Home / โรแมนติก / บอสของฉันเป็นแวมไพร์ / บทที่ 4 - [ ทำความรู้จัก ]

Share

บทที่ 4 - [ ทำความรู้จัก ]

last update publish date: 2026-03-01 22:47:25

วันนี้มีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นอีกครั้ง

ลิลิธที่เดินทางมายังบริษัทเพื่อทำงานอย่างทุกทีได้เจอจดหมายซองสีดำที่มีตราประทับสีแดงถูกวางเอาไว้บนโต๊ะของเธอ โดยปกติแล้วจดหมายทั่วไปจะใช้ซองสีขาวกัน แต่จดหมายที่เธอได้รับนั้นกลับเป็นสีดำแบบนี้ นั่นก็หมายถึงได้อยู่อย่างเดียว.. ถ้าไม่ใช่การกลั่นแกล้ง ก็เป็นจดหมายที่เจาะจงส่งถึงเธอในฐานะ 'เลขา' ของบอส

เมื่อเธอเปิดดู ข้อความายในนั้นก็ได้กล่าวถึงงานที่เธอต้องทำหลังจากส่งซองเอกสารเสร็จ นั่นคือให้เธอนั่งรอภายในห้องนั้นสักหนึ่งนาที

'หมายความว่ายังไง?' ลิลิธอ่านข้อความด้วยสีหน้างงงวยจนคิ้วขมวด การไปส่งเอกสารให้บอสที่ออฟฟิศก็สยองพอแล้วเพราะรูปหลอน ๆ ตรงทางเดินนั่น นี่ยังจะให้เธอไปนั่งรอในห้องที่ไม่มีคนอยู่นั่นอีกเหรอ นี่มันคือการแกล้งกันหรือยังไง?

ลิลิธถอนหายใจออกมา แล้วเก็บจดหมายนั้นใส่ลงในลิ้นชักแล้วหวังว่าสิ่งที่เธอได้รับมานั้นคือจดหมายปลอม

"......"

ใช่ เธออยากให้มันเป็นจดหมายปลอมมาก ถ้าในจดหมายนั้นไม่มีตราประทับกับลายเซ็นยืนยันความน่าเชื่อถือของจดหมายเอาไว้จากบอสของเธอ

'โธ่เอ๊ย! ทำก็ได้ ขอนับเป็นการทำโอทีก็แล้วกัน!' ไหน ๆ เงินที่เธอได้รับก็เยอะแล้ว แต่.. ถ้าจะมีโอกาสได้รับเงินเพิ่มอีกเธอก็ยินดีจะทำ ไม่ใช่เพราะว่าเจ้าตัวเห็นแก่เงินหรอกนะ จริง ๆ

แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านหน้าต่างกระจกของบริษัทมิดไนท์ เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ ดูจะหม่นแสงลงกว่าปกติในสายตาของลิลิธ เธอนั่งจ้องซองจดหมายสีดำที่เก็บไว้ในลิ้นชักสลับกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่โชว์ตารางงานอันแน่นขนัด ความรู้สึกหนักอึ้งที่หน้าอกไม่ใช่เพราะปริมาณงาน แต่เป็นเพราะ ‘คำสั่ง’ ประหลาดที่ระบุไว้ในจดหมายฉบับนั้น

การรอคอยในห้องนั้นเพียงหนึ่งนาที มันฟังดูสั้น แต่มันคือหนึ่งนาทีในห้องที่เย็นยะเยือกและเต็มไปด้วยภาพวาดชวนขวัญเสีย

"เป็นอะไรไปลิลิธ ทำหน้าเหมือนเห็นผีเลย" พี่แก้วเดินผ่านมาทักพร้อมแก้วกาแฟในมือ

"ป-เปล่าค่ะพี่ แค่ล้าๆ นิดหน่อยน่ะค่ะ" ลิลิธฝืนยิ้มตอบ พยายามซ่อนความกระวนกระวายไว้ใต้ท่าทางปกติ

เธอไม่ได้บอกใครเรื่องจดหมายนั่น แม้แต่เจนที่เพิ่งคุยเรื่องลับๆ กันไปเมื่อกลางวัน เพราะสัญชาตญาณบางอย่างเตือนเธอว่า ยิ่งคนรู้เรื่องนี้น้อยเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น.. ปลอดภัยจากความสงสัย หรืออาจจะปลอดภัยจากสิ่งที่เธอยังไม่เข้าใจ

