนห้องออฟฟิศธรรมดาทั่วไปแต่บรรยากาศกลับทำให้ลิลิธรู้สึกนลุกทุกครั้ง ภายในห้องที่เย็นยะเยือกและไร้ผู้คน ลิลิธรีบก้าวออกจากห้องและเร่งฝีเท้าออกจากบริษัทเพื่อกลับบ้านทันทีหลังจากทำภารกิจของเธอสำเร็จ ทิ้งให้เอกสารลึกลับนั้นวางอยู่บนโต๊ะอย่างเดียวดายภายในห้องออฟฟิศที่ไร้ผู้คนเหมือนอย่างเคย.. เมื่อวันรุ่งขึ้นได้มาถึง ลิลิธก็มาทำงานตามปกติ ทว่าสิ่งที่แตกต่างไปจากทุกวันนั่นก็คือ เธอกลับไม่พบเอกสารที่ต้องนำไปส่งเหมือนทุกวัน เจ้าตัวมองลิ้นชักอันวางเปล่าของตนเองอย่างสับสนก่อนจะปิดมันลงไป 'ไม่มีแหะ..หรือว่าคืนนี้ไม่ต้องส่งแล้ว?' ลิลิธคิดในใจพลางซดกาแฟเย็นที่เพิ่งซื้อมา "อืม ช่างเถอะ! ถือว่าวันนี้ได้กลับบ้านเร็วก็แล้วกัน~" เจ้าตัวยิ้มออกมาอย่างเริงร่า พลางทำงานต่ออย่างใจเย็น เสียงต่อกแต่กของคีย์บอร์ดคลอไปกับเสียงเรียกเข้าจากโทรศัทพ์ของสำนักงานเป็นระยะ ๆ ลากยาวไปจนถึงช่วงพักเที่ยง ลิลิธที่กำลังตัดสินใจจะไปพักนั้นก็ได้ยืดแขนแล้วบิดตัวไปมาอย่างขี้เกียจนิดหน่อยก่อนจะออกไปหาอะไรมาเพื่อทานกับเขาบ้าง "ลิลิธ! ทางนี้ ๆ" เสียงเรียกของสาววันยี่สิบต้น ๆ อย่าง 'เจน' ทำให้ลิลิธหันมาหาต้นเสียงทันที เธอคือเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่ได้รู้จักช่วงมาทำงานใหม่ ๆ อีกคนหนึ่งเหมือนกัน เรียกได้ว่าเจนนั้นเป็นเพื่อนประเภทที่ ปรากฎตัวทีไรก็มักทำให้รอบข้างรู้สึกสดใสขึ้นมาได้ไม่ยากเย็น "เจน! มากินอาหารร้านนี้เหมือนกันเหรอ?" "อื้อ เห็นว่าวันนี้ป้าเขามีเมนูที่ชอบกินพอดีก็เลยมาลองกินดูน่ะ ลิลิธเป็นขาประจำเหรอ?" "อื้อ เวลาคิดไม่ออกว่าจะกินอะไรก็มากินร้านป้าแกนี่แหละ" ลิลิธตอบหลังจากสั่งอาหารเรียบร้อย ไม่นานนักทั้งสองก็มานั่งทานอาหารด้วยกัน บทสนทนาดำเนินไปอย่างเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งท็อปปิคได้ย้อนกลับมาที่เรื่องงาน"ลิลิธ ลิลิธเคยเห็นหน้าตาบอสไหม?"
"บอสของบริษัทนี้น่ะเหรอ? เอาจริง ๆ ก็ไม่เคยเห็นเลย.."
