เข้าสู่ระบบเท้าสองข้างหนักอึ้งเหมือนตะกั่วในตอนที่ต้องเดินตามเห็ดหอมไปขึ้นรถ ในใจนั้นร้องประท้วงว่าควรยกเลิกงานนี้ดีไหม แต่จะบ้าเหรอ..เธอรับปากเพื่อนไปแล้ว มีหวังเห็ดหอมได้ฉีกอกเธอ ก่อนพี่พิ้งค์จะฉีกอกมันแน่ๆ
“สวัสดีค่ะเฮียคัส ไม่เจอกันนานหล่อขึ้นปะเนี่ย” เห็ดหอมยกมือไหว้คนอายุมากกว่าและเอ่ยคำทักทายอย่างสนิทสนม ท่าทางร่าเริงของเพื่อนช่างต่างกับสีหน้าเศร้าสร้อยของจริงใจยิ่งนัก “สะ..สวัสดีค่ะ” เธอยกมือไหว้เขาลวกๆ และกล่าวคำทักทายตะกุกตะกักจนเหมือนดูไม่มีมารยาท ก็ใครใช้ให้เขามองกันแบบนั้นเล่า เธอรีบหลบตาหนีใบหน้าแสนเย็นชา ขนแขนพร้อมใจกันลุกเต้นระบำ หน้าซีดเซียวยิ่งกว่าคนป่วย ตลอดนั่งในรถ จริงใจทำใจกล้าเหลือบตามองเขาผ่านกระจกเป็นระยะ แต่แล้วก็ต้องบอกตัวเองว่าให้เลิกมองเขาได้สักที ทั้งที่รู้สึกเหมือนตัวเองก็โดนจ้องมองกลับบ้างเป็นบางครั้งบางคราวเหมือนกัน เธอได้แต่ภาวนาให้ถึงที่หมายเร็วๆ แต่คำขอ คำภาวนาของเธอกลับให้ผลตรงกันข้าม “เฮียคัสจอดส่งหนูข้างหน้านั้นเลยค่ะ” เห็ดหอมที่ชวนเขาคุยจ้อมาตลอดชี้นิ้วไปยังร้านอาหารหรูติดถนนเบื้องหน้า ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมากเสียจนจริงใจอยากจะร้องไห้ “เจ๊ปิงปองมีธุระจะคุยกับฉันน่ะ ซอรี่ด้วยนะแกที่ไปส่งถึงมือพี่พิ้งค์ไม่ได้ แต่แกไม่ต้องห่วงนะ ฉันไลน์บอกพี่พิ้งค์ไว้แล้ว” จริงใจฝืนยิ้มให้เพื่อน เธอไม่ได้ห่วงเรื่องงานเลย ตอนนี้สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับเธอคือการต้องอยู่ตามลำพังกับผู้ชายคนนี้ต่างหาก “หนูฝากเพื่อนด้วยนะเฮียคัส ไปส่งจริงใจถึงที่เลยนะคะ” “อืม” เขารับคำสั้นๆ ดวงตาคมกริบเหมือนใบมีดมองจริงใจผ่านกระจกส่องหลัง ช่างบังเอิญแท้ๆ ที่จริงใจก็มองเขาพอดี จังหวะสบตาของเราทำเอาเธอขนลุกเกรียว ถ้าเปิดประตูรถแล้วกระโดดวิ่งหนีเรียกแท็กซี่มันจะดูน่าเกลียดไหมนะ เห็ดหอมโบกมือบ๊ายบายด้วยใบหน้ายิ้มสดใส ช่างเป็นเพื่อนที่น่ารักอะไรอย่างนี้ จริงใจมองตามเธอตาละห้อย อยากจะก้าวขาลงไปด้วยแต่ไม่กล้า วินาทีเงียบงันได้ถือกำเนิดขึ้น เป็นช่วงเวลาน่าอึดอัดเมื่อเหลือแค่เธอกับเขา กระเพาะของจริงใจบีบรัดแน่นพอๆ กับที่มือไม้จิกกำจนเหงื่อชุ่ม “ไม่มานั่งข้างหน้าเหรอ” เสียงเยือกเย็นเอ่ยถามในที่สุด จริงใจคิดว่าตอนนี้เขาต้องกำลังมองเธอผ่านกระจกหลังอีกแน่ๆ หญิงสาวเม้มปากกลั้นใจตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วค่อย “นั่งตรงนี้ก็สบายดีค่ะ” ไม่ถึงวินาทีถัดมา เสียงหัวเราะหึหึในลูกคอของคนข้างหน้ายิ่งทำให้หญิงสาวประสาทเสีย “ดูเหมือนฉันเป็นคนขับรถให้เธอเลยนะ” คนขับรถในความหมายเขาคงหมายถึงคนใช้มากกว่าจะหมายถึงคนที่เต็มใจขับรถให้เธอนั่งสินะ จริงใจเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง คราวนี้เธอเห็นแววตาดุดันคู่นั้นจับจ้องมองเธออยู่อย่างไม่ละไปไหน สายตาเขากำลังเผาไหม้เธอทางอ้อม “หนูนั่งหน้าก็ได้ค่ะ” แม้กระมิดกระเมี้ยนที่จะสลับที่นั่งนิดหน่อย แต่การยื้อเวลาไว้เรื่อยๆ ก็เท่ากับเธอต้องติดแหง็กอยู่กับเขานานขึ้น เอาเถอะ..อย่างน้อยก็ไม่ได้โชคร้ายเจอเขาทุกวันหรอก มาร์คัสถามเวลาเข้างานคนตัวเล็ก เขาไม่ได้คิดไปเองแน่ๆ ว่าจริงใจรู้สึกอึดอัดแค่ไหนเมื่อต้องอยู่ใกล้เขา แต่กลับกัน ความหวาดกลัวของหญิงสาวเป็นสิ่งที่ทำให้เขาพึงพอใจและสนุก.. “เหลืออีกตั้งสามสิบนาที ขอแวะซื้อกาแฟหน่อย” เขามองดูนาฬิกาเรือนหรูบนข้อมือ ไม่ถึงห้านาทีถัดมาก็หักเลี้ยวพวงมาลัยเข้าไปในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง เขาไม่ถามจริงใจว่าจะลงมาด้วยหรือเปล่า พอๆ กับที่หญิงสาวตั้งมั่นกับตัวเอง หากเขาชวนให้ไปด้วยกันจะตอบปฏิเสธและยึดเบาะที่นั่งให้เหนียวแน่นชนิดที่เหมือนทากาวติดกับก้นไว้เลยล่ะ แต่จะว่าไปแล้ว ความคิดชิ่งหนียังคงผุดขึ้นมาเรื่อยๆ นะ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องมารยาทหรอกที่ทำให้เธอยังทนนั่งอยู่ในรถหรูคันนี้ แต่ความกลัวต่างหาก..เธอไม่กล้าลองดีเลย โดยเฉพาะกับคนอย่างเขา ไม่ถึงสิบนาที มาร์คัสกลับมาพร้อมเครื่องดื่มสองแก้ว เขายื่นแก้วหนึ่งให้จริงใจ เธอรับมาแต่ยังไม่กล้าดื่ม ดูลังเลและถือไว้อย่างนั้นให้น้ำที่ซึมออกมานอกแก้วเปื้อนมือ มาร์คัสมองถนนเบื้องหน้าขณะทำความเร็วขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบตวัดมองคนตัวเล็ก คราวนี้เขาถึงกับแสยะยิ้ม “กินเถอะ ฉันไม่ได้วางยาพิษหรือใส่อะไรลงไปหรอก” น้ำเสียงบอกกล่าวราบเรียบแต่แววตาเย็นชาของเขาที่หันมองเธอรอบสองทำคนตัวเล็กสะดุ้ง “หรือเพราะเป็นฉันก็เลยรังเกียจที่จะกิน” “ปะ..