เวลาล่วงเลยไปจนตึกทั้งตึกเริ่มเงียบสงัด พนักงานคนสุดท้ายเดินออกจากแผนกไปเมื่อตอนสี่ทุ่มครึ่ง ทิ้งให้ลิลิธนั่งอยู่ท่ามกลางแสงไฟสลัวที่ถูกเปิดทิ้งไว้เพียงไม่กี่ดวง เธอหยิบซองเอกสารลับและซองจดหมายสีดำขึ้นมาถือไว้มั่น ความเย็นของกระดาษซึมผ่านปลายนิ้วที่สั่นเทาน้อยๆ

ติ๊ก ต่อก

เข็มนาฬิกาบนผนังเคลื่อนตัวมาหยุดที่เลขสิบสองอย่างเที่ยงตรง บ่งบอกเวลา 23:00 น.

ลิลิธสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอดก่อนจะก้าวขาเข้าสู่ลิฟต์ เมื่อกดปุ่มชั้น N ตัวลิฟต์ก็เคลื่อนที่ขึ้นอย่างเงียบเชียบจนได้ยินเสียงจังหวะหัวใจของตัวเองที่เต้นรัวเร็ว ประตูลิฟต์เปิดออกสู่โถงทางเดินพรมแดงเดิม แต่ในคืนนี้ ลิลิธรู้สึกว่าดวงตาของผู้หญิงในภาพวาดชุดเดรสแดงนั้นดูจะจ้องมองเธอเขม็งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ตึก ตึก ตึก

เสียงรองเท้าส้นสูงของเธอกระทบพื้นพรมดังสม่ำเสมอ เธอเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานใหญ่ที่เธอคุ้นเคย จากนั้นก็ผลักประตูเข้าไปภายในออฟฟิศของบอส

ความเย็นเฉียบเข้าปะทะใบหน้าทันทีจนเธอต้องหดไหล่ ลิลิธเดินตรงไปวางซองเอกสารลงบนโต๊ะไม้โอ๊กตัวเดิมอย่างรวดเร็ว หน้าที่ของเธอควรจะจบลงแค่นี้และวิ่งหนีออกไปให้พ้นจากความกดดันนี้เสียที แต่คำสั่งในจดหมายดำกลับตรึงฝ่าเท้าของเธอไว้กับพื้นห้อง

หนึ่งนาที ฉันต้องรอที่นี่หนึ่งนาที

ลิลิธยืนนิ่งอยู่กลางห้อง สายตากวาดมองไปรอบๆ ความมืดสลัวที่ปกคลุมมุมห้องทำให้เธอมองไม่เห็นว่ามีใครหรืออะไรซ่อนอยู่หรือไม่ ความเงียบในห้องนี้มันช่างบาดแก้วหูเสียจนเธอได้ยินเสียงลมหายใจที่ติดขัดของตัวเอง

สิบวินาทีผ่านไป

มีเสียงขยับของแผ่นกระดาษบนโต๊ะ ทั้งที่ไม่มีลมพัดผ่านมาแม้แต่น้อย ลิลิธสะดุ้งสุดตัวแต่ก็ยังไม่กล้าขยับเขยื้อน

สามสิบวินาทีผ่านไป

เธอเริ่มรู้สึกถึง 'สายตา' คู่หนึ่งที่จ้องมองมาจากเงามืดด้านหลังโต๊ะทำงานที่ว่างเปล่า ความรู้สึกร้อนผ่าวที่ต้นคอทำให้เธออยากจะหันไปดูแต่ความกลัวกลับสั่งให้เธอยืนแข็งทื่อราวกับถูกสาป

ครืด..

เสียงเหมือนเก้าอี้ไม้ถูกลากเบาๆ ดังมาจากมุมมืดที่เธอเพิ่งมองไปเมื่อครู่ ลิลิธขบเม้มริมฝีปากจนห่อเลือด ความกดดันในอากาศเพิ่มสูงขึ้นจนเธอรู้สึกเหมือนออกซิเจนรอบตัวกำลังจะหมดไป

ห้าสิบวินาที ห้าสิบเอ็ด

"นึกว่าเธอจะวิ่งหนีไปก่อนซะอีก"

เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบดังขึ้นจากทางด้านหลังที่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ลิลิธเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบจนเกือบจะหยุดเต้น เธอจำเสียงนี้ได้ เสียงของชายหนุ่มในชุดสูทสีดำคนนั้น คนที่เธอเจอในลิฟต์และที่โถงทางเดิน

