Se connecterคลื่นพายุอารมณ์ค่อยๆ ถูกกดให้สงบลง ข้านั่งจิบชาเงียบๆ สาดสายตามองแขกที่มาร่วมงานทุกคนอย่างตั้งใจ ทว่าทุกครั้งที่สายตาเหลือบไปเห็นเงาร่างขององค์ชายสี่ ข้าก็อดนึกถึงความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้
ข้าจำได้ดีว่าหลังจากงานปักปิ่นนี้ไม่นาน องค์ชายกู้เหวินหลงก็เริ่มเข้าออกจวนตระกูลจ้าวบ่อยขึ้น เขาใช้ความอ่อนโยนและคารมคมคายเข้ามารุกรานหัวใจของข้าอย่างช้าๆ จนจ้าวข้าผู้โง่เขลาไร้เดียงสาหลงเชื่อว่าเขารักหมดหัวใจ
ข้ายอมมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้ ไม่ว่าจะเป็นความลับทางการค้าของตระกูล หรือแม้กระทั่งทรัพย์สมบัติส่วนตัว ทว่าแท้จริงแล้ว มันคือกับดักที่เขาสร้างขึ้นมาอย่างแยบยล!
ข้ายิ้มเยาะตัวเอง ชำเลืองมองเสี่ยวเหมยที่กำลังเดินกลับเข้ามาเล็กน้อย ก่อนจะวางแผนทำสิ่งใดข้าต้องอ่านเกมพวกมันให้ออกก่อน เสี่ยวเหมยเป็นเพียงหมากตัวเล็กๆ ในเกมอำนาจขององค์ชายสี่กู้เหวินหลง แต่ก็เป็นหมากที่สำคัญ ข้าจะต้องจัดการกับคนทรยศเช่นนางให้สมกับที่เคยไว้ใจ ข้ายิ้มให้กับแผนการที่ค่อยๆ ผุดขึ้นในหัว
เสียงหัวเราะและบทสนทนาของผู้คนดังสลับกับเสียงดนตรีบรรเลง ท่านพ่อจ้าวลี่เซิงและท่านแม่จ้าวเยว่หรูกำลังสนทนากับขุนนางผู้ใหญ่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พวกท่านยังคงมองโลกในแง่ดี ไม่เคยระแคะระคายถึงภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
ข้ารู้สึกเจ็บปวดที่เห็นบิดามารดาผู้บริสุทธิ์ต้องมาสิ้นชีพด้วยเกมการเมืองอย่างอยุติธรรม... คราวนี้ ข้าจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเด็ดขาด!
ข้าจะปกป้องตระกูลจ้าว ปกป้องบิดามารดา และทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของข้ากลับคืนมา พร้อมทั้งลากไส้ทุกคนที่ทำกับตระกูลจ้าวลงนรกให้หมด!
งานเลี้ยงดำเนินต่อไปจนใกล้จบงาน สายตาของข้าสอดส่องและประเมินทุกสรรพสิ่ง ผู้คนในงานที่เคยดูเป็นมิตร ภายใต้สายตาเหยี่ยวของข้า บัดนี้ล้วนมองออกว่าเต็มไปด้วยผลประโยชน์และเล่ห์กล ชาติก่อนข้าไม่เคยดึงความสามารถตรงนี้ออกมาใช้เลย
ข้าเห็นขุนนางกลุ่มหนึ่งกำลังกระซิบกระซาบกันอย่างลับๆ หัวหน้าของกลุ่มนั้นคือ 'รองเสนาบดีหลิน' ผู้ที่ในชาติก่อนเคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับตระกูลจ้าว และเมื่อตระกูลข้าล่มสลาย เขากลับเป็นหนึ่งในผู้ที่กระโดดเข้ามาร่วมฉวยโอกาสอย่างเลือดเย็น
ข้าจิบชาดอกกุ้ยฮวาอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มยังคงประดับบนใบหน้าอ่อนหวาน พินิจมองท่าทีของสามีในชาติก่อนที่กำลังพูดคุยอย่างสนิทสนมกับบิดาของข้า ความอ่อนโยนที่แสร้งทำ ความสง่างามที่ข้าเคยหลงใหล บัดนี้กลับเป็นภาพที่น่าขยะแขยง ซ่อนความเฉลียวฉลาดแกมโกงไว้ภายใต้เปลือกนอกที่งดงามนั้น...
