LOGIN
ตรงหัวมุมถนนของย่านการค้าเล็กๆ แห่งหนึ่ง เป็นที่ตั้งของร้านคาเฟ่ขนาดย่อม ผู้คนที่สัญจรผ่านไปผ่านมามักสะดุดตากับร้านนี้ ไม่ว่าจะนอกร้านหรือในร้านจัดตกแต่งอย่างน่ารัก สดใส มีชีวิตชีวา เหมาะแก่การแวะไปจิบกาแฟสักแก้วหรือทานขนมหวานน่าอร่อยสักชิ้น
“ฮือ เค้กส้มอร่อยมาก ฉันซื้อกลับไปฝากพี่พายัพด้วยดีกว่า” เจ้าของเสียงพูดเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย ผมสีดำขลับของเธอปล่อยยาวสยายดูมีวอลลุ่มเป็นธรรมชาติ ตรงข้ามหญิงสาวซึ่งนั่งโต๊ะเดียวกันภายในร้านคาเฟ่เล็กๆ น่ารักแห่งนี้ คือผู้หญิงอีกสองคน คนหนึ่งมีผมสีน้ำตาลกาแฟดัดเป็นลอนสวยงามขับให้ใบหน้าของเจ้าตัวดูน่ามองและน่ารักเข้าไปกันใหญ่ ยิ่งอยู่ในชุดเดรสจิ๋วสีชมพูจ๋านั่นยิ่งทำให้ลุคของเธอดูเป็นคุณหนูอย่างไม่ต้องสงสัย ผู้หญิงคนที่นั่งข้างๆ กันอีกคนมีใบหน้าสวยเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์สะกดสายตาคนมอง แม้เธอจะรวบผมเป็นมวยลวกๆ ไว้บนหัวและสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาอย่างเสื้อยืดสีขาวและกางเกงยีนส์ขาดวิ่นตรงเข่า แต่กระนั้นไม่ได้ทำให้ออร่าความสวยของเจ้าตัวลดน้อยลงเลย “ฉันหวังว่าพี่พายัพจะไม่เป็นเบาหวานเข้าสักวันนะ” ผู้หญิงลุคคุณหนูพูดจบก็หัวเราะคิกคัก แต่เพื่อนของเธอกลับทำหน้าค้อนปั้นปึ่ง “นี่แกแช่งหลัวฉันเหรอยะยัยเห็ดเผาะ!” ผู้หญิงผมดำขลับว่าเข้าให้ แต่น้ำเสียงไม่ได้ดูโกรธเคืองอย่างที่ควรจะเป็น “ฉันเห็นด้วยกับเห็ดมันนะ บ้านแกก็เปิดร้านขนมหวาน แค่นั้นก็น่าจะพอทำให้หลัวของแกเป็นเบาหวานได้แล้ว นี่ยังจะขุนด้วยขนมพวกนี้อีก” ผู้หญิงผมรวบเป็นมวยลวกๆ เอ่ยยิ้มๆ “แหม พี่พายัพก็ไม่ได้ทานบ่อยขนาดนั้นหรอกน่า อีกอย่างฉันซื้อเค้กกลับไปทุกครั้งที่มาเนี่ย ก็อุดหนุนเพื่อนไม่ใช่หรือไง” เธอชี้แจงเหตุผลให้เพื่อนเข้าใจก่อนตักเค้กส้มอีกคำเข้าปาก ซึ่งเป็นจังหวะพอดีกับที่เพื่อนสาวอีกคนโผล่เข้ามา “วันนี้จะสั่งอะไรกลับไปอีกดีล่ะ” “ถามอย่างคนรู้ใจ” เธอฉีกยิ้มให้เพื่อนพร้อมชูนิ้วโป้งให้ด้วย ‘จริงใจ’ ยิ้มอ่อน ส่ายหน้าเล็กน้อย มือถือปากกาและสมุดเล่มเล็กเตรียมจดออเดอร์ จะไม่ให้เธอรู้ใจได้อย่างไรในเมื่อต้นหยงมาที่ร้านทีไรก็สั่งขนมกลับบ้านทุกรอบ คงไม่มีเมนูไหนในร้านที่เธอยังไม่ลองทาน จริงใจคิดว่างั้น