Home / รักโบราณ / บำบัดรักต่างมิติ / บทที่ 22 ตู้เหอจิ่น

Share

บทที่ 22 ตู้เหอจิ่น

Author: JustMoonLight
last update publish date: 2026-10-19 16:40:49

ณ. หอเว่ยเต้าเจิงเซียง สุยไคหยางกำลังเดินตามเสี่ยวเอ้อร์พาเขาและสหายขึ้นไปที่ชั้นสองเพื่อเข้าห้องพิเศษ เขาเดินผ่านห้องหนึ่งที่มีเสียงคนพูดคุยกันอยู่หลายคน แต่ที่ทำให้เขาหยุดและยืนมองเข้าไปด้านในห้องนั้นเพราะเขาได้ยินเสียงหัวเราะกระจ่างใสของเด็กน้อยผู้หนึ่ง ที่เมื่อหลายวันก่อนยังพูดคุยและโดนเขารังแกจนดูน่าสงสารแต่ยังฝืนยิ้มส่งให้เขา วันนี้เด็กน้อยหัวเราะอย่างเต็มที่ ดูสดใสคล้ายดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์กำลังเบ่งบานรับแสงตะวัน ช่างงดงามโดดเด่นและดูไร้เดียงสาน่าทะนุถนอมอย่างยิ่ง แต่ที่ทำให้เขารู้สึกไม่ดีคือดูเหมือนเด็กน้อยผู้นี้มีความสุขเบิกบานมากเวลาที่ไม่ได้อยู่ต่อหน้าเขา สุยไคหยางจึงรู้สึกหงุดหงิดใจเล็กน้อย เด็กคนนี้ถึงกับปฏิเสธเขาเพื่อมากินอาหารที่นี่เองหรือ

“คำนับซื่อจื่อผิงอันอ๋อง” จ้าวเฟิงอวิ๋นนำคำนับตามธรรมเนียมก่อน เฉินหย่งฉีจึงหันไปส่งสายตาเตือนน้องๆ และคำนับตามธรรมเนียมเช่นกัน เฉินเหม่ยอิงหุบยิ้มก้มหน้าคำนับอย่างนอบน้อมก่อนจะขยับไปอยู่ด้านหลังเฉินหย่งฉี อย่างต้องการหลบหน้าคน จ้าวเฟิงอวิ๋นแอบเหลือบตามองเห็นจนได้ และเขาต้องฝืนกลั้นยิ้มกับกิริยาของเด็กน้อย

สุยไคหยางก้มหน้ารับคำทักทายอย่างเคร่งขรึมเดิมเขาคิดจะเดินจากไปพร้อมสหาย แต่เมื่อเห็นกิริยาแอบด้านหลังผู้อื่นของเฉินเหม่ยอิง ทำให้เข้าเม้มปากและเดินเข้ามาในห้องก่อนเปิดปากพูดคุยกับทุกคน “เมื่อยามอิ๋นข้าส่งซีเหมินไปรับ อิงเอ๋อร์เพื่อจะสอนนางเล่นหมากล้อมต่อจากเมื่อวันก่อน เห็นซีเหมินกลับมาบอกข้าว่าอิงเอ๋อร์ติดธุระมีนัดสำคัญ ที่แท้ก็มากินอาหารกันที่นี่เองหรือ พอดีที่ข้าพาสหายของข้ามากินอาหารที่นี่เช่นกัน นี่คือตู้เหอจิ่น สหายของข้า ตู้เหอจิ่น นี่คือญาติผู้น้องของข้า จ้าวเฟิงอวิ๋น และเฉินหย่งฉีปีนี้พวกเขาก็เข้าร่วมการสอบฮุ่ยซื่อเช่นเดียวกับเจ้า ส่วนอีกสามคนคือคุณหนูรอง คุณชายสามและคุณหนูสี่ตระกูลเฉิน” สุยไคหยางแนะนำตู้เหอจิ่นให้ทุกคนรู้จัก

“ข้าตู้เหอจิ่นยินดีที่ได้รู้จักกับทุกคน” ตู้เหอจิ่นส่งรอยยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตรให้กับทุกคน ซึ่งทุกคนก็คำนับทักทายเขาตามธรรมเนียม ไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของตู้เหอจิ่น สุดยอดนักกวีวัยเยาว์ผู้นี้

