LOGINความโกลาหลวุ่นวายเกิดขึ้นในโรงพยาบาลสัตว์เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำงูจงอางขนาดยาวกว่า 6 เมตรเข้ามาให้คุณหมอรักษาบาดแผลที่เกิดจากการโดนหมาบางแก้วกัดจนไส้แตก
คุณหมอมาร์คัส สัตวแพทย์หนุ่มและเจ้าของโรงพยาบาลสัตว์เป็นคนรับรักษาเคสนี้ด้วยตัวเอง ต้องทำการฉีดยาซึมและวางยาสลบถึงจะสามารถเย็บรักษาบาดแผลของเจ้างูเคราะห์ร้ายได้ ซึ่งในเวลาต่อมาทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี เจ้าจงอางถูกส่งให้อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ป่าไม้เพื่อรอเวลาฟื้นตัวจะได้ปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ แต่กระนั้น งูยักษ์ก็ยังต้องให้เจ้าหน้าที่พามาทำแผลและฉีดยาฆ่าเชื้อทุกวันจนกว่าจะหายดี นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเคสยากที่ทำเอาคุณหมอรวมไปถึงเหล่าผู้ช่วยยกมือปาดเหงื่อกันถ้วนหน้า เสร็จสิ้นจากเคสงูจงอาง เหลือเพียงแค่เคสเล็กๆ อย่างฉีดวัคซีนหมาแมวและตัดไหมแผลทำหมัน ซึ่งหน้าที่นี้หมอ ‘เฟอร์’ คุณหมอสาวคนสวยอีกคนประจำโรงพยาบาลจัดการได้สบายอยู่แล้ว “ผมจะออกไปธุระหน่อย มีเคสด่วนอะไรเข้ามาอีก คุณก็โทรมานะ” “ได้ค่ะหมอคัส” หมอเฟอร์พยักหน้าและยิ้มหวานรับทราบ ธุระของมาร์คัสเพียงแค่ต้องเดินข้ามถนนทางม้าลายไปยังฝั่งตรงข้ามกับโรงพยาบาลสัตว์ของเขาก็เท่านั้น ชายหนุ่มเข้ามาอยู่ในร้านอาหารร้านหนึ่งซึ่งกลายเป็นร้านโปรดร้านประจำของเขาจนรู้จักสนิทสนมกับเจ้าของร้านและพนักงานแทบทุกคนเพราะสั่งอาหารทานแทบทุกวัน ขณะนั่งรออีกฝ่ายซึ่งอีกไม่กี่นาทีคงจะมาถึง มาร์คัสมองป้ายที่เด่นหราบนตึกขนาดใหญ่เขียนบอกว่า ‘โรงพยาบาลสัตว์ Pet BR’ ตึกสีขาวดั่งไข่มุกตั้งตะหง่านท่ามกลางร้านรวงอื่นๆ ในละแวกนี้ “คุณมาร์คัสสวัสดีค่ะ” คนที่มาร์คัสจะคุยธุระด้วยในวันนี้โผล่เข้ามาพอดี ชายหนุ่มจึงถอนสายตาจากสิ่งที่ภาคภูมิใจเพื่อยกมือไหว้ทักทายอีกฝ่าย “สวัสดีครับคุณรุ้ง เชิญนั่งครับ” “ขอบคุณค่ะ คุณมาร์คัสมารอนานยังคะ” “ไม่นานครับ ผมก็เพิ่งมาเหมือนกัน” ก่อนการพูดคุยธุระจะเริ่มต้นขึ้น มาร์คัสและวิลาวัณย์สั่งอาหารมารับประทาน “ไก่อบน้ำผึ้งของที่นี่อร่อยจังเลยนะคะ สงสัยต้องซื้อกลับไปฝากคนที่บ้านสักหน่อยแล้ว” “อาหารที่นี่อร่อยหลายเมนูเลยครับ ราคาไม่แพงด้วย” “มิน่าคุณมาร์คัสถึงไม่ยอมเลือกร้านอาหารฝรั่งเศสที่ฉันเสนอ คงไม่ว่าอะไรหรอกนะคะถ้าเราจะทานไปคุยไป” “ตามสบายครับ ผมไม่ถือ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ ยิ้มบางเบาบนใบหน้าทำให้เขาดูผ่อนคลายและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นมาอีกหน่อย “จนตอนนี้ฉันก็ยังคิดว่าตัวเองฝันไปที่คุณยอมขายที่ดินผืนนั้นให้” ดวงตาของวิลาวัณย์มองไปยังผืนดินว่างเปล่าที่ตัวเองกำลังพูดถึง แน่นอนมันตั้งอยู่ระหว่างโรงพยาบาลสัตว์ของมาร์คัสและร้านอาหารจีนชื่อดัง เป็นที่ดินทำเลทองที่มีแต่คนอยากได้และเสนอราคาให้สูงปรี๊ด “ผมไม่อยากขายให้พวกนายทุนหน้าเลือด จะมาเปิดร้านสะดวกซื้ออะไรกันนัก ให้ร้านชำของชาวบ้านแถวนี้ได้ผุดได้เกิดบ้างเถอะ ตัดสินใจขายให้คุณรุ้งผมคิดว่าดีที่สุดแล้วครับ” “ฉันก็ยังแปลกใจอยู่ดีค่ะ คุณขายให้ฉันได้ราคาน้อยกว่าที่พวกนายทุนนั่นเสนอให้อีก ไม่เสียดายเหรอคะ” “ผมไม่ขัดสนเรื่องเงินหรอกครับ ไม่งั้นคงขายไปนานแล้ว” คำตอบมาร์คัสถูกใจวิลาวัณย์เป็นอย่างมาก เธอยิ้มจนแก้มปริ มือตักพะแนงหมูมะเขือพวงใส่จานรอบที่สาม “แล้วเรื่องก่อสร้างที่คุณรุ้งบอกผมจะเริ่มเมื่อไรครับ” “คุยๆ กับวิศวกรแล้วก็บริษัทรับเหมาก่อสร้างไปแล้วค่ะ คงต้องรอเวลาฤกษ์งามยามดีสักหน่อย ฟังดูงมงายไหมคะนี่” เธอหัวเราะเสียงใส “ไม่หรอกครับ ตอนก่อนผมจะสร้างที่นี่..” มาร์คัสผายมือไปยังตึกใหญ่ที่ทำงานของเขาเอง “ผมก็ดูฤกษ์ยาม ยึดหลักฮวงจุ้ยตามคำพูดสินแซอย่างเคร่งครัดเหมือนกัน เชื่อไว้ไม่เสียหายนี่ครับ สบายใจด้วย” วิลาวัณย์รู้สึกว่าเธอถูกชะตากับผู้ชายคนนี้ไปกันใหญ่ ไม่ว่าจะพูดจาอะไรก็ฟังดูรื่นหูไปหมด “เรื่องนี้คุณรุ้งบอกเธอหรือยังครับ” เงียบกันไปชั่วครู่มาร์คัสก็ถามวิลาวัณย์ถึงสิ่งที่เขาสงสัยที่สุดในการคุยกันครั้งนี้ “ยังไม่บอกค่ะ ไม่ใช่ตอนนี้ จะรอให้ใกล้วันดีๆ ของเธอก่อนแล้วค่อยบอกค่ะ” วิลาวัณย์เอ่ยยิ้มๆ แววตาเป็นประกายยามถึงนึกเรื่องที่ทำให้ใจเป็นสุข มาร์คัสไม่รู้ว่าวันดีๆ ของเธอคนนั้นอย่างที่วิลาวัณย์เพิ่งพูดออกมาคือวันอะไร แต่เขาคิดว่าคงจะได้รู้ในเร็ววันนี้ โรงพยาบาลสัตว์ Pet BR