LOGINChapter 2
เสียงเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ภายในห้องพักส่วนตัวทำหน้าที่ของมันอย่างเงียบเชียบ แต่อุณหภูมิที่ลดต่ำลงกลับไม่ได้ช่วยให้ความร้อนลุ่มภายในกายของนลินาบรรเทาลงเลยแม้แต่น้อย เธอนั่งอยู่บนขอบเตียงสี่เสาที่ถูกปูด้วยผ้าไหมซาตินสีครีมนุ่มลื่น สัมผัสเย็นเยียบของเนื้อผ้าปะทะกับ
ผิวท่อนขาที่โผล่พ้นชายกระโปรง ยิ่งซ้ำเติมให้รอยถลอกเล็ก ๆ บนผิวเนื้อ ส่งอาการแสบร้อนขึ้นมา นลินาทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง บานใหญ่ โครงเหล็กดัดลายอาหรับโบราณกั้นระหว่างเธอกับผืนทรายกว้างใหญ่ภายนอก ยามดึกเช่นนี้ แสงจันทร์ตกกระทบสันเขาหินและระลอกทรายจนเกิดเป็นเงาทอดยาว ดูราวกับซี่กรงขนาดใหญ่ที่ไม่มีวันพังทลายเสียงกลอนประตูไม้สักสลักลายเคลื่อนตัวดังกริ๊กเบา ๆ นลินาสะดุ้งน้อย ๆ ไหล่บางเกร็งขึ้นโดยอัตโนมัติ เธอไม่ได้หันไปมองในทันที หากแต่ดวงตากลมโตสุกใสสะท้อนภาพผ่านกระจกหน้าต่าง ร่างสูงใหญ่ในชุดโต๊บ
สีขาวสะอาดตาเดินก้าวเข้ามาอย่างเงียบกริบ เสียงรองเท้าหนังเนื้อนุ่มกระทบพื้นพรมหนานุ่มจนแทบไร้เสียงท่านชีคคาลิลหยุดยืนอยู่ด้านหลังเธอ ห่างออกไปเพียงสองสามก้าว กลิ่นไม้กฤษณาหอมลึกผสมกลิ่นอายแดดอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาลอยมาแตะจมูก นลินากลืนน้ำลายลงคอที่ยังคงแห้งผาก รสสัมผัสเค็มขมของฝุ่นทรายจากขบวนเดินทางเมื่อครู่ยังคงติดอยู่ที่โคนลิ้น
“ชาสะระแหน่เย็น...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นราบเรียบ ท่านชีคคาลิลวางแก้วทรงสูงลงบนโต๊ะเล็กข้างเตียง เสียงแก้วกระทบถาดบราสโกลด์ดังแกร๊ง เบา ๆ
“หวานน้อย อย่างที่พวกคนเมืองหลวงชอบ”
นลินาค่อย ๆ หันกลับมา สายตาของเธอตกลงที่แก้วชาซึ่งมีไอน้ำเกาะอยู่รอบ ๆ ก่อนจะไล่ขึ้นไปมองใบหน้าคมคาย ท่านชีคคาลิลไม่ได้
แต่งกายด้วยชุดตรวจการเต็มยศเหมือนตอนอยู่ที่ชายแดน ผมสีดำสนิท ของเขาเปียกหมาด ๆ ชี้ซ้อนกันอย่างไม่เป็นทรง ละอองน้ำเล็ก ๆ เกาะอยู่ตามลาดไหล่กว้างและลำคอแกร่งที่โผล่พ้นคอเสื้อที่เปิดกว้าง“เราไม่ใส่ยาพิษลงไปหรอกน่ะ เจ้าไม่ต้องกังวลไป” ท่านชีค
คาลิลพูดต่อ เมื่อเห็นเธอนิ่งไป นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจัดคู่นั้นมองสำรวจใบหน้าเรียวของเธออย่างถือสิทธิ์ ปลายสายตาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากอิ่มที่แห้งแตกจนมีรอยเลือดซึมเล็ก ๆ“ถ้าเราอยากให้เจ้าตาย เจ้าคงไม่ได้มานั่งสบตาเราอยู่ในห้องนี้”
“ฉัน...” นลินาชะงักคำพูด เธอสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้เรียบตึงที่สุด
“ฉันไม่ได้กลัวยาพิษค่ะ” เธอยิ่งเกร็งเมื่อถูกพาตัวเข้ามาที่วังที่หรูหราใหญ่โตและรู้ถึงสถานะขอเขา
“งั้นหรือ?” ท่านชีคคาลิลขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด มือหนายกขึ้นกอดอก เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง
“แล้วเหตุใดไหล่ของเจ้าถึงเกร็งจนแทบจะชนใบหูอยู่แล้ว?”
