Masukบทสนทนาระหว่างองค์ชายสี่กับข้าดำเนินไปอย่างราบรื่น ทว่าอีกมุมหนึ่งของงานเลี้ยงกลับมีสายตาไม่สบอารมณ์ของคนผู้หนึ่งจับจ้องมา เสียงหายใจกระฟัดกระเฟียดดุจเสียงคำรามของราชสีห์ แผ่อำนาจข่มขวัญกระทบร่างผู้ติดตามที่ยืนอยู่ไม่ห่างให้ต้องสั่นสะท้าน!
ท่ามกลางความชื่นมื่น ข้าเริ่มรู้สึกถึงกระแสความเย็นยะเยือก ราวกับมีสายตากดดันจับจ้อง ข้ากวาดสายตามองไปรอบงานอย่างละเอียด สังเกตการเคลื่อนไหวของแขกเหรื่อ เพื่อจับจ้องหา 'เป้าหมาย' ที่สำคัญที่สุดของค่ำคืนนี้
ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับสุราและอาหารเลิศรสหาไม่มีส่วนใดให้ข้าจับพิรุธได้เลย
จู่ๆ เสียงกรีดร้องลนลานก็ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของเรือนรับรอง!
"ท่านพี่! ท่านพี่เป็นอะไรไป! ช่วยด้วย!!"
ข้าเห็นฮูหยินซูร้องเรียกสามีด้วยความตกใจ ยามนี้จู่ๆ เขาก็สำลักน้ำชาแล้วล้มลงตรงหน้า ดวงตาเบิกโพรง สีหน้าทนทุกข์ทรมานอย่างที่สุด
แขกเหรื่อในงานแตกตื่นตกใจ ข้าวางจอกชาที่ยกค้างลง หรี่ตามองอย่างใจเย็น
ภาพที่เห็นคือ 'ท่านซูเหยียนหมิง' เจ้าสำนักการค้าผ้าไหมรายใหญ่ คู่ค้าคนสำคัญและพันธมิตรที่ซื่อสัตย์ของตระกูลจ้าวมาหลายชั่วอายุคน กำลังนอนคุดคู้บนพื้น โดยมีฮูหยินพยายามเขย่าตัวให้เขาฟื้นสติ ใบหน้าของเขาซีดเผือด ริมฝีปากเขียวคล้ำ อวัยวะทุกส่วนเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง จอกชาในมือร่วงหล่นแตกกระจาย ความวุ่นวายดึงดูดสายตาคนทั้งงาน
"เกิดอะไรขึ้น!"
ท่านพ่อรีบเข้าไปดูด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ท่านแม่ก็เร่งตามไปติดๆ ความสุขบนใบหน้ามลายหายสิ้น หากมีเรื่องอัปมงคลเกิดขึ้นในงานปักปิ่นวันนี้ ย่อมส่งผลร้ายต่ออนาคตและชื่อเสียงของข้า มารดาจึงยิ่งร้อนรน
องค์ชายกู้เหวินหลงที่ยืนอยู่ไม่ไกลถลาเข้ามาทันที ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยประดับรอยยิ้มอ่อนโยน บัดนี้ฉายแววเจ้าเล่ห์ภายใต้หน้าหน้ากากแห่งความกังวล
"ท่านซู! เกิดอันใดขึ้นกันแน่!"
ข้าไม่รีบร้อนประเมินเหตุการณ์และคนในงานทีละคน
คนของกู้เหวินหลงรีบเข้าไปประคองร่างของซูเหยียนหมิง
เสี่ยวเหมยที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ แอบมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ที่ไม่มีใครสังเกตเห็น แต่ข้าเห็นภารกิจเลวทรามของนางสำเร็จลุล่วงด้วยดี ดวงตานางแวววาวไปด้วยความยินดีที่ซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเสแสร้งวิตกกังวล
‘เจ้าหลอกใครอยู่?‘
ข้าสังเกตุการณ์อย่างใจเย็น ยาพิษที่ออกฤทธิ์รวดเร็วปานนี้ ย่อมเป็นพิษร้ายแรงที่เตรียมการมาอย่างดี เป้าหมายมิใช่แค่ทำร้ายซูเหยียนหมิง แต่คือการทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของตระกูลจ้าว เปลี่ยนงานมงคลให้กลายเป็นงานอัปมงคล เพื่อเปิดทางให้องค์ชายสี่เข้ามา 'กอบกู้สถานการณ์'!