เปิดให้บริการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงก็จริง แต่มาร์คัสไม่จำเป็นต้องผลัดเข้าเวรเหมือนคุณหมอคนอื่น อาจมีบ้างที่เขานอนค้างที่นั่น แต่ก็ไม่บ่อยนัก เว้นเสียแต่มีเคสเร่งด่วนจริงๆ หมอเฟอร์จะเป็นคนโทรแจ้งบอกเขาเอง ที่อยู่อาศัยหลักของมาร์คัสคือบ้านหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา บ้านที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงการทำงานของเขา พ่อแม่ของเขาไม่ได้อยู่อาศัยด้วยกันที่นี่ ทั้งคู่พักอยู่ในคฤหาสน์ประจำตระกูล มาร์คัสยังมีน้องชายฝาแฝดอีกหนึ่งคน ไอ้คนที่ถอดแบบหน้าตาเหมือนเขาแทบทุกกระเบียดนิ้ว แต่นิสัยต่างกันสุดขั้ว แฝดน้องคนนั้นชื่อว่า ‘มาร์ติน’อดีตเคยเป็นไอ้หนุ่มนักรัก แต่ปัจจุบันกำลังจะกลายเป็นพ่อคนหลังจากที่มันโดนน้องซาร่าห์คนสวยกำราบเสียอยู่หมัด “น้านวล วันนี้ถั่วงอกทำอะไรพังไปแล้วบ้างครับ” มาร์คัสเอ่ยกับแม่บ้านคนแรกที่เขาเห็น “ไม่มีของพังสักชิ้นค่ะ ขาโต๊ะยังอยู่ดี เบาะโซฟายังอยู่ครบ ตั้งแต่กลับจากโรงเรียนฝึก ถั่วงอกไม่ค่อยดื้อเหมือนเมื่อก่อนแล้วค่ะ เชื่อฟังดีมาก” ได้ยินดังนั้นมาร์คัสยิ้มออกมาด้วยความพอใจ เขาให้แม่บ้านไปทำงานต่อได้ ที่นี่มีแม่บ้านด้วยกันทั้งหมดหกคน สี่คนประจำด้านบน ส่วนอีกสองคนประจำยังชั้นใต้ดิน แม้บ้านจะไม่ได้ใหญ่โตเหมือนคฤหาสน์ของพ่อและแม่แต่เจ้าตัวเคร่งเรื่องความสะอาดเพราะลูกๆ หลายชีวิตที่นี่จะต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีที่สุด “ถั่วงอก ผัดไทย เส้นเล็ก ต้มยำ” มาร์คัสเอ่ยออกไปเสียงดังๆ ไม่ใช่กำลังสั่งให้แม่บ้านเอาของที่ว่ามาเสิร์ฟ แต่มันคือชื่อสัตว์เลี้ยงของเขา พูดถึงก็พากันวิ่งตามมาเป็นพรวน น่ารักจริงๆ เลยลูกพ่อ “วันนี้หนูไม่ดื้อกับน้าๆ เขาใช่ไหมถั่วงอก ทำดีมากลูก” เสียงอ่อนโยนนุ่มดุจแพรไหมเอ่ยกับสุนัขสายพันธุ์ไซบีเรียนตาฟ้า ขนสีขาวดุจหิมะ “แล้วผัดไทยดื้อไหม ไหนบอกพ่อมาซิว่าหนูดื้อหรือเปล่า” มาร์คัสเอื้อมมือลูบหัวหมาสายพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวใหญ่เหมือนหมี แต่มีใบหน้าใจดีและน่ารักเอามากๆ ผัดไทยเห่าเสียงดังราวกับจะบอกให้มาร์คัสรู้ว่าตัวเองนั้นไม่ดื้อเลย ลิ้นเปียกชื้นเลียมือเขาด้วยความดีใจที่เห็นพ่อกลับบ้าน