LOGIN
จวนจ้าว ณ เรือนไห่ชิน
“ฮ่า ๆ ช่างเป็นภาพที่น่าชมยิ่งนัก ภรรยาท้องแก่พยายามมาช่วยเขา สามีที่ไม่เคยมองเจ้าว่าเป็นภรรยา นอกจากคำว่านางบำเรอที่ตีตราเท่านั้น"
หญิงงามผู้มีใบหน้าเฉิดฉาย มองไปยังร่างที่อวบอิ่มจากการตั้งครรภ์ กำลังกระเสือกกระสน ที่จะออกไปยังลานกว้าง เพื่อปกป้องเขา ชายที่ไม่เคยเหลียวแลนางเลยสักครั้ง
“นางกับข้ามิได้เป็นอันใดกันแล้ว หนังสือหย่าอยู่นี่ อย่าได้ยุ่งกับนางและลูกอีก”
แม่ทัพหนุ่มที่คุกเข่าอยู่กลางลานกว้าง ภายใต้คมดาบของศัตรู ที่พาดผ่านลำคอของเขาเอาไว้ มือโชกเลือดชูหนังสือหย่าขึ้น เพื่อยืนยันว่าเขากับภรรยา ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันอีก
“จ้าวตงเสวียน ถ้าเจ้าเลือกข้างที่ดี เจ้าจะไม่เป็นเช่นนี้ ส่วนนางกับเด็กในท้อง ข้าจะมอบมันให้เป็นของขวัญ ติดตามไปรับใช้เจ้าในนรก”
“กรี๊ดดดด!!! ท่านแม่ทัพ!!!”
ถานไห่ชินกรีดร้องเสียงหลง เมื่อสามีของนางสิ้นใจไปต่อหน้า หญิงสาวจับจ้องไปยังวงหน้างาม ที่กำลังแสยะยิ้มร้าย
“เจ้ามันโง่ถานไห่ชิน เจ้ามีอำนาจของสกุลตนเองและสามี แต่เจ้าไม่รู้จักที่จะใช้มัน เพื่อก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ มัวหลงงมงายกับความรัก ที่ไม่มีวันจะเป็นจริง แต่ข้ามีเมตตาต่อเจ้ากับลูก ส่งเจ้าสองคนไปอยู่กับเขา...เจ้าตงเสวียนในปรโลก”
“ที่ข้าไม่เคยใช้อำนาจใด เพราะข้ามิได้คลั่งใคลมันจนไม่รู้ผิดถูก”
ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วจนนางตั้งตัวไม่ทัน สกุลถานเพิ่งถูกใส่ความ จนต้องทาประหานทั้งตระกูล นางยังมิทันตั้งรับได้ สามีขอหย่าขาดทั้งที่นางตั้งครรภ์อยู่ เพียงลงนามได้มิทันข้ามวัน ครอบครัวสามีถูกกวาดล้าง มันช่างเป็นชะตาที่น่าอดสูนัก
“นั่นคือความเขลา...เพราะคนที่มีอำนาจ จึงเรียกว่าผู้คู่ควร ต่อการมีชีวิตอยู่”
อึก! เป็นคำพูดที่ราวกับตอกสลักลงกลางใจของถานไห่ชิน หญิงสาวดวงตาแดงก่ำ เมื่ออากาศไม่ผ่านเข้าไปในอดได้ หญิงสาวไม่ดิ้นรนใด ๆ ทั้งที่ลำคอของนาง กำลังถูกรัดด้วยผ้าเปื้อนเลือกคนสกุลจ้าว
หากมีโอกาสอีกสักครั้ง นางจะสอนให้สตรีตรงหน้าผู้นี้ ได้รู้รู้ว่าความเขลาแท้จริงมันเป็นเช่นไร...
