تسجيل الدخولChapter 3
แสงอาทิตย์ยามเช้าของทะเลทรายไม่ได้เริ่มต้นด้วยความอบอุ่น
แต่กลับสาดแสงสีทองดูดุร้ายลงบนผืนทรายจนสว่างโรจน์ ยอดโดม และหอคอยสลักลายอาหรับของพระราชวังดินเหนียวโบราณทอดเงา เป็นแนวทแยงยาวเหยียด นลินาเดินก้าวออกมารับสายลมยามเช้า ตรงระเบียงกว้าง สัมผัสผิวกายปะทะเข้ากับความเย็นเฮือกสุดท้ายของ ค่ำคืน ก่อนที่ไอร้อนจะเริ่มก่อตัวขึ้นจากผืนทรายที่กว้างสุดลูกหูลูกตาด้านล่างนั่น กลิ่นเครื่องเทศเข้มข้นอย่างอินทผาลัมต้ม คานาเฟห์หวานเลี่ยน และกลิ่นควันไม้สนโอมังลอยโชยขึ้นมาจากครัวหลวงด้านล่าง ผสมผสานกับกลิ่นชาดำต้มใส่ลูกกระวานที่ส่งกลิ่นฉุนกึก“อาหารเช้าพอจะถูกปากเจ้าไหม แม่ดอกไม้นอกแดน?”
เสียงสตรีวัยกลางคนดังขึ้นจากด้านหลัง นลินาหันไปพบกับฟาริดา หญิงชาวเบดูอินอาวุโสในชุดอาบายะห์สีน้ำเงินเข้ม สลักดิ้นทองรอบคอ รูปร่างท้วม แต่ท่วงท่าการเดินและสายตาดำขลับคู่นั้นกลับดูคล่องแคล่วและคมกริบ ฟาริดาคือหัวหน้านางรับใช้ผู้ดูแลพระราชวังกลาง และเป็นคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าออกห้องนี้
“ฉันยังไม่ได้แตะมันเลยค่ะ” นลินาเอ่ยตอบเรียบ ๆ สายตามอง
ไปยังถาดอาหารเงินบนโต๊ะไม้แกะสลักที่มีแผ่นแป้งฮุบซ์ร้อน ๆ และเนยชีสจากนมแพะวางเรียบร้อย“เจ้าควรจะกิน” ฟาริดาเดินเข้ามาใกล้ ยื่นมือเหี่ยวย่นแต่แข็งแรง
ไปจัดชายผ้าคลุมไหล่ของนลินาให้เข้าที่ สัมผัสหยาบกร้านของนิ้วมือแม่บ้านเก่าแก่ทำให้เธอเกร็งตัวนิด ๆ“ท่านชีคไม่ชอบเห็นคนในวังของท่านซูบผอม โดยเฉพาะแขก
คนสำคัญของท่านชีค”“ฉันไม่ใช่คนสำคัญของใครทั้งนั้น” นลินาตอบกลับทันควัน
เสียงกระด้างขึ้นนิดหน่อยโดยไม่ตั้งใจ“ฉันเป็นแค่ผู้หญิงหลงทางที่ถูกท่านชีคของคุณกักขังเอาไว้”
ฟาริดาหลุดหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแหบแห้งคล้ายเสียงใบไม้แห้งเสียดสีกัน
“หลงทาง? แม่สาวน้อย ในแผ่นดินนี้ ไม่มีใครหลงเข้ามาถึงเตียงนอนของพญาอินทรีได้หรอก หากเขาไม่เปิดประตูไว้รอ”
คำพูดนั้นทำให้นลินาชะงัก ลมหายใจสะดุดไปจังหวะหนึ่ง
ความร้อนวิ่งผ่านจากลำคอขึ้นไปถึงใบหู แต่ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยปากโต้ตอบ เสียงก้าวเท้าหนักแน่นและสม่ำเสมอของใครบางคนก็ดังขึ้นตามทางเดิน หินอ่อน ไม่ใช่เสียงรองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าส้นสูง แต่เป็นเสียงบูทหนัง เนื้อนุ่ม ส้นหนาที่กระทบพื้นหินสลักอย่างมีจังหวะ นลินาจำจังหวะการก้าวเท้านี้ได้ดี มันไร้ความลังเล และเต็มไปด้วยอำนาจท่านชีคคาลิลเดินเข้ามาในห้อง ยามเช้าเช่นนี้เขาอยู่ในชุดโต๊บสีขาวสะอาดตา ตัดกับผิวสีน้ำผึ้งไหม้แดดอย่างเด่นชัด ไหล่กว้างเหยียดตรง
