Mag-log in“จ้าวตงเสวียน หากเจ้าเลือกที่จะยืนข้างฝั่งของข้า มีหรือจุดจบจะเป็นเช่นนี้”
น้ำเสียงทรงอำนาจ เอ่ยขึ้นจากอีกด้านของลาน ถานไห่ชิน หันมองไปตามเสียงนั้น ภาพที่นางเห็นคือลู่จิ้งอ๋อง อ๋องต่างแซ่ ที่กำลังยืนโอบร่างงามของพระชายา สตรีอันเป็นหนึ่งเดียวในใจสามีของนางเอง หญิงงามอันดับหนึ่ง ที่เคยกุมทั้งหัวใจของจ้าวตงเสวียน และตอนนี้ก็ยจังคงกุมหัวใจด้านชาของเขาไว้ไม่เสื่อมคลาย...
“ข้ากับนางหย่าขาดกันแล้ว”
แม่ทัพหนุ่มหาได้คิดตอบคำพูดของอีกฝ่าย แต่เขาเลือกที่จะประกาศ ถึงการตัดขาดของตัวเขากับภรรยา
“เจ้าหย่านาง...ฮ่า ๆ แต่เด็กในท้องนั่น คือสายเลือดของเจ้าอยู่มิใช่หรือ เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยมันมีลมหายใจ กลับมาทวงทุกอย่างแทนบิดาเยี่ยงเจ้าเช่นนั้นรึ!”
“ลู่เจี้ยน! เจ้าจะชั่วช้าเพียงใดข้าไม่คิดใส่ใจ แต่เจ้าจะทำสิ่งต่ำช้ากับทารกคนหนึ่งไม่ได้!”
แม่ทัพหนุ่มตวาดก้อง เมื่ออีกฝ่ายยังคงไม่คิดลดละ ไว้ชีวิตลูกของเขาที่ยังไม่ลืมตาดูโลก เขาช่างเป็นบิดาที่ไร้สามารถนัก สายเลือดเดียวยังยากปกป้องได้
“เจ้าพูดเองจ้าวตงเสวียน! ว่าข้าคือคนชั่วช้า แล้วทำไมข้าต้องสนใจสิ่งมีชีวิตในท้องนางด้วยเล่า ผ่าเอาเด็กนั่นออกมา แต่อย่าให้นางตาย”
เป็นคำสั่งที่เหี้ยมดหดยิ่งนัก แม่ทัพหนุ่มหันกลับไปมองภรรยราด้วยแววตาเจ็บร้าว หากเขาบอกนางให้เร็วกว่านี้ นางจะหนีไปได้ทันเวลา เป้นเพราะปากที่หนักของเขาเพียงคนเดียวโดยแท้...
“หยุดความต่ำช้าของพวกเจ้าเดี๋ยวนี้!”
แม่ทัพหนุ่มราวคนคลุ้มคลั่ง เมื่อร่างของภรรยา ถูกผลักให้หงายลงบนพื้น สองแขนสองขาถูกตรึงเอาไว้แน่น มีเพียงเสียงร้องไห้อย่างสิ้นหวังของนางเท่านั้น ที่ดังให้ได้ยิน
“กรี๊ดดด!!!”
ถานไห่ชินกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด หน้าท้องของนางเจ็บปวด ยากจะหาคำไหนเปรียบ ทุกความเจ็บปวดตีร้าวขึ้นมาในโสตประสาท กรามเล็กของนางถูกบีบให้อ้าปากขึ้น ก่อนที่จามีทหารคนหนึ่ง กรอกบางอย่างลงไป ดวงตาแดงก่ำมีเพียงม่านน้ำตาเท่านั้น ที่เอ่อคลอเต็มจนมองไม่เห็นสิ่งใดแล้ว
“ไม่!! อ๊ากกก!!!”