เปล่านะคะ ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ” จริงใจตะกุกตะกักตอบอีกครั้ง ท่าทางงุ่มง่ามของเธอเกือบทำกาแฟคาราเมลลาเต้เย็นหกราดใส่ตัวเอง หญิงสาวรีบก้มหน้าใช้ปากงับหลอด ตั้งหน้าตั้งตาดูดเอาเป็นเอาตายจนแก้มเป็นสีอมชมพูเข้ม ไม่รู้เพราะความเย็นจัดของเครื่องดื่มหรือว่าอายที่โดนเขารู้ทันกันแน่ บริษัทเฌอมาร์นี่ไม่ได้อยู่ไกลนัก มาร์คัสเร่งความเร็วแค่หน่อยเดียวก็ถึงที่หมายแล้ว “ขอบคุณที่มาส่งค่ะ” จริงใจอยากให้ทุกอย่างผ่านไปเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอยกมือไหว้เขาซึ่งครั้งนี้ตั้งใจกว่าครั้งที่เจอกัน รีบปลดเบลท์เพื่อจะได้เป็นอิสระเสียที กึก! กึก! แต่เสียงเคาะพวงมาลัยรถเป็นจังหวะกำลังรบกวนเธออย่างจัง “เลิกกี่ทุ่ม” น้ำเสียงเรียบเรื่อยราวกับถามเรื่องลมฟ้าอากาศ จริงใจหน้าเผือดสี เขาอยากมารับเธองั้นหรือ “ไม่เป็นไรค่ะ หนูกลับเองได้” พลั้งปากไปด้วยความไวแสง เป็นอีกครั้งที่มาร์คัสหัวเราะหึหึ จริงใจไม่ชอบเสียงหัวเราะเยาะๆ อย่างนี้ของเขาเลย “ตอบไม่ตรงคำถาม หรือฉันต้องถามให้ตรงคำตอบ” นัยน์ตาคมวาวสบตาเด็กขี้กลัว เห็นหน้าตื่นๆ นั่นแล้วยิ่งอยากแกล้ง “เธออยากให้ฉันมารับไหมจริงใจ” เหมือนมีคนลากเท้าจริงใจลงในน้ำ เธอเริ่มหายใจไม่ออก หูอื้อ ตาพร่า เสียงที่พยายามจะพูดออกไปก็ติดๆ ขัดๆ ราวกับน้ำท่วมเต็มปาก “ไม่ค่ะ ไม่เป็นไร หนูกลับเองดีกว่า” กว่าจะควานหาเสียงตัวเองเจอและต่อให้จบประโยคได้นั้น ปากของเธอแทบเป็นตะคริว เสียงหัวเราะทุ้มต่ำชวนท้องไส้บิดมวน คราวนี้ดูเหมือนเขาจะขยับมาทางจริงใจนิดหนึ่งด้วย “ยังไม่ลืมเรื่องคืนนั้นสินะ เมื่อไรจะเลิกกลัวฉันสักที” พอเขาหยิบยกเรื่องนี้มาพูด เรื่องคืนนั้น..ต่อมความกล้าของจริงใจก็ดูจะประทุขึ้นมาหน่อยๆ เธอสูดลมหายใจลึก ตากลมสวยสบมองคนข้างกายแน่วแน่ “คุณคิดว่าเรื่องที่คุณทำคืนนั้น จะให้หนูลืมมันไปง่ายๆ เหรอคะ” “ไม่เห็นมีอะไรต้องเก็บมาจำ” เขาเอ่ยตอบแทบจะทันที “ฉันคิดว่าเธอกำลังกล่อมตัวเองให้กลัวฉันมากกว่าเดิมเพราะเรื่องคืนนั้นน่ะสิ” อยากตอบไปว่าเธอไม่จำเป็นต้องกล่อมตัวเองให้กลัวเขาเลย เขาน่ะน่ากลัวโดยไม่ต้องมีเรื่องบ้านั่นมาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว “ไม่หรอกค่ะ มีแต่ท่าทางของคุณนี่แหละที่ทำให้หนูกลัว” เธอเอ่ยออกมาก่อนตัวเองจะทันได้ยั้งปากด้วยซ้ำ แต่น่าแปลกหลังจากพูดประโยคนั้น จริงใจเริ่มกล้าสบตาเขาบ้างแล้ว มาร์คัสกระตุกยิ้มแต่แววตาของเขาไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย มันดำมืดและเย็นยะเยือกจนคนมองขนลุกชัน เขาเอนตัวมาใกล้เธอมากเสียจนใบหน้าแทบจะชนกัน “ท่าทางแบบไหน” มิหนำซ้ำ วงแขนของเขาดูราวจะกักตัวเธอไว้มิดชิด จนจริงใจจมไปกับเบาะ “บะ..