มาร์คัสลูบหัวผัดไทย ต่อมาตักของเขาก็ไม่ว่างเพราะเส้นเล็กกระโดดขึ้นมาจับจอง น้องเป็นแมวสายพันธุ์ชินชิล่า ขนสีเทาเงินนั้นเป็นประกายและนุ่มฟู เส้นเล็กขี้อ้อนและเอาใจเขามาก ตอนนี้นอนหงายให้เกาพุงอย่างสบายอารมณ์ จากนั้นสายตาเขาก็มองเห็นใบหน้าแสนเย่อหยิ่งของแมวอีกตัวที่นั่งบนโซฟาตรงกันข้าม มองพี่ๆ น้องๆ อ้อนพ่อแต่ตัวเองไม่คิดจะทำด้วย “ต้มยำไม่คิดถึงพ่อเหรอลูก” ไอ้ตัวถูกพูดถึงรู้ว่ามาร์คัสคุยกับตัวเองก็เชิดหน้าอย่างอวดดีราวกับฟังภาษาคนเข้าใจ ต้มยำเป็นแมวสายพันธุ์รากามัฟฟิน เป็นไอ้จอมหยิ่งประจำบ้าน ตัวสีน้ำตาลแซมขาว ขนนุ่มและกอดอุ่นไม่แพ้เส้นเล็ก แต่ตัวจะโตกว่าน้องหน่อยหนึ่ง “ถ้าไม่คิดถึงพ่อก็ดี งั้นให้เส้นเล็กกินเปียกตัวเดียวก็พอเนอะ” มาร์คัสกำลังใช้น้ำเสียงพูดคุยกับแมวเหมือนพูดกับเด็ดทารกตัวน้อยๆ ไม่มีผิดเพี้ยน ต้มยำได้ยินพ่อพูดดังนั้น ความแสนรู้ของมันคือการกระโดดลงจากโซฟาตรงข้ามก่อนจะปีนขึ้นมานอนเบียดเส้นเล็กบนตักให้มาร์คัสได้เกาพุงลูบคางให้บ้าง ชายหนุ่มหัวเราะอารมณ์ดี เหนื่อยกับงานหรือปัญหาจากเรื่องอะไร กลับมาบ้านก็ยังมีพุงแมวอุ่นๆ ให้ฟัด มีไอ้สี่แสบคอยอ้อนเอาใจเขา แม้มันจะมีอยู่ตัวหนึ่งที่ต้องอ้อนเพื่อความอยู่รอดก็ตาม หลังจากมาร์คัสให้ขนมแมวเลียเจ้าเหมียวทั้งสอง และยังให้พี่เลี้ยงพาถั่วงอกกับผัดไทยไปเดินเล่น เขายังไม่ขึ้นชั้นบนในทันที แต่ตรงไปทางลาดลงห้องใต้ดิน อีกหนึ่งโซนที่เขาโปรดปรานมากที่สุดในบ้านหลังนี้“ชอบจูบของพี่ไหม” “อื้อ..พี่มาร์คัส~” “พี่จูบเก่งใช่ไหม” เขาแตะริมฝีปากบางเร็วๆ อีกหนึ่งทีแล้วจึงขยับตัวเข้าซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น ปลายจมูกโด่งเสียดสีผิวเนื้อนุ่มนิ่ม ปากขบเม้มเบาๆ ปล่อยลมหายใจร้อนราดรดตัวเธอจนจริงใจมือไม้อ่อนแรง หอบหายใจหนักหน่วงไปกับสัมผัสวาบหวามที่เขามอบให้ ร่างกายแข็งแรงเบียดแนบชิดใกล้เข้าหาเธอมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะส่วนกลางกายที่ดูจะขยายใหญ่พองคับในกางเกงราคาแพง เขาขยับตัวไปตามแรงอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ชุดเดรสของจริงใจเริ่มยับย่น “เธอตัวหอมมาก” เสียงแหบซ่านกระซิบบอกแผ่วเบา