ในชาติก่อนนู้น... ยามที่ข้าเป็นหัวหน้ามาเฟียผู้ยิ่งใหญ่ ข้าเรียนรู้ศิลปะทางธุรกิจ การต่อสู้ทุกแขนง แม้กระทั่งจิตวิทยาการอ่านใจคน การมองผ่านคำพูดสวยหรูไปสู่ความจริงอันโหดร้าย บัดนี้ข้าได้นำบทเรียนเหล่านั้นกลับมาด้วยแล้ว!
“คุณหนูหลิงซี อาการเป็นเยี่ยงไรบ้าง ดีขึ้นหรือไม่”
เสียงทุ้มนุ่มละมุนเอื้ออาทรที่ระคายหูดังขึ้นข้างกาย ข้าหันไปเผชิญหน้ากับอดีตสามีที่ยืนอยู่ใกล้พร้อมรอยยิ้มชวนหลงใหล
“ดีขึ้นมากแล้วเพคะ”
ข้าส่งยิ้มละไมให้เขา ถึงข้าจะไม่เคยเป็นนักแสดง แต่ละครฉากนี้ข้าก็เล่นได้สมบทบาทใช่น้อย!
“องค์ชายเป็นห่วงเกินไปแล้วเพคะ”
ข้าก้มหน้าเก็บซ่อนแววตาเกลียดชัง ตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม พยายามสะกดกลั้นความคิดที่จะทำลายคนตรงหน้า
กู้เหวินหลงคงคิดว่าข้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอ ไร้ซึ่งอำนาจของบิดาก็คงด้อยค่านักเมื่อเทียบกับสตรีในวังหลวง แต่นั่นก็ดีแล้ว สตรีโง่งมไม่ประสาเช่นนี้ ย่อมทำให้เขาปกครองและหลอกใช้ได้ง่าย
หึ… คิดไปเถอะ หลงตัวเองให้มากหน่อย
“มิได้หรอก เจ้าคือไข่มุกอันล้ำค่าของแคว้นต้าหลง เป็นที่หมายปองของบุรุษทั่วหล้า”
เขากล่าวพร้อมจ้องมองข้าอย่างลึกซึ้ง พยายามค้นหาอะไรบางอย่างในดวงตาของข้า
ข้ารู้สึกกระอักกระอ่วมกับคำพูดเจ้าเล่ห์ของเขายิ่งนัก คำชมเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องมือเข้าหาข้า ล้วนหาความจริงใจมิได้
ข้ายิ้มตอบอย่างเขินอายเล็กน้อย แสร้งทำเป็นสตรีผู้บริสุทธิ์ประหม่าต่อสายตาบุรุษสูงศักดิ์
“องค์ชายทรงยกย่องหลิงซีเกินไปแล้วเพคะ”
“สำหรับข้าแล้ว เจ้าคู่ควรทุกประการ”
กู้เหวินหลงกระซิบเบาๆ จนข้าขนลุกสะกดอารมณ์แค้นลงอย่างยากลำบาก สายตาเปี่ยมด้วยความเสน่หามองข้าราวกับมองลูกแกะที่เขากำลังออกล่า
‘คู่ควร? ท่านคงหมายถึงคู่ควรจะเป็นบันไดให้ท่านเหยียบย่ำขึ้นสู่อำนาจกระมัง!’
ข้าคิดอย่างเหลืออด มือเรียวจับชายเสื้อแน่นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นประหม่า แท้จริงแล้วกำลังคุมอารมณ์ที่ปั่นป่วนจากความทรงจำอันเจ็บปวด... ข้าอยากฆ่ามันเสียเดี๋ยวนี้!
