LOGIN'แผนการของท่านก็ยังคงเดิมสินะ คิดจะใช้สถานการณ์นี้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจจากท่านพ่อท่านแม่ เพื่อเปิดทางเข้ามาควบคุมตระกูลจ้าว... น่าเสียดายที่คราวนี้ท่านต้องผิดหวัง!'
ข้าก้าวเท้าออกไปอย่างช้าๆ มุ่งหน้าไปยังจุดที่ซูเหยียนหมิงล้มลง ยามเห็นองครักษ์กำลังจะยกร่างเขาไป ข้าก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงใสกระจ่าง ทว่าแฝงความเด็ดขาดกดดัน
"เดี๋ยว!"
ทุกคนหันมามองข้าเป็นจุดเดียว ข้าในชุดงดงามสง่าเดินเข้าไปใกล้ซูเหยียนหมิง ย่อกายลงสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด
"คุณหนูจ้าว" กู้เหวินหลงเอ่ยทักด้วยความประหลาดใจ
"ตอนนี้ท่านซูอาการหนักนัก ให้ทหารพาไปพักระหว่างรอหมอเถิด"
ข้าเงยหน้าขึ้น สายตาคมกริบสบเข้ากับดวงตาขององค์ชายสี่
"องค์ชายทรงเมตตา แต่ข้าคิดว่า... อาการของท่านลุงซูมิสู้ดีนัก กว่าจะถึงมือหมอ คงจะมิทันการแล้วกระมังเพคะ"
ข้ากล่าวสุขุมพร้อมรอยยิ้มบางๆ มองหน้านิ่งค้างด้วยความประหลาดใจของอีกฝ่าย
คำพูดนั้นดึงดูดความสนใจของคนทั้งงานให้หยุดชะงัก สายตาที่เคยอ่อนโยนของข้า บัดนี้เต็มไปด้วยความมั่นใจอันเยือกเย็น จนกู้เหวินหลงเองยังรู้สึกหวาดหวั่น
ในชั่ววินาทีนั้น ภาพเหตุการณ์หนึ่งพลันฉายชัดขึ้นในห้วงความคิดของข้า ดุจภาพจำที่ขาดหายไปได้ถูกฉายซ้ำ!
นั่นคือภาพของข้าในอดีตชาติ... ร่างถูกตรึงแน่นทรมานอยู่ในกระท่อมร้างแห่งหนึ่ง เลือดแดงฉานเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าที่เคยงดงาม บาดแผลทั่วร่างสร้างความเจ็บปวดเสียดแทงจนขยับไม่ได้ ข้าเงยหน้ามองคนทรยศที่กำลังหัวเราะด้วยความสะใจ... เสี่ยวเหมย สาวใช้ที่ข้าเคยให้ความไว้วางใจที่สุด!
"คุณหนูโง่เขลา! ยังไม่เข้าใจอีกหรือว่าทำไมจึงต้องมีวันนี้! ฮึ! องค์ชายสี่น่ะหรือจะรักท่าน! เจ้ารู้หรือไม่ว่ากู้เหวินหลงเป็นสามีของข้าก่อนจะแต่งกับหญิงอ่อนแอเช่นเจ้า แผนทั้งหมดล้วนเป็นสามีของข้าวางไว้ทั้งนั้น! ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่ตระกูลจ้าวร่ำรวยเกินไป มีอำนาจการค้ามหาศาลเกินไป บิดาเจ้าเคยทำให้คนของเขาพ่ายแพ้ในการประมูลครั้งใหญ่จนหมดเนื้อหมดตัว องค์ชายต้องการอำนาจและเงินทองของตระกูลเจ้า แผนการนี้แยบยลดีใช่หรือไม่! ทั้งบิดามารดาเจ้า ทั้งตัวเจ้า ต่างโง่งมหลงเชื่อกลลวงอย่างง่ายดาย!"
“เจ้ารู้หรือไม่ ทุกครั้งที่เจ้าปรนิบัติองค์ชาย ข้าแทบจะฆ่าเจ้าให้แหลกคามือ! เจ็บปวดเจียนตายที่คนที่อยู่เคียงข้างเขามิใช่ข้า!”
ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความริษยาของเสี่ยวเหมย ส่งผ่านความแค้นและความสะใจระคนกัน
“อย่างไร... เจ้า... ก็เป็นได้แค่... สาวใช้อุ่นเตียง... แค่กๆ...”
ข้าในยามนั้นเอ่ยด้วยความเจ็บแค้น สำลักเลือดก้อนโตที่จุกในลำคอออกมา
แส้ในมือเสี่ยวเหมยฟาดลงบนร่างข้าไม่ยั้ง ระบายความเกลียดชังที่ปะทุจากความหึงหวง ก่อนจะหยุดเมื่อเริ่มเหนื่อย แล้วตะโกนกร้าวใส่หน้าข้า
“แล้วอย่างไร! องค์ชายสี่ยังรักข้ายิ่งกว่าเจ้าหลายเท่านัก! ข้าจะบอกอะไรให้เอาบุญ!”
