Masukตอนที่ 2 คำขอร้อง
มินิคูเปอร์สีม่วงคู่ใจที่หน้าพังยับเยินจนดูไม่จืด เคลื่อนตัวเข้าสู่รั้วเหล็กดัดมหึมาของคฤหาสน์ตระกูลจางอย่างเชื่องช้า หลินก้าวลงจากรถด้วยสภาพอารมณ์ที่ยังคุกรุ่นไม่หายจากอุบัติเหตุเมื่อครู่ เธอเดินกระแทกส้นสูงผ่านสวนสวยมุ่งหน้าสู่ตัวบ้านอันกว้างขวาง โดยมีเหล่าคนใช้เก่าแก่และลูกน้องที่คุ้นหน้าคุ้นตาต่างพากันก้มหัวทำความเคารพคุณหนูเล็กของบ้านกันเป็นแถว “ป๊า ม๊า สวัสดีค่ะ” หลินยกมือไหว้บุพการีแบบขอไปทีขณะเดินผ่านห้องโถง เป้าหมายเดียวของเธอตอนนี้คือห้องนอนใหญ่ของอากงที่ได้ข่าวว่าอาการร่อแร่ ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป กลิ่นยาลมผสมน้ำมันมวยอันเป็นเอกลักษณ์โชยมาปะทะจมูก หลินรีบเดินเข้าไปใกล้เตียงไม้สักสลักลายที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างขอบเตียงกว้างทันที “อากง... อากงเป็นยังไงบ้างคะ หลินมาหาแล้ว” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเห็นร่างผอมบางของอากงนอนนิ่งมีผ้าชุบน้ำแปะอยู่ที่หน้าผาก ชายชราค่อย ๆ ลืมตาที่ฝ้าฟางขึ้นมองหลานสาว พลางถอนหายใจยาวเหยียด “อาหลิน... กงไม่รู้ว่ากงจะอยู่ดูโลกได้อีกนานแค่ไหน สิ่งเดียวที่กงยังห่วง... ก็คือธุรกิจและอนาคตของพวกเรา” “โธ่ อากงอย่าพูดแบบนั้นสิคะ กงยังแข็งแรงจะตาย เรื่องบริษัทก็ไม่ต้องห่วงเลย เฮียกับพวกเจ๊เขาก็ช่วยป๊าม๊าดูอยู่ตั้งหลายคน” หลินพยายามปลอบใจพลางบีบนวดมือเหี่ยวแห้งของคนเป็นปู่ “กงไม่ได้ห่วงบริษัท... กงห่วงอาหลิน” อากงพลิกมือมากุมมือหลานสาวไว้แน่น แววตาที่เคยฉายแววเจ้าเล่ห์กลับดูออดอ้อนอย่างประหลาด “ลื้อแต่งงานได้ไหม... แต่งให้กงเห็นก่อนที่กงจะตาย อั๊วจะได้ตายตาหลับเสียที” หลินชะงักไปครู่หนึ่ง ความกตัญญูที่มีมันจุกอก แต่ความรักอิสระมันก็ค้ำคอ เธอจึงเผลอหลุดปากตอบกลับไปตามนิสัยปากไว “กงก็หลับตาแล้วตายได้เลยค่ะ ไม่ต้องรอหลินแต่งหรอก” เพี๊ยะ!!! “อาหลิน! ลื้อพูดแบบนั้นได้ยังไง!” เสียงฝ่ามือของคนเป็นแม่กระทบแผ่นหลังดังปึกใหญ่ หลินสะดุ้งสุดตัวเมื่อม๊าที่เดินตามเข้ามาได้ยินเข้าพอดี “ม๊า! หลินเจ็บนะ!” เธอหันไปโวยวายใส่คนเป็นแม่ที่ตอนนี้ยืนแยกเขี้ยวใส่เธออยู่ “เจ็บน่ะดีแล้ว จะได้จำใส่สมองว่าห้ามพูดจาอัปมงคลแบบนี้กับอากง” ม๊าเอ็ดเสียงเขียวพลางยกมือขึ้นทำท่าจะตีซ้ำ “เดี๋ยวจะโดนไม่ใช่น้อย” อากงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบไอคุกคักทำท่าเหมือนจะขาดใจตายเสียเดี๋ยวนี้ “นะอาหลิน... อั๊วไม่ขออะไรมากเลย อั๊วคุยกับตระกูลหลี่ไว้แล้ว ธุรกิจเรากับเขาจะได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน ลื้อแต่งงานเถอะนะ ถือว่ากงขอร้องเป็นครั้งสุดท้าย” “กง... แต่หลินไม่อยากแต่ง หลินอยู่ของหลินได้” หลินเริ่มอ่อนใจเมื่อเห็นสีหน้าซีดเซียว (ที่เกิดจากการทาแป้งงิ้วบาง ๆ) ของอากง “ถือว่าอั๊วขอร้อง... ลื้อจะให้คนแก่อย่างอั๊วตรอมใจตายเพราะหลานสาวคนเดียวไม่ยอมทำตามความปรารถนาสุดท้ายอย่างนั้นหรือ” อากงบีบน้ำตาคลอเบ้า พลางหยิบใบสั่งแพทย์ ที่เตรียมไว้ใต้หมอนขึ้นมาโชว์ ในนั้นระบุอาการลึกลับที่ต้องได้รับการรักษาทางใจอย่างด่วนที่สุด หลินมองใบสั่งแพทย์สลับกับหน้าอากงที่ดูน่าสงสารจนใจอ่อนยวบ เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะพึมพำออกมาอย่างจำยอม “ก็ได้ค่ะ... ไว้หลินจะกลับไปคิดดูอีกที” “อั๊วจะรอ... อย่าให้กงรอนานนักเลยนะอาหลิน” อากงรีบตอบทันควัน น้ำเสียงดูสดใสขึ้นมาหนึ่งระดับจนเกือบจะโป๊ะแตก หลินเดินออกมาจากห้องนอนอากงด้วยความรู้สึกเหมือนแบกภูเขาไว้บนไหล่ แผ่นหลังบางพิงกับผนังทางเดินพลางพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ความรู้สึกผิดเริ่มกัดกินหัวใจเมื่อเห็นสีหน้าอิดโรยของชายชราผู้เป็นที่รัก แต่ในขณะเดียวกัน ความรักอิสระที่เธอเฝ้าฟูมฟักมาตลอดชีวิตก็ยังคงต้านทานความคิดเรื่องการแต่งงานอย่างหนักหน่วง “เป็นไงบ้างยัยตัวแสบ? อากงว่ายังไงบ้าง?” เสียงทุ้มคุ้นหูของจางเหว่ยพี่ชายคนโตเอ่ยถามขึ้น พร้อมกับจางเหม่ยพี่สาวคนรองที่เดินตามมาติด ๆ ทั้งคู่เพิ่งกลับจากงานบริหารที่ต่างจังหวัดและตรงดิ่งมาหาอากงทันทีที่ทราบข่าว “ก็ไม่ยังไงค่ะเฮีย... อากงบีบน้ำตาจะเอาคำตอบเรื่องแต่งงานให้ได้ หลินละปวดหัว” เธอตอบเสียงอ่อย พลางนวดขมับตัวเองอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ก็ดีแล้วนี่ จะได้เป็นฝั่งเป็นฝาเสียที” จางเหม่ย พี่สาวคนรองเอ่ยยิ้ม ๆ พลางคว้าแขนน้องสาวให้เดินไปทางห้องอาหาร “ม๊ากำลังให้แม่ครัวจัดสำรับใหญ่อยู่ วันนี้อยู่ทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันก่อนเถอะ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน อย่าเพิ่งหนีกลับคอนโดเลย” “แต่หลินมีงานค้างนะเจ๊... อีกอย่างเพิ่งไปชนรถมาด้วย อารมณ์ไม่ค่อยดี” หลินพยายามปฏิเสธหวังจะชิ่งหนีไปให้พ้นจากบรรยากาศกดดัน “รถชนก็เรื่องของรถ วันนี้อากงอุตส่าห์เรียกทุกคนมาทานมื้อเย็นพร้อมหน้า ลูกหลานต้องอยู่กันครบถึงจะถูก” ป๊าเดินเข้ามาสมทบพร้อมกับม๊าที่พยักหน้าเห็นด้วยอย่างแข็งขัน “อย่าเพิ่งดื้อเลยอาหลิน อยู่ทานข้าวกับป๊ากับม๊าก่อน แค่แป๊บเดียวเอง” ท่ามกลางสายตาเว้าวอนของคนในครอบครัว หลินได้แต่ยอมจำนน เธอไม่อยากสร้างบรรยากาศมาคุไปมากกว่านี้ จึงได้แต่เดินตาม