แบบนี้แหละค่ะ” รีบตอบจนกลัวจะสำลักน้ำลาย ใบหน้าหล่อเหลาของผู้ชายอันตรายคนนี้อยู่ใกล้จริงใจมาก มากเสียจนเธอเผลอพิจารณาความหล่อลงตัวของเขาตั้งแต่นัยน์ตาคู่คมแฝงความเย็นชาและดุดัน คิ้วเข้มได้รูป จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากสีชมพูอ่อนและใบหน้าเนียนละเอียดแทบหารูขุมขนไม่เจอ รวมไปถึงสิวสักเม็ดไม่ยักจะมี เธอถูกติดตรึงให้จ้องมองเขาด้วยสายตาดำเข้มคู่นั้น ให้ตาย! เสียเวลาไปตั้งเท่าไรแล้วเนี่ย “ขะ..ขอตัวนะคะ จะสายแล้ว” จริงใจละล่ำละลักเปิดประตูรถ แต่ก่อนสองขาหนักอึ้งของเธอจะได้ทำหน้าที่ของมัน มาร์คัสก็ลดกระจกรถแล้วส่งโทรศัพท์มือถือที่จริงใจลืมไว้ เธอรับของเธอมา แต่เขายื้อของเธอไว้แน่น เพื่ออะไรไม่ทราบ! “ถ้าเลิกดึกแล้วไม่มีคนไปส่งก็โทรมา ฉันรู้ว่าเธอยังไม่ลบเบอร์ฉัน” จริงใจดึงโทรศัพท์มือถือกลับมาได้สำเร็จ “คุณมั่วแล้ว” น้ำเสียงเธอค่อนไปทางโมโห หญิงสาวหันหลังกึ่งวิ่งกิ่งเดินเข้าบริษัทโดยไม่หันกลับไปมองข้างหลังอีกเลย ใจดวงน้อยเต้นโครมครามยิ่งกว่าผ่านศึกสงคราม ความตื่นกลัวผสมความเหนื่อยเกิดเป็นเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดซึมทั่วกรอบหน้าสวย เขาเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงพูดว่าเธอยังมีเบอร์เขาอยู่ หญิงสาวกดดูในรายชื่อแล้วก็ต้องพ่นลมหายใจหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม เขาพูดถูก ความมั่นใจของเขาถูกเผง เธอยังมีเบอร์เขาอยู่จริงๆ นั่นแหละ ต้องตำหนิตัวเองที่ไม่ยอมลบทิ้งไปซะ แต่พอเอาเข้าจริง นิ้วจิ้มเข้าไปในรายชื่อเขา เธอกลับลังเลขึ้นมา “เฮ้อ ช่างเถอะ ปล่อยไว้แบบนี้ก็ไม่มีอะไรสักหน่อย เขาไม่เคยโทรมากวนใจเราอยู่แล้ว” แน่นอนเขาไม่เคยทำแบบนั้นเพราะเหมือนจะรู้ว่าแค่คำพูดไม่กี่คำของเขาก็กวนใจเธอได้อย่างดีเยี่ยมแล้วล่ะ จริงใจคิดไปถึงคำถามของมาร์คัสที่ถามเธอว่ายังไม่เลิกกลัวเขาอีกเหรอ เหอะ! เขาช่างทำตัวได้เยือกเย็น ไม่รู้สึกรู้สมกับเรื่องคืนนั้นราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้น หรือคิดว่าเธอจะลืมได้ง่ายๆ บอกเลยว่าเธอไม่ใช่คนไร้ความรู้สึกอย่างที่เขาเป็น และหากจะให้เธอลบภาพเรื่องราวร้ายกาจของเขาในคืนนั้นทิ้งไปจากความทรงจำ เธอค้นพบว่ามันทำได้ยากยิ่งกว่าการกล้าสบตาเขาเสียอีก“ชอบจูบของพี่ไหม” “อื้อ..