ยามบ่าย ณ จวนสกุลถาน
เฮือก!!! ร่างบอบบางที่หลับนิ่งอยู่บนเตียง จากพิษไข้ที่รุมเร้ามากว่าสามวัน ลืมตาโพลงขึ้น มันแดงก่ำราวกับสีเลือด หญิงสาวพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดให้ได้มากที่สุด ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง แล้วลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ใบหน้าหวานละมุนค่อย ๆ เอียงมองไปทีด้านข้าง
นี่!! มันคือห้องนอนของนาง เมื่อครั้งอยู่สกุลถาน กลิ่นหอมที่อบอวล คือกลิ่นที่นางชื่นชอบ มันคือบ้านของนางเอง แล้วมันคืออะไรเล่า กับความเจ็บปวดจนสิ้นใจเมื่อครู่นี้ โอ๊ะ! หญิงสาวรีบยกมือสองข้าง กุมขมับเอาไว้แน่น ภาพทับซ้อนไหลวนเข้ามาในหัว มันคือตัวนางที่เพิ่งตายพร้อมลูกในท้อง กับภาพตัวนางจับไข้สูงหลังปักปิ่นได้ไม่กี่วัน ตกลงแล้วตัวนางที่แท้จริง คืออันไหนกันเล่า...
“ลั่วอิง...”
เมื่ออาการเจ็บปวดเริ่มทุเลาลง หญิงสาวจึงลองเรียกสาวใช้คนสนิท เพื่อหวังว่ามันจะไม่ใช่เพียงความฝัน แม้ว่าเสียงที่เปล่งออกมามันจะแหบโหยนัก ด้วยคอของนางในตอนนี้ แห้งผาดราวยืนอยู่ท่ามกลาบงแดดจ้ามาหลายวัน ก่อนที่จะได้ยินเสียงฝีเท้า วิ่งเข้ามาด้วยความรีบร้อน ใจที่สับสนเริ่มชื้นขึ้นมาบ้างแล้ว
“คุณหนู! คุณหนูฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ”
ลั่วอิง สาวใช้ผู้ภักดี รีบวิ่งเข้ามาหาผู้เป็นนาย ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มระคนยินดี ดวงตาของนางเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา เพราะเมื่อครึ่งชั่วยามก่อนนี้ ท่านหมอเพิ่งแจ้งว่าคุณหนูของนาง อาจไม่รอดจนถึงค่ำคืนนี้ด้วยซ้ำไป
“ขอน้ำขาสักถ้วยเถิด”
ถานไห่ชิน บอกกับสาวใช้ ด้วยน้ำเสียงอิด ก่อนจะค่อยยันตัวลุกขึ้นนั่งได้สำเร็จ หญิงสาวนึกทบทวนทุกอย่าง จากภาพซ้อนทับ ก่อนจะคลี่ยิ้มเย็นออกมา นางกลับมาแล้วจริง ๆ หรือ หึ ๆ สวรรค์มิได้โป้ปดต่อนาง เพราะเสียงลึกลับยังคงก้องในหัว ถึงการย้อนคืนเพื่อแก้ไข มันทำให้นางทั้งตื่นเต้นและหวาดกลัวในเวลาเดียวกันิ แต่เวลานี้นางลืมตามาในอดีต เท่ากับเสียงนั้นคือสวรรค์บัญชา
อีกทั้งการเจ็บป่วยของนางในครั้งนี้ ตามความเป็นจริงแล้ว มันหาได้หนักหนาไม่ แต่คงเพราะชาติก่อนนั้น นางต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน เมื่อต้องย้อนกลับมาในชีวิตเดิม ในวัยหลังปักปิ่น นางจึงมีเหตุให้เจ็บป่วยหนัก ช่างเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว นางก็จะใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด
“น้ำเจ้าค่ะ”