แม่ทัพหนุ่มคำรามลั่น เมื่อทารกถูกนำออกมาชูขึ้นสูง และมันแค่เพียงเสี้ยวเท่านั้น ที่เขาได้เห็นการขยับกายของร่างเล็ก หวืด!! ทุกอย่างมันดับวูบไปในทันที เมื่อร่างน้อยถูกปล่อยให้ร่วงลงกระแทกกับพื้นหินหน้าเรือน แม่ทัพหนุ่มดวงตาเหลือกค้าง นิ่งงันจนไม่อาจขยับได้ คงมีเพียงเสียงหัวเราะรอบทิศที่แว่วเข้ามให้ได้ยิน
ความคลั่งแค้นนี้ เขาจะจดจำมันไปทุกชาติภพ สกุลลู่สกุลอวิ๋น จะไม่มีวันได้สงบสุขหากได้พานพบกันในชาติหน้า เขาจะสะสางให้สาสมกับสิ่งที่พวกมันทำกับครอบครัวของเขา และที่เขารู้สึกผิดที่สุด คงเป็นร่างอาบไปด้วยเลือดของภรรยา ที่นอนแน่นิ่งมิไหวติง
ถานไห่ชิน ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใด ๆ อีก คงเพราะยาที่ถูกกรอกเข้าไปในปาก แต่ความแหลกสลายขอบงนาง มันฉายชัดผ่านม่านน้ำตา เมื่อนางเห็นร่างของลูกน้อย ร่วงหายไปต่อหน้า ลมหายใจของนางขาดห้วงอย่างช้า ๆ
‘หากข้าได้มีโอกาสอีกครั้ง ในการใช้ชีวิต ข้าจะให้พวกเจ้าชดใช้ ต่อสิ่งที่ทำกับลูกข้า!’
หญิงสาวสาบานกับใจตนเอง หากนางได้พบเจอคนเหล่านี้อีกสักครั้ง นางจะทำให้พวกเขาได้รู้ ว่าความเจ็บปวดเจียนตายมันเป็นเช่นไร ใจของคนเป็นแม่เยี่ยงนาง มันแหลกสลายแค่ไหน ที่มิอาจปกป้องลุกเอาไว้ได้ ชาตินี้นางช่างไร้ค่า แต่มันจะไม่เป็นนี้อีกแน่ในชายต่อ ๆ ไป....
“ฮูหยินเจ้าคะ”
เสียงเรียกอันอ่อนโยนจากคนด้านหลัง ทำให้หญิงสาวตื่นจากภวังค์อันดำดิ่ง มือบางที่วางทาบบนหน้าท้องแบนราบ ค่อย ๆ เปลี่ยนมาแตะที่หางตา เพื่อซับน้ำตาที่เผลอปล่อยให้ไหลออกมา
“ว่าอย่างไร”
หญิงสาวหันกลับไปหาสาวใช้คนสนิท ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม ยิ่งเห็นรอยยิ้มของลั่วอิง ความรู้สึกรักและสงสารก็ตีขึ้นมาจุกอยู่ในอก
“แดดแรงแล้วเจ้าค่ะ เราจะกลับจวนกันเลยหรือไม่เจ้าคะ”
ลั่วอิง ถามออกมาอย่างไม่แน่ใจ เพราะคราใดที่ฮูหยินของนาง มาไหว้พระที่อาราม มักจะมายืนมองทะเลสาบแห่งนี้เงียบ ๆ เป็นเวลานาน ๆ
“กลับเถอะ”
หญิงสาวตอบรับอย่างง่ายดาย นางควรเก็บความรู้สึกเอาไว้ให้ลึก ก่อนจะก้าวนำลั่วอิงตรงไปยังรถม้า ซึ่งมีสาวใช้อีกคนยืนรออยู่ ชูเหมยองครักษ์ในคราบสาวใช้ เป็นคนที่พี่ชายของนางส่งมาคอยอารักขา ตามคำขอของนาง
“บ่าวเตรียมน้ำชาและขนมไว้แล้วเจ้าค่ะ”
ชูเหมย เดินเข้ามายื่นแขนให้นายสาว เพื่อให้ผู้เป็นนาย พยุงกายขึ้นไปบนรถม้า พร้อมกับรายงานถึงสิ่งที่นางจัดเตรียมทุกอย่างเอาไว้ ด้านในรถม้าแล้วเช่นกัน
“ขอบใจเจ้ามาก”