เมื่อจดเมนูที่ต้นหยงต้องการเสร็จแล้ว จริงใจหมุนตัวเดินไปที่เคาน์เตอร์ ฉีกใบเมนูเสียบไว้บนแท่งเหล็กแหลมๆ ก่อนเดินกลับมายังโต๊ะของเพื่อนอีกครั้ง ตอนนี้คนในร้านมีแค่โต๊ะเพื่อนเธอ และอีกอย่างก็ใกล้เวลาปิดร้านแล้วด้วย จริงใจที่เป็นผู้จัดการร้านจึงมีอภิสิทธิ์จะทำตัวว่างแบบนี้ จริงๆ เธอสมควรทำตัวว่างและคอยสอดส่องดูแลร้านแทนเจ้าของร้านตัวจริงแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ติดตรงเจ้าตัวเป็นคนไม่ชอบอยู่เฉยๆ จึงลงมาทำหน้าที่ปะปนไปกับเด็กเสิร์ฟ “เห็นชุดที่ส่งมาให้ดูก็ไม่ได้แย่เลยนะ ถึงจะกระโปรงสั้นไปนิดนึงก็เถอะ” “แหม แม่คนช่างเลือก ยังไงมันก็ไม่ได้สั้นจนปิดจิ๋มแกไม่มิดหรอกนะ ใช่ไหมล่ะ” เห็ดหอม ผู้หญิงผมสีน้ำตาลกาแฟจีบปากจีบคอว่า เบรกความคิดของจริงใจเสียจนหัวทิ่ม ใช่แล้ว..เธอเป็นพวกแต่งตัวไม่เก่ง ไม่ชอบนุ่งน้อยห่มน้อย กระโปรงสั้นๆ หรือเสื้อเปิดไหล่แทบจะไม่ได้ขึ้นมาอยู่บนตัวเธอ หากไม่มีความจำเป็นต้องใส่มันจริงๆ ไม่มีทาง..แต่งตัวแบบนั้นมันหวาบหวิวเกินไป จนเดี๋ยวนี้เพื่อนๆ ตั้งฉายาให้เธอว่าแม่ชี “สิ่งเดียวที่ยัยนี่มั่นใจจะแต่งคงเป็นนุ่งขาวห่มข่าว” ต้นหยงร่วมด้วยช่วยซ้ำ คำพูดเธอถูกใจเห็ดหอมจนหัวเราะคิกคักออกมา “อย่าไปแซวมันน่า พวกแกก็รู้ว่าชั่วชีวิตนี้มันไม่ชอบแต่งตัวโป๊” สตาร์ออกตัวปกป้องจริงใจ ผู้หญิงคนที่รวบผมเป็นมวยลวกๆ นั่นแหละ “แต่เสื้อผ้าแบรนด์นี้ไม่โป๊สักหน่อย แล้วที่จริงใจบอกว่ากระโปรงสั้น ให้ตายเถอะย่ะ ฉันใส่ยังสั้นกว่านี้อีก” เห็ดหอมกลอกตา “ใช่ ของยัยเห็ดนะสั้นจนเห็นง่ามตูดแหนะ” เหมือนจะเข้าข้าง แต่ดูก็รู้ว่าต้นหยงแอบจิกกัดเพื่อนเบาๆ เห็ดหอมถึงได้ยื่นเล็บชมพูเรียวยาวหมายจะหยิกเข้าสักที “ไม่รู้ล่ะ แกบอกแล้วว่าจะทำ ฉันก็ตอบตกลงกับเจ้าของแบรนด์ไปแล้วด้วย แกรู้ไหมจริงใจ งานนี้มีแต่คนอยากได้นะ แบรนด์เสื้อผ้าเฌอมาร์นี่ ฉันต้องบอกแกกี่ครั้งว่าแบรนด์นี้ดังมากๆ” จริงใจยู่ปาก สีหน้าหงอยลงนิดหน่อยที่ฟังเห็ดหอมพูดแล้วคล้ายว่าเธอกำลังโดนแม่ดุ “ก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ทำนี่นา แค่พูดว่ากระโปรงสั้นเฉยๆ” “แกนี่ชอบมีปัญหากับกระโปรงอยู่เรื่อย ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าอะไรที่ทำให้แกขาดความมั่นใจขนาดนี้ ดูซิ..