เฉินเหม่ยอิงคำนับเสร็จรีบเงยหน้ามองพระรองผู้อ่อนโยนและงดงามทันที ช่างสมกับที่นิยายบรรยายไว้ เป็นชายหนุ่มรูปงามราวสตรีร่างบางผิวขาวดวงตากลมโตมีแพรขนตาล้อมรอบดวงตาสดใส จมูกโด่งรับกับใบหน้าเรียว ปากแดงระเรื่อราวกับมีใครแต้มชาดไว้ เวลายิ้มเห็นฟันเรียงตัวสวยมีเขี้ยวเสน่ห์โผล่มาให้ดูน่าสนใจมากขึ้น แต่เป็นเพราะเขาเป็นบุรุษที่สูงมากเกินไปที่สตรีคนหนึ่งควรจะสูงได้ ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้ามองเขาเป็นผู้หญิงได้

ตู้เหอจิ่นสบตากับเด็กน้อยหน้าตางดงามที่มองตนอย่างสำรวจ ในดวงตาของเด็กน้อยฉายแววชื่นชมจนเขาอดส่งยิ้มกว้างขึ้นไปให้เด็กน้อยไม่ได้ สุยไคหยางก็มองเห็นแววตาชื่นชมของเฉินเหม่ยอิงเช่นกันในดวงตาเย็นชามีแววไม่ชอบใจพาดผ่าน

จ้าวเฟิงอวิ๋นเห็นสายตาของเฉินเหม่ยอิงแล้วเขารู้สึกอึดอัดใจ เด็กน้อยผู้นี้พบคนหน้าตาดีก็ไม่รู้จักเก็บอาการบ้างเลย จึงขยับบังสายตาของเด็กน้อยอย่างจงใจ และหันไปพูดกับคนทั้งสองว่า “ข้าได้ยินชื่อเสียงของคุณชายสี่ตระกูลตู้มานานแล้ว วันนี้ได้พบท่านรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมาก วันนี้เป็นข้าเองที่นัดกับอิงเอ๋อร์ทำให้นางต้องปฏิเสธซื่อจื่อ เป็นข้าจ้าวเฟิงอวิ๋นเสียมารยาทแล้ว”

“ญาติผู้น้องเกรงใจเกินไปแล้ว ข้าเพียงแต่เสียดายหากรู้ว่าพวกเจ้าจะมากินอาหารที่นี่ จะได้นัดมากินพร้อมกันเท่านั้น” สุยไคหยาง พูดด้วยเสียงเป็นมิตรขึ้นเมื่อหันไปพูดกับจ้าวเฟิงอวิ๋น คนผู้นี้มีบุญคุณต่อเขาไม่น้อย พระมารดาอาการป่วยดีขึ้น ส่วนเขาช่วงนี้ที่เขาทนอากาศหนาวของเมืองฉางอันได้เป็นเพราะสูตรยาต้มที่อีกฝ่ายจัดส่งมาให้เขา และอีกฝ่ายยังรับปากว่าในอนาคต จ้าวเฟิงอวิ๋นจะศึกษาหาวิธีกำจัดพิษที่ตกค้างในร่างของเขาให้ได้ ทำให้สุยไคหยางต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับคนผู้นี้เอาไว้

“วันหน้าพวกเราค่อยนัดกันใหม่ อาหารที่นี่อร่อยมากพวกข้าย่อมต้องมาอีกอย่างแน่นอน แต่วันนี้พวกข้าต้องขอตัวก่อนยังมีธุระต้องไปที่อื่นกันต่อ” จ้าวเฟิงอวิ๋น พูดอย่างคนที่มีอัธยาศัยดี

สุยไคหยางจึงเผยยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ได้เช่นนั้นข้าและสหายต้องขอตัวไปแล้วเช่นกัน ค่าอาหารทั้งหมดให้ข้าเป็นผู้จ่ายละกันนะ”

จ้าวเฟิงอวิ๋นเผยยิ้มเสียดายให้อีกฝ่ายเห็นก่อนจะพูดว่า “ข้าไม่รู้ว่าซื่อจื่อจะมาจึงจ่ายไปก่อนแล้วนะสิ”