"จริงดิ!? ทั้ง ๆ ที่เป็นเลขาแต่ก็ไม่เคยเจอเลยเหรอ?" เจนเบิกตากว้างด้วยความแปลกใจ
"อืม ทุกวันมีแต่ต้องไปส่งเอกสารที่ออฟฟิศ นอกนั้นฉันก็ไม่เคยเห็นบอสแกเข้าออฟฟิศสักวันเลย เห็นว่าแกไม่ค่อยเข้าออฟฟิศเท่าไหร่ด้วย"
"ฉันว่ามันแปลก ๆ อยู่นะ" เจนลดเสียงลงราวกับเสียงกระซิบ แล้วขยับเข้ามาใกล้ลิลิธมากขึ้น
"ถ้าเกิดว่าเอกสารที่ไปส่งบ่อย ๆ มันคือเอกสารเกี่ยวกับอะไรที่ผิดกฎหมายล่ะ?" คำพูดนั้นทำให้ลิลิธถึงกับเบิกตากว้างด้วยความแปลกใจ ไม่ใช่ว่าเธอตกใจกับสิ่งที่เพื่อนของเธอคิด แต่เพราะเธอก็แอบคิดเหมือนกันมาสักพักแล้ว ทว่าตัวของลิลิธเองก็ไม่ได้อยากพูดออกไปเท่าไหร่นัก
"เจน..ก็คิดเหมือนกันเหรอ?" ลิลิธเบาเสียงตาม
"อย่าบอกนะว่า..? ฉันว่าแล้ว แกก็ได้กลิ่นเหมือกันใช่ไหม!" เจนมีท่าทางที่ดูมั่ใจขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เจ้าตัวพยายามลดเสียงลงอีกครั้งหลังเผลอส่งเสียงออกมาดังเกินไป
"ฉันน่ะสงสัยมาตลอดเลยว่าบอสของบริษัทนี้ทำไมไม่ค่อยเข้าบริษัท แล้วต้องสั่งให้แกไปส่งเอกสารตอนดึกตลอด บางทีเอกสารนั่นอาจมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องผิดกฎหมายก็ได้ ถ้าไม่เกี่ยวเลยคิดว่าบริษัทนี้มันจะรอดได้ยังไงว่าไหม" เจนพูดรัวเป็นต่อยหอยหลังจากที่เครื่องติด
อย่างที่เจนพูด บริษัทนี้เป็นบริษัทที่ส่งออกซีรี่ส์และภาพยนต์มากมายก็จริง หากแต่กระแสมัน..มักไม่เป็นไปตามที่คาดหวังเท่าไหร่ ส่วนมากผลงานหลาย ๆ เรื่องมักขาดทุน ไม่ก็ถูกกลบจากผลงานที่เป็นกระแสมากกว่าอยู่เสมอ ทำให้ยอดรายได้ของบริษัทติดตัวแดงมาตลอด.. สิ่งเหล่านี้คือข้อมูลที่ลิลิธได้ฟังมาจากรุ่นพี่และจากประสบการณ์ในการทำงานของเธออีกที
เป็นเรื่องปกติที่บริษัทนั้นจะขาดทุน แต่ .. ถ้าขาดทุนมาตลอดแต่บริษัทยังไม่ถูกปิดตัวลงเลยสักที แถมยังให้เงินพนักงานในระดับที่สูงลิ่วแบบนี้มันก็น่าสงสัยจริง ๆ แม้จะเป็นเวลาสั้น ๆ ที่ลิลิธได้มาทำงานแต่มันก็กระตุกต่อมความสงสัยของเธอได้ไม่ยาก
จะมีไหมนะ วันที่เธอจะได้เจอกับบอสปริศนาคนนั้น?
ความเงียบที่โรยตัวลงมาในห้องนั่งเล่นนั้นช่างบีบคั้น มันเป็นความเงียบที่มีเพียงเสียงหอบหายใจอย่างทุรนทุรายของเรนิตาและเสียงเข็มนาฬิกาที่เดินไปข้างหน้าอย่างไม่รอใคร ลิลิธจ้องมองกระจกบานเล็กที่ถูกทิ้งอยู่บนพรม มันไม่ได้แตกกระจาย ทว่าเงาสีดำที่วนเวียนอยู่ในนั้นกลับดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตามความหวาดกลัวของเจ้าของห้อง เรนิตาซบหน้าลงกับฝ่ามือที่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ร่างกายของเธอสั่นเทิ้มจนลิลิธเกรงว่าเธอจะแตกสลายไปจริงๆ ในวินาทีนั้นเอง ลิลิธเหลือบมองไปยังชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหลังดาราสาว ธีรภัทรยังคงยืนนิ่งสนิท ท่าทางของเขาดูสูงส่งและเย็นชาดุจรูปสลัก ทว่าเมื่อแสงสว่างรำไรจากภายนอกส่องมากระทบเสี้ยวหน้าของเขา ลิลิธกลับสังเกตเห็นบางอย่างที่ต่างออกไป แววตาของเขาไม่ได้มีความสะใจหรือความโหดเหี้ยม มันเรียบเฉย ทว่ากลับแฝงไปด้วยความเหนื่อยหน่ายที่ลึกซึ้ง ราวกับเขาเคยเห็นฉากโศกนาฏกรรมเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่านับพันครั้งจนมันกลายเป็นเรื่องปกติที่น่าเศร้าใจ เขาไม่ได้เร่งรัดเอาคำตอบด้วยท่าทีคุกคาม แต่เขากลับรอคอยอย่างอดทนเหมือนผู้ใหญ่ที่กำลังมองดูเด็กที่หลงทาง "เลือกสิครับ เรนิตา" เสียงของธีรภ