ขาแกน่ะโคตรสวยเลยรู้มั้ย” แทนที่จะภูมิใจกับคำชม จริงใจกลับสะดุ้งตัวเล็กน้อย หากแต่ไม่มีใครทันสังเกต “ก็แค่ไม่ชอบน่ะ ไม่มีอะไรหรอก แต่งานนี้ฉันรับปากแกแล้ว ก็ต้องทำสิ” “ถูกต้องค่ะ แกต้องทำ เพราะไม่อย่างนั้นฉันเสียชื่อแน่” เห็ดหอมไม่อยากวาดภาพใบหน้ากราดเกรี้ยวของพี่พิ้งค์เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าเฌอมาร์นี่เมื่อรู้ว่านางแบบคนใหม่ยกเลิกงานตั้งแต่ยังไม่ทันแนะนำตัวให้รู้จักกันด้วยซ้ำ มีหวังเห็ดหอมคงถูกฉีกอก “ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอก ก็แค่ใส่ชุดที่ทางทีมงานเตรียมไว้ให้ แต่งหน้าทำผมนิดหน่อย แล้วก็โพสต์ท่าตามที่เขาบรีฟไว้ ง่ายๆ แค่นี้ ฉันเชื่อว่ามันไม่ยากเกินความสามารถแก” เห็ดหอมยื่นมือขาวสะอาดของเธอตบหลังมือจริงใจปุๆ ราวกับจะให้กำลังใจ คนตัวเล็กรู้สึกมีไฟขึ้นมานิดหน่อย นี่เป็นครั้งแรกที่เธอตัดสินใจรับงานถ่ายแบบเสื้อผ้า แต่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็ดหอมเสนองานแนวๆ นี้มาให้เธอ แน่นอนล่ะ ยัยคนนี้รู้จักคนในวงการแฟชั่นตลอดไปจนถึงวงการบันเทิง ก็เพราะเธอเป็นดารานักแสดงคนหนึ่ง เพิ่งผันตัวมาเป็นหลังจากเรียนจบนี่แหละ และเส้นทางสู่ดาวของเพื่อนคนนี้ก็กำลังรุ่งโรจน์ไปได้ดีด้วย “ดีใจนะที่แกยอมเปิดใจ” สตาร์หันมายิ้มอ่อนให้เพื่อนรัก ผู้หญิงที่ดูอันตรายและหัวรุนแรงสำหรับคนอื่น แต่กับจริงใจเธอมักอ่อนโยนโอนอ่อนด้วยเสมอ อาจมีบ้างบางครั้งที่ทำตัวดุสุดๆ ประหนึ่งคุณแม่ แต่ก็แหงล่ะ จริงใจยกให้สตาร์เป็นแม่ทูนหัวของเธอเอง “ก็อยากลองชาเลนจ์อะไรใหม่ๆ ให้ตัวเองบ้าง ชีวิตฉันจะจืดชืดไปตลอดไม่ได้หรอกจริงไหม” “พูดอีกก็ถูกอีก” สองเพื่อนซี้อย่างต้นหยงและเห็ดหอมแทบจะพูดออกมาพร้อมกัน ตั้งแต่เรียนจบ จริงใจก็ไม่ได้หาสมัครงานอย่างที่เพื่อนคนอื่นๆ เขาทำกัน ข้อสงสัยที่ว่าทำไมเธอถึงกลายมาเป็นผู้จัดการร้านคาเฟ่เล็กๆ แห่งนี้มันมีเหตุผลอยู่ไม่กี่ข้อ หนึ่งเลยก็คือคาเฟ่เป็นของน้ารุ้ง น้าสาวแท้ๆ ของเธอเอง ก่อนเรียนจบน้ารุ้งเปรยกับเธอว่าอยากได้ตัวมาช่วยดูแลร้านแทนน้า จริงใจไม่เห็นว่ามันจะเป็นอะไร เธอเองก็สนิทกับอารุ้งเลยไม่คิดปฏิเสธ ส่วนข้อสองเธอชอบทำขนมเป็นทุนเดิม ได้คิดสูตรขนมใหม่ๆ ให้ลูกค้าคือความภูมิใจอย่างหนึ่งที่ทำให้มีความสุขและอยากทำงานที่คาเฟ่นี้ทุกวัน สาม..