ร่างระหงก้าวขึ้นรถม้า โดยมีลั่วอิงตามติดขึ้นไป ส่วนชูเหมยนั่งเคียงข้างคนขับรถม้า ซึ่งก็เป็นคนจากจวนถานเช่นกัน ความเงียบรอบด้าน ไม่ใช่เพราะที่นี่สงบ แต่มันคือการเฝ้าติดตามทุกความเคลื่อนไหว เพื่อรอจังหวะลงมือ ทว่าสี่นายบ่าว กลับเลือกที่จะไม่เปิดโอกาสนั้น ให้ผู้ที่อยู่ในที่ลับได้ลงมือ
ทางเดินสู่เรือนรับรอง ถานหลี่เช่อ พร้อมสหายพากันเดินไปในความมืด ซึ่งจะมีคบไฟปักอยู่เป็นระยะ พอให้แสงสว่าง ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่ทางเดินช่วงที่ไร้แสงไฟ คงมีเพียงดวงดาวบนท้องฟ้าที่กำลังสุกสกาว เท้าที่หยุดนิ่งของเขา รั้งให้จ้างซือเถาหยุดลงยืนเคียงข้างด้วยเช่นกัน “เจ้าอยู่ที่นี่ ลำบากไม่น้อยเลยสินะ” ถานหลี่เช่อเอ่ยถามออกไป โดยที่ใบหน้าของเขาแหงนมองดวงดาวบนท้องฟ้า พร้อมกับคลี่ยิ้มละมุนให้กับความเงียบสงบในค่ำคืนนี้ “ไม่เท่าไหร่ เพียงแต่ทำไมเจ้าไม่เคยที่จะมาเมืองหลวงบ้างเลยเล่า” จ้างซือเถาขยับเข้าใกล้ถานกหลี่เช่ออีกนิด พร้อมกับโน้มใบหน้าไปใกล้ จับจ้องเสี้ยวหน้าในความสลัวรางนั้น ราวกับกำลังจับจ้องสิ่งล้ำค่า อ๊ะ! คนที่ถูกจับจ้องอยู่รู้สึกตัว จึงหันกลับมาเพื่อสบตากับคนมอง ทว่าเขากลับต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อใบหน้าของเขา สัมผัสกับจมูกคมของอีกฝ่าย “ข้าอยากที่จะมา แต่ยังไม่สะดกวเท่านั้น” น้ำเสียงที่ตอยกลับไม่เต็มเสียงเท่าใดนัก เพราะว่าใบหน้าของทั้งคู่ชิดใกล้กันเพียงเส้นด้ายขวางกั้นเท่านั้น “เจ้าไม่คิดถึงข้าบ้างเลยหรือ” ล
เรือนไห่ชิน แม่ทัพหนุ่มอุ้มภรรยาก้าวเข้าไปภายในห้องนอน ก่อนจะวางนางลงบนเตียงกว้าง แล้วเขาก้เดินกลับไปปิดประตูลงอย่างใจเย็น ถานไห่ชินเริ่มหายใจติดขัด นางรู้ดีว่าสามีนั้น แท้จริงมีความต้องการที่มากล้นอยู่ไม่น้อย “ข้าจะช่วยเจ้าอาบน้ำ” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ แน่นอนว่านี่หาใช่ครั้งแรกที่เขาทำ “ท่านแม่ทัพมิต้องก็ได้เจ้าค่ะ ข้ามิได้เมามายข้าทำเองได้เจ้าค่ะ” หญิงสาวรีบปฏิเสธด้วยหวังว่าสามีจะเมามาย มากพอที่นางจะไปแช่ตัวอยู่ในอ่างอาบน้ำ รอให้เขาหลับไปก่อน เรื่องอย่างว่าระหว่างเขาและนางจะได้ไม่เกิดขึ้น “อาบพร้อมกัน จะได้เข้านอน มันดึกมากแล้ว” ไม่รอให้นางปฏิเสธ แม่ทัพหนุ่มช้อนอุ้มภรรยาขึ้นสู่อ้อมแขนอีกครั้ง พานางก้าวเข้าไปยังหลังฉากกั้น ที่มีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเวลานี้มีกลุ่มควันลอยขึ้นเหนือน้ำ ก่อนที่เขาจะพานางออกมา ได้สั่งให้บ่าวรับใช้ จัดเตรียมเอาไว้ก่อนหน้าแล้ว “ท่านแม่ทัพ...อื้อ...” ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก ใบหน้าหล่อเหลา ได้โน้มลงมา โดยที่มือของเขาเชยคางเล็กของนางให้เงยขึ้นรับจูบนั้นอย่างไม่อาจหลีกเล