เฉินหย่งฉีหัวเราะและเอ่ยแทรกอย่างคนรู้มารยาททางสังคมดี ช่วยพูดอีกว่า” เฟิงอวิ๋น ยามนี้เจ้ากำลังเสียใจแล้วสินะ หากช้ากว่านี้อีกหน่อย ญาติผู้พี่ย่อมมาทันจ่ายค่าอาหารให้พวกเราแล้ว ญาติผู้พี่ครั้งนี้ให้เฟิงอวิ๋นจ่ายไปก่อน ครั้งหน้าพวกข้าต้องให้ญาติผู้พี่เป็นเจ้ามืออย่างแน่นอนขอรับ”

สุยไคหยางหันไปยิ้มบางๆ ให้เฉินหย่งฉี “ได้ ข้ารับปากพวกเจ้า”

ก่อนคนทั้งหมดจะขอตัวลาแยกย้าย เฉินเหม่ยอิงยังเหลือบสายตามองสุยไคหยางเทียบกับตู้เหอจิ่นอีกครั้งไม่ได้ จ้าวเฟิงอวิ๋นหันมาเขกหัวเด็กน้อยอย่างมันเขี้ยวและจับจูงมือเด็กน้อยจากไปพร้อมตน

เฉินเหม่ยหรูเหลือบมองใบหน้างดงามของตู้เหอจิ่นครู่หนึ่งก่อนจะรีบเดินตามหลังจ้าวเฟิงอวิ๋นและเฉินเหม่ยอิงไปด้านล่างหอเว่ยเต้าเจิงเซียงเพื่อไปขึ้นรถม้าด้วยจิตใจหวั่นไหว นางเคยคุยเรื่องของชายหนุ่มผู้นี้กับน้องสาว ไม่รู้เฉินเหม่ยอิงไปได้ยินเรื่องตู้เหอจิ่นมาจากที่ไหน เด็กสาวเคยบอกนางว่าบุรุษที่รูปงามที่สุดในฉางอันคือตู้เหอจิ่น รองลงมาคือหลูหงลู่ เมื่อก่อนนางไม่เคยสนใจมองบุรุษคนอื่นมาก่อนมองเพียงสุยไคหยางเพียงผู้เดียว วันนี้ตนมองเห็นตู้เหอจิ่นยืนเคียงข้างกับสุยไคหยาง ต้องยอมรับว่าผู้ที่ดึงดูดสายตามากกว่าคือตู้เหอจิ่น อืมดูเหมือนตนเองจะพลาดเรื่องราวบางอย่างไปหลายเรื่อง เช่นยามนี้พอตนพยามนึกถึงใบหน้าของหลูหงลู่กับนึกไม่ออกว่าคนผู้นี้มีหน้าตาเป็นอย่างไร อีกหนึ่งสัปดาห์สำนักศึกษาเปิดเทอม ตนต้องแอบไปดูใบหน้าหลูหงลู่ให้ได้เพื่อนำมาเปรียบเทียบว่าผู้ใดหน้าตาดีกว่ากัน เฉินเหม่ยหรูคิดไปอมยิ้มไป

เมื่อคนทั้งหมดขึ้นรถม้า จ้าวเฟิงอวิ๋นหันมาใช้นิ้วเรียวยาวดีดหน้าผากของเฉินเหม่ยอิงอย่างทำโทษทันที “นี่แนะ เด็กแก่แดด ยังไม่ทันเติบโตก็มองบุรุษด้วยสายตาแบบนั้นเสียแล้ว เอ๊ะ ไม่ถูกสิ! โตแล้วก็มองเช่นนี้ไม่ได้ เป็นสตรีควรเก็บอาการสักหน่อย เจ้าดูหรูเอ๋อร์สิ นาง... หรูเอ๋อร์ นี่เจ้าก็พลอยเป็นไปด้วยหรือ” จ้าวเฟิงอวิ๋นเพิ่งหันมามองเฉินเหม่ยหรู เห็นนางเหม่อลอยทำให้เขาจนใจจนพูดต่อไม่ได้ทันที

“เป็นทั้งคู่เลยขอรับ” เฉินหย่งฝูพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ จ้าวเฟิงอวิ๋น เฉินหย่งฉีและเฉินหย่งฝู มองหน้าสาวน้อยผู้งดงามและเด็กน้อยหน้าตางดงามกำลังนั่งตาลอยอมยิ้มน้อยๆ เหมือนกันแล้วอดสบตากันอย่างจนใจไม่ได้

“นี่น้องสาวทั้งสอง พวกเจ้าเห็นคนหน้าตาดีผู้หนึ่งถึงกับมีอาการขนาดนี้เลยหรือ พวกพี่ก็หน้าตาดีเช่นกันนะ” เฉินหย่งฉีบ่นขึ้นมาอย่างห้ามตัวเองไม่ได้