นางก้มลงกระซิบข้างหูข้าอย่างแผ่วเบา ทว่าสะท้อนเข้าไปในจิตใจที่แหลกสลายตกย้ำความแค้นให้ลึกลงไปอีกหลายส่วน
"แผนแรก... องค์ชายสี่สั่งให้คนวางยาพิษคู่ค้าของตระกูลจ้าว เพื่อสร้างความวุ่นวายในงานปักปิ่นของเจ้า! แล้วเขาก็แสร้งทำเป็นเข้าไปช่วยกอบกู้สถานการณ์ เพียงเพื่อซื้อใจท่านพ่อของเจ้าอย่างไรเล่า!"
"และมันก็ได้ผล! ท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าซาบซึ้งใจนัก จนยอมให้เขาเข้านอกออกในจวนตระกูลจ้าว เป็นส่วนหนึ่งของตระกูล จนได้แต่งเจ้า สตรีผู้โง่เขลา!”
สายตาเสี่ยวเหมยเย้ยหยันส่งผ่านความชิงชังรุนแรง
“ข้าต้องทนมองเจ้าเข้าหอกับเขาวันแล้ววันเล่า ทนรอจนกว่าแผนการจะสำเร็จอย่างไรเล่า!”
กล่าวจบนางก็ฟาดแส้ลงบนหลังข้าอีกครั้งและอีกครั้งจนพอใจ โดยไม่ยี่หระต่อร่างที่นอนแน่นิ่งจมกองเลือด...
"หุบเขาอสูร? มิใช่ที่กบดานของพรรคหงส์โลหิตหรือ?" ท่านพ่อถามด้วยความแปลกใจ ทว่าข้ากลับยิ้มอย่างมีความสุข"ย่อมเป็นเช่นนั้น... ประหลาดนัก ทางการเข้าตรวจสอบกลับพบศพนอนกระจัดกระจายหลายศพ ที่น่าแปลกคือ ในที่เกิดเหตุพบชิ้นส่วนอันมิควรเอ่ยนามของบุรุษ ที่มิอาจระบุได้ว่าเป็นของใคร รวมถึงตัวหัวหน้าที่ชื่อ ขาล และสมาชิกอีกยี่สิบกว่าคนล้วนหายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย "‘ข้ามั่นใจว่าขาลกับพวกที่หายไปข้าเป็นคนทำ แต่ศพที่นอนเกลื่อนมาจากที่ใด... ทางการก็มิอาจสืบค้นได้อย่างนั้นหรือ?’ผู้นั้นจะเป็นมิตรหรือศัตรูย่อมมิอาจรู้ได้ ข้ามองสำรวจไปทั่วงานเลี้ยง คนผู้นั้นจะอยู่ในงานนี้หรือไม่ ท่าทางขมวดคิ้วอย่างผิดสังเกตคงสะดุดสายตาเสี่ยวฮวาผู้ภักดีเข้า"คุณหนูเจ้าคะ... หาสิ่งใดหรือ?"ข้าหันไปยิ้มให้เสี่ยวฮวาเล็กน้อย "เปล่าหรอ"................................................................................................กู้เหวินหลงจ้องมองจ้าวอู๋หลินซีที่ดูสะพรั่งและทรงอำนาจยิ่งกว่าคราไหน ๆ สายตาชื่นชมที่เคยมอบให้เขาเพียงผู้เดียว บัดนี้กลับมีเพียงชายคณิกา
บรรยากาศในโถงใหญ่เต็มไปด้วยความกดดัน เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลและเครือญาติสายรองต่างนั่งประจำที่ แต่ละคนล้วนเป็นจิ้งจอกเฒ่าที่มองเห็นผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง เสียงซุบซิบดังระงมถึงข่าวการรับ "อนุชาย" จากหอคณิกา ข้ากวาดตามองทุกคนในงาน ประเมินด้วยสายตาของผู้นำอย่างเหนือชั้น"น่าอับอายยิ่งนัก! ตระกูลจ้าวเป็นถึงมหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง แต่คุณหนูใหญ่กลับรับชายไร้หัวนอนปลายเท้ามาเป็นอนุ!" ผู้อาวุโสรองตบโต๊ะเบา ๆ "ข้าว่าเราต้องคุยเรื่องนี้ให้ชัดเจน