ลั่วอิง รีบรินน้ำมายื่นส่งให้แก่นายสาว ทว่านางก็หาได้ปล่อยมือจากถ้วยชาไม่ ด้วยเกรงว่านายสาวจะไม่อาจประคองได้ ถานไห่ชินค่อย ๆ จิบน้ำกลืนลงคออย่างช้า ๆ พร้อมทั้งทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับนาง มันจะเรียกว่าน่าอดสูเลยก็หาใช่ทั้งหมด แต่ก็ไม่ใช่อดีตที่น่าจดจำเช่นเดียวกัน
“ขอบใจเจ้ามาลั่วอิง”
หญิงสาวยังคงมีความอ่อนโยน เช่นที่เคยทำในชาติก่อน แต่มันจะเปลี่ยนไปนับจากนี้ มิใช่ความกร้าวกระด้างหรือความชั่วร้ายใด จะมาแทนที่ตัวตนของนาง แต่จะเป็นความกล้าและไม่ขาดเขลาเช่นอดีต ที่นางต้องมีนับจากนี้
“คุณหนู วันนี้มีแขกมาที่จวนเจ้าค่ะ”
สาวใช้บอกแก่นายสาว ด้วยน้ำเสียงเบาหวิว ด้วยเกรงว่าคุณหนูจะรู้สึกน้อยใจ ที่ตื่นมามิพบคนในครอบครัว แต่เพราะผู้ที่มา ทำให้นายท่าน ฮูหยิน และคุณชายทั้งสี่ จำต้องออกไปรับหน้าด้วยตนเอง จึงไม่มีใครอยู่เคียงข้างคุณหนู นอกจากตัวนางกับสาวใช้อื่นในเรือน
“ช่วยข้าแต่งตัวเถอะ แขกที่มาย่อมมีข้าเป็นบทสนทนา”
หญิงสาวเอ่ยกับสาวใช้ ก่อนจะขยับลุกลงจากเตียง โดยมีสาวใช้ช่วยพยุง การแข็งขืนจะปฏิเสธของครอบครัว จะนำภัยมากมายมาเร็วกว่าที่คิด ดังนั้นนางจะเป็นผู้ตอบรับมันด้วยตนเอง เพราะชะตานี้นางยังต้องใช้อำนาจของเขา ชายที่หมางเมินจนนางสิ้นใจ นางจะไม่เปลี่ยนชะตา แต่นางจะพลิกมันให้อยู่ในกำมือ เพราะเขามิได้ร้ายกาจไปเสียทั้งหมด จนลมหายใจสุดท้ายของเขาและนาง เพียงแค่มิรัก...จะข่มคอโคกินหญ้า มันย่อมยากจะทำได้ ความรักก็เช่นกัน เขาไร้ใจปฏิพัทธ์แล้วยังจะเรียกร้องไปก็ไร้ค่า
“แต่คุณหนู”
ลั่วอิงพานายสาวไปยังห้องอาบน้ำ แต่ก็อยากที่จะคัดค้าน ต่อความคิดนี้ของผู้เป็นนายยิ่งนัก เพราะคุณหนูเพิ่งฟื้นขึ้นมา
“บางอย่างเราต้องรู้จะจัดการ ข้ามิได้อ่อนแอขนาดนั้นลั่วอิง เร็วเถอะ ไปเตรียมชุดให้ข้า”
หลังจากก้าวมาถึงอ่างน้ำขนาดใหญ่ หญิงสาวก็เร่งให้สาวใช้ ไปจัดเตรียมเครื่องแต่งกาย นางอยากที่จะจัดการทุกอย่างในนี้ด้วยตนเอง เพื่อยืนยันว่านี่มิใช่เพียงห้วงฝัน
จวนสกุลอวิ๋น ณ เรือนอิง ร่างงามเย้ายวน กำลังนั่งดีดพิณ ด้วยท่วงทำนองอันหวานซึ้ง เพื่อขับกล่อมชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังฉากกั้น ใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างประณีต ตราตรึงใจบุรุษ ผู้นั่งดื่มสุราอยู่หลังฉากอันวิจิตรยิ่งนัก “ท่านอ๋องไก่ตุ๋นนี้เป็นฝีมือของบุตรสาวข้าน้อยเองขอรับ” ใต้เท้าอวิ๋น รีบที่จะเสนออาหารทีบุตรสาวปรุง ด้วยท่าทางกระตือรือร้น เขารู้ดีว่าลู่จิ้งอ๋อง มีใจปฏิพัทธ์ต่อบุตรสาว นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การก้าวสู่ตำแหน่งพระชายา อย่างไรก็ดีกว่าแต่งให้กับลูกเสี้ยวราชวงศ์ “เรื่องที่ข้าตั้งใจหมั้นหมายอวิ๋นอิง