นลินาผ่อนลมหายใจออกทางปากเบา ๆ พยายามบังคับไหล่ให้ลดระดับลง เธอหลุบสายตาลงต่ำ ไม่ยอมสบสายตาร้อนแรงคู่นั้นตรง ๆ
“ฉันแค่อยากรู้ ว่าทำไมฉันถึงต้องมาอยู่ที่นี่”
“นั่นควรจะเป็นคำถามของเรามากกว่า” ท่านชีคคาลิลทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้บุนวมฝั่งตรงข้าม ขายาวขยับไขว่ห่างอย่างผ่อนคลาย แต่สายตากลับจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของเธอแบบไม่คลาดสายตา
“นักออกแบบเสื้อผ้าจากกรุงเทพฯ เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมา
เพื่อเดินเล่นกลางมรสุมทรายในเขตการทหารของอัลซาฮาราเนี่ยนะ?”นลินากำมือแน่นบนตัก เนื้อผ้าซาตินยับย่นตามแรงบีบ ความทรงจำของเหตุการณ์เมื่อสี่สิบแปดชั่วโมงก่อนฉายชัดขึ้นมาในหัว คำชวนจาก
วิกเตอร์ หุ้นส่วนชาวต่างชาติที่ร่วมเปิดห้องเสื้อด้วยกัน คำสัญญาหวานหูเกี่ยวกับผ้าไหมโบราณหายากกลางทะเลทราย ที่จะกลายเป็นไฮไลต์ของคอลเลกชันใหม่ และภาพวาดความฝันที่จะได้ก้าวขึ้นสู่ระดับอินเตอร์ นลินาในตอนนั้นบ้างานและใสซื่อเกินกว่าจะสงสัยว่าทำไมการนัดพบ ผู้ค้าผ้า ถึงต้องทำกันในเมืองชายแดนที่ตัดขาดจากความเจริญจาก เมืองหลวง‘รถเสียตรงนี้นะนลินา ยูรอในรถก่อน ไอจะไปดูอู่ใกล้ ๆ’ นั่นคือคำพูดสุดท้ายของวิกเตอร์ ก่อนที่เขาจะเดินหายไปในม่านฝุ่นพร้อมกับกระเป๋าเดินทางส่วนตัวของเธอ รวมถึงหนังสือเดินทาง เหลือไว้เพียงกระเป๋าสะพายใบเล็กและโทรศัพท์มือถือที่ไร้สัญญาณ และเมื่อรถกระบะเก่า ๆ
ของขบวนลักลอบขนสินค้าโผล่มา เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกระโดดขึ้นไป เพียงเพื่อจะพบว่าตัวเองถูกต้อนเหมือนสัตว์เลี้ยงที่กำลังจะถูกนำไปขายต่อ“ฉันโดนหลอก...” นลินาพูดออกมาในที่สุด เสียงของเธอแผ่วเบา
จนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ ความอับอายและเจ็บใจจุกแน่นอยู่ในอก แต่เธอปฏิเสธที่จะร้องไห้ สายตากล้าแข็งขึ้นยามเงยหน้ามองเขา“หุ้นส่วนของฉัน เขาทิ้งฉันไว้กลางทาง แล้วเอาเอกสารสำคัญ
ของฉันไปจนหมด”ท่านชีคคาลิลมองดวงตาที่วาววับไปด้วยความโกรธของเธอ นัยน์ตาของเขามีรอยคลื่นความรู้สึกบางอย่างหมุนวนอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่ได้หัวเราะเยาะหรือแสดงท่าทีประหลาดใจ ร่างสูงเพียงแค่เอียงคอเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวลูบไล้ที่สันคางอย่างใช้ความคิด
“วิกเตอร์ อาร์โนลด์...” ท่านชีคคาลิลเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าเต็มไปด้วยความเย็นชาที่ทำให้คนฟังรู้สึกขนลุก
“ชายชาวฝรั่งเศสที่ติดหนี้การพนันในบ่อนแถบชายแดนจนล้นพ้นตัว ชายผู้นั้นติดพนันหนัก”
นลินาเบิ่งตากว้าง เบียดตัวลุกขึ้นยืนทันทีด้วยความตกใจ
“คุณรู้จักเขา?”