เขายังอยู่ที่นี่ และเขาไม่ได้อยู่คนเดียว

ลิลิธยังไม่ทันได้หันกลับไปมอง เสียงกระพือปีกพรึ่บพรั่บก็ดังขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมกับค้างคาวตัวเล็กๆ ที่บินโฉบผ่านหน้าเธอไปเกาะอยู่บนบ่าของเงาร่างสูงโปร่งที่ค่อยๆ ก้าวออกมาจากมุมมืด แสงไฟสลัวสะท้อนให้เห็นเสี้ยวใบหน้าอันหล่อเหลาที่ดูขาวซีดจนผิดธรรมชาติและดวงตาที่วาวโรจน์แปลกๆ ในความมืด

"หนึ่งนาทีครบแล้ว" เขาเอ่ยขึ้นพร้อมกับหยิบซองเอกสารที่เธอเพิ่งวางไปขึ้นมาถือไว้

"ขอบใจมาก.. ลิลิธ"

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • บอสของฉันเป็นแวมไพร์   บทที่ 13 - [ จบงาน ]

    ความเงียบที่โรยตัวลงมาในห้องนั่งเล่นนั้นช่างบีบคั้น มันเป็นความเงียบที่มีเพียงเสียงหอบหายใจอย่างทุรนทุรายของเรนิตาและเสียงเข็มนาฬิกาที่เดินไปข้างหน้าอย่างไม่รอใคร ลิลิธจ้องมองกระจกบานเล็กที่ถูกทิ้งอยู่บนพรม มันไม่ได้แตกกระจาย ทว่าเงาสีดำที่วนเวียนอยู่ในนั้นกลับดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตามความหวาดกลัวของเจ้าของห้อง เรนิตาซบหน้าลงกับฝ่ามือที่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ร่างกายของเธอสั่นเทิ้มจนลิลิธเกรงว่าเธอจะแตกสลายไปจริงๆ ในวินาทีนั้นเอง ลิลิธเหลือบมองไปยังชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหลังดาราสาว ธีรภัทรยังคงยืนนิ่งสนิท ท่าทางของเขาดูสูงส่งและเย็นชาดุจรูปสลัก ทว่าเมื่อแสงสว่างรำไรจากภายนอกส่องมากระทบเสี้ยวหน้าของเขา ลิลิธกลับสังเกตเห็นบางอย่างที่ต่างออกไป แววตาของเขาไม่ได้มีความสะใจหรือความโหดเหี้ยม มันเรียบเฉย ทว่ากลับแฝงไปด้วยความเหนื่อยหน่ายที่ลึกซึ้ง ราวกับเขาเคยเห็นฉากโศกนาฏกรรมเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่านับพันครั้งจนมันกลายเป็นเรื่องปกติที่น่าเศร้าใจ เขาไม่ได้เร่งรัดเอาคำตอบด้วยท่าทีคุกคาม แต่เขากลับรอคอยอย่างอดทนเหมือนผู้ใหญ่ที่กำลังมองดูเด็กที่หลงทาง "เลือกสิครับ เรนิตา" เสียงของธีรภ

  • บอสของฉันเป็นแวมไพร์   บทที่ 12 - [ สิ่งที่ต้องแลก ]

    โถงห้องนั่งเล่นกว้างขวางภายในเพนท์เฮาส์หรูที่ควรจะดูสง่างาม กลับให้ความรู้สึกเหมือนศาลเจ้าที่ถูกทิ้งร้าง แสงสว่างเพียงน้อยนิดที่ลอดผ่านผ้าม่านไม่ได้ช่วยให้ห้องนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้น กลิ่นหอมหวานเอียนของดอกลิลลี่ที่วางอยู่ตามมุมห้องกำลังแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นอับชื้นที่น่าอึดอัด ลิลิธพยายามระงับอาการมือสั่นขณะที่จ้องมองดาราสาวตรงหน้า ผิวพรรณของเรนิตาที่เคยดูเปล่งปลั่งในนิตยสาร บัดนี้กลับดูหยาบกร้านและซีดเทาเหมือนขี้ผึ้งที่กำลังละลาย"ความสุข งั้นเหรอ?" เรนิตาหัวเราะออกมา แต่มันเป็นเสียงสำลักที่ฟังดูแห้งผากราวกับไม่มีน้ำลายอยู่ในลำคอแม้แต่หยดเดียว "ชื่อเสียง เงินทอง ทุกคนก้มหัวให้ฉัน นั่นไม่ใช่ความสุขหรือไง?"เธอพยายามจะยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม แต่มือที่สั่นเทากลับทำให้น้ำหกกระเซ็นลงบนชุดเดรสไหมราคาแพง ลิลิธเห็นความอัปยศพาดผ่านดวงตาที่ลึกโหลของดาราสาวเพียงวูบเดียว ก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยความโหยหาที่ดูน่าเวทนา"บอกเธอสิลิลิธ" เสียงของธีรภัทรดังขึ้นข้างใบหูของหญิงสาว เขาไม่ได้ขยับตัวจากจุดที่ยืนอยู่หลังโซฟาของเรนิตา แต่เขากลับโน้มใบหน้าลงมาจนแทบจะชิดกับกลุ่มผมของดาราสาว "บอกเธอว่าความสุขที่แลกมาด้วย