มิใช่เรื่องล้อเล่น และข้าไม่ชื่นชอบให้บุรุษใดมาวอแวนาง เพียงชายตาข้าก็ไม่ชอบ” อ๋องหนุ่มเอ่ยขึ้น พรางคีบไก่เนื้อนุ่มส่งเข้าปาก เขามีหรือจะไม่รู้ ว่าบุตรชายขององค์หญิงสาม หมายตาสตรีของเขา ทั้งที่อีกฝ่ายมีคู่หมายอยู่แล้วแท้ ๆ เขารู้ดีว่าฮ่องเต้กำลังทำการคานอำนาจในราชสำนัก ดังนั้นเขาจึงเบนเป้าหมายจมาที่หญิงงามอันดับหนึ่ง นางจะเป็นประโยชน์ต่อเขาในภายหน้า ซึ่งเรื่องนี้มันคือแผนการในใจ ที่เขาไม่จำเป็นต้องเอ่ยให้ผู้ใดได้รู้
สามเดือนต่อมา ร่างระหงที่อยู่ในชุดบุรุษ กำลังยืนนั่งน้าวคันธนู ดวงตาคู่คมหรี่ลง เพื่อปล่อยลูกธนูในมืออกไปสู่เป้าหมาย ปึก! แม่นยำยิ่งกว่าจับวาง ทั้งที่นางใช้เวลาฝึกฝนได้เพียงสองเดือน นับว่าเป็นการทุ่มเทที่ไม่เสียเปล่า “คุณหนู บ่าวได้ยินมาว่าท่านแม่ทัพ ยังคงแวะเวียนใส่ใจต่อคุณหนูสกุลอวิ๋นอยู่มิขาดนะเจ้าคะ” ลั่วอิง รายงานผู้เป็นนาย พร้อมกับรินชาผลไม้ไว้รอท่าผู้เป็นนาย “นั่นมันคือเรื่องของเขา อยากที่จะวนเวียนผู้ใด ก็สิทธิ์ของเขา แค่อย่าล้ำเส้นที่ข้าเขียนเอาไว้เป็นพอ เพราะข้าคงไม่ใจดีตอบกลับอย่างแน่นอน” หญิงสาวเอ่ยตอบโต้สาวใช้ พร้อมกับปล่อยลูกธนูออกไปอีกดอก แน่นอนว่าความแม่นยำยังคงเดิม นางจะไม่เป็นเพียงสตรีที่หลงใหลในความรัก เทิดทูนจนสูญเสียตัวตนไปเช่นในอดีต มิใช่แค่สติปัญญาที่ต้องหมั่นฝึกฝน แต่การปกป้องตนเองนางก็ต้องไม่ด้อยไปกว่าผู้ใด อีกไม่กี่ปี นางจะกลายเป็นฮูหยินแม่ทัพ จะมีใครคาดคิดว่านางยิ่งกว่าคู่ควรกับคนเย็นชาผู้นั้นรอยยิ้มเย็นปรากฏบนใบหน้างาม เมื่อภาพในชาติก่อนไหลวนเข้ามาในหัว นางได้ตายเพราะจ้าวตงเสวียน แต่คนลงมือนั้นเหนือกว่าที่ใคร ๆ จะคาดคิด ช
เมืองหลวง ณ จวนสกุลจ้าว ภายในเรือนหลัก ทุกคนในครอบครัว ต่างมานั่งรวมตัวกัน เพื่อหารือในเรื่องสำคัญ จ้าวฮูหยินมองไปที่บุตรชายคนโต ซึ่งนั่งนิ่งเงียบไม่เอ่ยสิ่งใด เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันกับบุตรชายโดยตรง “แม้ว่าบุตรสาวสกุลถาน มิได้งดงามเป็นอันดับหนึ่ง แต่นางก็หาได้ด้อยไปกว่าสตรีใด ย่อมเป็นความเหมาะสมยิ่งนัก ที่จะเป็นสะใภ้เอกสกุลจ้าว” จ้าวฮูหยินเอ่ยออกมาในทีสุด เมื่อทั้งสามีและบุตรชาย ต่างพากันเงียบงัน นางรู้ดีว่าเรื่องนี้ยากนักจะหาทางหลีกเลี่ยงได้ ด้วยพระบัญชาของฝ่าบาท จะมีผู้ใดอาจหาญไม่ทำตามได้ มันคอการคานอำนาจในหลายสกุล “ในเมื่อนางคิดว่าตัวเองคู่ควร ข้ามีหรือจะขัดข้อง” แม่ทัพหนุ่มตอบรับ ด้วยน้ำเสียงเย็นชา ทว่าแววตานั้นมันกลับวาวโรจน์ไปด้วยความไม่ชอบใจ เรื่องนี้แพร่ไปทั่วมืองหลวง ราวกับไฟลามทุ่ง ทั้งที่สองสกุล ยังไม่ได้ข้อตกลงแม้แต่น้อย ว่ายินดีที่จะทำตามพระประสงค์หรือไม่ “คงไม่เกินสามวัน เราจะได้คำตอบจากสกุลถาน แต่ในเมื่อเจ้าตกลงเช่นนี้แล้ว แม่จะจัดเตรียมไปสู่ขอนางให้ถูกต้องด้วยตนเอง” ทุกคำของจ้าวฮูหยินมิใช่คำพูดทั่ว ๆ ไป แต