ก่อนที่หลินซีจะขึ้นรับตำแหน่ง""ถูกต้อง" ผู้อาวุโสสามเสริม "บุตรชายของข้า 'จ้าวจื่อหาน' เพิ่งสอบได้เป็นบัณฑิตไม่นานก็จะได้รับใช้ราชสำนัก รูปโฉมก็งดงาม หากแต่งหลินซีเข้าบ้านข้า กิจการทั้งหมดล้วนมั่นคง มิต้องตกไปอยู่ในมือคนนอกเช่นนี้"ท่านพ่อนั่งจิบชาอย่างสงบ ทว่าข้ารู้ว่าภายในใจกำลังเตรียมออกหน้าเต็มที่ หึ พวกเจ้าล้วนวางอำนาจต่อหน้าใครปัง! คนทั้งโถงเงียบกริบ"พวกท่านทั้งหลาย... ลูกสาวข้าเพียงต้องการ 'คนดูแลข้างกาย' ที่นางไว้ใจ และข้าพิสูจน์แล้วว่าหานเยว่มีคุณสมบัตินั้น" ท่านพ่อยิ
ข้าเหวี่ยงร่างเสี่ยวเหมยที่ยามนี้สิ้นสติสมประดีด้วยฤทธิ์ยาลงกลางลาน เสี่ยวเหมยเริ่มบิดกายด้วยความกระสัน ผิวพรรณแดงซ่าน ท่วงท่ายั่วยวนจนพวกโจรทั้งยี่สิบกว่าคนถึงกับสูดลมหายใจกระหายหิว กลิ่นคาวกามพุ่งพล่านบดบังความยั้งคิดในพริบตา"คนที่พวกเจ้าคุ้นหน้าคือข้า..." ข้าชี้ไปยังร่างที่นอนบิดเร่า "แต่คนที่จะมาสนองกามราคะของพวกเจ้าในคืนนี้ คือนาง!"ข้าสะบัดเข็มเงินอาบยามหาเสน่ห์ชนิดพิเศษเข้าใส่เส้นเลือดใหญ่ของโจรทุกคน มิใช่เพื่อให้ดับสูญ แต่เพื่อให้พวกมัน "คลุ้มคลั่ง" และ "ไร้สิ้นซึ่งมโนธรรม" ทว่าร่างกายกลับทนทานต่อกามกิจได้ยาวนานกว่าปกติหลายเท่า"เชิญพวกเจ้าเสพสมกับนาง... ให้เต็มอิ่ม!"ข้าทะยานขึ้นสู่ยอดพฤกษาใหญ่ นั่งลงจิบสุราพลางมองฉากเร่าร้อนเบื้องล่างด้วยสายตาที่เย็นชา เสี่ยวเหมยยามนี้มิเหลือเค้าลางความเป็นคน กรีดร้องโผเข้าหาฝูงโจรด้วยความกระหายกามารมณ์ ส่วนพวกโจรที่ตกอยู่ในมนต์สะกดก็โถมเข้าใส่นางราวกับฝูงหมาป่าหิวโหยเสียงเนื้อกระทบเนื้อและเสียงครวญครางระคนกรีดร้องของเสี่ยวเหมยดังระงมป่า ข้านั่งมองภาพความพินาศนั้นด้วยความสะใจที่ซึมลึกถึงวิญญาณ‘เจ็บปวดหรือไม่เสี่ยวเหมย? นี่เป็นเพียงเศษเสี้
ขณะที่อาห่าวกำลังเฝ้าอยู่นั้น ความปั่นป่วนภายในของบุคคลที่อยู่ในห้องกลับมิได้ลดน้อยลงเลย เสวี่ยหานอ๋องในชื่อหานเยว่นั่งอยู่บนตั่ง สายตาจ้องมองเงาแผ่นหลังของจ้าวอู๋หลินซีที่เอนกายลงบนเตียงกว้าง ความรู้สึกรักใคร่โหยหาที่สะสมมาข้ามภพข้ามชาติพุ่งพล่านจนอกแทบระเบิดในชาติก่อน... เขาทำได้เพียงเฝ้ามองนางจากเงามืดด้วยหัวใจที่แหลกสลาย เขาเห็นนางมอบหัวใจและรอยยิ้มที่งดงามที่สุดให้แก่องค์ชายสี่ เห็นนางมีความสุขยามได้เคียงคู่กับชายที่นางรัก ยามนั้นเขามิได้ใช้ฐานะอ๋องผู้ทรงอำนาจไปฉุดคร่าแย่งชิง เพราะเขารักนาง... มากจนยอมที่จะเห็นตัวเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวดีกว่าจะเห็นนางต้องมีน้ำตาหากต้องมาอยู่กับคนเช่นเขาที่นางไม่ได้รัก‘ข้าคิดว่าความสุขของเจ้า... คือความสุขของข้า’ เขาขมขื่นในหัวใจเมื่อนึกถึงความไร้เดียงสาของตนเองในกาลก่อน ความใจกว้างของเขาในชาตินั้น กลับกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงเขาเห็นนางถูกหักหลัง เห็นนางต้องจบชีวิตลงอย่างทรมานโดยที่เขาไม่อาจยื่นมือเข้าไปช่วยได้ทันกาล ความรู้สึกผิดที่ปล่อยนางไปเผชิญเคราะห์กรรมเพียงลำพังจึงสลักลึกอยู่ในดวงวิญญาณ‘เป็นข้า... ที่โง่เขลาปล่อยมือเจ้าไปเ