เส้นผมสีดำสนิทที่แห้งสนิทแล้วถูกรวบไปด้านหลังอย่างลวก ๆ เผยให้เห็นโครงหน้าคมคายราวกับรูปสลักหิน ทันทีที่เขาเดินเข้ามา บรรยากาศในห้องที่เคยโปร่งสบายกลับรู้สึกอึดอัดและคับแคบลงไปถนัดตา ฟาริดาก้มศีรษะลงเล็กน้อย ถอยร่นออกไปยืนชิดผนังอย่างรู้หน้าที่ แต่นัยน์ตาของหญิงชรายังคงทอดมองคนทั้งคู่อย่างมีเลศนัย“หมอตรวจแผลที่มือเจ้าแล้วใช่ไหม?” ท่านชีคคาลิลเอ่ยถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉย สายตาตวัดมองมือบางของเธอที่บัดนี้มีผ้าพันแผล
สีขาวสะอาดพันไว้อย่างเป็นระเบียบ“ตรวจแล้วค่ะ แล้วก็เรียบร้อยดี” นลินาสบตาเขา แผ่อกขึ้นเล็กน้อยเพื่อซ่อนความประหม่า
“ฉันพร้อมจะเดินทางไปสถานทูตแล้วค่ะ”
ท่านชีคคาลิลไม่ตอบ เขาเดินข้ามไปหยุดอยู่ที่โต๊ะอาหาร ยื่นมือเรียวยาวไปหยิบผลอินทผาลัมสดลูกโตขึ้นมาลูกหนึ่ง นิ้วโป้งของเขาลูบไล้ผิวผลไม้ที่เงางามอย่างละเมียดละไม ท่วงท่าที่เชื่องช้าแต่ทรงพลังนั้นดึงสายตาของนลินาให้มองตามอย่างเลี่ยงไม่ได้
“สถานทูต?” เขาเลิกคิ้ว นำอินทผาลัมเข้าปาก กลิ่นหอมหวานฉ่ำของผลไม้ลอยอบอวลขึ้นมาในอากาศ ท่านชีคคาลิลเคี้ยวช้า ๆ ก่อนจะกลืนลงคอ แล้วจึงหันมาประสานสายตากับเธอ
“สถานทูตของเจ้า เพิ่งจะส่งหนังสือแจ้งเตือนเรื่องพายุทรายระดับห้ามาเมื่อครู่”
“พายุทราย?” นลินาขมวดคิ้ว
“เมื่อเช้าท้องฟ้ายังสว่างอยู่เลยนี่คะท่านชีค”
“ทะเลทรายไม่เคยแจ้งเตือนเหยื่อก่อนมันจะกลืนกินหรอกนะ
นลินา” ท่านชีคคาลิลเดินเข้ามาหาเธอช้า ๆ ทุกก้าวที่เขาร่นระยะห่าง ลมหายใจของนลินากระชั้นชิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว“เส้นทางลงใต้ถูกปิดทั้งหมด รถทุกคันห้ามออกจากวังจนกว่าลมมรสุมจะสงบ”
“คุณโกหก” นลินาโพล่งออกมาอย่างลืมตัว เธอจ้องลึกลงไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มจัดคู่นั้น พยายามหาความวูบวาบหรือร่องรอยการโกหกในดวงตาของเขา แต่สิ่งที่พบมีเพียงความลึกซึ้งดั่งห้วงน้ำลึกที่มองไม่เห็นพื้น
“คุณแค่หาข้ออ้างกักตัวฉันไว้”
ท่านชีคคาลิลหยุดยืนห่างจากเธอเพียงก้าวเดียว กลิ่นไม้กฤษณาเข้มข้นผสมกับกลิ่นชาส้มจากลมหายใจของเขารดลงบนหน้าผากของเธอ นลินารู้สึกเหมือนผิวกายส่วนที่พ้นผ้าคลุมกำลังร้อนผ่าว
“โกหก?” ท่านชีคคาลิลโน้มตัวลงมาเล็กน้อย สายตาลดต่ำลงมองริมฝีปากที่ขยับพูดของเธอ ก่อนจะเงยขึ้นประสานสายตาอีกครั้ง
“เราเป็นผู้ปกครองรัฐอัลซาฮารานะนลินา หากเราต้องการให้เจ้าอยู่ที่นี่ เราไม่จำเป็นต้องพึ่งคำโกหกเรื่องพายุฟ้าฝน” ประโยะนั้นสั้น เรียบ
แต่ทิ้งน้ำหนักลงในอกของคนฟังจนหนักอึ้ง นลินากลืนน้ำลายลงคอที่ แห้งผาก ความรู้สึกโกรธและอับจนหนทางตีรวนขึ้นมาพร้อม ๆ กัน“ถ้าอย่างนั้นก็สั่งให้คนพาฉันฝ่าพายุไปได้ไหมคะ!” เธอพูดลอดไรฟัน
“พายุหรืออะไรฉันก็ไม่กลัวทั้งนั้น ฉันอยากไปจากที่นี่!”