พี่มาร์คัส~” “พี่จูบเก่งใช่ไหม” เขาแตะริมฝีปากบางเร็วๆ อีกหนึ่งทีแล้วจึงขยับตัวเข้าซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น ปลายจมูกโด่งเสียดสีผิวเนื้อนุ่มนิ่ม ปากขบเม้มเบาๆ ปล่อยลมหายใจร้อนราดรดตัวเธอจนจริงใจมือไม้อ่อนแรง หอบหายใจหนักหน่วงไปกับสัมผัสวาบหวามที่เขามอบให้ ร่างกายแข็งแรงเบียดแนบชิดใกล้เข้าหาเธอมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะส่วนกลางกายที่ดูจะขยายใหญ่พองคับในกางเกงราคาแพง เขาขยับตัวไปตามแรงอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ชุดเดรสของจริงใจเริ่มยับย่น “เธอตัวหอมมาก” เสียงแหบซ่านกระซิบบอกแผ่วเบา มือสากเคลื่อนผ่านใต้ชุดเดรสจิ๋วลูบไล้ปลีน่องเนียนนุ่ม ใบหน้าหล่อเหลาเคลื่อนต่ำลง สายตาวาววามปิดความต้องการแรงกล้าไม่มิด จ้องมองเนินอกอวบอิ่มที่ซ่อนเร้นความสวยงามเหมือนดอกไม้ในหุบเขาลึก เขาอยากเด็ดดอกไม้ดอกนี้เหลือเกิน ความรวดเร็วของร่างสูงทำจริงใจตั้งรับไม่ทัน แค่ชั่วพริบตาเดียวเขาก็สามารถแกะปมสายเดี่ยวเดรสสองข้างที่ผูกไว้อย่างแน่นหนาได้ง่ายดาย “พี่มาร์คัส” เอ่ยเสียงสั่นเครือพร้อมจับมือแกร่งห้ามเขาไว้ “ขอพี่ดูหน่อยได้ไหมครับ” “นะ..หนู” “ไม่ต้องกลัว” สุ้มเสียงแหบพร่ากระซิ
“เธอสับสนใช่ไหมว่าตกลงเรื่องทุกอย่างมันเป็นยังไงกันแน่ สิ่งที่เธอเห็นและคิดมาตลอดว่าเป็นอย่างนั้น แต่ลองฟังความจริงจากปากพี่ก่อนสิจริงใจแล้วเธอจะรู้ว่าเธอเข้าใจพี่ผิดมาตลอด” เขายังคงกล่าวกับเธออย่างใจเย็น น้ำเสียงราบเรียบเหมือนกำลังกล่อมเด็กนอนหลับ จริงใจสูดลมหายใจลึก ยอมพยักหน้าให้มาร์คัสได้เล่าความจริงฝั่งเขาบ้าง “อย่างแรกเธอไม่ได้เข้าใจผิดเรื่องที่พี่ยิงไอ้เหี้ยนั่นหรอกนะ ใช่..พี่ยิงมันเอง” หญิงสาวจ้องมองเขาอย่างกับมาร์คัสเพิ่งบอกว่าเขาเผาบ้านเธอวอดทั้งหลัง “แต่พี่ยิงไม่โดนจุดสำคัญ เอาจริงก็อยากฆ่ามันให้ตายเหมือนกัน ไอ้สปายหน้าโง่ อยากตามเสือกจะล้วงความลับในองค์กรดีนัก สมควรแล้ว” เขาเค้นเสียงหัวเราะอย่างสมเพชผู้ชายคนนั้น “แต่เธอไม่สังเกตหน่อยเหรอ ทำไมกองเลือดนิดเดียว เธอคิดว่าพี่ยิงมันตายเลยได้ไง” คราวนี้สายตาของเขากำลังตำหนิจริงใจ เมื่อได้ฟังจากปากเขาบ้างก็เริ่มรู้สึกสับสนมากขึ้น “จริงเหรอคะ พี่ไม่ได้ฆ่าเขาจริงๆ เหรอ” ถามอย่างเคลือบแคลงใจ “จริงสิ ยิงเสร็จพี่ต้องพาแม่งไปรักษาอีก” เขาล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาทำอะไรกับมันสักอย่างแล้วส่งให้เธอ จริงใจถึงได้รู้แน่ชัดในตอนนี