พี่ ๆ เข้าไปในห้องอาหารที่ตระเตรียมไว้อย่างหรูหรา โต๊ะอาหารตัวยาวถูกจัดวางด้วยอาหารจีนชุดใหญ่ กลิ่นหอมฉุยของเป็ดปักกิ่งและกระเพาะปลาเรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี แต่หลินกลับรู้สึกเหมือนอาหารมื้อนี้มีรสชาติขมปร่า “เดี๋ยววันนี้จะมีแขกคนสำคัญมาร่วมโต๊ะกับเราด้วยนะ” ป๊าเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะตักซุปใส่ถ้วยให้อากงที่เพิ่งถูกพยุงออกมาจากห้องนอน “เป็นหลานชายของตระกูลหลี่ที่อากงเคยเล่าให้ฟังนั่นแหละ” หลินชะงักตะเกียบในมือที่กำลังจะคีบเต้าหู้ ตาขวากระตุกอย่างแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ “แขกคนสำคัญ? ตระกูลหลี่? ...ตระกูลที่อากงอยากให้หลินแต่งงานด้วยน่ะเหรอคะ?” “ใช่” อากงตอบสั้น ๆ พลางลอบยิ้มมุมปากให้ป๊า “เป็นคนหนุ่มไฟแรง เก่งเรื่องบริหารงานมาก รับรองว่าสมน้ำสมเนื้อกับอาหลินแน่นอน” ความรู้สึกเหมือนลางสังหรณ์ร้ายกำลังจะกลายเป็นจริงแล่นริ้วเข้ามาในหัว สมองของเธอเริ่มประมวลผลคำว่า ตระกูลหลี่และคนเก่งเรื่องบริหารเข้าด้วยกัน แม้ในใจจะพยายามปลอบตัวเองว่าโลกคงไม่กลมขนาดนั้น แต่ลึก ๆ เธอกลับร้อนรนอย่างบอกไม่ถูก เหมือนหายนะกำลังก้าวเท้าเข้ามาหาเธอในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า บรรยากาศบนโต๊ะอาหารจีนตัวยาวตึงเครียดขึ้นมาในฉับพลัน แม้กลิ่นหอมหวนของเป็ดปักกิ่งและกระเพาะปลาจะยั่วน้ำลายเพียงใด แต่มันกลับไม่สามารถกลบความกดดันที่แผ่ ออกมาได้เลย ป๊าที่สังเกตเห็นลูกสาวคนเล็กเอาแต่เงียบ จึงเป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นก่อน “อาหมวย... ลื้อยังไม่เปลี่ยนใจจริง ๆ เหรอ เรื่องที่จะมาช่วยงานที่บริษัทก่อสร้างของเราน่ะ งานบัญชีที่บริษัทเรากำลังต้องการคนคุมระบบใหญ่อยู่พอดี ลื้อสนใจจะมาดูแลไหม?” หลินวางตะเกียบลงในทันที เสียงกระทบของมันดังก้องไปทั่วโต๊ะอาหารที่เงียบสงัด เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่หนักแน่น “ไม่ค่ะ” “ไม่คิดจะพิจารณาสักนิดเลยเหรอไง?” ป๊าเลิกคิ้วถามซ้ำ น้ำเสียงเริ่มขุ่นมัวเล็กน้อย “บริษัทเราก็บริษัทลื้อนะ ไม่ใช่บริษัทคนอื่นคนไกลที่ไหน” “ไม่ค่ะป๊า หลินไม่สะดวก” เธอตอบสั้น ๆ โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตา “ลื้อเป็นอะไรถึงไม่สะดวกฮะ อาหมวยเล็ก?” ม๊าที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แทรกขึ้นทันที สายตาจ้องเขม็ง “งานที่บริษัทตัวเองมันมั่นคงกว่าบริษัทห้องแถวที่ลื้อไปเช่าทำบัญชีตั้งเยอะ ไม่เข้าใจว่าจะดื้อไปทำไม” “มั่นคงสำหรับม๊า แต่หลินไม่สะดวกใจค่ะม๊า... มันไม่สะดวก