“ในผืนทรายแห่งนี้” ท่านชีคคาลิลยันตัวลุกขึ้นยืนตามความสูง
ของเขาข่มทับเธอในทันที เขาก้าวเข้ามาหาเธอช้า ๆ จังหวะการก้าวเท้าหนักแน่น และมั่นคงจนนลินาต้องก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณ จนกระทั่งแผ่นหลังของเธอชนเข้ากับเสาเตียงไม้“ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้”
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็รู้ว่าฉันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องผิดกฎหมาย!” นลินาพูดเร็วและกระชั้นขึ้น ลมหายใจของเธอเริ่มติดขัดเมื่อท่านชีคคาลิล
หยุดยืนอยู่ตรงหน้า ห่างกันไม่ถึงคืบ“ปล่อยฉันไปสิ ติดต่อสถานทูตให้ฉัน หรือไม่ก็ส่งฉันกลับไปที่เมืองหลวงหน่อยได้ไหมคะท่านชีค”
ท่านชีคคาลิลมองลึกลงไปในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่สั่นระริก สายตาของเขาลดต่ำลง มองสองแก้มที่ขึ้นสีระเรื่อเพราะความโกรธ กลิ่นหอมหวานของดอกมะลิยามเช้าโชยออกมาจากเรือนผมของเธออีกครั้ง มันแจ่มชัดขึ้นในห้องที่อับลมแห่งนี้ กลิ่นหอมที่ทำให้หัวใจที่เคยแข็งแกร่งดั่งหินผาของเขากระตุกไหวอย่างแปลกประหลาด
“ส่งเจ้ากลับ?” ท่านชีคคาลิลยกมือขึ้น ปลายนิ้วสัมผัสเบา ๆ ที่
ปอยผมที่รุ่ยร่วงลงมาบังใบหน้าของเธอ นลินาพยายามจะเอี้ยวตัวหลบ แต่หลังของเธอติดเสาเตียงแน่น นิ้วหนาเกลี่ยปอยผมนั้นไปทัดไว้หลังใบหูอย่างช้า ๆ ละเมียดละไม สัมผัสจากผิวกายที่ร้อนจัดของเขา ทำให้เธอเผลอเกร็งคอ“หลังจากที่เจ้าเข้ามาเดินป่วนในดินแดนหวงห้ามของเรา? หลังจากที่คนของเราต้องใช้เวลาทั้งคืนเพื่อตามจับขบวนค้ามนุษย์ที่เจ้าเกือบจะกลายเป็นสินค้าของพวกมัน?”