มือสากเคลื่อนผ่านใต้ชุดเดรสจิ๋วลูบไล้ปลีน่องเนียนนุ่ม ใบหน้าหล่อเหลาเคลื่อนต่ำลง สายตาวาววามปิดความต้องการแรงกล้าไม่มิด จ้องมองเนินอกอวบอิ่มที่ซ่อนเร้นความสวยงามเหมือนดอกไม้ในหุบเขาลึก เขาอยากเด็ดดอกไม้ดอกนี้เหลือเกิน ความรวดเร็วของร่างสูงทำจริงใจตั้งรับไม่ทัน แค่ชั่วพริบตาเดียวเขาก็สามารถแกะปมสายเดี่ยวเดรสสองข้างที่ผูกไว้อย่างแน่นหนาได้ง่ายดาย “พี่มาร์คัส” เอ่ยเสียงสั่นเครือพร้อมจับมือแกร่งห้ามเขาไว้ “ขอพี่ดูหน่อยได้ไหมครับ” “นะ..หนู” “ไม่ต้องกลัว” สุ้มเสียงแหบพร่ากระซิ
“เธอสับสนใช่ไหมว่าตกลงเรื่องทุกอย่างมันเป็นยังไงกันแน่ สิ่งที่เธอเห็นและคิดมาตลอดว่าเป็นอย่างนั้น แต่ลองฟังความจริงจากปากพี่ก่อนสิจริงใจแล้วเธอจะรู้ว่าเธอเข้าใจพี่ผิดมาตลอด” เขายังคงกล่าวกับเธออย่างใจเย็น น้ำเสียงราบเรียบเหมือนกำลังกล่อมเด็กนอนหลับ จริงใจสูดลมหายใจลึก ยอมพยักหน้าให้มาร์คัสได้เล่าความจริงฝั่งเขาบ้าง “อย่างแรกเธอไม่ได้เข้าใจผิดเรื่องที่พี่ยิงไอ้เหี้ยนั่นหรอกนะ ใช่..พี่ยิงมันเอง” หญิงสาวจ้องมองเขาอย่างกับมาร์คัสเพิ่งบอกว่าเขาเผาบ้านเธอวอดทั้งหลัง “แต่พี่ยิงไม่โดนจุดสำคัญ เอาจริงก็อยากฆ่ามันให้ตายเหมือนกัน ไอ้สปายหน้าโง่ อยากตามเสือกจะล้วงความลับในองค์กรดีนัก สมควรแล้ว” เขาเค้นเสียงหัวเราะอย่างสมเพชผู้ชายคนนั้น “แต่เธอไม่สังเกตหน่อยเหรอ ทำไมกองเลือดนิดเดียว เธอคิดว่าพี่ยิงมันตายเลยได้ไง” คราวนี้สายตาของเขากำลังตำหนิจริงใจ เมื่อได้ฟังจากปากเขาบ้างก็เริ่มรู้สึกสับสนมากขึ้น “จริงเหรอคะ พี่ไม่ได้ฆ่าเขาจริงๆ เหรอ” ถามอย่างเคลือบแคลงใจ “จริงสิ ยิงเสร็จพี่ต้องพาแม่งไปรักษาอีก” เขาล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาทำอะไรกับมันสักอย่างแล้วส่งให้เธอ จริงใจถึงได้รู้แน่ชัดในตอนนี
จริงใจฝันว่าเธอสลบไป แต่ก่อนสลบเธอสะลึมสะลือเห็นเทวดากำลังอุ้มตัวเธออยู่ คงกำลังพาเธอไปสวรรค์เพราะรู้สึกได้ว่าร่างกายของเธอจมลงในก้อนเมฆหนานุ่มแสนสบาย “อื้อ~” คลี่ยิ้มหวาน พลิกตัวเล็กน้อยก่อนความรู้สึกวินาทีถัดมาจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอรู้สึกถึงรังสีน่ากลัวบางอย่าง สวรรค์ที่เคยอยู่เหมือนจะแปรเปลี่ยนเป็นนรก ก้อนเมฆนุ่มๆ กลับร้อนลวกขึ้นมาจนเหงื่อแตกพลั่ก