เทียบเชิญงานแต่งสีแดงชาดปักลวดลายดิ้นทองคำสุดหรูหรา กระจายไปถึงมือขุนนางทุกกระทรวง คฤหาสน์คหบดีใหญ่ ยันประตูวังหลวง ข่าวลือแพร่สะพัดไปทุกซอกซอยจนชาวบ้านร้านตลาดขยับปากกันอย่างสนุก‘ผู้นำตระกูลคนใหม่... ประกาศจัดงานอนุชายเข้าตระกูล แถมยังเป็นชายในหอคณิกาอีกด้วย’เสียงวิจารณ์ บ้างก็ว่านางลุ่มอำนาจจนเป็นบ้า บ้างก็มองว่าสตรีผู้นี้ใจเด็ด ไม่แยแสต่อจารีตประเพณี.............................................................................................ณ ตำหนักองค์ชายสี่เพล้ง!แจกันกระเบื้องเคลือบราคาแพงลิบถูกขว้างใส่กำแพงจนแตกกระจายเกลื่อนพื้น เศษกระเบื้องร่วงกราวพอๆ กับสติที่บ้าคลั่งของกู้เหวินหลง"นังผู้หญิงไรยางอาย กล้าดีอย่างไร"เขาทำลายทุกสิ่งตรงหน้าด้วยแรงโทสะที่บิดเบี้ยว เทียบเชิญหรูหราถูกโยนทิ้งไว้บนโต๊ะ งานมงคลที่น่ารังเกียจ ยังมีหน้ามาเชิญให้เขาไปเป็นแขกผู้มีเกียรติ... ช่างน่าหนานักกู้เหวินหลงขบกรามแน่นจนเส้นเลือดขมับปูดโปน "นางตั้งใจให้คนทั้งแคว้นหัวเราะเยาะข้า นางต้องการประจานว่าชายคณิกาไร้หัว
"หุบเขาอสูร? มิใช่ที่กบดานของพรรคหงส์โลหิตหรือ?" ท่านพ่อถามด้วยความแปลกใจ ทว่าข้ากลับยิ้มอย่างมีความสุข"ย่อมเป็นเช่นนั้น... ประหลาดนัก ทางการเข้าตรวจสอบกลับพบศพนอนกระจัดกระจายหลายศพ ที่น่าแปลกคือ ในที่เกิดเหตุพบชิ้นส่วนอันมิควรเอ่ยนามของบุรุษ ที่มิอาจระบุได้ว่าเป็นของใคร รวมถึงตัวหัวหน้าที่ชื่อ ขาล และสมาชิกอีกยี่สิบกว่าคนล้วนหายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย "‘ข้ามั่นใจว่าขาลกับพวกที่หายไปข้าเป็นคนทำ แต่ศพที่นอนเกลื่อนมาจากที่ใด... ทางการก็มิอาจสืบค้นได้อย่างนั้นหรือ?’ผู้นั้นจะเป็นมิตรหรือศัตรูย่อมมิอาจรู้ได้ ข้ามองสำรวจไปทั่วงานเลี้ยง คนผู้นั้นจะอยู่ในงานนี้หรือไม่ ท่าทางขมวดคิ้วอย่างผิดสังเกตคงสะดุดสายตาเสี่ยวฮวาผู้ภักดีเข้า"คุณหนูเจ้าคะ... หาสิ่งใดหรือ?"ข้าหันไปยิ้มให้เสี่ยวฮวาเล็กน้อย "เปล่าหรอ"................................................................................................กู้เหวินหลงจ้องมองจ้าวอู๋หลินซีที่ดูสะพรั่งและทรงอำนาจยิ่งกว่าคราไหน ๆ สายตาชื่นชมที่เคยมอบให้เขาเพียงผู้เดียว บัดนี้กลับมีเพียงชายคณิกา