“ฉันไม่ได้ขอให้คุณมาช่วย!” เธอสวนกลับทันควัน แม้หัวใจจะเต้นระทึกจนชิดแผ่นอกกับความชิดใกล้ที่เกินจำเป็น
“ถูกต้อง เจ้าไม่ได้ขอ” ท่านชีคคาลิลโน้มใบหน้าลงมา สายตาคมกริบจ้องมองริมฝีปากกล้าที่กำลังสั่นระริกของเธอ ลมหายใจอุ่น ๆ รดรินลงบนผิวแก้มเนียน
“แต่เมื่อเจ้าเข้ามาอยู่ในเขตอำนาจของเราแล้ว ชีวิตของเจ้า
สิทธิ์ของเจ้า ก็กลายเป็นของเรา”“คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้ ท่านชีคคาลิล!” นลินาลืมตัวเรียกชื่อเขาออกมาเป็นครั้งแรก
ท่านชีคคาลิลชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสีเข้มจัดฉายประกายพึงพอใจออกมาอย่างเปิดเผย รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก รอยยิ้มแรกที่เธอ
ได้เห็นจากเขา และมันกลับทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะยิ่งกว่าเดิม“เรียกชื่อเราอีกทีสิ...” น้ำเสียงของเขาแหบต่ำลง ชวนให้รู้สึก
วูบวาบในท้องน้อย ท่านชีคคาลิลไม่ได้ทับโถม แต่ท่วงท่าและบรรยากาศ ที่เขาสร้างขึ้นกลับกักขังเธอไว้อย่างสมบูรณ์แบบ มือหนาขยับไปแตะที่เสาเตียงด้านหลังเธอ ปิดทางหนีของเธอไว้ทั้งสองข้าง“พูดชื่อเราอีกที นลินา”
นลินาเม้มริมฝีปากแน่น เธอก้มหน้าลง ละสายตาจากแผ่นอกกว้าง
ที่อยู่ห่างไปไม่ถึงคืบปิด รสชาติหวานเบา ๆ ของชาสะระแหน่ที่ยังไม่ได้ ลิ้มรส เหมือนจะลอยอบอวลอยู่ในอากาศผสมกับกลิ่นกายของเขา“ฉันอยากกลับบ้าน...” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามดัดให้
แข็งกระด้างที่สุด แต่ความสั่นเครือในน้ำเสียงกลับทรยศเธอท่านชีคคาลิลมองยอดศีรษะของหญิงสาว เขายื่นมือไปจับคางมนของเธอเบา ๆ บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นมาประสานสายตากับเขาอีกครั้ง สัมผัสจากผิวนิ้วที่หยาบกร้านแต่กลับอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้ความโกรธของนลินาเริ่มรวนเร
“บ้านของเจ้า อยู่ไกลเกินกว่าที่เจ้าจะเดินกลับไปเองได้ในคืนนี้” ท่านชีคคาลิลเอ่ยช้า ๆ สายตามองสำรวจรอยถลอกที่มือของเธออีกครั้ง ก่อนจะปล่อยมือจากคางของเธออย่างเสียไม่ได้ เขาขยับถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว สร้างระยะห่างที่ทำให้นลินารู้สึกเหมือนได้กลับมาหายใจได้สะดวกอีกครั้ง
“พักผ่อนซะ” เขาหันหลังเตรียมจะเดินออกจากห้อง
“พรุ่งนี้เช้า หมอจะเข้ามาดูอาการและทำแผลให้เจ้า”
“แล้วเรื่องสถานทูตล่ะคะ” นลินาร้องถามตามหลัง
ท่านชีคคาลิลหยุดก้าวเดิน แต่ไม่ได้หันกลับมามอง เขาเพียงแค่เอียงหน้าเล็กน้อย แสงจันทร์จากหน้าต่างตกกระทบเสี้ยวของใบหน้าคมคาย
ของเขา จนเห็นเป็นโครงร่างชัดเจน“ผืนทรายแห่งนี้ มีกฎเกณฑ์ของเราเองนลินา” เสียงของเขาเรียบเย็น แต่ทิ้งน้ำหนักไว้ในหัวใจของคนฟังอย่างมหาศาล
“และตราบใดที่เรายังไม่อนุญาต ไม่มีสิ่งใดจะออกไปจากที่นี่ได้ ทั้งตัวเจ้า และหัวใจของเจ้า”