"บัดซบ!! นี่มันยาพิษ! ใครบังอาจวางยาแขกในงานของข้า!"
ท่านพ่อร้องลั่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว หมายจะจับตัวคนชั่วมาลงทัณฑ์ให้จงได้
เสียงซุบซิบนินทาเริ่มสะพัดในหมู่แขกเหรื่อ
"ตระกูลจ้าวจัดงานปักปิ่นยิ่งใหญ่ แต่กลับเกิดเรื่องถึงชีวิตเช่นนี้"
"มีศัตรูคิดร้ายอยู่ใกล้ตัวแท้ๆ"
"ต่อไปจะเชื่อมั่นในความปลอดภัยของตระกูลจ้าวได้อย่างไร"
คำพูดเหล่านี้เริ่มบั่นทอนความศรัทธาต่อตระกูลจ้าวลงอย่างช้าๆ ตามแผนการที่พวกลูกหมาวางไว้
องค์ชายกู้เหวินหลงฉวยโอกาสนี้แทรกตัวเข้ามาทันที
"ท่านจ้าวใจเย็นก่อนเถิด! ตอนนี้สำคัญที่สุดคือต้องช่วยชีวิตท่านซู!"
เขาหันไปสั่งการองครักษ์ที่ติดตามมาอย่างเด็ดขาด
"เร็วเข้า! พาตัวท่านซูไปที่เรือนพยาบาล! และรีบเรียกหมอหลวงมารักษาโดยด่วนที่สุด!"
คำสั่งอันทรงพลังทำให้สถานการณ์วุ่นวายเริ่มคลี่คลายลง
ท่านพ่อมององค์ชายสี่ด้วยแววตาซาบซึ้งใจยิ่งนัก
"ขอบพระทัยองค์ชายสี่พ่ะย่ะค่ะ! ลำบากพระองค์แล้ว!"
"ท่านจ้าวอย่าได้กังวล ตราบใดที่ตระกูลจ้าวยังเป็นพันธมิตรกับราชสำนัก ข้าจะมิยอมให้ผู้ใดมาทำร้ายตระกูลจ้าวได้แน่นอน"
กู้เหวินหลงเอ่ยน้ำเสียงหนักแน่น สายตาเปี่ยมความห่วงใยนั้น ทำให้ทุกคนชื่นชมในพระทัยเมตตา และรู้สึกว่าตระกูลจ้าวโชคดีที่มีองค์ชายสี่คอยปกป้อง
ยกเว้นข้าที่รู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี อยากจะเยาะเย้ยความจอมปลอมอันน่าสะอิดสะเอียนของกู้เหวินหลงยิ่งนัก เขาช่างเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมเสียจริง!
‘มา... เรามาประชันบทละครกันดีหรือไม่อดีตสามี?’
