LOGINมาร์คัสไม่ได้ตรงไปยังห้องนอนเขาที่ชั้นใต้ดิน แต่เดินเลยไปจนถึงประตูบานหนึ่งทางซ้ายมือ เขาผลักบานประตูเปิดออก ในห้องนี้เหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง รอบห้องกว้างขวางเอามากๆ แทบจะยัดบ้านหลังย่อมๆ ทั้งหลังใส่ในนี้ได้เลย พื้นที่รอบห้องล้อมไปด้วยตู้กระจกสูงจรดเพดาน ข้างในกระจกคือป่าเสมือนจริง ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ดอกไม้ รวมไปถึงสภาพอุณหภูมิ ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่ามูลค่าของมันมากมายเท่าไร
แต่ล่ะตู้กระจกมีเจ้าของตู้เป็นสิ่งมีชีวิตหลายชนิด มีกระจกแบ่งกั้นโซนไว้อย่างชัดเจน ตู้แรกทางซ้ายมือมาร์คัสคืองูหลามต้นไม้สีเขียว (Green tree python) มาร์คัสตั้งชื่อให้ว่าเจ้าสายฟ้า ส่วนตัวต่อมางูแบล็คคิง (Mexican black king snake) งูที่มีสีดำสนิทไม่เว้นแม้แต่ดวงตาและลิ้น ชื่อเจ้าฟ้าคำราม นอกจากงูสองสายพันธุ์ที่กล่าวไปแล้ว มาร์คัสยังเลี้ยงกิ้งก่า ตุ๊กแก เต่า แมงมุมยักษ์และกบ แต่ล่ะตัวหน้าตาน่ารักน่าชัง น่าขนลุกเชียวล่ะ ไม่แปลกใจเลยที่มาร์ตินน้องชายฝาแฝดของเขาชอบพูดบ่อยๆ ว่ารสนิยมสัตว์เลี้ยงของมาร์คัสนั้นแปลกประหลาดไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่อง แต่มันไม่ได้เลี้ยง มันจะไปรู้อะไรเพราะในความคิดเขาสัตว์พวกนี้ไม่ได้น่าเกลียดน่ากลัวสักหน่อย มาร์คัสเข้ามาเพื่อให้อาหารพวกมัน แม่บ้านที่เขาจ้างไว้เพื่อประจำชั้นใต้ดินก็เพื่อการนี้ ให้คอยดูแลและให้อาหารยามที่เขาไม่อยู่ ทั้งสองคนไม่ได้เป็นแค่แม่บ้านธรรมดาแต่เคยคลุกคลีกับสัตว์ประเภทนี้มาอย่างดีจึงสามารถดูแลพวกมันได้โดยรู้ว่าทำยังไงจะไม่ให้เกิดอันตรายกับตนเอง “เข้าไปเลยฟ้าคำราม ไว้พ่อจะมาหาบ่อยๆ” มาร์คัสเอ่ยกับงูแบล็คคิงของเขาที่เลื้อยลงจากลำคอผ่านแขนแกร่งที่ยื่นเข้าไปในตู้กระจก งูค่อยๆ เลื้อยผ่านไปอย่างช้าๆ ราวกับฟังเขาเข้าใจ เมื่อจัดการปิดตู้กระจกดีแล้ว สายเรียกเข้าดังขึ้นจากโทรศัพท์มือถือที่ซุกไว้ในกระเป๋ากางเกง มาร์คัสอ่านรายชื่อที่แสดงบนหน้าจอ มุมปากหยักยกยิ้มอย่างมีอารมณ์ “ว่าไง” (พรุ่งนี้มึงกลับบ้านหรือเปล่า) “กลับดิ ถามเหมือนกูไม่เคยกลับ” (กูเห็นมึงยุ่งๆ เรื่องงานเลยถามเผื่อไว้ก่อน ถ้ามึงกลับก็ซื้อเป็ดพะโล้กับไก่แช่เหล้ามาด้วย