ประตูไม้สักปิดลงพร้อมกับเสียงกลอนที่ล็อกจากภายนอกดังกริ๊ก นลินาทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียงอีกครั้ง ลมหายใจหอบถี่ที่พยายามกักเก็บไว้ถูกปล่อยออกมาอย่างยาวนาน เธอมองดูแก้วชาสะระแหน่ที่วางอยู่ข้างเตียง ไอน้ำเริ่มละลายกลายเป็นหยดน้ำไหลลงมาตามข้างแก้ว เหมือนกับความรู้สึกปั่นป่วนในอกของเธอที่ไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป
Chapter30กลิ่นหอมอบอวนของชาดอกมะลิยามเช้าโชยเตะจมูก เจือด้วยกลิ่นไอฝนโปรยปรายจาง ๆ จากสวนกล้วยไม้เบื้องนอก นลินาสวมเสื้อเชิ้ตผ้าป่านสีขาวตัวหลวมกอดอกยืนมองละอองฝนที่เกาะเป็นหยดน้ำบนกระจกหน้าต่างห้องทำงานในบ้านพักย่านใจกลางกรุงเทพฯ เสียงจังหวะฝนตกกระทบหลังคากระเบื้องดัง เปาะแปะ เปาะแปะ ให้ความรู้สึกสงบ อบอุ่น และแสนคุ้นเคย ผิดกับเสียงลมแล้งพัดทรายปะทะกระจกเพนท์เฮาส์สวีทกลางคาบสมุทรที่เธอเพิ่งเดินทางจากมาเมื่อแปดวันก่อนนิ้วเรียวบางแตะลงบนแหวนเพชรทรงหยดน้ำล้อมไพลินสีน้ำเงินเข้มบนนิ้วนางข้างซ้าย ความเย็นเยียบของเรือนทองคำขาวตัดกับอุณหภูมิผิวกายผ่าวร้อนที่เธอยังคงจดจำสัมผัสได้ดี เสียงสั่นครืด ครืดของโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานดังขึ้นต่อเนื่อง นลินาอมยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปากอิ่ม จังหวะการหายใจขยับสม่ำเสมอทว่าแฝงรอยเต้นรัวใต้อกเธอไม่ได้รีบร้อนก้าวยาว ๆ ไปรับในทันที ทิ้งช่วงเวลาให้จังหวะริงโทนดังขึ้นอีกสองครั้งก่อนจะหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมากดรับสายแล้วยกขึ้นแนบใบหู“ยังไม่ถึงเวลาประชุมที่บริษัทไม่ใช่หรือคะ?” นลินาทักขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มเย้ายวน สายตาหลุบมองหยดน้ำฝนที่ไหลเปรอะกระจกปลายสายเงียบไปราวสี่วิ
Chapter29เสียงใบมะพร้าวและต้นอินทผลัมพริ้วไหวตามแรงลมยามสาย อากาศอบอ้าวปนไอแดดจัดจ้านภายนอกถูกเจือจางด้วยสายลมเย็นชุ่มชื้นจากน้ำพุหินอ่อนทรงอาหรับกลางลานคฤหาสน์โบราณ กลิ่นดอกมะลิสายพันธุ์อาระเบียนผสมกลิ่นอินทผลัมอบเนยและเครื่องเทศกานพลูหอมละมุนฟุ้งอบอวลทั่วโถงรับรองต้อนรับขนาดมหึมา หลังคาทรงโดมแกะสลักลวดลายเรขาคณิตสลับลายนกพญาอินทรีทอดเงาเป็นแนวโปร่งตาลงบนพื้นหินอ่อนขัดมันสีน้ำผึ้งนลินาสวมชุดเดรสยาวผ้าไหมไทยผสมผ้าฝ้ายสีครีมอ่อน แขนยาวทรงลูกไม้เรียบหรู ผมดำดกถูกรวบครึ่งศีรษะเปิดใบหน้าเนียนหวาน สองมือบางประสานเข้าหากันแน่นบนตัก จังหวะการหายใจขยับสั้นและเร็วขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตากลมโตสุกใสมองจับจ้องไปยังประตูซุ้มโค้งหินทรายด้านหน้า เสียงรถยนต์เครื่องยนต์ V8 ทรงพลังเคลื่อนเข้ามาจอดบนลานกรวด ขบวนรถ SUV สีดำเนี้ยบกริบสี่คันพร้อมรถตำรวจนำขบวนหยุดลงหน้ามุขคฤหาสน์ ประตูรถคันกลางเปิดออกโดยองครักษ์ในชุดเครื่องแบบอาหรับโบราณเต็มยศ ชายวัยกลางคนสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อนและหญิงวัยเดียวกันในชุดผ้าไทยสีพาสเทลภูมิฐาน ก้าวลงมาจากรถตามด้วยชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสากลสีน้ำเงินเข้มที่มีสีหน้าทึ่งและ