ก็คือไม่สะดวก” หลินย้ำคำเดิม น้ำเสียงเริ่มแข็งขึ้นตามนิสัยไม่ยอมคนของเธอ จางเหว่ยและจางเหม่ย พี่ชายและพี่สาวได้แต่นั่งมองหน้ากันเลิ่กลั่ก บรรยากาศเริ่มมาคุจนคนรับใช้ในห้องอาหารพากันก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าขยับตัว “ลื้อนี่มันน่าตีจริง ๆ ดื้อ หัวรั้นไม่เคยเปลี่ยน!” ม๊าทุบโต๊ะเบา ๆ ด้วยความโมโห “อากงสอนลื้อมายังไงให้เป็นคนแบบนี้ห้ะ!” หลินเอนหลังพิงเก้าอี้พลางฉีกยิ้มบางๆ ให้ผู้เป็นแม่ “ขอบคุณค่ะที่ชม” “อั๊วด่า! ไม่ได้ชม!” ม๊าแทบจะกระโดดข้ามโต๊ะมาเขย่าตัวลูกสาวคนเล็ก “ค่ะ” หลินตอบรับคำเพียงสั้น ๆ พลางหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบอย่างไม่สะทกสะท้าน ยิ่งท่าทางเย็นชาและไม่ยอมก้มหัวให้ใครของลูกสาวคนเล็ก ยิ่งทำให้คนเป็นแม่ปวดหัวจนแทบจะความดันขึ้น อากงที่นั่งหัวโต๊ะยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย แกไม่ได้โกรธเคืองที่หลินปฏิเสธ แต่กลับดูเหมือนกำลังสนุกที่เห็นหลานสาวแสดงฤทธิ์เดชออกมา เพราะนั่นหมายความว่า... คนที่จะมาปราบพยศยัยตัวแสบคนนี้ได้ จะต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน “เอาล่ะ ๆ ใจเย็น ๆ กันก่อน” อากงเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ทรงพลัง “ที่อาหมวยยังไม่อยากมาทำที่นี่ ก็เพราะเขายังอยากพิสูจน์ตัวเองอยู่นั่นแหละ อีกอย่าง... เดี๋ยวแขกคนสำคัญของอั๊วมาถึง ก็คงจะเข้าใจอะไรมากขึ้นเอง” หลินขมวดคิ้วมุ่น ความรู้สึกสังหรณ์ใจที่เลวร้ายกว่าเดิมแล่นปราดเข้ามาในอกอีกครั้ง เธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกต้อนเข้ามุมโดยไม่รู้ตัวบทที่ 23 คู่ชีวิต บรรยากาศภายในของห้องทำงานประธานบริหาร กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกาแฟคั่วบดอบอวลไปทั่วห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบหรู ภายในที่เงียบสงบนั้น หลินนั่งพักพิงแผ่นอกแกร่งของเฉินอยู่บนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ ทั้งคู่ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ดูความวุ่นวายของเมืองหลวงที่ดำเนินไปอย่างไม่หยุดนิ่ง หลังจากวันที่ความลับเรื่องแผนการของอากงถูกเปิดเผย ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดูจะแน่นแฟ้นและเปิดเผยต่อกันมากขึ้นจนแทบจะแยกกันไม่ออก “เฉิน... วันนี้ฉันจัดการเคลียร์เอกสารงวดสุดท้ายให้เสร็จแล้วนะ ถือเป็นวันทำงานวันสุดท้ายตามสัญญาจ้างหนึ่งปีพอดี” หลินเอ่ยขึ้นเบา ๆ พลางขยับตัวในอ้อมกอดของชายหนุ่ม “ครับ... ครบปีแล้วเหรอเนี่ย เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ” เฉินพึมพำพลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น “แล้วถ้าผมอยากจะจ้างต่อล่ะ... จ้างตลอดชีวิตเลยได้ไหม?” “ไม่เอาแล้ว ฉันวางแผนจะให้น้ำหวานเข้ามาดูช่วงต่อแทน ส่วนฉันจะกลับไปเคลียร์งานที่สำนักงานตัวเองบ้าง” “ไม่เอาเพื่อนเจ๊สิ ผมอยากได้เจ๊คนเดียว คนอื่นผมไม่ไว้ใจเท่าเจ๊หรอก” เฉินออดอ้อนเสียงทุ้ม
บทที่ 22 คุณแฟน แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่านเนื้อหนาเข้ามาภายในห้องนอนที่ยังอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความรักจากค่ำคืนที่แสนยาวนาน บนเตียงกว้างที่เต็มไปด้วยร่องรอยของบทรัก ร่างสูงโปร่งของเฉินขยับตัวตื่นขึ้นก่อน เขาเท้าแขนกับหมอนพลางทอดสายตามองหญิงสาวในอ้อมกอดด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเอ็นดู เฉินใช้ปลายนิ้วเรียวยาวเขี่ยเบา ๆ ที่ปลายจมูกรั้นของหลินอย่างหยอกล้อ สลับกับการเกลี่ยปอยผมสีบลอนด์เทาที่ระใบหน้าเนียนละเอียดออกอย่างเบามือ “อื้อ... อย่ากวนสิ” หลินครางงึมงำในลำคอพลางซุกหน้าหนีสัมผัสรบกวน ท่าทางงัวเงียเหมือนแมวขี้เซาทำให้ชายหนุ่มหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ “ตื่นได้แล้วครับเจ๊... สายมากแล้วนะ” เขาโน้มตัวลงไปกระซิบชิดใบหูหอมกรุ่น “อื้อออ...” “ถ้ายังไม่ยอมตื่น... ผมจะต่ออีกรอบจริง ๆ ด้วยนะ คราวนี้ไม่จบง่าย ๆ เหมือนเมื่อคืนแน่” พรึ่บ! เพียงแค่ได้ยินคำขู่ที่แสนเร่าร้อน หลินก็เด้งตัวลุกขึ้นมานั่งทันที แววตาที่เคยฉ่ำปรือเบิกกว้างด้วยความตกใจพลางมองค้อนคนตรงห
บทที่ 21 เจ๊ของผม🔥จุมพิตที่รุนแรงและเอาแต่ใจบดเบียดลงมาจนหลินแทบหายใจไม่ทัน รสชาติของความปรารถนาที่ผสมปนเปไปกับความหึงหวงทำให้เธอมึนงงยิ่งกว่าฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไป เฉินถอนริมฝีปากออกอย่างเชื่องช้า ทิ้งไว้เพียงเสียงหอบหายใจที่สอดประสานกันท่ามกลางความเงียบสลัวสายตาคมกริบของชายหนุ่มกวาดมองร่างแน่งน้อยที่ทอดกายอยู่ใต้ร่างเขา ผิวขาวจัดที่ขึ้นสี จากอาการแพ้ดูยั่วยวนตาจนเขาต้องก้มลงฝังใบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่น เขาเริ่มพรมจูบอย่างหนักแน่นทิ้งรอยรักสีกุหลาบไว้ตามผิวเนื้ออ่อนนุ่มทีละจุด ราวกับต้องการตีตราจองว่าทุกตารางนิ้วบนร่างกายนี้มีเพียงเขาเท่านั้นที่เป็นเจ้าของ“อื้อ... เฉิน...”เสียงหวานครางประท้วงแผ่วเบาเมื่อสัมผัสร้อนผ่าวลากไล้ผ่านยอดอกอิ่มที่ชูชัน ก่อนจะเลื่อนต่ำลงไปยังหน้าท้องแบนราบที่หดเกร็งตามจังหวะการรุกราน เฉินไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น มือหนาทั้งสองข้างรวบตรึงข้อมือเรียวไว้เหนือศีรษะ ขณะที่ใบหน้าหล่อเหลายังคงทำหน้าที่สำรวจความงามอย่างไม่ลดละเขาไล่พรมจูบต่ำลงไปเรื่อย ๆ ผ่านสะโพกผายที่บิดเร้าด้วยความเสียวซ่าน จนกระทั่งหยดหยุดลงที่