เฉินเหม่ยอิงมองใบหน้าคนทั้งสามแล้วจึงพูดว่า “พี่ชายใหญ่หล่อเหล่าสง่างามคล้ายท้องฟ้ายามรุ่งอรุณ พี่อวิ๋นงดงามคล้ายท้องฟ้าสดใสหลังพายุฝนงดงามเย็นใจ ส่วนพี่ชายสามคล้ายท้องฟ้ายามสายอบอุ่นเย็นสบาย ข้าคิดว่าหากพี่ชายสามเติบโตกว่านี้ต้องหล่อเหลาเจิดจ้ามากกว่าผู้ใดแน่นอน พวกพี่หล่อเหลาไม่แพ้พวกเขาหรอกเจ้าค่ะ แต่ว่าข้าเห็นพวกท่านเกือบทุกวันจนเริ่มชินตาแล้ว เหมือนพวกท่านเห็นสาวงามนั่นแหละเจ้าค่ะ เห็นคนใหม่สวยงามแปลกตาย่อมขอมองเป็นอาหารตาบ้างเท่านั้น”

“นั้นมันใช่คำพูดที่สตรีควรพูดที่ไหนกัน” จ้าวเฟิงอวิ๋นหันไปบ่นกับเฉินหย่งฉี

“เดี๋ยวข้ากลับไป จะไปบอกท่านแม่ให้อบรมมารยาทสตรีให้น้องสาวมากกว่านี้แน่นอน” เฉินหย่งฉีหันไปพูดกับจ้าวเฟิงอวิ๋นด้วยรอยยิ้มแห้ง เขาก็เพิ่งรู้ว่าน้องสาวของตนมีนิสัยเช่นนี้ ช่างทำคนพูดไม่ออกเสียจริง ดูเหมือนเมื่อก่อนเขาไม่ได้ใกล้ชิดกับน้องสาวเช่นนี้ จึงคิดไปเองว่าน้องสาวของตนแสนดีเรียบร้อยอ่อนหวาน เป็นดังที่ตำรามีบอกไว้ว่า สิ่งที่ตาเห็น สิ่งที่ตนคิด ไม่ใช่ความจริงเสมอไป

สถานที่ต่อไปพวกเขาไปหอเสียนเหมิน เฉินเหม่ยอิงได้ตำราอาหารมาสองเล่มและยามนี้กำลังสนใจตำราสมุนไพร เฉินเหม่ยอิงคิดว่าการดูแลสุขภาพในยุคสมัยนี้ย่อมสำคัญเพราะไม่มีโรงพยาบาลเหมือนโลกที่ตนจากมา สมุนไพรเหล่านี้บางอย่างสามารถนำมาปรุงอาหารฟื้นฟูร่างกายและบำบัดโรคได้อีกด้วย

จ้าวเฟิงอวิ๋นเห็นเด็กน้อยสนใจตำราสมุนไพรจึงพูดขึ้นว่า “อิงเอ๋อร์สนใจเรื่องสมุนไพรเหล่านี้หรือ”

“ใช่แล้วเจ้าคะ หากนำสมุนไพรเหล่านี้ไปทำอาหาร ช่วยบำรุงร่างกาย ป้องกันโรคและฟื้นฟูร่างกายหลังเจ็บป่วยได้ด้วยนะเจ้าคะ อย่างช่วงนี้พวกท่านเตรียมสอบควรกินอาหารบำรุงสมอง บำรุงสายตา” เฉินเหม่ยอิงอธิบายความคิดของตนอย่างไม่ปิดบัง

จ้าวเฟิงอวิ๋นนึกชื่นชมความคิดของเด็กน้อยอยู่ในใจ “แต่สมุนไพรบางอย่างกินเยอะไปก็เป็นพิษต่อร่างกายนะ” จ้าวเฟิงอวิ๋นเอ่ยเตือน

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ดังนั้นอิงเอ๋อร์จึงอยากรู้เรื่องสรรพคุณของสมุนไพรเหล่านี้และข้อห้ามของสมุนไพรเหล่านี้ด้วยเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นอิงเอ๋อร์ไม่ต้องซื้อตำราเหล่านี้หรอก ในเรือนของพี่มีตำราเหล่านี้หมดแล้ว อิงเอ๋อร์ไปหยิบยืมมาอ่านได้ บางเล่มพี่เขียนข้อห้ามแทรกลงไปแล้วด้วย”