Chapter28เสียงครางต่ำของสายลมราตรีปะทะกับแผ่นกระจกนิรภัยกรุรอบห้องสวีท ลมทะเลทรายภายนอกโหมกระหน่ำจนทรายเม็ดละเอียดปลิวว่อนชนกระจกดัง ซ่า ซ่า คล้ายเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ไอร้อนที่เคยอบอ้าวถูกบดบังด้วยความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศระดับห้าดาวกลิ่นกำยานไม้กฤษณาเข้มข้นเจือกลิ่นเทียนหอมอโรมากุหลาบดำและเบอร์กามอตลอยวนเวียนในมวลอากาศ อบอวลชวนให้จิตใจล่องลอยอยู่ในห้วงเสน่หานลินาสวมเสื้อคลุมยาวผ้าซาตินสีแชมเปญตัวบางนั่งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งไม้แกะสลักโบราณ มือบางจับแปรงไม้ขึ้นมาหวีเรือนผมยาวดกดำของตัวเองช้า ๆ จังหวะการหายใจขยับขึ้นลงตื้นและแผ่วเบา ยามที่นัยน์ตากลมโตสุกใสทอดมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่รอยแดงระเรื่อจาง ๆ บนซอกคอและแนวกระดูกไหปลาร้ายังคงเด่นชัด รอยตราประทับที่ชายหนุ่มฝากไว้เมื่อคราวกดอารมณ์คลั่งรักลงบนเรือนร่างของเธอ เสียงก้าวเท้าหนักแน่นทว่านุ่มนวลดังขึ้นจากด้านหลังท่านชีคคาลิลในชุดกางเกงขายาวสีดำตัวเดียว ปลดท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อแน่นหนั่นและรอยแผลเป็นกร้าวแกร่งตามผิวกายผ่าวร้อน ก้าวเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเธอ รูปร่างสูงใหญ่ของเขาทอดเงาครอบคลุมร่
Chapter27เสียงสายลมทะเลทรายพัดกระพือหวีดหวิวปะทะกระจกกันกระแทกหนาพิเศษของเพนท์เฮาส์สวีท เสียงนั้นดัง วูบ...วูบ...แฝงความกดอากาศต่ำที่เริ่มก่อตัวภายนอก ไอแดดจัดจ้านยามบ่ายทอดเงาเป็นแนวทแยงยาวเหยียดบนพื้นหินอ่อนสีครีม กลิ่นชาสะระแหน่ร้อน ๆ ในแก้วใสส่งควันฉุย เจือกลิ่นน้ำมันหอมกฤษณาจาง ๆ ที่ยังคงตกค้างบนหมอนหนานุ่มในห้องนอน นลินาสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีนู้ดตัวบางทับกางเกงขายาวทรงกว้าง นั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานกระจกข้างระเบียง นิ้วเรียวบางเกร็งแน่นขณะถือปากกาสไตลัสค้างไว้เหนือหน้าจอแท็บเล็ตนานหลายนาที สายตาไม่ได้จับจ้องอยู่ที่แบบร่างชุดราตรีตรงหน้าจอ แต่ละสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกอย่างคนมีเรื่องในใจจังหวะการหายใจของเธอสะดุดกึก ยามที่ตาริกก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่นด้วยจังหวะการเดินที่รวดเร็วกว่าปกติ เสียงส้นรองเท้าคอมแบทหนังกระทบพื้นดัง ตึง! ตึง! องครักษ์หนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด นัยน์ตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะค้อมศีรษะให้นลินาเล็กน้อย“คุณนลินาครับ...” ตาริกเอ่ยภาษาอังกฤษด้วยน้ำเสียงต่ำตึง“ทางสภาชนเผ่าเริ่มการประชุมแล้ว แต่สถานการณ์มีความตึงเครียดมากกว่าที่คาดไว้ครับ”นลินาค่อย ๆ วางปากกา