บทที่ 20 หวงนายเธอไม่สนอีกต่อไปแล้วว่าใครจะมองอย่างไร หลินก้าวเดินอย่างมั่นคงมุ่งตรงไปยังวงล้อมของท่านประธานหนุ่ม ท่าทางนวยนาดที่แฝงไปด้วยความกรุ่นโกรธและออดอ้อนทำให้เธอเด่นสะดุดตาแขกทั้งงาน“เฉินนน...”เสียงหวานที่ลากยาวและสั่นพร่าทำให้เฉินที่กำลังคุยงานอยู่ถึงกับชะงักคำพูด เขาหันมามองตามเสียงแล้วหัวใจแทบจะหยุดเต้นเมื่อเห็นสภาพของหลิน ใบหน้าที่แดงจัดและดวงตาที่มองเขาด้วยความตัดพ้อทำเอาเขาเกือบจะทิ้งแก้วในมือ“หลิน! คุณ...”“ทำไม... ฮึก ใจร้ายจัง ทิ้งหลินไว้คนเดียวทำไม”หลินโผเข้ากอดแขนแกร่งของเขาไว้แน่นพลางซุกใบหน้าลงกับไหล่หนา กลิ่นแอลกอฮอล์ที่ฟุ้งกระจายออกมาจากตัวเธอทำให้เฉินหน้าถอดสี เขาเห็นรอยผื่นแดงเริ่มลามขึ้นมาตามลำคอระหง... สัญญาณเตือนภัยที่บอกว่าเธอกำลังทำเรื่องที่เป็นอันตรายต่อตัวเองที่สุด“ขอโทษครับทุกคน พอดีภรรยาของผมเธอรู้สึกไม่ค่อยสบายนิดหน่อย”เฉินรีบเอ่ยตัดบทแขกผู้ใหญ่ด้วยน้ำเสียงที่พยายามคุมให้ปกติที่สุด ทั้งที่ในใจเขากำลังสั่นด้วยความโกรธจัด เขาไม่รอช้าที่จะรวบตัวร่างบางขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาวทันที หลินไม่ได้ข
บทที่ 19 งานเลี้ยงแสงอาทิตย์รำไรของเช้าวันใหม่สาดส่องผ่านม่านเนื้อบางเข้ามาภายในห้องนอน บรรยากาศรอบตัวยังอบอวลไปด้วยความอุ่นอวลของคนสองคนที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกันในรอบหลายวัน หลินขยับกายเล็กน้อยก่อนจะเหลือบมองคนข้าง ๆ ที่ยังคงหลับตาพริ้มราวกับไม่อยากให้ช่วงเวลาแห่งความสงบนี้จบลง“ไอ้ตี๋... ตื่นได้แล้ว” หลินเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงกึ่งคำสั่งพลางใช้ปลายนิ้วสะกิดไหล่หนา“เจ๊จะรีบไปไหนครับ...” เฉินครางงึมงำในลำคอ ดวงตาคมปรือขึ้นมองคนตัวเล็กที่ดูจะกระตือรือร้นผิดปกติ ท่าทางงัวเงียของเขาทำให้ดูเหมือนเด็กหนุ่มจอมดื้อรั้นมากกว่าประธานบริหารผู้เย็นชาที่ใครๆ ต่างเกรงขาม“ไม่ได้รีบ แต่ฉันต้องเข้าไปเคลียร์เอกสารบัญชีชุดสุดท้ายให้เสร็จก่อน แล้วช่วงบ่ายต้องรีบไปเตรียมตัวแต่งหน้าทำผมสำหรับงานคืนนี้อีก” หลินอธิบายรัวเร็วพลางจัดระเบียบเส้นผมที่ยุ่งเหยิงของตัวเอง“อ้อ... งั้นให้ผมไปส่งไหม?” เขาถามพลางขยับตัวลุกขึ้นพิงพนักเตียง เผยให้เห็นแผ่นอกกว้างที่ไร้สิ่งปกปิด“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเพื่อนฉันมารับที่บริษัทนายนั่นแหละ นายจัดการตัวเองเถอะ”“ครับ...”