ป๊าบ่นอยากกิน ร้านอาหารจีนข้างๆ โรงบาลมึงอะ) “อืม ไว้กูซื้อไปให้” ตกเย็นวันศุกร์ สัตวแพทย์หนุ่มเลิกงานก็ตรงไปร้านอาหารจีน ที่ร้านคนยังแน่น สั่งเมนูอาหารเสร็จมาร์คัสต้องรออีกพักใหญ่ “งื้อ หล่อจัง” “เนอะ โคตรหล่ออะ” เสียงซุบซิบดังไม่ไกลจากโต๊ะที่มาร์คัสนั่งรออาหารนัก ชายหนุ่มเงยหน้าจากจอมือถือ ปรายตามองเห็นกลุ่มเด็กนักเรียนผู้หญิงในชุดมัธยมปลายสี่คนที่มากินชาบูหมาล่า กำลังหัวเราะคิกคักและมองเขาอย่างเปิดเผย พอเห็นมาร์คัสรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเธอก็ยิ่งหัวเราะหนักกว่าเดิม ยิ้มเขินอายและผลักไหล่กันไปมา มาร์คัสไม่ได้ส่งยิ้มตอบ ใบหน้าชายหนุ่มยังคงเรียบนิ่งและก้มหน้าสนใจโทรศัพท์มือถือตามเดิม เสียงเด็กสาวที่หัวร่อต่อกระซิกไม่ได้เปลี่ยนหัวเรื่องไปจากเขาเลย เมื่อพนักงานนำอาหารมาให้และจ่ายเงินเรียบร้อย มาร์คัสก็เดินออกไปจากร้าน ราศีความหล่อออร่าของเขาทำเด็กสาวกลุ่มเดิมมองตามคอเคล็ด ชายหนุ่มขับรถอย่างไม่รีบร้อน เมื่อมาถึงบ้านก็ส่งถุงอาหารให้แม่บ้านของที่นี่เอาไปจัดใส่จาน เขาเดินไปทางห้องนั่งเล่น เจอป๊ากับแม่ รวมไปถึงมาร์ตินและซาร่าห์ที่มาถึงก่อนแล้ว “คัสลูก~” คุณหญิงปัทมาเอ่ยเรียกชื่อลูกชายเสียงหวาน นัยน์ตาส่อประกายความคิดถึงอ้าแขนรับกอดของมาร์คัสก่อนจะหอมแก้มซ้ายขวาให้ชื่นใจ “หวัดดีครับป๊าแม่” มาร์คัสปล่อยกอดจากแม่แล้วยกมือไหว้บุพการีทั้งสอง ท่านดิฐาพยักหน้าให้ลูกชาย ใบหน้าที่มีริ้วรอยแห่งความชราแต่บัดนี้ถูกปกคลุมไปด้วยรอยยิ้มมีความสุข “งานที่โรงพยาบาลเป็นไงบ้างล่ะคัส” “ก็ดีครับป๊า บางวันก็ยุ่งนิดหน่อย” จากนั้นข้อหัวสนทนาต่อมาจึงเป็นเรื่องการงานของมาร์คัสไปโดยปริยาย เขากวาดตามองทุกคนจนสายตาหยุดลงที่น้องสะใภ้อย่างน้องซาร่าห์ น้องดูยิ้มแย้มอารมณ์ดีอยู่เสมอแม้ท้องแก่จวนจะคลอดเต็มทีแล้วก็ตาม มาร์ตินพาเมียมันมาอยู่ที่นี่เพราะเวลาตัวเองต้องไปทำงาน แม่จะได้ช่วยดูแลเธอ ต่อมาทุกคนร่วมรับประทานอาหารมื้อเย็นด้วยกัน วันศุกร์คือวันของครอบครัว มันกลายเป็นธรรมเนียมของบ้านนี้ไปแล้ว เมื่อก่อนจะมีแค่มาร์คัสและมาร์ตินที่มาร่วมโต๊ะกับป๊าและแม่ แต่ต่อมามาร์ตินแต่งงานมีภรรยา สมาชิกร่วมโต๊ะอาหารเย็นจึงเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน คราวนี้ถึงตาของมาร์คัสเองบ้าง แม่เปรยกับเขาเรื่องแฟนหลายครั้งแล้ว พูดทำนองว่าไม่เคยเห็นมาร์คัสสนใจจะพาสาวคนไหนมาทานข้าวที่บ้านเลย ‘ก็ผมไม่มีแฟนนี่ครับแม่’ ‘คัสก็หาสักคนสิลูก หล่อๆ อย่างคัสน่ะหาลูกสะใภ้ให้แม่ได้สบายอยู่แล้ว’ หลายครั้งแม่คะยั้นคะยอจนมาร์คัสต้องเปลี่ยนเรื่องคุย เขาคิดว่าจะอะไรนักหนากับเรื่องคู่ชีวิต เขาไม่ได้สนใจขนาดนั้น ไม่ใช่คนขาดความรักหรืออยากได้ใครสักคนมาเติมเต็ม เขาเชื่อว่าหากเนื้อคู่อะไรนั่นมีจริง ช่วงจังหวะหนึ่งของชีวิตมันจะนำพาเขาไปเจอเองโดยไม่มีต้องพยายามขวนขวายเอาคนไม่ใช่เข้ามาให้เสียเวลา แต่ไม่รู้สิ นานไปความคิดเริ่มเปลี่ยน บางทีตอนนี้..มาร์คัสชักอยากจะลองท้าทายชีวิตรักดูบ้าง “กูดื่มได้ไม่เยอะนะ ต้องขับรถกลับบ้านอีก” “กูคิดว่ามึงจะค้างที่นี่” มาร์ตินปรายตามองพี่ชายฝาแฝด หลังทานอาหารเสร็จ เขาชวนมันดื่มต่อ “ไม่อยากค้าง กูจะกลับไปนอนกอดแมว” “แมวไหน แมวเมี้ยวๆ หรือว่าแมวสาวยั่วสวาท” “ยั่วสวาทพ่อง!” มาร์คัสมอบมะเหงกให้น้องชายตัวดี “หน้าอย่างกูดูเหมือนซุกเด็กที่ไหนไว้มั้ง” “อ้าว ไม่ได้ซุกไว้อยู่แล้วเหรอ กูเห็นนะตั้งแต่วันเกิดยัยเห็ดหอม มึงก็เอาแต่วุ่นวายกับเด็กคนนั้น…” ทว่าเด็กคนนั้นที่มาร์ตินหมายถึงไม่ใช่น้องเห็ดหอม “ตอนไอ้คิเรย์ไม่ว่างไปรับเห็ดหอม มึงเองก็อยากเจอเด็กคนนั้น…” ก็เป็นอีกครั้งที่เด็กคนนั้นยังคงไม่ได้หมายถึงน้องเห็ดหอมอยู่ดี “มึงอาสาไปรับน้องแทนทั้งที่ตอนนั้นหมอเฟอร์เล่าให้กูฟังทีหลังว่ามึงเพิ่งผ่าตัดเคสของอนาคอนด้าที่แม่งเป็นเคสยากแล้วมึงก็แทบหมดแรง แต่มึงยังดั้นด้นมาแทนไอ้คิเรย์จนได้ ถ้าไม่ใช่เพราะอยากไปเจอหน้าน้อง มึงคงไม่ลงทุนขนาดนั้นหรอก” พูดจบมาร์ตินยักคิ้วให้พี่ชายเพื่อจะบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขารู้ทันมัน “พล่ามอะไรของมึง” “หรือต้องให้กูพูดชัดๆ มึงอยากเจอน้องจริงใจใช่ไหมล่ะ รู้นะว่าแอบมองเด็กมันอยู่” “เพ้อเจ้อไปกันใหญ่แล้ว” มาร์คัสเอ่ยเสียงเรียบแต่ไม่ยอมสบตาน้องชาย มาร์ตินไม่ทันจะได้แย้งว่าสิ่งที่เขาคาดเดานั้นไม่ได้เรียกว่าเพ้อเจ้อเพราะเขารู้จักมันดีพอๆ กับที่มันรู้จักเขา ซาร่าห์ก็เดินอุ้ยอ้ายแบกท้องหนักๆ เข้ามาพร้อมจานมันฝรั่งทอดเพื่อเป็นกับแกล้มให้พวกเขา “ทำไมไม่ให้แม่บ้านยกมาให้เนี่ย