ในช่วงคิดทดลองปรับปรุงสูตรขนม เพียงพอที่จะทำตัวให้ยุ่งจนไม่มีเวลากลับบ้านและต้องนอนที่ร้าน นั่นคืออีกสิ่งที่จริงใจปรารถนาจะยังได้ทำงานนี้ต่อๆ ไป น้อยคนนักจะรู้ว่าทำไมเธอถึงไม่ชอบกลับบ้าน เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พนักงานของร้านต่างทำหน้าที่ของตัวเอง จัดการเก็บกวาดเช็ดถูโดยมีจริงใจและเพื่อนทั้งสามคนคอยช่วยอีกแรง แม้เห็ดหอมจะบ่นตอนกลิ่นผ้าเช็ดโต๊ะติดมือเธอด้วยสีหน้าขยะแขยง แต่ก็ยังช่วยเช็ดโต๊ะจนเป็นมันวับ สะอาดเอี่ยมอ่อง “กลับกันดีๆ นะคะ” จริงใจโบกไม้โบกมือให้พนักงานในร้าน ทุกคนกำลังทยอยกลับที่พักของตนหลังจากทำงานอย่างขยันขันแข็งมาทั้งวัน “งั้นฉันกลับก่อนล่ะ ต้องแวะไปส่งสตาร์ด้วย” ต้นหยงคว้าถุงใส่ขนมก่อนโบกมือให้เพื่อนพอเป็นพิธีแล้วเดินออกไปก่อน “แน่ใจนะว่าแกไม่อยากให้ฉันไปด้วย” สตาร์ยังไม่เดินตามต้นหยง แต่หยุดถามเพื่อนให้แน่ใจเพราะเธอค่อนข้างรู้จักจริงใจดีกว่าคนอื่นๆ “เกือบห้าปีที่รู้จักกันมาเราพึ่งพาสตาร์มาเยอะแล้ว ให้เราลองทำอะไรด้วยตัวเองโดยที่ไม่มีแกบ้างเถอะนะ” ดูคล้ายกับคำร้องขอแต่ยิ้มอ่อนที่จริงใจส่งให้สตาร์ทำให้เพื่อนเข้าใจได้ในทันที เริ่มจะเข้าใจโลกขึ้นแล้วสินะยัยขี้แง สงสัยว่าสัญชาตญาณความเป็นแม่ทูนหัวมันคงแผ่ล้นมากเกินไปหน่อย บอกเลยว่าอดเป็นห่วงจริวใจไม่ได้อยู่ดี “หวังว่าที่นั่นจะมีคนใจดีกับแกนะ” สตาร์ส่งยิ้มอ่อนก่อนหมุนตัวตามต้นหยงออกไป และเพียงไม่นานสตาร์กับเห็ดหอมเห็นรถออดี้คันสีขาวของต้นหยงแล่นฉิวออกจากร้านสู่ถนนใหญ่ “แกไปอาบน้ำสิ คงอีกเกือบๆ ชั่วโมงอาคิเรย์ถึงจะมา” จริงใจพยักหน้ารับทราบ ไม่ได้ตั้งคำถามว่าทำไมเฮียคิเรย์ คุณอาของเห็ดหอมยอมมาเป็นสารถีให้เราสองคนในวันนี้ เพราะปกติเขาก็งานรัดตัวจะตายไป ครึ่งชั่วโมงต่อมา จริงใจไม่พิถีพิถันกับการแต่งตัวมากนัก เธอจัดการตัวเองให้อยู่ในชุดสุภาพที่สุด และเฉิ่มเชยที่สุดเช่นกันในความคิดของเห็ดหอม เสื้อยืดแขนยาวเรียบๆ สีขาวไม่มีลวดลายอะไรเลยกับกระโปรงสีขาวฟูๆ ราวกับจะใส่ไปเดินเล่นริมชายหาด ซึ่งมันก็เข้ากันนั่นล่ะ แต่มันน้อยเสียจนคนมองอย่างเธอหดหู่ใจ หากไม่ติดที่เบ้าหน้าของเพื่อนคนนี้สวยสะบัดล่ะก็ มันคงเหมือนแม่ป้าดีๆ นี่แหละ “เอาลิปนี่ไปทาปากหน่อย คนก็ขาว ชุดก็ขาว มันจะดูซีดเกินไปละ” จริงใจไม่ได้ถือสาคำพูดเพื่อนเลย