เฉินเหม่ยอิงเงยหน้ามองหน้าจ้าวเฟิงอวิ๋นอย่างดีใจ “ขอบคุณพี่อวิ๋นเจ้าค่ะ”

เฉินเหม่ยอิงไปเจอพู่กันแบบต่างๆ มากมาย พอคิดไปถึงแปรงสีฟันจึงเอ่ยถามคนขายว่าตนสั่งทำพู่กันแบบอื่นได้หรือไม่ เมื่อคนขายบอกว่าได้ จึงวาดภาพแปรงลงไปก่อนจะเอ่ยกำชับว่า “ขอขนนุ่มๆ และตัดขนเท่าๆ กัน ให้ขนติดกับด้ามแน่นๆ ด้วย”

“เอ่อคุณหนูขอรับ พู่กันสี่แถวนี้ข้าขอลดเป็นสามแถวได้หรือไม่ หากได้ข้ามีของให้ท่านดู ขอรับ”

“ได้สิ” เฉินหม่ยหรูเอ่ยอย่างยินดี และแล้วก็มีแปรงแม้ว่าขนแปรงห่างกันไปบ้างและมีแค่สามแถว แต่ขนนุ่มพอใช้และหัวแปรงไม่ใหญ่จึงตกลงซื้อมาสองอัน และสั่งทำแบบที่ตนวาดไว้อีกสามอัน

เฉินหย่งฉีมองพู่กันรูปร่างแปลกตาก่อนจะเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “น้องสาวจะเอาไประบายสีภาพหรือ”

เฉินเหม่ยอิงมองท่าทางราวบัณฑิตของพี่ชายแล้ว หากตนบอกเขาไปตามตรงว่าเอาไปแปรงฟันเขาคงจะกระอักเลือดจึงเอ่ยอ้อมแอ้มว่า “เจ้าค่ะ”

จ้าวเฟิงอวิ๋นเห็นว่ามีคนกำลังโกหกแต่เขาก็ไม่พูดเปิดโปง แต่เขาดูไม่ออกจริงๆ ว่าแปรงพู่กันอันนี้จะเอาไปทำอะไรได้อีก

เมื่อทุกคนได้ตำราหรือเครื่องเขียนตามที่ต้องการแล้วหลังจากนั้น จึงไปตลาดขายของกินแต่เดินได้ไม่นานเฉินเหม่ยอิงและเฉินเหม่ยหรูเหนื่อยจึงร้องขอกลับจวน ไปคราวนี้เฉินเหม่ยอิงไม่ได้สาหร่ายแต่ได้เมล็ดเกาลัด ลูกพุทราจีนและเห็ดหูหนูขาวมาแทน ได้แต่คิดว่าต้องหาโอกาสมาที่นี่ใหม่ให้ได้ แต่วันนี้ตนเองเดินจนขาแทบก้าวไม่ไหวแล้ว คนทั้งหมดจึงนั่งรถม้ากลับจวนตระกูลเฉินอย่างอ่อนล้าพร้อมข้าวของมากมายที่ต้องวางไว้กับรถม้าของสาวใช้และผู้ติดตามอีกคันจนเต็ม

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • บำบัดรักต่างมิติ   บทที่ 22 ตู้เหอจิ่น