เธอจะเอามาให้เฮียเองทำไม บอกแล้วให้นอนพักยังจะดื้ออีก” “ใครพูดชื่อน้องจริงใจคะ หนูได้ยินแว่วๆ ว่ากำลังคุยเรื่องน้องใช่ไหม” ซาร่าห์ไม่สนใจท่าทีของสามีที่คอยแต่จะประคองเธออยู่ตลอด แล้วก็บ่นเสียงงุ้งงิ้งๆ เหมือนยุงบินข้างหู “น้องจริงใจเนี่ยน่ารักมากเลยนะคะรู้ไหม ส่งของบำรุงมาให้หนูตลอดเลย แล้วนี่ใกล้จะวันเกิดน้องแล้วด้วย หนูยังไม่รู้เลยจะให้อะไรน้องดี” มาร์ตินไม่ได้สนใจคำพูดของเมียนัก เขาเอาแต่บอกให้เธอกลับห้องไปพักผ่อนท่าเดียว แต่คนสนใจฟังทุกคำกลับเป็นอีกคนที่หน้านิ่งขรึมเหมือนรูปปั้นมาตลอด หากแต่เมื่อเป็นเรื่องผู้หญิงที่ชื่อจริงใจ มาร์คัสก็เริ่มจะหูผึ่งขึ้นมา “วันเกิดจริงใจวันไหนเหรอ” ปากมักไวกว่าใจจะห้ามเสมอ ซาร่าห์บอกวันเกิดของจริงใจที่ใกล้จะถึงในเร็ววันนี้ มาร์ตินส่งยิ้มกรุ้มกริ่มมีเลศนัยให้พี่ชาย หากไม่เป็นเพราะเกรงใจเมียมันแล้วล่ะก็..มาร์คัสคงถีบไอ้กวนประสาทนี่ลงไปนอนกองกับพื้นแล้ว “เฮียคัสอยากรู้ไปทำไมคะ” ซาร่าห์ถามอย่างสงสัย สายตาที่มองมาเหมือนสายตาของมาร์ตินเวลาพยายามจับพิรุธจากเขาช่างเหมือนกันไม่มีผิด “ก็ถามไปงั้นแหละ เออนี่ก็ดึกแล้ว กูว่ากูกลับเลยดีกว่า พี่กลับก่อนนะครับน้องซาร่าห์” มาร์คัสเอ่ยพอเป็นมารยาท แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเดินไปไกล เสียงมาร์ตินพูดกับเมียของมันดังขึ้นเบาๆ ราวพยายามกระซิบไม่ให้เขาได้ยิน “มันสนใจน้องจริงใจ แต่เธอน่าจะรู้นะ ไอ้คัสมันเป็นพวกปากแข็ง” ไอ้พวกมีเมียแล้วนี่มันทำทรงรู้ดีจริงๆ “กูได้ยินนะไอ้หมาติน” อีกฝ่ายหุบปากฉับ มาร์คัสสาวเท้ายาวๆ ออกมาจากตรงบริเวณนั้นอย่างไม่ต้องรอให้มาร์ตินเอ่ยเรื่องของเขาซ้ำเป็นรอบสอง“ชอบจูบของพี่ไหม” “อื้อ..พี่มาร์คัส~” “พี่จูบเก่งใช่ไหม” เขาแตะริมฝีปากบางเร็วๆ อีกหนึ่งทีแล้วจึงขยับตัวเข้าซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น ปลายจมูกโด่งเสียดสีผิวเนื้อนุ่มนิ่ม ปากขบเม้มเบาๆ ปล่อยลมหายใจร้อนราดรดตัวเธอจนจริงใจมือไม้อ่อนแรง หอบหายใจหนักหน่วงไปกับสัมผัสวาบหวามที่เขามอบให้ ร่างกายแข็งแรงเบียดแนบชิดใกล้เข้าหาเธอมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะส่วนกลางกายที่ดูจะขยายใหญ่พองคับในกางเกงราคาแพง เขาขยับตัวไปตามแรงอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ชุดเดรสของจริงใจเริ่มยับย่น “เธอตัวหอมมาก” เสียงแหบซ่านกระซิบบอกแผ่วเบา มือสากเคลื่อนผ่านใต้ชุดเดรสจิ๋วลูบไล้ปลีน่องเนียนนุ่ม ใบหน้าหล่อเหลาเคลื่อนต่ำลง สายตาวาววามปิดความต้องการแรงกล้าไม่มิด จ้องมองเนินอกอวบอิ่มที่ซ่อนเร้นความสวยงามเหมือนดอกไม้ในหุบเขาลึก เขาอยากเด็ดดอกไม้ดอกนี้เหลือเกิน ความรวดเร็วของร่างสูงทำจริงใจตั้งรับไม่ทัน แค่ชั่วพริบตาเดียวเขาก็สามารถแกะปมสายเดี่ยวเดรสสองข้างที่ผูกไว้อย่างแน่นหนาได้ง่ายดาย “พี่มาร์คัส” เอ่ยเสียงสั่นเครือพร้อมจับมือแกร่งห้ามเขาไว้ “ขอพี่ดูหน่อยได้ไหมครับ” “นะ..หนู” “ไม่ต้องกลัว” สุ้มเสียงแหบพร่ากระซิ
“เธอสับสนใช่ไหมว่าตกลงเรื่องทุกอย่างมันเป็นยังไงกันแน่ สิ่งที่เธอเห็นและคิดมาตลอดว่าเป็นอย่างนั้น แต่ลองฟังความจริงจากปากพี่ก่อนสิจริงใจแล้วเธอจะรู้ว่าเธอเข้าใจพี่ผิดมาตลอด” เขายังคงกล่าวกับเธออย่างใจเย็น น้ำเสียงราบเรียบเหมือนกำลังกล่อมเด็กนอนหลับ จริงใจสูดลมหายใจลึก ยอมพยักหน้าให้มาร์คัสได้เล่าความจริงฝั่งเขาบ้าง “อย่างแรกเธอไม่ได้เข้าใจผิดเรื่องที่พี่ยิงไอ้เหี้ยนั่นหรอกนะ ใช่..พี่ยิงมันเอง” หญิงสาวจ้องมองเขาอย่างกับมาร์คัสเพิ่งบอกว่าเขาเผาบ้านเธอวอดทั้งหลัง “แต่พี่ยิงไม่โดนจุดสำคัญ เอาจริงก็อยากฆ่ามันให้ตายเหมือนกัน ไอ้สปายหน้าโง่ อยากตามเสือกจะล้วงความลับในองค์กรดีนัก สมควรแล้ว” เขาเค้นเสียงหัวเราะอย่างสมเพชผู้ชายคนนั้น “แต่เธอไม่สังเกตหน่อยเหรอ ทำไมกองเลือดนิดเดียว เธอคิดว่าพี่ยิงมันตายเลยได้ไง” คราวนี้สายตาของเขากำลังตำหนิจริงใจ เมื่อได้ฟังจากปากเขาบ้างก็เริ่มรู้สึกสับสนมากขึ้น “จริงเหรอคะ พี่ไม่ได้ฆ่าเขาจริงๆ เหรอ” ถามอย่างเคลือบแคลงใจ “จริงสิ ยิงเสร็จพี่ต้องพาแม่งไปรักษาอีก” เขาล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาทำอะไรกับมันสักอย่างแล้วส่งให้เธอ จริงใจถึงได้รู้แน่ชัดในตอนนี
จริงใจฝันว่าเธอสลบไป แต่ก่อนสลบเธอสะลึมสะลือเห็นเทวดากำลังอุ้มตัวเธออยู่ คงกำลังพาเธอไปสวรรค์เพราะรู้สึกได้ว่าร่างกายของเธอจมลงในก้อนเมฆหนานุ่มแสนสบาย “อื้อ~” คลี่ยิ้มหวาน พลิกตัวเล็กน้อยก่อนความรู้สึกวินาทีถัดมาจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอรู้สึกถึงรังสีน่ากลัวบางอย่าง