กลับกันเธอยิ้มเขินแล้วรับลิปสติกสีชมพูตุ่นมาจัดการกับริมฝีปากของตน “ฉันลืมบอกแกไปเลย คนที่มารับเราไม่ใช่อาคิเรย์แล้วนะ อาไม่ว่างแล้ว” “งั้นเราจะไปกับใครล่ะ” จริงใจถามโดยที่หน้าไม่ได้ผละไปจากกระจกพกพาบานเล็กของเธอเลย ลิปสติกนั้นวาดแต้มบนริมฝีปากบอบบางอย่างตั้งใจ “เฮียมาร์คัส” มือที่เคยอยู่นิ่งๆ ชักกระตุกขึ้นมาจนลิปสติกทาเลยเลอะขอบปากไปถึงแก้ม เห็ดหอมเอ็ดตะโรใหญ่ รีบหยิบทิชชู่เช็ดพร้อมบ่นให้กับความงุ่มง่ามเงอะงะของจริงใจ ตอนนี้เจ้าตัวแทบจะไม่รับรู้อะไรแล้วนอกจากชื่อเมื่อสักครู่ที่เห็ดหอมพูดออกมา เฮียมาร์คัส.. เฮียมาร์คัสน่ะเหรอ ผู้ชายคนนั้นเนี่ยนะที่จะมารับเธอกับเห็ดหอม จู่ๆ จริงใจก็รู้สึกว่าอากาศภายในร้านลดน้อยลงไปทุกที เพราะเธอเริ่มรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง สมองหนักอึ้งและยิ่งไปกว่านั้น ก่อนจะทันได้ตั้งคำถามอะไรอีก รถสปอร์ตสีดำเป็นมันคันคุ้นตาก็แล่นเข้ามาภายในบริเวณร้าน กระจกรถฝั่งคนขับถูกลดลงมาให้เห็นเจ้าของที่นั่งผึ่งผายด้านใน ไม่ต้องบอกก็รู้ล่ะว่านั่นแหละเขา..เฮีย ‘มาร์คัส’ผู้ชายที่จริงใจไม่อยากทำความรู้จักมากที่สุด“อ่า..โคตรเสียวเลยคนสวย ของเธอแน่นมาก อืม..แน่นสุดๆ” เอวสอบสะบัดสะโพกแกร่งใส่เธออย่างพลิ้วไหว จริงใจได้ยินเสียงเนื้อที่กระทบกันดังสนั่นเรือ ดังแข่งเสียงคลื่นลมยามค่ำคืนของท้องทะเล แม้เนื้อตัวจะรุ่มร้อนดั่งโดนไฟลวกด้วยกันทั้งคู่ แต่อากาศเย็นสบายของลมทะเลก็ช่วยให้บทรักครั้งนี้ดำเนินไปอย่างลื่นไหล “ฮึก..ฮือออ เสียวจัง” บีบขยำหน้าอกกลมโตของตนที่กระเด้งขึ้นลงอย่างร้อนร่าน ท่าทางของจริงใจในตอนนี้ปลุกความดิบเถื่อนของคนพี่ออกมาจนหมด เขาเร่งทำความเร็วชนิดที่ว่าเธอต้องร้องขอชีวิต.. “อ๊ะ! อ๊า พี่ขาแรงไปแล้ว อื้อออ มันจุก!” เขากระแทกเข้ามาในร่องรักของเธออย่างแรง มือสากที่จับเอวคอดกิ่วไว้แน่นที่จะกดนิ้วลงบนผิวเนื้อบริเวณนั้นให้เป็นรอย นิ้วเรียวของเธอจิกเล็บบนแขนล่ำสัน ดวงตากลมสวยหยาดเยิ้มปนความทรมาน หน้าตาที่เร้าอรมณ์เหมือนกำลังจะร้องไห้ จะขาดใจตายเพราะความเสียว “ซี้ดดด! รัดพี่แน่นจัง แตกเลยคนสวย อ่า..แตกใส่พี่เลยครับ” เขากระตุ้นด้วยการเร่งความเร็วเพิ่มอีก สะโพกสอบทำหน้าที่ได้ดีเกินไปแล้ว ในตอนนี้ดวงตากลมสวยเริ่มจะลอยคว้าง เสียงร้องครางปนเปไปกับเสียงเรียกชื่อเขาราวคนเสียสติ “อ๊า.