    ณ. หอเว่ยเต้าเจิงเซียง สุยไคหยางกำลังเดินตามเสี่ยวเอ้อร์พาเขาและสหายขึ้นไปที่ชั้นสองเพื่อเข้าห้องพิเศษ เขาเดินผ่านห้องหนึ่งที่มีเสียงคนพูดคุยกันอยู่หลายคน แต่ที่ทำให้เขาหยุดและยืนมองเข้าไปด้านในห้องนั้นเพราะเขาได้ยินเสียงหัวเราะกระจ่างใสของเด็กน้อยผู้หนึ่ง ที่เมื่อหลายวันก่อนยังพูดคุยและโดนเขารังแกจนดูน่าสงสารแต่ยังฝืนยิ้มส่งให้เขา วันนี้เด็กน้อยหัวเราะอย่างเต็มที่ ดูสดใสคล้ายดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์กำลังเบ่งบานรับแสงตะวัน ช่างงดงามโดดเด่นและดูไร้เดียงสาน่าทะนุถนอมอย่างยิ่ง แต่ที่ทำให้เขารู้สึกไม่ดีคือดูเหมือนเด็กน้อยผู้นี้มีความสุขเบิกบานมากเวลาที่ไม่ได้อยู่ต่อหน้าเขา สุยไคหยางจึงรู้สึกหงุดหงิดใจเล็กน้อย เด็กคนนี้ถึงกับปฏิเสธเขาเพื่อมากินอาหารที่นี่เองหรือ“คำนับซื่อจื่อผิงอันอ๋อง” จ้าวเฟิงอวิ๋นนำคำนับตามธรรมเนียมก่อน เฉินหย่งฉีจึงหันไปส่งสายตาเตือนน้องๆ และคำนับตามธรรมเนียมเช่นกัน เฉินเหม่ยอิงหุบยิ้มก้มหน้าคำนับอย่างนอบน้อมก่อนจะขยับไปอยู่ด้านหลังเฉินหย่งฉี อย่างต้องการหลบหน้าคน จ้าวเฟิงอวิ๋นแอบเหลือบตามองเห็นจนได้ และเขาต้องฝืนกลั้นยิ้มกับกิริยาของเด็กน้อยสุยไคหยางก้มหน้ารับคำทักทายอย

  • บำบัดรักต่างมิติ   บทที่ 21 กินอาหารที่เว่ยเต้าเจิงเซียน

    ณ.จวนผิงอันอ๋อง ยามนี้สุยไคหยางกำลังต้อนรับแขก โดยแขกคนนี้คือผู้ที่นับได้ว่าเป็นสหายสนิทคนเดียวของเขา ตู้เหอจิ่น บุตรชายคนที่สี่ของใต้เท้าตู้ ตู้อี้ฮุ่ย ท่านอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ซึ่งเป็นคนสำคัญของราชสำนัก“ข้าไม่นึกเลยว่าปีนี้ เจ้าจะยอมกลับมาเมืองฉางอันเพื่อเข้าร่วมการสอบเป็นขุนนางในราชสำนัก” สุยไคหยางเปิดปากคุยกับสหายด้วยท่าทีผ่อนคลายอย่างหาได้ยาก“ข้าผัดผ่อนมาหลายปี ตาแก่ผู้นั้นกำลังจะคลั่งใจตาย ข้าจึงต้องฝืนใจกลับมา” ตู้เหอจิ่นตอบด้วยรอยยิ้มฝาดเฝื่อน“พวกพี่ชายเจ้าไม่หวาดระแวงเจ้ากันใหญ่หรือที่เจ้ากลับมาเมืองฉางอันในครั้งนี้”“นอกจากพี่ใหญ่ผู้นั้นของข้า ที่เหลือไม่กล้ามีอะไรกับข้าหรอก ตำแหน่งตู้จิ้งโหว ตาแก่นั่นตกลงยกให้พี่ใหญ่ของข้าเป็นผู้สืบทอดต่อแล้ว”“มิน่าเล่า เจ้าจึงยินยอมกลับมา นี่แสดงว่าจวนตู้จิ้งโหวยามนี้สงบลงดีแล้วสินะ”“อืม ข้ายื่นข้อเสนอกับตาแก่ว่าหากเขาอยากให้ข้ากลับมาฉางอัน เขาห้ามก้าวก่ายชีวิตของข้า หากข้าอยากรับตำแหน่งในราชสำนักข้าจะสอบเข้าด้วยตัวข้าเอง”“ดี เจ้ายังคงมีปณิธานเป็นของตนเองไม่เปลี่ยน ข้านึกว่ามีผู้คนยกย่องเจ้าว่าเป็นสุดยอดนักกวีวัยเยาว์แล้วเจ้าจะเปลี่ยน