ห้องโถงจวนถาน ครอบครัวสกุลถาน นั่งนิ่งฟังคำพูดของแขกที่มาในวันนี้ ไม่ว่าจะเรื่องใดก็หาได้แทรกซึมเข้าไปในความรู้สึกของทุกคนในบ้าน ด้วยใจของทุกคน ยังกังวลเกี่ยวกับธิดาเพียงคนเดียว ที่ยังคงนอนไร้สติด้วยพิษไข้อยู่ในเรือน แล้วยังจะให้ทุกคนมาตัดสินชีวิตของนาง โดยที่นางหาได้รับรู้หรือยินยอมไม่ “เรื่องนี้นายท่านถาน คงไม่มีสิ่งใดขัดข้องใช่หรือไม่” ชายผู้เป็นตัวแทนจากเมืองหลวง ได้เอ่ยขึ้นเมื่อเขาเห็นว่าทุกคนในบ้านถาน ต่างพากันนั่งเงียบงัน ราวกับเรื่องที่เขาพูดมา ไม่ได้เข้าไปในหูของทั้งบ้านเลย ในเมื่อไร้การโต้แย้ง เขาก็ถือว่านี่คือคำตอบรับ เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ยากจะหลีกเลี่ยง เพราะคือบัญชาจากฮ่องเต้ “ข้าน้อยย่อมไม่มีความขัดข้องเจ้าค่ะ” ทว่าเสียงที่ตอบกลับ หาใช่เป็นนายท่านถานแต่อย่างใด ทุกสายตามองไปที่เจ้าของเสียง ซึ่งกำลังเดินเข้ามา ด้วยท่วงท่าสูงส่ง ใบหน้าอ่อนละมุน เชิดขึ้นแต่พองาม เยี่ยงสตรีที่ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี “ไห่ชิน!” สามีภรยาสกุลถาน ลุกขึ้นก้าวยาว ๆ ตรงไปประคองสองข้างกายบุตรสาว ส่วนบุตรชายทั้งสี่ ต่างรีบจัดแจงเตรียมชาอุ
จวนจ้าว ณ เรือนไห่ชิน “ฮ่า ๆ ช่างเป็นภาพที่น่าชมยิ่งนัก ภรรยาท้องแก่พยายามมาช่วยเขา สามีที่ไม่เคยมองเจ้าว่าเป็นภรรยา นอกจากคำว่านางบำเรอที่ตีตราเท่านั้น"หญิงงามผู้มีใบหน้าเฉิดฉาย มองไปยังร่างที่อวบอิ่มจากการตั้งครรภ์ กำลังกระเสือกกระสน ที่จะออกไปยังลานกว้าง เพื่อปกป้องเขา ชายที่ไม่เคยเหลียวแลนางเลยสักครั้ง “นางกับข้ามิได้เป็นอันใดกันแล้ว หนังสือหย่าอยู่นี่ อย่าได้ยุ่งกับนางและลูกอีก” แม่ทัพหนุ่มที่คุกเข่าอยู่กลางลานกว้าง ภายใต้คมดาบของศัตรู ที่พาดผ่านลำคอของเขาเอาไว้ มือโชกเลือดชูหนังสือหย่าขึ้น เพื่อยืนยันว่าเขากับภรรยา ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันอีก “จ้าวตงเสวียน ถ้าเจ้าเลือกข้างที่ดี เจ้าจะไม่เป็นเช่นนี้ ส่วนนางกับเด็กในท้อง ข้าจะมอบมันให้เป็นของขวัญ ติดตามไปรับใช้เจ้าในนรก” “กรี๊ดดดด!!! ท่านแม่ทัพ!!!” ถานไห่ชินกรีดร้องเสียงหลง เมื่อสามีของนางสิ้นใจไปต่อหน้า หญิงสาวจับจ้องไปยังวงหน้างาม ที่กำลังแสยะยิ้มร้าย “เจ้ามันโง่ถานไห่ชิน เจ้ามีอำนาจของสกุลตนเองและสามี แต่เจ้าไม่รู้จักที่จะใช้มัน เพื่อก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ มัวหลงงมงายกั