บทที่ 18 ไม่เข้าใจตลอดสามวันที่ผ่านมาความเงียบเหงาเกาะกินไปทุกพื้นที่ของห้องพักกว้าง เฉินไม่ได้กลับมาที่นี่เลยแม้แต่วินาทีเดียว ความรู้สึกของหลินตีรวนยุ่งเหยิงจนหาทางออกไม่เจอ ในใจหนึ่งเธอบอกตัวเองว่ามีความสุขดีที่ไม่ต้องคอยรับมือกับความกวนประสาทของเขา แต่ลึก ๆ กลับโหยหาและอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก ความสับสนระหว่างหน้าที่และความรู้สึกจริง ๆ มันพันกันจนยุ่งไปหมด“ไปไหนของเขานะ...” หลินพึมพำกับตัวเองขณะที่ยืนกอดอกทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ แสงไฟจากเมืองยามค่ำคืนไม่ได้ช่วยให้ความกระวนกระวายใจของเธอลดน้อยลงเลย“ไปทำงานมาครับ”“อ๊ะ!”หลินสะดุ้งสุดตัวรีบหันขวับไปตามต้นเสียงด้วยความตกใจ หัวใจเต้นแรงขึ้นมาเสียดื้อ ๆ เมื่อเห็นร่างสูงที่คุ้นตาปรากฏตัวอยู่เบื้องหลัง “น...นายมาตอนไหน”“มาตั้งนานแล้วครับ ยืนเหม่ออะไรอยู่... คิดถึงผมเหรอ?” เฉินถามพลางเลิกคิ้วมองอย่างจับผิด ท่าทางอิดโรยจากการโหมงานหนักไม่ได้ทำให้ความขี้เล่นของเขาลดลงเลย“เพ้อเจ้อ! ใครเขาคิดถึงนายกัน อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย” หลินรีบเบือนหน้าหนี พยายามซ่อนใบหน
บทที่ 5 ได้ฤกษ์พนักงานในชุดยูนิฟอร์มเนียบกริบเดินนำทั้งสามคนเข้ามายังโซน VVIP ที่แยกตัวออกมาอย่างเป็นส่วนตัว บรรยากาศภายในเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าที่กระทบลงบนพรมหนานุ่ม แสงไฟสีทองสลัวรางสะท้อนกับกระจกเงาบานใหญ่ที่รายล้อมรอบห้อง เพิ่มความหรูหราจนหลินรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ราวแขวนชุดเจ้
บทที่ 4 ลองชุด สองสัปดาห์ผ่านไปไวเหมือนโกหก แต่สำหรับหลิน มันคือสองสัปดาห์ของการถูกม๊าโทรจิกเช้าเย็นเพื่อเตรียมงานแต่งที่เธอแทบไม่อยากจะนับถอยหลัง ล่าสุดม๊ายื่นคำขาดให้เธอนัด ‘ไอ้เด็กปากมอม’ นั่นไปลองชุดแต่งงานในเย็นวันนี้ ซึ่งแค่คิดถึงใบหน้ากวนประสาทหลังเลนส์แว่นของเฉิน หลินก็รู้สึกเหนื่อยจนแทบไม
ตอนที่ 3 แขกของอากงไม่นานนัก เสียงเครื่องยนต์รถหรูหลายคันที่แล่นเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์ก็ดังขัดจังหวะความตึงเครียดบนโต๊ะอาหาร ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักแน่นของกลุ่มคนที่ก้าวเข้ามาในโถงบ้าน คนที่เดินนำหน้ามาด้วยรอยยิ้มกว้างคือ อากงซ่งเพื่อนสนิทของอากงที่ไม่ได้เจอกันนาน โดยมีชายหนุ่มร่างสูงโปร่งเดินตามม
“แวะมาทำความรู้จักกันก่อนนะคะ”นิสัยนางเอก (หลิน)นักบัญชีสาว ที่เข็ดขยาดกับความรักจนขอถวายตัวให้กับตัวเลขในบัญชีแทน! เธอเคยเป็นสาวเจ้าเนื้อที่ถูกหักหลังเพียงเพราะรูปร่าง จนลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองกลายเป็นสาวฮอตคัพซีที่สวยสับและปากแซ่บยืนหนึ่ง นิสัยดื้อรั้น ไม่ยอมคน และมีจุดอ่อนสุดพีกคือแพ้แอลกอฮอล์ช