  • บำบัดรักต่างมิติ   บทที่ 20 ค้นพบความชื่นชอบของตนเอง

    เช้าวันต่อมาต้นยามเหมา เฉินหย่งฉี เฉินหย่งฝูและจ้าวเฟิงอวิ๋นฝึกวรยุทเสร็จเหงื่อท่วมร่างคนทั้งสาม จึงย้ายเข้ามาในเรือนจี๋อวี่เพื่อใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดร่างกายและเปลี่ยนชุดใหม่ ปกติหากเป็นวันอื่น ทั้งสามคนต่างแยกย้ายกันไปทำธุระของแต่ละคนต่อ แต่วันนี้ทั้งสามคนตั้งใจจะไปคำนับทักทายนายท่านเฉินและเฉินฮูหยินด้วยกันเช้านี้เฉินเหม่ยหรูมาถึงเรือนใหญ่ก่อนผู้ใด ด้านข้างมีเจียงมามาติดตามมาด้วย เฉินเหม่ยอิงเตรียมข้าวกล่องห่อผ้ามาให้เฉินหยางกวงเช่นเดิม“วันนี้เป็นข้าวปั้นด้านในมีไส้เนื้อและแตงกวาดองเจ้าค่ะ กระบอกนี้คือน้ำแกงไก่เจ้าค่ะ” เฉินเหม่ยอิงคิดอย่างเสียดายที่ไม่มีสาหร่ายไม่เช่นนั้นคงจะอร่อยมากกว่านี้ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่นางยังไม่มีโอกาสได้ออกไปเที่ยวตลาดในเมืองฉางอันเลย ทำให้วัตถุดิบในการทำอาหารมีอยู่อย่างจำกัด เฉินเหม่ยอิงไม่มีเมนูใหม่ๆ ให้ทำมากนักจึงเลือกทำแต่อาหารง่ายๆ และเรียนทำอาหารดั้งเดิมจากหลี่มามา ตอนนี้เฉินเหม่ยอิงเพิ่งค้นพบตัวเองว่าชื่นชอบการทำอาหารมาก เมื่อคนที่ได้กินอาหารที่ตนทำแล้วชมว่าอร่อย จะรู้สึกมีความสุขมาก จนทำให้แม้ต้องตื่นแต่เช้าก็ไม่รู้สึกทรมาน อีกอย่างคล้ายนาฬิกาชีวิตขอ

  • บำบัดรักต่างมิติ   บทที่ 19 เรื่องราวเริ่มเปลี่ยนไป

    ณ.เรือนฮุ่ยอวี่ เช้าวันต่อมาเฉินอุตส่าห์ยหรูตื่นแต่เช้าเรียกเซียงหลินและเซียงหลันเข้ามาปรนนิบัติตนเพื่อเตรียมตัวไปคำนับทักทายบิดาและมารดาตั้งแต่เช้าเป็นวันแรก เมื่อวานเฉินเหม่ยหรูเรียนรู้งานจากเถียนชิงเหยียนอย่างตั้งใจ นางจึงรับรู้ได้ว่าหัวหน้าคนงานในสวนลู่อันมีปัญหาไม่ใช่น้อย แต่เพราะเป็นคนเก่าคนแก่ของมารดาตน เถียนชิงเหยียนจึงอ่อนข้อให้หัวหน้าคนงานผู้นี้มาโดนตลอด แต่เฉินเหม่ยหรูไม่ใช่คนแบบมารดาเลี้ยง เฉินเหม่ยหรูไม่คิดว่าการเห็นแก่หน้าคนที่จากไปนานแล้ว กลับสร้างความลำบากให้คนที่ยังอยู่ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บหัวหน้าคนงานผู้นี้ไว้จึงปลดหัวหน้าคนงานออกอย่างเฉียบขาดซึ่งเถียนชิงเหยียนก็ไม่ห้ามยังเอ่ยอีกว่า สวนลู่อันแห่งนี้ต่อไปต้องเป็นที่ของเฉินเหม่ยหรู ดังนั้นเฉินเหม่ยหรูทำอะไรย่อมได้ เถียนชิงเหยียนแค่พยายามทำให้มันมีกำไรงอกเงยเพิ่มขึ้นเพื่อสะสมสินเดิมของเฉินเหม่ยหรูให้เพิ่มพูนขึ้นเท่านั้น เมื่อเฉินเหม่ยหรูแต่งงานออกเรือนไปจะได้มีหน้ามีหน้าตาและมีทรัพย์สินของตนเองให้ใช้ ไม่ต้องคอยมองสีหน้าคนบ้านของสามีในอนาคต เห็นได้ชัดว่าเถียนชิงเหยียนเหน็ดเหนื่อยเพื่อลูกเลี้ยงอย่างนางจากใจจริง เฉิน