“อืม..จูบพี่เองเลยเหรอครับ” มาร์คัสประคองดวงอ่อนหวานสีแดงเรื่อเหมือนลูกมะเขือเทศบ่มแดด อิงหน้าผากของตัวเองลงบนหน้าผากของน้อง ยิ่งได้มองใกล้ๆ เขาก็ยิ่งตกหลุมรักเจ้าของใบหน้าสวยหวานนี้ “ชอบจูบของหนูไหม” “ชอบสิ อะไรที่เป็นเธอพี่ก็ชอบทั้งนั้น” จุ๊บกลีบปากนุ่มนิ่มนั่นอีกทีเป็นการยืนยัน ในแววตาคนตัวเล็กเริ่มจะหยาดเยิ้มขึ้นมา จากตอนแรกที่อยากทดเวลาต่อไปอีกสักนิด แต่พอโดนเขาพูดจาด้วยถ้อยคำหวานหู เธอก็ต่อต้านมันไม่ไหว “งั้น..ของขวัญไว้แกะก่อนก็ได้ค่ะ หนูอยากให้พี่แกะหนูก่อน ช่วยถอดเสื้อผ้าให้หนูทีสิคะ” เป็นคำขอที่อ้อนมาก ยั่วยวนเขาที่สุด พูดไปด้วยพลางบดตัวกระตุ้นกลางกายที่แข็งกร้าวให้ยิ่งอยากออกมาดูโลกภายนอกมากขึ้น มาร์คัสขบกรามแน่น จับร่างบอบบางนอนหงายให้เธอดูดาวที่ดารดาษเต็มท้องฟ้า ส่วนเขาจะดูเธออีกที ดูให้ละเอียด ทุกซอกทุกมุม.. “อื้อออ~ อ่า” เสียงครางเครือหลุดผ่านริมฝีปากจิ้มลิ้มเมื่อใบหน้าคมสันหล่อเหลาราวเทพเจ้าตั้งใจปั้นแต่งกำลังจัดการกับชุดเสื้อผ้าของเธออย่างเร่งรีบ แพนตี้ตัวจิ๋วแทบจะปลิวออกนอกลำเรือเมื่อเขาถอดออกจากขาเรียวแล้วเขวี้ยงทิ้งแบบไม่สนใจทิศทาง ศีรษะที่ม
เรือยอร์ชำลำเล็กแล่นเลียบออกจากฝั่งไปบนผืนน้ำทะเลสีดำในยามรัตติกาล มาร์คัสทำหน้าที่ขับเรือไปตามเส้นทางที่ทะเลได้บอกเอาไว้ ตรงไหนคือจุดที่จะทำให้เขาและจริงใจเห็นวิวพลุปีใหม่ได้ดีที่สุด “เธอง่วงไหม จะนอนก่อนก็ได้นะ ใกล้เวลาเคาท์ดาวน์พี่ค่อยปลุก” “ไม่ง่วงค่ะ หนูชอบดูวิวตอนกลางคืน ที่นี่สวยจังเลยนะคะ” จริงใจมองเห็นแสงไฟจากริมฝั่งซึ่งอยู่ไกลออกไป เธอเกาะราวระเบียงเรือดูน้ำทะเลที่กระเพื่อมไหวเป็นระลอกบางเบายามที่เรือแล่นผ่าน แล้วก็หันมามองแฟนตัวเองบ้าง “พี่ไม่เก่งอะไรบ้างคะ ทำได้ทุกอย่างเลย ขับเรือได้ด้วย” อดกล่าวชื่นชมเขาไม่ได้ ในดวงตาของเธอราวกับมีฟิลเตอร์รูปหัวใจวิบวับ “จะตอบว่าเก่งทุกอย่างก็กลัวเธอหาว่าพี่ขี้โม้” “คิก~ อย่างพี่ไม่ต้องโม้หรอกค่ะ เพราะหนูเชื่อว่าพี่เก่งทุกอย่างจริงๆ” “ภูมิใจไว้นะ นี่แหละอนาคตพ่อของลูกเธอ” เขายกยิ้มมุมปากและยักคิ้วหนึ่งที หัวใจเจ้ากรรมเต้นแรงเป็นจังหวะซุมบ้าเลย เกินไปมาก ท่าทางของเขาแทบจะทำให้เธอละลายหายไปในอากาศได้อยู่แล้ว เมื่อมาถึงจุดชมวิวที่ต้องการ มาร์คัสจอดเรือให้ลอยลำอยู่กลางทะเล “อยากดื่มไวน์สักหน่อยไหม” “มีด้วยเหรอคะ”
“พี่ขา~ ถ้าเราชนะเกมนี้ ก็เท่ากับเราชนะทุกคู่เลยนะคะ” จริงใจกระซิบบอกแฟนหนุ่มด้วยความตื่นเต้น สายตาคอยจ้องมองฝั่งตรงข้ามไม่คลาดเคลื่อน คู่ของเธอทำคะแนนได้เท่ากับคู่ของภูผาและน้ำเหนือ ซึ่งหากชนะเกมนี้ก็เท่ากับว่ารางวัลปริศนาของทะเลจะต้องตกเป็นของคู่เธออย่างแน่นอน “พี่จะไม่ยอมแพ้ คู่เราต้องชนะ” ต่อให้อีกฝั่งเป็นสุภาพสตรีแต่กรณีนี้จะไม่มีการอ่อนน้อมให้เด็ดขาด “หยวนๆ ให้เมียกูบ้างโว้ย!” “รางวัลของไอ้ทะเลกูขอให้ภาคินไม่ได้เหรอไอ้คัส” ทั้งพายัพและภูผาตะโกนเสียงดังรบกวนสมาธิเขา “เสียใจด้วยว่ะ กูก็รักหลานนะ แต่กูรักเมียมากกว่า คู่กูต้องชนะเท่านั้น” มาร์คัสกระตุกคิ้วใส่เพื่อน เขาเริ่มเดินหน้าสลับฝ่าเท้าไปมา จนร่างของจริงใจขยับตามเกือบไม่ทัน เชือกที่มัดขาคืออุปสรรคจนแทบจะทำให้ล้มหัวคะมำหลายรอบ โชคดีที่มาร์คัสแข็งแรงจึงสามารถโอบเอวจริงใจให้ตัวลอยไม่ติดพื้นได้แบบสบายๆ “ว้ายยย!” น้ำเหนือเสียหลักในตอนที่พยายามจะหลบมาร์คัส ตัวเธอเซไปกระแทกต้นหยงเพราะเชือกที่มัดขาติดกัน ผลสรุปว่า… โพล๊ะ! “ฮื่ออออ ลูกโป่งแตกแล้ว” ต้นหยงทำลูกโป่งแตกเอง ทั้งเสียงโห่ร้องของสองสามีดังขึ้นอย่างเสียดายแทนเมี
“ทำไมแกทำหน้าเหมือนคนเห็นผีแบบนั้นล่ะ” ต้นหยงจับฉลากได้สีเหลืองคู่กับน้ำเหนือถามเพื่อนตัวดีอีกคนที่ยืนเหม่อเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง เห็ดหอมได้ยินที่เพื่อนถามแต่หมดแรงตอบ เธอมองฉลากสีแดงแปร๊ดที่อยู่ในมือของคนตัวสูงตรงกันข้าม เกิดอาการลมตีหน้า แข้งขาอ่อนแรง มือไม้อ่อนเปลี้ย “อ้าว..แกได้คู่กับตะวันนี่” “ว้ายยย..