ขณะที่อาห่าวกำลังเฝ้าอยู่นั้น ความปั่นป่วนภายในของบุคคลที่อยู่ในห้องกลับมิได้ลดน้อยลงเลย เสวี่ยหานอ๋องในชื่อหานเยว่นั่งอยู่บนตั่ง สายตาจ้องมองเงาแผ่นหลังของจ้าวอู๋หลินซีที่เอนกายลงบนเตียงกว้าง ความรู้สึกรักใคร่โหยหาที่สะสมมาข้ามภพข้ามชาติพุ่งพล่านจนอกแทบระเบิดในชาติก่อน... เขาทำได้เพียงเฝ้ามองนางจากเงามืดด้วยหัวใจที่แหลกสลาย เขาเห็นนางมอบหัวใจและรอยยิ้มที่งดงามที่สุดให้แก่องค์ชายสี่ เห็นนางมีความสุขยามได้เคียงคู่กับชายที่นางรัก ยามนั้นเขามิได้ใช้ฐานะอ๋องผู้ทรงอำนาจไปฉุดคร่าแย่งชิง เพราะเขารักนาง... มากจนยอมที่จะเห็นตัวเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวดีกว่าจะเห็นนางต้องมีน้ำตาหากต้องมาอยู่กับคนเช่นเขาที่นางไม่ได้รัก‘ข้าคิดว่าความสุขของเจ้า... คือความสุขของข้า’ เขาขมขื่นในหัวใจเมื่อนึกถึงความไร้เดียงสาของตนเองในกาลก่อน ความใจกว้างของเขาในชาตินั้น กลับกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงเขาเห็นนางถูกหักหลัง เห็นนางต้องจบชีวิตลงอย่างทรมานโดยที่เขาไม่อาจยื่นมือเข้าไปช่วยได้ทันกาล ความรู้สึกผิดที่ปล่อยนางไปเผชิญเคราะห์กรรมเพียงลำพังจึงสลักลึกอยู่ในดวงวิญญาณ‘เป็นข้า... ที่โง่เขลาปล่อยมือเจ้าไปเ
ท่ามกลางกระแสลมหนาวที่พัดโบกสะบัดธงทิวบนยอดเขาสูงชันรอยต่อแคว้นเหนือเฟยเทียนรองแม่ทัพหนุ่มผู้มีใบหน้าคมเข้มและท่าทางทะมัดทะแมง กำลังนั่งคิ้วขมวดจ้องมองเอกสารกองมหึมาในค่ายพักแรมชั่วคราว"ท่านรองแม่ทัพ... นี่พวกเราต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือขอรับ?" ทหารคนสนิทคนหนึ่งเอ่ยถามพลางปาดเหงื่อ ขณะที่กำลังปลอมแปลงสมุดบัญชีการค้าที่เพิ่งเขียน ให้ดูเหลืองซีดตามกาลเวลาเฟยเทียนถอนหายใจยาว แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนใจเมื่อนึกถึงคำสั่งสุดท้ายของเจ้านายก่อนจะ 'ขายตัว' เข้าหอคณิกา‘สร้างตัวตนให้ข้า... หานเยว่ บุตรชายพ่อค้าแคว้นเหนือที่ล้มละลาย เอาให้แนบเนียนชนิดที่ว่าหากใครขุดหลุมศพบรรพบุรุษตระกูลนี้ขึ้นมา ก็ต้องเจอหลักฐานการค้าของข้าอยู่ในนั้น!’"เจ้าอย่าถามมาก" เฟยเทียนเอ่ยเสียงเข้ม "ท่านอ๋องสั่งให้ทำอย่างไรก็ทำไป หากจวนตระกูลจ้าวส่งคนมาสืบแล้วพบจุดพิรุธแม้แต่จุดเดียว หัวของพวกเราคงมิได้อยู่บนบ่ามาประดับประดาเล่นแน่"ในใจของเฟยเทียนนั้นอยากจะตะโกนก้องฟ้าว่าเขาลำบากใจเพียงใด เจ้านายของเขา... แม่ทัพไร้พ่ายผู้เกรียงไกร ยอมสละสิ