โถงห้องนั่งเล่นกว้างขวางภายในเพนท์เฮาส์หรูที่ควรจะดูสง่างาม กลับให้ความรู้สึกเหมือนศาลเจ้าที่ถูกทิ้งร้าง แสงสว่างเพียงน้อยนิดที่ลอดผ่านผ้าม่านไม่ได้ช่วยให้ห้องนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้น กลิ่นหอมหวานเอียนของดอกลิลลี่ที่วางอยู่ตามมุมห้องกำลังแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นอับชื้นที่น่าอึดอัด ลิลิธพยายามระงับอาการมือสั่นขณะที่จ้องมองดาราสาวตรงหน้า ผิวพรรณของเรนิตาที่เคยดูเปล่งปลั่งในนิตยสาร บัดนี้กลับดูหยาบกร้านและซีดเทาเหมือนขี้ผึ้งที่กำลังละลาย"ความสุข งั้นเหรอ?" เรนิตาหัวเราะออกมา แต่มันเป็นเสียงสำลักที่ฟังดูแห้งผากราวกับไม่มีน้ำลายอยู่ในลำคอแม้แต่หยดเดียว "ชื่อเสียง เงินทอง ทุกคนก้มหัวให้ฉัน นั่นไม่ใช่ความสุขหรือไง?"เธอพยายามจะยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม แต่มือที่สั่นเทากลับทำให้น้ำหกกระเซ็นลงบนชุดเดรสไหมราคาแพง ลิลิธเห็นความอัปยศพาดผ่านดวงตาที่ลึกโหลของดาราสาวเพียงวูบเดียว ก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยความโหยหาที่ดูน่าเวทนา"บอกเธอสิลิลิธ" เสียงของธีรภัทรดังขึ้นข้างใบหูของหญิงสาว เขาไม่ได้ขยับตัวจากจุดที่ยืนอยู่หลังโซฟาของเรนิตา แต่เขากลับโน้มใบหน้าลงมาจนแทบจะชิดกับกลุ่มผมของดาราสาว "บอกเธอว่าความสุขที่แลกมาด้วย
แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้ากว้างขึ้นทุกที รถลีมูซีนสีดำสนิทเลี้ยวเข้าสู่ย่านพักอาศัยระดับหรูที่เงียบสงัดจนน่าประหลาดใจ ภายในรถที่ปิดม่านทึบ ลิลิธยังคงนั่งตัวเกร็งพลางกุมซองหนังสีดำไว้ในอุ้งมือที่ชื้นเหงื่อ คำถามมากมายพรั่งพรูอยู่ในหัว แต่เธอกลับไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวแรงๆ เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งของธีรภัทรเอนหลังพิงเบาะ หลับตาลงอย่างสงบนิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ไร้ลมหายใจ"บอสคะ แล้วถ้าเรนิตาเธอยัง 'สภาพดี' บอสจะต่อสัญญาให้เธอใช่ไหมคะ?" ลิลิธตัดสินใจถามทำลายความเงียบ เสียงของเธอเบาหวิวเมื่อนึกถึงดาราสาวที่เคยเห็นในจอโทรทัศน์ ผู้หญิงที่เพียบพร้อมไปด้วยชื่อเสียงและเสน่ห์ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงหนึ่งใน 'หมาก' ของแวมไพร์หนุ่มคนนี้ธีรภัทรไม่ลืมตา แต่กลับมีรอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก "คำว่า 'สภาพดี' ของผมกับของมนุษย์มันต่างกันนะลิลิธ มนุษย์มองที่รูปลักษณ์ภายนอก ผิวพรรณ หรือความนิยม แต่ผมมองที่ 'ภาชนะ' ว่ามันยังเหลือพื้นที่ให้บรรจุพลังงานได้อีกแค่ไหน ถ้าดวงวิญญาณของเธอเหี่ยวเฉาจนไม่สามารถรองรับ 'พร' ของผมได้อีก การต่อสัญญาก็คือการทิ้งของเสียดีๆ นี่เอง"รถค่อยๆ ชะลอตัวและหยุดลงที่หน้าเพนท์เ