สวรรค์ที่เคยอยู่เหมือนจะแปรเปลี่ยนเป็นนรก ก้อนเมฆนุ่มๆ กลับร้อนลวกขึ้นมาจนเหงื่อแตกพลั่ก เธอมองเห็นเทวดาคนเดิมแต่ตอนนี้เขากลับมองเธอด้วยสายตาดำมืดน่ากลัว ไม่เหลือเค้าความใจดีราวกับเขาเปลี่ยนเป็นซาตานร้ายไปแล้ว “เฮือกกกก!” จริงใจลืมตาโพลง ดีดตัวลุกนั่งด้วยสีหน้าของคนที่เพิ่งจมอยู่ในทะเลแห่งฝันร้าย เหงื่อชุ่มทั่วตัว หัวใจเต้นแรงจนต้องใช้มือลูบเบาๆ “ตื่นได้สักที” เสียงทรงอำนาจแฝงความดุดันทำนัยน์ตากลมโตเบิกกว้างเท่าไข่ห่าน จริงใจรู้แล้วว่าเทวดาในฝันของเธอเป็นใคร คนที่ทำให้เธอผวาตื่นขึ้นมาด้วยอาการแทบเป็นประสาทหลอนแบบนี้ “ยังเมาอยู่เหรอ หรือว่าละเมอ” มาร์คัสถามคนตัวเล็กด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง เขานั่งเฝ้าเธอเกือบสองชั่วโมงแล้ว เฝ้ารอว่าเมื่อไรคนตัวเล็กจะตื่นจนกระทั่งเธอทำให้เขาสมใจ แต่ยังไม่พอแค่นี้หรอก เขาต้องการอี
จริงใจและฮันเตอร์กลับมาพร้อมเนื้อย่างกลิ่นหอมเต็มจาน เธอโดนคะยั้นคะยอให้ดื่มเบียร์แก้วแล้วแก้วเล่า ไหนจะต้องดื่มแบบเลิฟช็อตกับฮันเตอร์ มีเสียงเชียร์ดังกระหึ่มอีก “ดื่มเลย! ดื่มเลย! ดื่มเลย!” “หมดแก้วเลยน้องจริงใจ” “วู้ววว สุดยอด” คนตัวเล็กวางแก้วบนโต๊ะ เธอเซเล็กน้อยจนฮันเตอร์ต้องโอบเอวประคองตัวไว้ มาร์คัสมองคนทั้งคู่ สูดลมหายใจพร้อมหลับตาช้าๆ ให้กับภาพตรงหน้า แต่ชณินที่เห็นทุกอย่างรู้ว่านั่นคือการสงบสติอารมณ์ของเพื่อน ซึ่งอีกไม่นานมันคงระเบิดออกมาเหมือนไดนาไมต์ “ฮันเตอร์พี่ว่าจริงใจดื่มไปเยอะแล้ว ไม่ต้องส่งแก้วให้น้องแล้วนะ” “อะไรกันครับพี่ชณิน กำลังสนุกเลย ใช่ไหมครับจริงใจ” คนตัวเล็กเงยหน้ามองฮันเตอร์ด้วยแววตาฉ่ำเยิ้มฤทธิ์น้ำเมา แก้มแดงระเรื่อเปล่งปลั่ง ปากสีชมพูอวบอิ่มเผยอตอบ “อึก..สนุกมากค่ะ” เธอยิ้มตอบตาหยี ก่อนฮันเตอร์จะจูงมือไปเต้นด้วยกัน หึ! มาร์คัสแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ กระดกเหล้าขมปร่ารวดเดียวลงคอราวกับมันเป็นน้ำเปล่าก่อนจะวางกระแทกแก้วเหล้าเสียงดังเหมือนเดิม ซึ่งคราวนี้แก้วที่น่าสงสารไม่อาจต้านความรุนแรงของเขาได้อีก มันแตกคามือในทันที “ใจเย็นไอ้คัส” ชณินเ