“คืนนี้เจ้านอนห้องข้า ฉุกละหุกเกินไป ข้ายังไม่ได้สั่งให้คนจัดห้องข้างๆ ให้”สำหรับข้า ชายหญิงนอนห้องเดียวกันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เรื่องบนเตียงยิ่งไม่ใช่สิ่งที่ต้องมานั่งคิดมาก แต่บุรุษตรงหน้ากลับยืนแข็งทื่ออยู่กลางห้องหับที่อบอวลด้วยกลิ่นกำยาน เขานิ่งจนดูเหมือนรูปสลัก ทว่าแววตากลับสับสนลุกรนผิดกับท่าทีของชายคณิกา“เจ้าจะยืนเฝ้าประตูเป็นเทพทวารบาลไปทั้งคืนเลยหรือ?”หานเยว่สูดลมหายใจเข้าลึก เค้นเสียงทุ้มต่ำออกมาอย่างระมัดระวัง“ข้า... เกรงว่ามันจะมิเป็นการสมควรขอรับ”คำว่ามิสมควร หลุดมาจากปากชายคณิกา ฟังดูขบขันจนข้าหลุดหัวเราะในลำคอ“เจ้าถูกขายมาเป็นชายคณิกาในหอชิงเยวี่ย...” ข้าเดินเข้าไปใกล้ ยื่นหน้าไปถาม “ยังจะมาพูดเรื่องความเหมาะสมกับข้าอีกหรือ? หรือเจ้าไม่เคยนอนร่วมห้องกับสตรีคนไหนเลย?”คำถามของข้าทำเอาเขาแทบใบ้กิน ในคราบชายคณิกาที่ถูกซื้อมาด้วยเงินห้าเท่า เขาไม่อาจหาคำไหนมาโต้แย้งได้เลยข้าเลิกสนใจท่าทีเงอะงะนั่น เดินไปนั่งบนขอบเตียง พลางดึงปิ่นออกจากมวยผม ปล่อยให้ผมยาวสยายลงมา แวบหนึ่งข้าเห็นเขาลอบมอง ก่อนจะรีบเบนหน้าหนีเร็
ทันทีที่ประตูไม้อันวิจิตรเปิดออก เสี่ยวฮวา สาวใช้ตัวน้อยก็รีบถลันเข้ามาเตรียมรับ เหมือนหมาน้อยรอเจ้าของกลับบ้านอยู่หลายส่วน“คุณหนู! ท่านกลับมาแล้ว... เอ๊ะ?” เสี่ยวฮวาชะงักฝีเท้าจนเกือบหน้าคะมำ นางมองบุรุษร่างสูงสง่าในชุดสีอ่อนก้าวตามข้าลงมา นางจ้องเขาตาโต“นี่... นี่ใครกันเจ้าคะ?”“ท่านเขยหานเยว่ ” ข้าตอบเรียบ ๆ ใช้มือปัดเศษฝุ่นที่ชายเสื้อ“เสี่ยวฮวา เจ้าพาสิ่งของที่ข้าซื้อมาไปเก็บ แล้วหลังจากนี้ดูแลท่านเขยให้ดี อย่าให้ใครในจวนมาวุ่นวายคนของข้า”เขาพยักหน้าให้เสี่ยวฮวาเบาๆ “ฝากตัวด้วย แม่นางน้อย”“เจ้าคะ!... เจ้าค่ะ” เสี่ยวฮวาหน้าแดงซ่าน รีบก้มหน้าลงทันที ข้าเห็นแล้วต้องส่ายหัวด้วยความเอ็นดู ช่างเด็กน้อยจริง ๆ แค่เจอหนุ่มหล่อหน่อยก็หน้าแดงแล้วท่านพ่อนั่งจิบชาด้วยท่าทางสบาย ๆ อยู่ในเรือนรับรอง แม้จะเป็นผู้กุมอำนาจน่าเกรงขามในสนามธุรกิจ แต่เมื่อเห็นข้าเดินเข้ามา ใบหน้าเรียบตึงแฝงไปด้วยแววตากดข่มกลับอ่อนโยนลงทันที“หลินซี! กลับมา