  • บำบัดรักต่างมิติ   บทที่ 18 อาหารอร่อย

    ภายในเรือนชิงอวี่ เถียนชิงเหยียนสอนเฉินเหม่ยหรูเกี่ยวกับการทำบัญชี การดูแลสวนลู่อัน จำนวนคนงานและผลผลิต ส่วนคารวะฉินหย่งฝูนั่งคัดลอกบัญชี เฉินเหม่ยอิงรู้สึกว่าตนไม่มีประโยชน์ แต่เมื่อเหลือบมองเห็นหลี่มามาจึงมีความคิดที่ตัวเองจะทำประโยชน์เพื่อคนอื่นได้แล้วเฉินเหม่ยอิงผู้นี้ นอกจากจะมีความรู้การพยาบาลแล้ว ยังชื่นชอบการทำอาหารอีกด้วย แต่ในโลกแห่งนี้นางไม่รู้ว่ามีวัตถุดิบอะไรบ้าง คงต้องแสร้งเป็นเด็กน้อยให้หลี่มามาสอนทำอาหารเสียแล้ว ในเมื่อหลีมามาทำอาหารอร่อย เฉินเหม่ยอิงจะได้เรียนรู้การทำอาหารแบบใหม่ไปด้วย จึงหันไปขอร้องหลี่มามาว่า“ใกล้เวลาอาหารกลางวันแล้ว หลี่มามาช่วยสอนข้าทำอาหารสักอย่างได้ไหม ข้าอยากเรียนทำอาหารเพื่อนำมาให้ท่านแม่และพี่หญิงรองและพี่ชายสามกิน”หลี่มามาอมยิ้ม “ได้สิเจ้าคะ หากคุณหนูอยากเรียนจริงๆ บ่าวจะสอนคุณหนูทำอาหารหลายๆ อย่างเลยเจ้าค่ะ”เถียนชิงเหยียนเงยหน้าจากการสอนเฉินเหม่ยหรู หันมามองบุตรสาวของตนด้วยแววตาอบอุ่น “แม่จะรอกินอาหารฝีมือของเหม่ยอิงละกันนะ”เฉินเหม่ยหรูมองน้องสาวอย่างพิจารณาก่อนจะเอ่ยว่า “พี่สาวต้องให้คนไปขอยาจากพี่เฟิงอวิ๋นไว้ก่อนดีหรือไม่ กินยากันไว้

  • บำบัดรักต่างมิติ   บทที่ 17 เริ่มขัดขวาง

    เฉินเหม่ยอิงตื่นนอนตอนเช้าของเช้าวันถัดมาด้วยท่าทางไม่แจ่มใส หลังจากกลับจวนผิงอันอ๋องแล้ว ได้นึกทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ดูเหมือนเหตุการณ์ยังคงเหมือนเดิมเฉินเหม่ยอิงผู้นี้ยังคงเรียนหมากล้อมกับสุยไคหยาง พี่หญิงรองจึงใกล้ชิดกับสุยไคหยางมากขึ้น โชคดีที่เมื่อวานไม่ได้พบกับสุยหลี่เค่อ เวลาอีกสามปีต่อจากนี้เมืองหลวงจะวุ่นวาย ทำให้พวกนางสองพี่น้องต้องเข้าไปอยู่ในจวนผิงอันอ๋องชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยจนกว่าสุยเทียนหวงพ่อของสุยไคหยางจะขึ้นครองบัลลังก์ หลังจากนั้นตระกูลเฉินจะขึ้นเป็นตระกูลอันดับหนึ่งแทนตระกูลเหอเฉินเหม่ยอิงทบทวนเนื้อหาในนิยาย หากการเมืองวุ่นวายอีกสามปี ทำไมเถียนชิงเหยียนจึงยินยอมให้บุตรสาวของนางไปอยู่กับพระชายาเอกจ้าวเจียงเหวิน ในเมื่อตระกูลเถียนน่าจะปลอดภัยกว่า แม้ท่านยายจะไม่ชอบหน้ามารดาและเฉินเหม่ยอิงเพราะเป็นแม่เลี้ยงที่แต่งมาภายหลัง แต่ท่านตา ท่านลุงและท่านป้าสะใภ้กับเอ็นดูเฉินเหม่ยอิงมาก เห็นได้จากตอนท้ายที่โดนเนรเทศไปเป็นทาส ท่านลุงใหญ่เถียนรับนางไปดูแลติดตามกองทัพของเขา พี่ชายสามของนาง เฉินหย่งฝูที่พิการก็ได้ตระกูลเถียนดูแลอย่างดีหลี่มามาเห็นคุณหนูเหม่อลอยจึงถามอย

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status