งานหยาบซะด้วย กฎไม่สามารถเปลี่ยนคู่ได้ใช่ไหมคะพี่ทะเล” “เปลี่ยนไม่ได้ครับ คู่ใครก็ต้องคู่คนนั้นนะ” ทะเลตอบกลับต้นหยงแต่เสียงของเจ้าตัวราวกับคำประหารที่ลอยเข้าใส่หูของตะวันและเห็ดหอม ทั้งคู่จึงต้องจำใจจับคู่กันแม้ว่าอยากจะเลิกเล่นเกมมากก็ตาม ‘ไม่ได้ๆ! เดี๋ยวยัยหมาบ้าจะหาว่าเราป๊อด’ ตะวันคิดในใจ ‘หึ! ถึงเราจะเหม็นขี้หน้าไอ้บ้าตะวัน แต่ถ้าเราเลิกเล่มเกมมีหวังมันหัวเราะเยาะเราตายเลย’ เห็ดหอมคิดในใจเหมือนกัน สองสายตาสบประสานราวกับจะเปิดศึกกันเอง เห็นทีว่าการจะชิงที่หนึ่งของคู่นี้หมดหวังตั้งแต่ยังไม่เริ่มเกม เกมแรกยังไม่สามารถเรียกเหงื่อจากทุกคนได้ แต่เสียงหัวเราะวี้ดว้ายนั้นไม่เหลือ เป็นเกมที่ต้องเป่ายิ้งฉุบหาผู้ชนะ ซึ่งเมื่อแบ่งแถวกันแล้วก็ได้จำนวนคนเท่าๆ กันทั้งสอ
จริงใจกับบิกีนี่ที่เขาใฝ่ฝันโดนทำลายย่อยยัยเพราะไอ้ทะเลเล่นพิเรนทร์ใส่ยานอนหลับในแก้วเครื่องดื่มให้เพื่อนเสี่ยงดวง ผลมันเลยออกมาที่เขา.. (หงุดหงิดอะไรขนาดนั้น หรือว่าอดอึ้บเมียก็เลยโกรธกู) หลังจากที่เขาโทรไปด่ามันเสียชุดใหญ่ แทนที่ไอ้ตัวดีจะสำนึกคิดได้กลับหัวเราะคิกคักแล้วกวนประสาทเขากลับ “กูอยากใช้เวลากับน้องให้เต็มที่ แต่มึงเนี่ยไอ้มารผจญ เล่นเหี้ยไรไม่ปรึกษาเพื่อนเลย อย่าให้ถึงคราวมึงมีเมียบ้างนะ กูนี่แหละจะเป็นคนขัดขวางความสุขมึง ไอ้เล! ไอ้ฉิบหาย” น้ำเสียงกราดเกรี้ยวแบบที่อยากให้คนฟังสะทกสะท้านบ้างด่ากราดใส่ปลายสาย แต่กลับได้ยินเสียงพ่นลมหายใจบูดๆ กลับมาแทน (กูจะไม่หาเมียอีกเด็ดขาด อยู่เป็นโสดแบบนี้นี่แหละดี จะไม่เอาใครมาให้ปวดหัวอีกแล้ว) “เลิกตอแหล อย่าคิดว่ากูไม่เห็นที่มึงทำบนเรือเมื่อวานนะ กับน้องคนนั้นอะ ชื่ออะไรวะ..ม่าน..” เสียงมาร์คัสต้องหลบหายไปในลำคอเมื่อทะเลเอ่ยแย้งดังลั่นประหนึ่งชื่อที่กำลังจะออกจากปากเขามันแสลงหูมาก (ไอ้หมอหมา! หยุดความคิดมึงไปได้เลย ไม่ว่าอะไรก็ตามที่มึงเห็นบนเรือมันไม่ใช่อย่างที่มึงคิด กูกับยัยเด็กนั่น..โอ้ย! พูดแล้วแม่งขนตูดลุก!) เข




![รักซ้อนราคะ [PWP] + [NC30+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