  • บอสของฉันเป็นแวมไพร์   บทที่ 11 - [ สัญญา ]

    แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้ากว้างขึ้นทุกที รถลีมูซีนสีดำสนิทเลี้ยวเข้าสู่ย่านพักอาศัยระดับหรูที่เงียบสงัดจนน่าประหลาดใจ ภายในรถที่ปิดม่านทึบ ลิลิธยังคงนั่งตัวเกร็งพลางกุมซองหนังสีดำไว้ในอุ้งมือที่ชื้นเหงื่อ คำถามมากมายพรั่งพรูอยู่ในหัว แต่เธอกลับไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวแรงๆ เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งของธีรภัทรเอนหลังพิงเบาะ หลับตาลงอย่างสงบนิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ไร้ลมหายใจ"บอสคะ แล้วถ้าเรนิตาเธอยัง 'สภาพดี' บอสจะต่อสัญญาให้เธอใช่ไหมคะ?" ลิลิธตัดสินใจถามทำลายความเงียบ เสียงของเธอเบาหวิวเมื่อนึกถึงดาราสาวที่เคยเห็นในจอโทรทัศน์ ผู้หญิงที่เพียบพร้อมไปด้วยชื่อเสียงและเสน่ห์ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงหนึ่งใน 'หมาก' ของแวมไพร์หนุ่มคนนี้ธีรภัทรไม่ลืมตา แต่กลับมีรอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก "คำว่า 'สภาพดี' ของผมกับของมนุษย์มันต่างกันนะลิลิธ มนุษย์มองที่รูปลักษณ์ภายนอก ผิวพรรณ หรือความนิยม แต่ผมมองที่ 'ภาชนะ' ว่ามันยังเหลือพื้นที่ให้บรรจุพลังงานได้อีกแค่ไหน ถ้าดวงวิญญาณของเธอเหี่ยวเฉาจนไม่สามารถรองรับ 'พร' ของผมได้อีก การต่อสัญญาก็คือการทิ้งของเสียดีๆ นี่เอง"รถค่อยๆ ชะลอตัวและหยุดลงที่หน้าเพนท์เ

  • บอสของฉันเป็นแวมไพร์   บทที่ 10 - [ เริ่มงาน ]

    "บอสคะ แล้วอายุขัยที่ว่านั่น บอสเอาไปทำอะไรเหรอคะ?" ลิลิธถามขึ้นเบาๆ เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกสู่โถงจอดรถชั้นใต้ดินที่ถูกปิดกั้นไว้เป็นส่วนตัวธีรภัทรก้าวเดินออกจากลิฟต์ตรงไปยังรถลีมูซีนสีดำสนิทที่จอดรออยู่เพียงคันเดียว ท่ามกลางความสลัวของไฟนีออนชั้นใต้ดิน ร่างของเขาดูราวกับหลอมรวมไปกับความมืดได้ทุกเมื่อ เขาหยุดฝีเท้าลงหน้าประตูรถที่ถูกเปิดออกโดยชายในชุดสูทสีเทาเข้มคนหนึ่งซึ่งลิลิธไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน"ไซมอน นี่ลิลิธ เลขาคนใหม่ของฉัน" ธีรภัทรแนะนำสั้นๆไซมอน พนักงานขับรถวัยกลางคนที่มีใบหน้าเรียบเฉยจนดูเหมือนหุ่นยนต์ก้มหัวทักทายลิลิธเล็กน้อย "ยินดีที่ได้พบครับ คุณลิลิธ"ธีรภัทรก้าวเข้าไปนั่งด้านในก่อนจะผายมือให้ลิลิธตามเข้าไป เมื่อประตูปิดลง ความเงียบสงัดก็ครอบงำไปทั่วห้องโดยสารที่ถูกบุด้วยกำมะหยี่สีเข้ม ธีรภัทรหยิบกล่องสีดำสี่หลี่ยมเล็กๆ ออกมาจากที่เก็บของภายในรถแล้วเปิดมันออก จากนั้นเขาห็หยิบผลึกสีแดงนั้นขึ้นมาถือไว้ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ แสงไฟสีนวลในรถทำให้มันดูเหมือนดวงตาของอสุรกายที่กำลังจ้องมองกลับมา"มนุษย์มักจะยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการในเวลาอันสั้นครั

  • บอสของฉันเป็นแวมไพร์   บทที่ 9 - [ หน้าที่ใหม่ ]

    กริ๊ก เสียงปิดประตูดังขึ้นเบาๆ เมื่อเธอเดินทางมาถึงหน้าโรงแรมคาร์ดอนเนียในเวลา 06:50 น. ตรงตามที่ตกลงกันไว้ บรรยากาศของโรงแรมหรูระดับห้าดาวในช่วงเช้ามืดดูเงียบเหงาแต่ทว่าเต็มไปด้วยความกดดันแปลกๆ ลิลิธกระชับซองหนังสีดำในมือแน่น ความเย็นของมันยังคงย้ำเตือนถึงสัมผัสของ 'บอส' เมื่อคืนนี้ "เชิญทางนี้ครับ คุณลิลิธ" ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิท—ธีรภัทร—ปรากฏตัวขึ้นจากมุมมืดของโถงทางเดินโรงแรม ราวกับเขาหลอมรวมอยู่กับเงาของเสาหินอ่อนมาตั้งแต่ต้น ลิลิธสะดุ้งเล็กน้อยแต่พยายามคุมสติให้มั่น ผิวของเขาดูขาวซีดยิ่งกว่าเมื่อคืนเมื่อต้องแสงไฟสีนวลของโรงแรม และเขายังคงไม่มีเงาสะท้อนบนพื้นหินอ่อนที่ขัดจนเงาวับ "บอส มาถึงนานแล้วเหรอคะ?" "ผมไม่ต้องนอนเหมือนมนุษย์ครับ" เขาตอบสั้นๆ พร้อมกับเดินนำไปทางห้องรับรองพิเศษที่อยู่ชั้นบนสุด "จำไว้นะลิลิธ ในที่ประชุมนี้ คุณไม่ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็น หน้าที่ของคุณคือถ่ายทอดคำพูดของผมออกไปให้ชัดเจนที่สุด และห้ามเปิดซองหนังนั่นจนกว่าผมจะสั่ง" พรึ่บ! ประตูบานคู่ของห้องรับรองถูกเปิดออกโดยพนักงานโรงแรมที่ดูไร้วิญญาณ ภายในห้องนั้นมีชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขา

  • บอสของฉันเป็นแวมไพร์   บทที่ 8 [ ตัดสินใจ ]

    "ห้าเท่า.."ลิลิธพึมพำออกมาเบาๆ จนเกือบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ เธอจ้องมองหยดไวน์สีแดงเข้มที่เกาะอยู่ข้างแก้วในมือของธีรภัทร มันดูราวกับหยาดเลือดที่สดใหม่ท่ามกลางแสงไฟสลัว.. ดวงตาของเธอสั่นไหวเมื่อมองไปยังนาฬิกาบนผนังที่เข็มนาทีกำลังเคลื่อนเข้าใกล้เลขหกเข้าไปทุกที ความเงียบในห้องทำงานทำให้เสียง ติ๊ก ต่อก ของนาฬิกาดังชัดเจนราวกับเสียงกลองศึกที่รัวกระชั้นชั่งน้ำหนักระหว่าง 'อิสรภาพที่ว่างเปล่า' กับ 'พันธนาการที่มั่งคั่ง'"ทำไมต้องเป็นฉันคะ?"เธอรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มที่ไร้เงาในกระจก แผ่นหลังของเธอเหยียดตรงด้วยความเครียดขึง มือที่ประสานกันบนตักบีบเข้าหากันจนเห็นเส้นเลือดชัดเจน"ถ้าบริษัทนี้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น บอสจะหาคนที่มี 'ตาทิพย์' หรืออะไรแบบนั้นมาทำงานให้ก็น่าจะไม่ยากนี่คะ ทำไมถึงเลือกเลขาธรรมดาๆ ที่เพิ่งทำงานได้แค่อาทิตย์เดียว แถมยังมาสายตั้งแต่วันแรกแบบฉัน?"ธีรภัทรวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเสียงดัง แกร๊ก เบาๆ เขาโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย แสงไฟนีออนที่กะพริบถี่ๆ สะท้อนให้เห็นรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเขา มันเป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ดูถูก แต่กลับดูเหมือนเขากำลังชื่นชมในความกล้าที่

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status