บรรยากาศในโถงใหญ่เต็มไปด้วยความกดดัน เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลและเครือญาติสายรองต่างนั่งประจำที่ แต่ละคนล้วนเป็นจิ้งจอกเฒ่าที่มองเห็นผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง เสียงซุบซิบดังระงมถึงข่าวการรับ "อนุชาย" จากหอคณิกา ข้ากวาดตามองทุกคนในงาน ประเมินด้วยสายตาของผู้นำอย่างเหนือชั้น"น่าอับอายยิ่งนัก! ตระกูลจ้าวเป็นถึงมหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง แต่คุณหนูใหญ่กลับรับชายไร้หัวนอนปลายเท้ามาเป็นอนุ!" ผู้อาวุโสรองตบโต๊ะเบา ๆ "ข้าว่าเราต้องคุยเรื่องนี้ให้ชัดเจน ก่อนที่หลินซีจะขึ้นรับตำแหน่ง""ถูกต้อง" ผู้อาวุโสสามเสริม "บุตรชายของข้า 'จ้าวจื่อหาน' เพิ่งสอบได้เป็นบัณฑิตไม่นานก็จะได้รับใช้ราชสำนัก รูปโฉมก็งดงาม หากแต่งหลินซีเข้าบ้านข้า กิจการทั้งหมดล้วนมั่นคง มิต้องตกไปอยู่ในมือคนนอกเช่นนี้"ท่านพ่อนั่งจิบชาอย่างสงบ ทว่าข้ารู้ว่าภายในใจกำลังเตรียมออกหน้าเต็มที่ หึ พวกเจ้าล้วนวางอำนาจต่อหน้าใครปัง! คนทั้งโถงเงียบกริบ"พวกท่านทั้งหลาย... ลูกสาวข้าเพียงต้องการ 'คนดูแลข้างกาย' ที่นางไว้ใจ และข้าพิสูจน์แล้วว่าหานเยว่มีคุณสมบัตินั้น" ท่านพ่อยิ
ข้าเหวี่ยงร่างเสี่ยวเหมยที่ยามนี้สิ้นสติสมประดีด้วยฤทธิ์ยาลงกลางลาน เสี่ยวเหมยเริ่มบิดกายด้วยความกระสัน ผิวพรรณแดงซ่าน ท่วงท่ายั่วยวนจนพวกโจรทั้งยี่สิบกว่าคนถึงกับสูดลมหายใจกระหายหิว กลิ่นคาวกามพุ่งพล่านบดบังความยั้งคิดในพริบตา"คนที่พวกเจ้าคุ้นหน้าคือข้า..." ข้าชี้ไปยังร่างที่นอนบิดเร่า "แต่คนที่จะมาสนองกามราคะของพวกเจ้าในคืนนี้ คือนาง!"ข้าสะบัดเข็มเงินอาบยามหาเสน่ห์ชนิดพิเศษเข้าใส่เส้นเลือดใหญ่ของโจรทุกคน มิใช่เพื่อให้ดับสูญ แต่เพื่อให้พวกมัน "คลุ้มคลั่ง" และ "ไร้สิ้นซึ่งมโนธรรม" ทว่าร่างกายกลับทนทานต่อกามกิจได้ยาวนานกว่าปกติหลายเท่า"เชิญพวกเจ้าเสพสมกับนาง... ให้เต็มอิ่ม!"ข้าทะยานขึ้นสู่ยอดพฤกษาใหญ่ นั่งลงจิบสุราพลางมองฉากเร่าร้อนเบื้องล่างด้วยสายตาที่เย็นชา เสี่ยวเหมยยามนี้มิเหลือเค้าลางความเป็นคน กรีดร้องโผเข้าหาฝูงโจรด้วยความกระหายกามารมณ์ ส่วนพวกโจรที่ตกอยู่ในมนต์สะกดก็โถมเข้าใส่นางราวกับฝูงหมาป่าหิวโหยเสียงเนื้อกระทบเนื้อและเสียงครวญครางระคนกรีดร้องของเสี่ยวเหมยดังระงมป่า ข้านั่งมองภาพความพินาศนั้นด้วยความสะใจที่ซึมลึกถึงวิญญาณ‘เจ็บปวดหรือไม่เสี่ยวเหมย? นี่เป็นเพียงเศษเสี้