ท่ามกลางกระแสลมหนาวที่พัดโบกสะบัดธงทิวบนยอดเขาสูงชันรอยต่อแคว้นเหนือเฟยเทียนรองแม่ทัพหนุ่มผู้มีใบหน้าคมเข้มและท่าทางทะมัดทะแมง กำลังนั่งคิ้วขมวดจ้องมองเอกสารกองมหึมาในค่ายพักแรมชั่วคราว"ท่านรองแม่ทัพ... นี่พวกเราต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือขอรับ?" ทหารคนสนิทคนหนึ่งเอ่ยถามพลางปาดเหงื่อ ขณะที่กำลังปลอมแปลงสมุดบัญชีการค้าที่เพิ่งเขียน ให้ดูเหลืองซีดตามกาลเวลาเฟยเทียนถอนหายใจยาว แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนใจเมื่อนึกถึงคำสั่งสุดท้ายของเจ้านายก่อนจะ 'ขายตัว' เข้าหอคณิกา‘สร้างตัวตนให้ข้า... หานเยว่ บุตรชายพ่อค้าแคว้นเหนือที่ล้มละลาย เอาให้แนบเนียนชนิดที่ว่าหากใครขุดหลุมศพบรรพบุรุษตระกูลนี้ขึ้นมา ก็ต้องเจอหลักฐานการค้าของข้าอยู่ในนั้น!’"เจ้าอย่าถามมาก" เฟยเทียนเอ่ยเสียงเข้ม "ท่านอ๋องสั่งให้ทำอย่างไรก็ทำไป หากจวนตระกูลจ้าวส่งคนมาสืบแล้วพบจุดพิรุธแม้แต่จุดเดียว หัวของพวกเราคงมิได้อยู่บนบ่ามาประดับประดาเล่นแน่"ในใจของเฟยเทียนนั้นอยากจะตะโกนก้องฟ้าว่าเขาลำบากใจเพียงใด เจ้านายของเขา... แม่ทัพไร้พ่ายผู้เกรียงไกร ยอมสละสิ
“คืนนี้เจ้านอนห้องข้า ฉุกละหุกเกินไป ข้ายังไม่ได้สั่งให้คนจัดห้องข้างๆ ให้”สำหรับข้า ชายหญิงนอนห้องเดียวกันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เรื่องบนเตียงยิ่งไม่ใช่สิ่งที่ต้องมานั่งคิดมาก แต่บุรุษตรงหน้ากลับยืนแข็งทื่ออยู่กลางห้องหับที่อบอวลด้วยกลิ่นกำยาน เขานิ่งจนดูเหมือนรูปสลัก ทว่าแววตากลับสับสนลุกรนผิดกับท่าทีของชายคณิกา“เจ้าจะยืนเฝ้าประตูเป็นเทพทวารบาลไปทั้งคืนเลยหรือ?”หานเยว่สูดลมหายใจเข้าลึก เค้นเสียงทุ้มต่ำออกมาอย่างระมัดระวัง“ข้า... เกรงว่ามันจะมิเป็นการสมควรขอรับ”คำว่ามิสมควร หลุดมาจากปากชายคณิกา ฟังดูขบขันจนข้าหลุดหัวเราะในลำคอ“เจ้าถูกขายมาเป็นชายคณิกาในหอชิงเยวี่ย...” ข้าเดินเข้าไปใกล้ ยื่นหน้าไปถาม “ยังจะมาพูดเรื่องความเหมาะสมกับข้าอีกหรือ? หรือเจ้าไม่เคยนอนร่วมห้องกับสตรีคนไหนเลย?”คำถามของข้าทำเอาเขาแทบใบ้กิน ในคราบชายคณิกาที่ถูกซื้อมาด้วยเงินห้าเท่า เขาไม่อาจหาคำไหนมาโต้แย้งได้เลยข้าเลิกสนใจท่าทีเงอะงะนั่น เดินไปนั่งบนขอบเตียง พลางดึงปิ่นออกจากมวยผม ปล่อยให้ผมยาวสยายลงมา แวบหนึ่งข้าเห็นเขาลอบมอง ก่อนจะรีบเบนหน้าหนีเร็