“สอดรู้สอดเห็นจริงนะมึง” เขาหันกลับไปมองจริงใจต่อ ค่อยโล่งอกหน่อยที่ตอนนี้ผู้กำกับให้ฉากนั้นผ่าน ทั้งสองคนจึงแยกออกจากกันได้เสียที เพราะหากเขาต้องทนนั่งดูฉากนั้นนานๆ มีหวังไฟคงลุกติดหัวแน่นอน “แล้วตกลงว่าได้ยัง” “ยัง” “ยังไม่ได้..เป็นแฟนเหรอ” “ยังไม่เลิกเสือกเรื่องกูอีก” มาร์คัสเอ่ยเสียงเข้ม ไอ้คนโดนด่าหัวเราะชอบอกชอบใจใหญ่ “กูกำลังพยายามจีบน้องอยู่” คร้านต่อปากต่อคำ เขาตอบไปอย่างเปิดเผยเพราะไหนๆ แล้วล่ะก็คงไม่มีใครมองไม่ออกอีกต่อไปว่าเขายิ้มและมีความสุขอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะใคร ถ้าไม่ใช่คนสวยๆ ที่ยืนอยู่ในฉากเบื้องหน้า “อย่างมึงยังต้องพยายามอีกเหรอวะ แสดงว่าน้องจริงใจใจแข็งมากอะดิ” ชณินมองพรีเซนเตอร์คนสวยของเขา ผู้หญิงที่ทำให้มาร์คัสยอมรับว่ากำลังตามจีบได้ นั่นไม่ธรรมดาเลยนะ อีกอย่างตั้งแต่เขารู้จักกับมันมา มาร์คัสไม่สนใจผู้หญิงคนไหนเลย แล้วมันก็ไม่เคยต้องตามมาเฝ้าใครเหมือนอย่างที่ทำกับน้องจริงใจตอนนี้ด้วย ชณินลูบคางพลางใช้ความคิด เธอมีของดีอะไรกันถึงทำให้เพื่อนเขาสนใจขนาดนี้.. กว่าจะถ่ายงานเสร็จเล่นเอาจริงใจปาดเหงื่อ เธอค้นพบว่าความถนัดของตัวเองไม่ใช่แค่ยืนชงกาแฟหรือท
เท้าเหยียบย่างเข้าในสตูดิโอ สิ่งแรกที่จริงใจเห็นคือทีมงานทุกคนดูเหมือนจะรู้จักมาร์คัสหมดเลย พวกเขาต่างดูตื่นเต้นที่ได้เห็นหน้ามาร์คัสอย่างกับเขาเป็นดาราท่านหนึ่งอะไรประมาณนั้น “น้องจริงใจไม่รู้อะไรซะแล้ว คุณมาร์คัสเคยโดนแมวมองทาบทามจากหลายช่องให้เซ็นสัญญาเป็นนักแสดง ตอนเรียนอยู่นี่ก็เนื้อหอมมากเลยนะคะ มีแต่คนอยากจะแย่งตัวมาร่วมงานด้วย แต่เสียดายที่คุณมาร์คัสโลกส่วนตัวสูงไปหน่อยก็เลยไม่ได้เห็นหน้าเห็นตาเขาในวงการบันเทิง” พี่ช่างทำผมคนหนึ่งจีบปากจีบคอบอกจริงใจหลังจากที่เธอตั้งคำถามเพื่อคลายความสงสัยของตัวเอง “คุณมาร์คัสยังเป็นเพื่อนกับคุณชณินเจ้าของแบรนด์กาแฟนี้ด้วยนะ พี่รู้มาว่าทั้งสองคนเคยเรียนมหาลัยเดียวกันตอนอยู่ต่างประเทศ” พี่ช่างแต่งหน้าเอ่ยบ้าง ราวกับจะบอกเป็นนัยว่าหล่อนก็รู้ดีไม่แพ้คนอื่น จริงใจนั่งเป็นตุ๊กตาให้พี่ๆ จับแต่งหน้าทำผมเตรียมเข้าฉาก ในหัวของหญิงสาวไม่ได้กำลังครุ่นคิดถึงเรื่องงานแต่กลับใจลอยวะวนไปยังผู้ชายหน้านิ่งที่ตามมาด้วยกันราวกับองครักษ์ประจำตัว จริงใจใช้เวลาแต่งหน้าทำผมเกือบสามชั่วโมง เมื่อเวลาใกล้เข้ามาทุกที ความวิตกกังวลเริ่มเข้าจู่โจมจนมือเล็กเหงื่อชุ