หลังจากแขกสาวกลับไปแล้ว แม่ทัพหนุ่มก้ลุกพรวดขึ้น ก่อนจะคว้าต้นแขนภรรยา ให้ลุกขึ้นตาม แล้วช้อนอุ้มร่างบอบบางนั้นขึ้น แล้วก้าวออกจากห้องไป ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกคน โดยเฉพาะเจียงสืออัน นี่มันภาพเหมือนกับวันนั้นไม่มีผิด วันที่เขาตั้งใจมาดื่มสุรากับนาง แล้วจ้าวตงเสวียนอุ้มนางกลับเข้าเรือนไป เพียงไม่นานเขาก็ได้ยินเสียงครางของทั้งคู่ดังลอดออกมา เขาได้แต่นั่งดื่มสุราย้อมใจตนเอง ฟังความเคลื่อนไหวด้วยหัวใจอันเจ็บร้าว นี่อย่าบอกนะว่า...จ้าวตงเสวียนจะทำเช่นวันนั้นอีก มันจะหยามกันเกินไปแล้ว “สืออัน! เจ้าเป็นอันใดไป” จ้าวหย่งหนิง เอ่ยถามญาติผู้น้อง ที่เอาแต่มองตามหลังน้องชายของนางไป มีหรือนางจะมองไม่ออก ว่าเจียงสืออันกำลังคิดสิ่งใดอยู่ แต่น่าเสียดายที่เจียงสืออันคือองค์ชาย การจะแต่งกับสตรีที่มีฐานอำนาจของครอบครัว ที่สามารถผลักดันให้สามารถล้มราชบัลลังก์ เป็นภรรยาได้ แต่ถ้าปรับเปลี่ยนให้เป็นเพียงอนุ ก็พอได้อยู่ แต่น้องสะใภ้ของนาง เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของพ่อค้าหลวง จะแต่งเป็นอนุได้อย่างไร “พี่หญิงหย่งหนิง ไปอยู่ไกลถึงชายแดน คงมีเรื่องเล่ามากมายสินะ”
“ไม่ต้องมากพิธีไปน้องสะใภ้ คนกันเองทั้งนั้น มา ๆ ไหน ๆ ข้าก้กลับมาเยี่ยมบ้านทั้งที เรามาร่วมดื่มกันให้เต็มที่” จ้าวหย่งหนิง รินสุราลงจอกจนเต็ม แล้วยกขึ้นพร้อมเชิญชวนทุกคนให้ดื่ม รวมถึงอวิ๋นอิงที่รับสุรามาจากสาวใช้ เพื่อร่วมดื่มยินดี ที่พี่สาวของจ้าวตงเสวียนกลับมา แม้ว่านางจะขุ่นเคืองอยู่มาก ที่ถูกอีกฝ่ายพูดจากถากถางในคราแรก แต่ถ้านางต้องการเป็นหนึ่งในสกุลจ้าว เรื่องเล็กน้อยนี้นางย่อมมองข้ามได้ เมื่อใดที่นางได้เข้ามาอยู่ที่นี่อย่างเต็มตัว เมือ่นั้นนางจะทำให้คนที่ดูหมิ่นนาง ได้รู้สำนึกที่เคยดูแคลนนาง เป็นหม้ายแล้วอย่างไร บิดานางก็ยังคงเป็นขุนนาง ตัวนางเองก็ยังคงความงามอันดับหนึ่งอยู่ เพียงนางเปิดโอกาสให้คนเข้ามาในชีวิต ย่อมมีบุรุษนับร้อยดาหน้ามาสู่ขอนาง เพียงแค่เป้าหมายของนางนั้นมีแล้ว จึงได้ปิดโอกาสของบุรุษอื่นไปเสียสิ้น “เจ้าไม่ต้องดื่ม ชาดอกไม้นั่นเหมาะกับเจ้า” แม่ทัพหนุ่มเอยขึ้น ก่อนจะรับถ้วยชามาจากสาวใช้ ยื่นส่งให้ภรรยา ถานไห่ชินรับมาด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ นับตั้งแต่ได้ร่วมห้องกันมา นางไม่เคยได้ลิ้มรสสุราแม้แต่อึกเดียว หากจะเอ่ยถึงตัวตนของนาง ที่ไม่ได