เธอมองเห็นเทวดาคนเดิมแต่ตอนนี้เขากลับมองเธอด้วยสายตาดำมืดน่ากลัว ไม่เหลือเค้าความใจดีราวกับเขาเปลี่ยนเป็นซาตานร้ายไปแล้ว “เฮือกกกก!” จริงใจลืมตาโพลง ดีดตัวลุกนั่งด้วยสีหน้าของคนที่เพิ่งจมอยู่ในทะเลแห่งฝันร้าย เหงื่อชุ่มทั่วตัว หัวใจเต้นแรงจนต้องใช้มือลูบเบาๆ “ตื่นได้สักที” เสียงทรงอำนาจแฝงความดุดันทำนัยน์ตากลมโตเบิกกว้างเท่าไข่ห่าน จริงใจรู้แล้วว่าเทวดาในฝันของเธอเป็นใคร คนที่ทำให้เธอผวาตื่นขึ้นมาด้วยอาการแทบเป็นประสาทหลอนแบบนี้ “ยังเมาอยู่เหรอ หรือว่าละเมอ” มาร์คัสถามคนตัวเล็กด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง เขานั่งเฝ้าเธอเกือบสองชั่วโมงแล้ว เฝ้ารอว่าเมื่อไรคนตัวเล็กจะตื่นจนกระทั่งเธอทำให้เขาสมใจ แต่ยังไม่พอแค่นี้หรอก เขาต้องการอี
จริงใจและฮันเตอร์กลับมาพร้อมเนื้อย่างกลิ่นหอมเต็มจาน เธอโดนคะยั้นคะยอให้ดื่มเบียร์แก้วแล้วแก้วเล่า ไหนจะต้องดื่มแบบเลิฟช็อตกับฮันเตอร์ มีเสียงเชียร์ดังกระหึ่มอีก “ดื่มเลย! ดื่มเลย! ดื่มเลย!” “หมดแก้วเลยน้องจริงใจ” “วู้ววว สุดยอด” คนตัวเล็กวางแก้วบนโต๊ะ เธอเซเล็กน้อยจนฮันเตอร์ต้องโอบเอวประคองตัวไว้ มาร์คัสมองคนทั้งคู่ สูดลมหายใจพร้อมหลับตาช้าๆ ให้กับภาพตรงหน้า แต่ชณินที่เห็นทุกอย่างรู้ว่านั่นคือการสงบสติอารมณ์ของเพื่อน ซึ่งอีกไม่นานมันคงระเบิดออกมาเหมือนไดนาไมต์ “ฮันเตอร์พี่ว่าจริงใจดื่มไปเยอะแล้ว ไม่ต้องส่งแก้วให้น้องแล้วนะ” “อะไรกันครับพี่ชณิน กำลังสนุกเลย ใช่ไหมครับจริงใจ” คนตัวเล็กเงยหน้ามองฮันเตอร์ด้วยแววตาฉ่ำเยิ้มฤทธิ์น้ำเมา แก้มแดงระเรื่อเปล่งปลั่ง ปากสีชมพูอวบอิ่มเผยอตอบ “อึก..สนุกมากค่ะ” เธอยิ้มตอบตาหยี ก่อนฮันเตอร์จะจูงมือไปเต้นด้วยกัน หึ! มาร์คัสแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ กระดกเหล้าขมปร่ารวดเดียวลงคอราวกับมันเป็นน้ำเปล่าก่อนจะวางกระแทกแก้วเหล้าเสียงดังเหมือนเดิม ซึ่งคราวนี้แก้วที่น่าสงสารไม่อาจต้านความรุนแรงของเขาได้อีก มันแตกคามือในทันที “ใจเย็นไอ้คัส” ชณินเ