ทว่าความสงบก็ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว เมื่อหญิงงามหลายนางในโถงรับรองเริ่มสังเกตเห็นเขา“เขาเป็นของข้า!”เสียงหวานแหลมของหญิงม่ายร่ำรวยในชุดสีเหลืองแผดขึ้น นางหมายตาหานเยว่ไว้ตั้งแต่เห็นเขาก้าวเข้าจวนมาเมื่อวาน“ข้ามาก่อน!”“ไร้เหตุผล!” อีกคนตวาดกลับ “ใครจ่ายเงินก่อนย่อมเลือกได้ก่อน!”เพียงไม่กี่ลมหายใจ หญิงสาวสามสี่นางยืนล้อมโต๊ะของหานเยว่ แต่ละคนจับแขนเสื้อ จับปลายผม จับชายผ้าคลุมของเขาไว้แน่นเสวี่ยหานอ๋องนั่งนิ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยน ทว่าในใจเริ่มปวดขมับอย่างรุนแรง ข้าฝ่าด่านศึกมานับไม่ถ้วน ไม่เคยมีศึกใดที่เสียงดังและวุ่นวายเท่านี้! เขาพยายามดึงแขนเสื้อกลับอย่างสุภาพที่สุดเท่าที่อ๋องผู้เคยสั่งประหารคนนับร้อยจะทำได้“ปล่อย...” คำเดียวสั้น ๆ ทว่าไม่มีใครฟังแม้แต่น้อย“หอคณิกา... หรือตลาดสดค้าผัก?” เสียงเรียบนิ่งทรงอำนาจของจ้าวอู๋หลินซีดังขัดจังหวะขึ้นนางมองชายหนุ่มหน้านิ่งผู้นั้นนานกว่าคนอื่น นานพอจะเห็นว่าเขาไม่ได้พยายามประจบประแจงใคร และท่าทีที่ดูจะขยะแขยงเมื่อถูกยื้อยุดนั้นถูกใจนางยิ่งนัก ชายผู้นี้มีไหวพริบวาง
"แล้วเรื่อง... อาภรณ์เครื่องแต่งกายเล่าพ่ะย่ะค่ะ?"เรื่องหอคณิกาอาห่าวไม่เคยยุ่งเกี่ยว แล้วเรื่องปลีกย่อยเช่นนี้จะรู้ได้เช่นไรเสวี่ยหานอ๋องนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง"สีอ่อน...""อ่อน... เพียงใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?"เขาเหลือบตามองลูกน้อง น้ำเสียงนิ่งสนิท“อ่อนพอให้ดูไม่เหมือนนักฆ่าร้อยศพ” ปกติลูกน้องเขาฉลาด วันนี้เหตุใดถึงเป็นคนคิดเองไม่ได้อาห่าวหดหัวเล็กน้อยหลับตาลง ข้าน้อยขอถอนคำถามทั้งหมดเจ็ดวันสำหรับคนอื่นอาจเป็นแค่เวลา ทว่าสำหรับเขามันคือการรอคอยที่ไม่จำเป็นต้องยืดเยื้ออีกต่อไป“ซีเอ๋อ…” ครานี้เขาจะไม่อยู่ในเงา เขาจะไม่ปล่อยให้นางเผชิญกับพวกคนชั่วเพียงลำพักอีก………………………………………………………หอคณิกาชิงเยวี่ยยามรัตติกาลมาเยือน แสงโคมแดงหน้าหอคณิกาชิงเยวี่ยสาดลงบนพื้นหินศิลาที่เย็นเยียบ ก่อเกิดเป็นเงาตะคุ่มซ้อนทับกันอย่างงดงาม เสียงหัวเราะหยอกล้ออันรื่นรมย์เคล้าไปกับเสียงดีดพิณใสกังวานผสมกลิ่นสุราที่ลอยปะปนในอากาศ บ่งบอกถึงความสำราญของเหล่าชนชั้นสูงที่ไม่เคยหลับใหล หอคณิกาแห่