จริงใจฝันว่าเธอสลบไป แต่ก่อนสลบเธอสะลึมสะลือเห็นเทวดากำลังอุ้มตัวเธออยู่ คงกำลังพาเธอไปสวรรค์เพราะรู้สึกได้ว่าร่างกายของเธอจมลงในก้อนเมฆหนานุ่มแสนสบาย “อื้อ~” คลี่ยิ้มหวาน พลิกตัวเล็กน้อยก่อนความรู้สึกวินาทีถัดมาจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอรู้สึกถึงรังสีน่ากลัวบางอย่าง สวรรค์ที่เคยอยู่เหมือนจะแปรเปลี่ยนเป็นนรก ก้อนเมฆนุ่มๆ กลับร้อนลวกขึ้นมาจนเหงื่อแตกพลั่ก เธอมองเห็นเทวดาคนเดิมแต่ตอนนี้เขากลับมองเธอด้วยสายตาดำมืดน่ากลัว ไม่เหลือเค้าความใจดีราวกับเขาเปลี่ยนเป็นซาตานร้ายไปแล้ว “เฮือกกกก!” จริงใจลืมตาโพลง ดีดตัวลุกนั่งด้วยสีหน้าของคนที่เพิ่งจมอยู่ในทะเลแห่งฝันร้าย เหงื่อชุ่มทั่วตัว หัวใจเต้นแรงจนต้องใช้มือลูบเบาๆ “ตื่นได้สักที” เสียงทรงอำนาจแฝงความดุดันทำนัยน์ตากลมโตเบิกกว้างเท่าไข่ห่าน จริงใจรู้แล้วว่าเทวดาในฝันของเธอเป็นใคร คนที่ทำให้เธอผวาตื่นขึ้นมาด้วยอาการแทบเป็นประสาทหลอนแบบนี้ “ยังเมาอยู่เหรอ หรือว่าละเมอ” มาร์คัสถามคนตัวเล็กด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง เขานั่งเฝ้าเธอเกือบสองชั่วโมงแล้ว เฝ้ารอว่าเมื่อไรคนตัวเล็กจะตื่นจนกระทั่งเธอทำให้เขาสมใจ แต่ยังไม่พอแค่นี้หรอก เขาต้องการอี
จริงใจและฮันเตอร์กลับมาพร้อมเนื้อย่างกลิ่นหอมเต็มจาน เธอโดนคะยั้นคะยอให้ดื่มเบียร์แก้วแล้วแก้วเล่า ไหนจะต้องดื่มแบบเลิฟช็อตกับฮันเตอร์ มีเสียงเชียร์ดังกระหึ่มอีก “ดื่มเลย! ดื่มเลย! ดื่มเลย!” “หมดแก้วเลยน้องจริงใจ” “วู้ววว สุดยอด” คนตัวเล็กวางแก้วบนโต๊ะ เธอเซเล็กน้อยจนฮันเตอร์ต้องโอบเอวประคองตัวไว้ มาร์คัสมองคนทั้งคู่ สูดลมหายใจพร้อมหลับตาช้าๆ ให้กับภาพตรงหน้า แต่ชณินที่เห็นทุกอย่างรู้ว่านั่นคือการสงบสติอารมณ์ของเพื่อน ซึ่งอีกไม่นานมันคงระเบิดออกมาเหมือนไดนาไมต์ “ฮันเตอร์พี่ว่าจริงใจดื่มไปเยอะแล้ว ไม่ต้องส่งแก้วให้น้องแล้วนะ” “อะไรกันครับพี่ชณิน กำลังสนุกเลย ใช่ไหมครับจริงใจ” คนตัวเล็กเงยหน้ามองฮันเตอร์ด้วยแววตาฉ่ำเยิ้มฤทธิ์น้ำเมา แก้มแดงระเรื่อเปล่งปลั่ง ปากสีชมพูอวบอิ่มเผยอตอบ “อึก..สนุกมากค่ะ” เธอยิ้มตอบตาหยี ก่อนฮันเตอร์จะจูงมือไปเต้นด้วยกัน หึ! มาร์คัสแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ กระดกเหล้าขมปร่ารวดเดียวลงคอราวกับมันเป็นน้ำเปล่าก่อนจะวางกระแทกแก้วเหล้าเสียงดังเหมือนเดิม ซึ่งคราวนี้แก้วที่น่าสงสารไม่อาจต้านความรุนแรงของเขาได้อีก มันแตกคามือในทันที “ใจเย็นไอ้คัส” ชณินเ