“สอดรู้สอดเห็นจริงนะมึง” เขาหันกลับไปมองจริงใจต่อ ค่อยโล่งอกหน่อยที่ตอนนี้ผู้กำกับให้ฉากนั้นผ่าน ทั้งสองคนจึงแยกออกจากกันได้เสียที เพราะหากเขาต้องทนนั่งดูฉากนั้นนานๆ มีหวังไฟคงลุกติดหัวแน่นอน “แล้วตกลงว่าได้ยัง” “ยัง” “ยังไม่ได้..เป็นแฟนเหรอ” “ยังไม่เลิกเสือกเรื่องกูอีก” มาร์คัสเอ่ยเสียงเข้ม ไอ้คนโดนด่าหัวเราะชอบอกชอบใจใหญ่ “กูกำลังพยายามจีบน้องอยู่” คร้านต่อปากต่อคำ เขาตอบไปอย่างเปิดเผยเพราะไหนๆ แล้วล่ะก็คงไม่มีใครมองไม่ออกอีกต่อไปว่าเขายิ้มและมีความสุขอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะใคร ถ้าไม่ใช่คนสวยๆ ที่ยืนอยู่ในฉากเบื้องหน้า “อย่างมึงยังต้องพยายามอีกเหรอวะ แสดงว่าน้องจริงใจใจแข็งมากอะดิ” ชณินมองพรีเซนเตอร์คนสวยของเขา ผู้หญิงที่ทำให้มาร์คัสยอมรับว่ากำลังตามจีบได้ นั่นไม่ธรรมดาเลยนะ อีกอย่างตั้งแต่เขารู้จักกับมันมา มาร์คัสไม่สนใจผู้หญิงคนไหนเลย แล้วมันก็ไม่เคยต้องตามมาเฝ้าใครเหมือนอย่างที่ทำกับน้องจริงใจตอนนี้ด้วย ชณินลูบคางพลางใช้ความคิด เธอมีของดีอะไรกันถึงทำให้เพื่อนเขาสนใจขนาดนี้.. กว่าจะถ่ายงานเสร็จเล่นเอาจริงใจปาดเหงื่อ เธอค้นพบว่าความถนัดของตัวเองไม่ใช่แค่ยืนชงกาแฟหรือท
เท้าเหยียบย่างเข้าในสตูดิโอ สิ่งแรกที่จริงใจเห็นคือทีมงานทุกคนดูเหมือนจะรู้จักมาร์คัสหมดเลย พวกเขาต่างดูตื่นเต้นที่ได้เห็นหน้ามาร์คัสอย่างกับเขาเป็นดาราท่านหนึ่งอะไรประมาณนั้น “น้องจริงใจไม่รู้อะไรซะแล้ว คุณมาร์คัสเคยโดนแมวมองทาบทามจากหลายช่องให้เซ็นสัญญาเป็นนักแสดง ตอนเรียนอยู่นี่ก็เนื้อหอมมากเลยนะคะ มีแต่คนอยากจะแย่งตัวมาร่วมงานด้วย แต่เสียดายที่คุณมาร์คัสโลกส่วนตัวสูงไปหน่อยก็เลยไม่ได้เห็นหน้าเห็นตาเขาในวงการบันเทิง” พี่ช่างทำผมคนหนึ่งจีบปากจีบคอบอกจริงใจหลังจากที่เธอตั้งคำถามเพื่อคลายความสงสัยของตัวเอง “คุณมาร์คัสยังเป็นเพื่อนกับคุณชณินเจ้าของแบรนด์กาแฟนี้ด้วยนะ พี่รู้มาว่าทั้งสองคนเคยเรียนมหาลัยเดียวกันตอนอยู่ต่างประเทศ” พี่ช่างแต่งหน้าเอ่ยบ้าง ราวกับจะบอกเป็นนัยว่าหล่อนก็รู้ดีไม่แพ้คนอื่น จริงใจนั่งเป็นตุ๊กตาให้พี่ๆ จับแต่งหน้าทำผมเตรียมเข้าฉาก ในหัวของหญิงสาวไม่ได้กำลังครุ่นคิดถึงเรื่องงานแต่กลับใจลอยวะวนไปยังผู้ชายหน้านิ่งที่ตามมาด้วยกันราวกับองครักษ์ประจำตัว จริงใจใช้เวลาแต่งหน้าทำผมเกือบสามชั่วโมง เมื่อเวลาใกล้เข้ามาทุกที ความวิตกกังวลเริ่มเข้าจู่โจมจนมือเล็กเหงื่อชุ