อวิ๋นอิง นั่งลงอย่างจำยอม หญิงสาวชำเลืองมองไปที่แม่ทัพหนุ่ม เพื่อร้องขอความใส่ใจ ทว่าสิ่งที่นางได้รับกลับมา คือความนิ่งเฉย มันช่างต่างกับตอนเที่ยงยิ่งนัก หรือเพราะวันนี้เขาเห็นว่าถานไห่ชิน เก่งกาจในการเอาชนะจ้างชางชุนอย่างนั้นรึ! ฮึ! ก็ค่ำการค้า นางก็ทำได้ไม่แพ้กัน ในเมื่อเขาชอบสตรีที่หาเงินได้ นางก็จะทำให้เขาได้เห็น ว่านางเก่งกาจเพียงใด “เตรียมข้าวเพิ่ม” จ้าวฮูหยินสั่งการ ก่อนจะคีบอาหารเอาใจลุกสะใภ้ของนางต่อ ยิ่งเห็นความอิ่มเอิบบนใบหน้าของไห่ชิน ความหวังของนางก็ยิ่งมากตามไปด้วย แม่ทัพหนุ่มเลือกที่จะตักอาหารที่รสจัดน้อยที่สุด ให้แก่ภรรยา แม้จะทำเหมือนตามหน้าที่ แต่ใครบ้างไมรุ้ว่าปกติแล้ว แม่ทัพหนุ่มมิเคยทำเลยนับตั้งแต่แต่งงานมา จะมีเพียงช่วงหนึ่งเดือนมานี้ ที่ท่านแม่ทัพเริ่มจะทำ แม้ใบหน้าจะยังเฉยชาดังเดิม แต่ถ้าร่วมโต๊ะกันกับฮูหยินน้อย ท่านแม่ทัพก็จะทำให้โดยไม่ต้องมีผู้ใดบังคับ “ขอบคุณเจ้าค่ะ” อวิ๋นอิงเอ่ยกับเจ้าของบ้าน ด้วยความนอบน้อม ก่อนจะส่งยิ้มน้อย ๆ ให้แก่ทุกคน เมื่ออาหารของนาง ถูกนำมาวางบนโต๊ะ “อาหารบ้านเกิดของท่านแม่ จะมีรสกลมกล่อมไ
ยามค่ำคืน ณ จวนสกุลจ้าว ท่านราชครูในเวลานี้ ใบหน้าเริ่มที่จะแดงก่ำ ด้วยลิ้มรสสุราที่จ้างซือเถานำมาฝาก ไปเสียหลายจอก เสียงหัวเราะอย่างขบขันของเหล่าบุรุษ ทั้งหัวหงอกหัวดำ ทำให้จ้าวฮูหยินได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอา สามีของนางกับสุรา นับว่าเป็นของคู่กัน ส่วนบุตรชายนั้น ไม่พูดไม่จานั่งตัวตรงหน้านิ่งราวรูปปั้น ทว่ามือก็ขยันยกจอกสุรา มิแพ้ผู้เป็นพ่อเลย “ท่านแม่มื้อค่ำเสร็จแล้วเจ้าค่ะ อาหารของหูเหอ ค้อนข้างเผ็ด ข้าได้เตรียมน้ำแกงที่ไม่จัดจ้านเท่าใดนักเอาไว้ให้ด้วยเจ้าค่ะ” ถานไห่ชินเอ่ยกับแม่สามีอย่างใส่ใจ ชาติที่แล้วนางมุ่งไปสนใจเพียงจ้างตงเสวียน จนบางครั้งลืมที่จะใส่ใจแม่สามี ทั้งที่อีกฝ่ายรักและเอ้นดูนางยิ่งนัก “ขอบใจเจ้ามาก แต่แม่กินเผ็ดได้ หากวันใดเราได้กลับไปเยือนหูเหอ เจ้าต้องพาแม่ไปกินของอร่อยให้ครบทุกอย่างเลยนะ” “เจ้าค่ะ แต่คงอีกนาน เพราะท่านแม่ทัพมิว่างจะเดินทางเจ้าค่ะ” หญิงสาวอยากกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ แต่ก็ไม่อาจทำได้ตามใจนัก ถึงจะไม่แย่แสต่อความรัก ทว่านางก็ยังคงต้องรักษาสถานะของภรรยาจ้าวตงเสวียนอยู่ดี สามีไม่เอ่ยปากมีหรือจะอาจหายก