ขณะที่อาห่าวกำลังเฝ้าอยู่นั้น ความปั่นป่วนภายในของบุคคลที่อยู่ในห้องกลับมิได้ลดน้อยลงเลย เสวี่ยหานอ๋องในชื่อหานเยว่นั่งอยู่บนตั่ง สายตาจ้องมองเงาแผ่นหลังของจ้าวอู๋หลินซีที่เอนกายลงบนเตียงกว้าง ความรู้สึกรักใคร่โหยหาที่สะสมมาข้ามภพข้ามชาติพุ่งพล่านจนอกแทบระเบิดในชาติก่อน... เขาทำได้เพียงเฝ้ามองนางจากเงามืดด้วยหัวใจที่แหลกสลาย เขาเห็นนางมอบหัวใจและรอยยิ้มที่งดงามที่สุดให้แก่องค์ชายสี่ เห็นนางมีความสุขยามได้เคียงคู่กับชายที่นางรัก ยามนั้นเขามิได้ใช้ฐานะอ๋องผู้ทรงอำนาจไปฉุดคร่าแย่งชิง เพราะเขารักนาง... มากจนยอมที่จะเห็นตัวเองอยู่อย่างโดดเดี่ยวดีกว่าจะเห็นนางต้องมีน้ำตาหากต้องมาอยู่กับคนเช่นเขาที่นางไม่ได้รัก‘ข้าคิดว่าความสุขของเจ้า... คือความสุขของข้า’ เขาขมขื่นในหัวใจเมื่อนึกถึงความไร้เดียงสาของตนเองในกาลก่อน ความใจกว้างของเขาในชาตินั้น กลับกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงเขาเห็นนางถูกหักหลัง เห็นนางต้องจบชีวิตลงอย่างทรมานโดยที่เขาไม่อาจยื่นมือเข้าไปช่วยได้ทันกาล ความรู้สึกผิดที่ปล่อยนางไปเผชิญเคราะห์กรรมเพียงลำพังจึงสลักลึกอยู่ในดวงวิญญาณ‘เป็นข้า... ที่โง่เขลาปล่อยมือเจ้าไปเ
ท่ามกลางกระแสลมหนาวที่พัดโบกสะบัดธงทิวบนยอดเขาสูงชันรอยต่อแคว้นเหนือเฟยเทียนรองแม่ทัพหนุ่มผู้มีใบหน้าคมเข้มและท่าทางทะมัดทะแมง กำลังนั่งคิ้วขมวดจ้องมองเอกสารกองมหึมาในค่ายพักแรมชั่วคราว"ท่านรองแม่ทัพ... นี่พวกเราต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือขอรับ?" ทหารคนสนิทคนหนึ่งเอ่ยถามพลางปาดเหงื่อ ขณะที่กำลังปลอมแปลงสมุดบัญชีการค้าที่เพิ่งเขียน ให้ดูเหลืองซีดตามกาลเวลาเฟยเทียนถอนหายใจยาว แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนใจเมื่อนึกถึงคำสั่งสุดท้ายของเจ้านายก่อนจะ 'ขายตัว' เข้าหอคณิกา‘สร้างตัวตนให้ข้า... หานเยว่ บุตรชายพ่อค้าแคว้นเหนือที่ล้มละลาย เอาให้แนบเนียนชนิดที่ว่าหากใครขุดหลุมศพบรรพบุรุษตระกูลนี้ขึ้นมา ก็ต้องเจอหลักฐานการค้าของข้าอยู่ในนั้น!’"เจ้าอย่าถามมาก" เฟยเทียนเอ่ยเสียงเข้ม "ท่านอ๋องสั่งให้ทำอย่างไรก็ทำไป หากจวนตระกูลจ้าวส่งคนมาสืบแล้วพบจุดพิรุธแม้แต่จุดเดียว หัวของพวกเราคงมิได้อยู่บนบ่ามาประดับประดาเล่นแน่"ในใจของเฟยเทียนนั้นอยากจะตะโกนก้องฟ้าว่าเขาลำบากใจเพียงใด เจ้านายของเขา... แม่ทัพไร้พ่ายผู้เกรียงไกร ยอมสละสิ