"บอสคะ แล้วอายุขัยที่ว่านั่น บอสเอาไปทำอะไรเหรอคะ?" ลิลิธถามขึ้นเบาๆ เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกสู่โถงจอดรถชั้นใต้ดินที่ถูกปิดกั้นไว้เป็นส่วนตัวธีรภัทรก้าวเดินออกจากลิฟต์ตรงไปยังรถลีมูซีนสีดำสนิทที่จอดรออยู่เพียงคันเดียว ท่ามกลางความสลัวของไฟนีออนชั้นใต้ดิน ร่างของเขาดูราวกับหลอมรวมไปกับความมืดได้ทุกเมื่อ เขาหยุดฝีเท้าลงหน้าประตูรถที่ถูกเปิดออกโดยชายในชุดสูทสีเทาเข้มคนหนึ่งซึ่งลิลิธไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน"ไซมอน นี่ลิลิธ เลขาคนใหม่ของฉัน" ธีรภัทรแนะนำสั้นๆไซมอน พนักงานขับรถวัยกลางคนที่มีใบหน้าเรียบเฉยจนดูเหมือนหุ่นยนต์ก้มหัวทักทายลิลิธเล็กน้อย "ยินดีที่ได้พบครับ คุณลิลิธ"ธีรภัทรก้าวเข้าไปนั่งด้านในก่อนจะผายมือให้ลิลิธตามเข้าไป เมื่อประตูปิดลง ความเงียบสงัดก็ครอบงำไปทั่วห้องโดยสารที่ถูกบุด้วยกำมะหยี่สีเข้ม ธีรภัทรหยิบกล่องสีดำสี่หลี่ยมเล็กๆ ออกมาจากที่เก็บของภายในรถแล้วเปิดมันออก จากนั้นเขาห็หยิบผลึกสีแดงนั้นขึ้นมาถือไว้ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ แสงไฟสีนวลในรถทำให้มันดูเหมือนดวงตาของอสุรกายที่กำลังจ้องมองกลับมา"มนุษย์มักจะยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการในเวลาอันสั้นครั
กริ๊ก เสียงปิดประตูดังขึ้นเบาๆ เมื่อเธอเดินทางมาถึงหน้าโรงแรมคาร์ดอนเนียในเวลา 06:50 น. ตรงตามที่ตกลงกันไว้ บรรยากาศของโรงแรมหรูระดับห้าดาวในช่วงเช้ามืดดูเงียบเหงาแต่ทว่าเต็มไปด้วยความกดดันแปลกๆ ลิลิธกระชับซองหนังสีดำในมือแน่น ความเย็นของมันยังคงย้ำเตือนถึงสัมผัสของ 'บอส' เมื่อคืนนี้ "เชิญทางนี้ครับ คุณลิลิธ" ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิท—ธีรภัทร—ปรากฏตัวขึ้นจากมุมมืดของโถงทางเดินโรงแรม ราวกับเขาหลอมรวมอยู่กับเงาของเสาหินอ่อนมาตั้งแต่ต้น ลิลิธสะดุ้งเล็กน้อยแต่พยายามคุมสติให้มั่น ผิวของเขาดูขาวซีดยิ่งกว่าเมื่อคืนเมื่อต้องแสงไฟสีนวลของโรงแรม และเขายังคงไม่มีเงาสะท้อนบนพื้นหินอ่อนที่ขัดจนเงาวับ "บอส มาถึงนานแล้วเหรอคะ?" "ผมไม่ต้องนอนเหมือนมนุษย์ครับ" เขาตอบสั้นๆ พร้อมกับเดินนำไปทางห้องรับรองพิเศษที่อยู่ชั้นบนสุด "จำไว้นะลิลิธ ในที่ประชุมนี้ คุณไม่ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็น หน้าที่ของคุณคือถ่ายทอดคำพูดของผมออกไปให้ชัดเจนที่สุด และห้ามเปิดซองหนังนั่นจนกว่าผมจะสั่ง" พรึ่บ! ประตูบานคู่ของห้องรับรองถูกเปิดออกโดยพนักงานโรงแรมที่ดูไร้วิญญาณ ภายในห้องนั้นมีชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขา
"ห้าเท่า.."ลิลิธพึมพำออกมาเบาๆ จนเกือบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ เธอจ้องมองหยดไวน์สีแดงเข้มที่เกาะอยู่ข้างแก้วในมือของธีรภัทร มันดูราวกับหยาดเลือดที่สดใหม่ท่ามกลางแสงไฟสลัว.. ดวงตาของเธอสั่นไหวเมื่อมองไปยังนาฬิกาบนผนังที่เข็มนาทีกำลังเคลื่อนเข้าใกล้เลขหกเข้าไปทุกที ความเงียบในห้องทำงานทำให้เสียง ติ๊ก ต่อก ของนาฬิกาดังชัดเจนราวกับเสียงกลองศึกที่รัวกระชั้นชั่งน้ำหนักระหว่าง 'อิสรภาพที่ว่างเปล่า' กับ 'พันธนาการที่มั่งคั่ง'"ทำไมต้องเป็นฉันคะ?"เธอรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มที่ไร้เงาในกระจก แผ่นหลังของเธอเหยียดตรงด้วยความเครียดขึง มือที่ประสานกันบนตักบีบเข้าหากันจนเห็นเส้นเลือดชัดเจน"ถ้าบริษัทนี้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น บอสจะหาคนที่มี 'ตาทิพย์' หรืออะไรแบบนั้นมาทำงานให้ก็น่าจะไม่ยากนี่คะ ทำไมถึงเลือกเลขาธรรมดาๆ ที่เพิ่งทำงานได้แค่อาทิตย์เดียว แถมยังมาสายตั้งแต่วันแรกแบบฉัน?"ธีรภัทรวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเสียงดัง แกร๊ก เบาๆ เขาโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย แสงไฟนีออนที่กะพริบถี่ๆ สะท้อนให้เห็นรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเขา มันเป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ดูถูก แต่กลับดูเหมือนเขากำลังชื่นชมในความกล้าที่
ความเงียบที่ปกคลุมห้องทำงานบนชั้น N ในขณะนี้ ไม่ใช่ความเงียบสงัดทั่วไป แต่มันคือความเงียบที่หนักอึ้งและบีบคั้นจนได้ยินเสียงหยดน้ำค้างที่เกาะอยู่นอกหน้าต่างไหลรินลงมาเป็นทางยาว ลิลิธรู้สึกเหมือนก้อนเนื้อในอกซ้ายกำลังประท้วงด้วยการเต้นรัวจนเจ็บปวด เธอนั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนโซฟาหนังราคาแพงที่สัมผัสของมั
"ฉ- ฉันไม่เข้าใจค่ะ" ลิลิธเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความประหม่า "คุณหมายความว่ายังไงว่าคนอื่นมองไม่เห็นคุณ?" ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นมาเรื่อย ๆ ท่ามกลางออฟฟิศอันเงียบงัน ลิลิธที่นั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้ามกับบอสของเธอยังคงกุมมือของตนเอาไว้แน่น บรรยากาศในห้องนี้เริ่มหนาวขึ้นอย่างน่าประหลาดทั้ง ๆ
"คุณ เป็นใครกันแน่คะ?" ลิลิธเค้นเสียงถามออกไปอย่างยากลำบาก ในใจเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว แต่ความสงสัยกลับมีอำนาจเหนือกว่าในวินาทีนั้น ชายหนุ่มยกยิ้มมุมปากที่ดูเยือกเย็นแต่กลับเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันตราย เขาขยับกายเข้ามาใกล้จนเธอได้กลิ่นจางๆ ของน้ำหอมราคาแพงผสมกับกลิ่นไอเย็นของสายฝน "คำถามนั้น ฉ
วันนี้มีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นอีกครั้ง ลิลิธที่เดินทางมายังบริษัทเพื่อทำงานอย่างทุกทีได้เจอจดหมายซองสีดำที่มีตราประทับสีแดงถูกวางเอาไว้บนโต๊ะของเธอ โดยปกติแล้วจดหมายทั่วไปจะใช้ซองสีขาวกัน แต่จดหมายที่เธอได้รับนั้นกลับเป็นสีดำแบบนี้ นั่นก็หมายถึงได้อยู่อย่างเดียว.. ถ้าไม่ใช่การกลั่นแกล้ง ก็เป็นจดห