“สอดรู้สอดเห็นจริงนะมึง” เขาหันกลับไปมองจริงใจต่อ ค่อยโล่งอกหน่อยที่ตอนนี้ผู้กำกับให้ฉากนั้นผ่าน ทั้งสองคนจึงแยกออกจากกันได้เสียที เพราะหากเขาต้องทนนั่งดูฉากนั้นนานๆ มีหวังไฟคงลุกติดหัวแน่นอน “แล้วตกลงว่าได้ยัง” “ยัง” “ยังไม่ได้..เป็นแฟนเหรอ” “ยังไม่เลิกเสือกเรื่องกูอีก” มาร์คัสเอ่ยเสียงเข้ม ไอ้คนโดนด่าหัวเราะชอบอกชอบใจใหญ่ “กูกำลังพยายามจีบน้องอยู่” คร้านต่อปากต่อคำ เขาตอบไปอย่างเปิดเผยเพราะไหนๆ แล้วล่ะก็คงไม่มีใครมองไม่ออกอีกต่อไปว่าเขายิ้มและมีความสุขอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะใคร ถ้าไม่ใช่คนสวยๆ ที่ยืนอยู่ในฉากเบื้องหน้า “อย่างมึงยังต้องพยายามอีกเหรอวะ แสดงว่าน้องจริงใจใจแข็งมากอะดิ” ชณินมองพรีเซนเตอร์คนสวยของเขา ผู้หญิงที่ทำให้มาร์คัสยอมรับว่ากำลังตามจีบได้ นั่นไม่ธรรมดาเลยนะ อีกอย่างตั้งแต่เขารู้จักกับมันมา มาร์คัสไม่สนใจผู้หญิงคนไหนเลย แล้วมันก็ไม่เคยต้องตามมาเฝ้าใครเหมือนอย่างที่ทำกับน้องจริงใจตอนนี้ด้วย ชณินลูบคางพลางใช้ความคิด เธอมีของดีอะไรกันถึงทำให้เพื่อนเขาสนใจขนาดนี้.. กว่าจะถ่ายงานเสร็จเล่นเอาจริงใจปาดเหงื่อ เธอค้นพบว่าความถนัดของตัวเองไม่ใช่แค่ยืนชงกาแฟหรือท
เท้าเหยียบย่างเข้าในสตูดิโอ สิ่งแรกที่จริงใจเห็นคือทีมงานทุกคนดูเหมือนจะรู้จักมาร์คัสหมดเลย พวกเขาต่างดูตื่นเต้นที่ได้เห็นหน้ามาร์คัสอย่างกับเขาเป็นดาราท่านหนึ่งอะไรประมาณนั้น “น้องจริงใจไม่รู้อะไรซะแล้ว คุณมาร์คัสเคยโดนแมวมองทาบทามจากหลายช่องให้เซ็นสัญญาเป็นนักแสดง ตอนเรียนอยู่นี่ก็เนื้อหอมมากเลยนะคะ มีแต่คนอยากจะแย่งตัวมาร่วมงานด้วย แต่เสียดายที่คุณมาร์คัสโลกส่วนตัวสูงไปหน่อยก็เลยไม่ได้เห็นหน้าเห็นตาเขาในวงการบันเทิง” พี่ช่างทำผมคนหนึ่งจีบปากจีบคอบอกจริงใจหลังจากที่เธอตั้งคำถามเพื่อคลายความสงสัยของตัวเอง “คุณมาร์คัสยังเป็นเพื่อนกับคุณชณินเจ้าของแบรนด์กาแฟนี้ด้วยนะ พี่รู้มาว่าทั้งสองคนเคยเรียนมหาลัยเดียวกันตอนอยู่ต่างประเทศ” พี่ช่างแต่งหน้าเอ่ยบ้าง ราวกับจะบอกเป็นนัยว่าหล่อนก็รู้ดีไม่แพ้คนอื่น จริงใจนั่งเป็นตุ๊กตาให้พี่ๆ จับแต่งหน้าทำผมเตรียมเข้าฉาก ในหัวของหญิงสาวไม่ได้กำลังครุ่นคิดถึงเรื่องงานแต่กลับใจลอยวะวนไปยังผู้ชายหน้านิ่งที่ตามมาด้วยกันราวกับองครักษ์ประจำตัว จริงใจใช้เวลาแต่งหน้าทำผมเกือบสามชั่วโมง เมื่อเวลาใกล้เข้ามาทุกที ความวิตกกังวลเริ่มเข้าจู่โจมจนมือเล็กเหงื่อชุ

![สิงขร [มาเฟียร้ายรัก]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