Chapter26กลิ่นไอทะเลทรายยามค่ำคืนพัดผ่านระเบียงหินอ่อนของเพนท์เฮาส์ห้องสวีท นำพาความเย็นชืดปะปนกลิ่นกุหลาบอาระเบียนและไม้หอมที่ลอยมาจากสวนลอยฟ้าด้านล่าง แสงไฟเมืองยามราตรีส่องสะท้อนกระจกบานโตระยิบระยับ ทว่าภายในห้องกลับเงียบสงบ มีเพียงเสียงพัดลมแอร์ที่ทำงานแผ่วเบา และเสียงแก้วไวน์เจียระไนกระทบลงบนโต๊ะไม้ เนื้อหนา นลินานั่งอยู่บนโซฟากำมะหยี่ตัวยาว ส้นสูงสีนู้ดถูกถอดทิ้งไว้ข้างฐานโซฟาอย่างไม่เป็นระเบียบ รองเท้าส้นเข็มราคาแพงที่ใส่ออกงานเมื่อครู่ทิ้งรอยแดงเป็นแถบเล็ก ๆ ไว้บนหลังเท้าเรียวบาง นิ้วมือบางขยับลูบคลำรอยกดทับนั้นช้า ๆ จังหวะการหายใจขยับเข้าออกเป็นจังหวะยาวและลึก ความเหนื่อยล้าจากสายตาและแรงปะทะทางอารมณ์ในงานเลี้ยงยังคงตกค้างอยู่ในมวลอากาศ สร้อยเพชรไพลินน้ำหนึ่งยังคงโอบรัดอยู่บนลำคอขาวผุดผาด ความเย็นของทองคำขาวและอัญมณีชิ้นโตซึมผ่านผิวเนื้อ จนผิวกายส่วนนั้นหนาวเกร็งขึ้นเป็นลอนคลื่นเบา ๆ เสียงส้นเท้าหนังกระทบพื้นไม้หมากรุก ท่านชีคคาลิลเดินออกมาจากห้องแต่งตัว เขาสลัดเสื้อสูททักซิโด้ทิ้งไปแล้ว เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมคอลงมาสามเม็ดเผยให้เห็นแผงอกกำยำและรอยสักลายอาหรับโบ
Chapter25เสียงเพลงคลาสสิกบรรเลงจากวงออร์เคสตราสี่ชิ้นดังกังวานก้องทั่วห้องโถงแกรนด์บอลรูมของโรงแรมหรูระดับเจ็ดดาว กลิ่นดอกลิลลี่พันธุ์อาราเบียนสีขาวนวลผสมกลิ่นแชมเปญชั้นเลิศและน้ำหอมราคาแพงฟุ้งอบอวลในอากาศ ไฟคริสตัลระย้อยขนาดมหึมาบนเพดานสูงทอดแสงสีส้มทองวาววับ สะท้อนกับแก้วเจียระไนและสร้อยเพชรบนเรือนร่างของบรรดาแขกเหรื่อชั้นสูงบรรยากาศเต็มไปด้วยเหล่านักการเมืองระดับประเทศ ทูตานุทูตจากหลากหลายทวีป และเหล่านักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลแห่งคาบสมุทรอาหรับ เสียงแก้วทรงสูงกระทบกันดังกริ๊ง ผสานกับเสียงหัวเราะอย่างมีชั้นเชิงและบทสนทนาโต้ตอบภาษาอังกฤษและภาษาอาหรับสำเนียงเป็นทางการพรึบ!แสงไฟส่วนหนึ่งในห้องโถงพลันดึงจังหวะดิ่งลงเล็กน้อย ยามที่ประตูบานซุ้มหินอ่อนขนาดมหึมาด้านหน้าเปิดออกช้า ๆ เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ภายในงานเริ่มชะงักกึก จังหวะการก้าวเท้าของแขกเหรื่อค่อย ๆ ชะลอลง นัยน์ตานับร้อยคู่พร้อมใจกันผินกลับไปจ้องมองผู้มาใหม่ที่กำลังก้าวผ่านบานประตูเข้ามา ท่านชีคคาลิลในชุดทักซิโด้สีดำสนิทตัดเย็บประณีต รูปร่างสูงใหญ่สง่างามดุจพญาอินทรีแห่งทะเลทราย ก้าวเดินเข้ามาอย่างมั่นคง สายตาคมกริบสีน้ำตาลเข้มดุดัน