“แต่เรากลัว...” คำตอบคำเดียวของเขาทำให้อากาศรอบตัวเหมือนหยุดหมุน นลินาชะงักกึก นัยน์ตากลมโตสุกใสเบิ่งกว้างขึ้นนิด ๆ ด้วยความประหลาดใจ ท่านชีคคาลิลไม่ได้ใช้โทนเสียงดุดันหรือข่มขวัญอีกต่อไป น้ำเสียงของเขาทุ้มพร่าลงเล็กน้อย จังหวะการหายใจของเขาหนักแน่น
และเข้าใกล้เธอขึ้นอีกนิด จนปลายอกเสื้อของเขาสัมผัสกับชายกระโปรง ของเธอเบา ๆ“คุณพูดว่าอะไรนะ?” นลินากระซิบ เสียงสั่นรวนอย่างควบคุมไม่ได้
ท่านชีคคาลิลขยับมือขึ้นแบบเชื่องช้านุ่มนวล ราวกับกลัวเธอจะตกใจตื่น นิ้วโป้งของเขาแตะลงบนโหนกแก้มเนียน ลูบผ่านผิวแก้มไปอย่างเบามือ ละอองความร้อนจากผิวกายของเขาส่งผ่านเข้ามาในเนื้อหนังของเธอ สัมผัสหยาบกร้านทว่าอ่อนโยนผิดมนุษย์นั้น ทำให้แผ่นหลังของนลินา
เย็นวาบ“เรากลัว...” เขากระซิบตอบ สายตาจับจ้องอยู่ที่ดวงตาที่กำลัง
สั่นระริกของเธอ“กลัวว่าร่างอันบอบบางของเจ้าจะละลายหายไปในม่านทราย
กลืนกินนั่น ก่อนที่เราจะได้ฟังเจ้าเรียกชื่อเราอีกสักครั้ง”ฟาริดาที่ยืนเงียบอยู่มุมห้องแอบยิ้มบาง ๆ หญิงชราค่อย ๆ ถอยหลังและก้าวออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้บานประตูไม้สักปิดลงล็อคตัวเองจากภายใน บรรยากาศในห้องบัดนี้เหลือเพียงเสียงลมทะเลทรายที่เริ่มหวีดหวิวอยู่นอกหน้าต่าง และเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นระทึกแข่งกัน
“ท่านชีคคาลิล...” นลินาเอ่ยชื่อเขาออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ร่างกายของเธอเกร็งแน่น แต่กลับไม่ได้ก้าวถอยหนีสัมผัสจากฝ่ามือหนา
ที่บัดนี้เลื่อนลงมาประคองอยู่ที่กรอบหน้าของเธอ“อย่าทำแบบนี้เลยค่ะ...”
“แบบไหน?” เขาเอียงคอถาม สายตามองลึกเข้าไปจนถึงความรู้สึกซับซ้อนที่เธอพยายามซ่อนไว้ ปลายจมูกโด่งเป็นสันของเขาเคลื่อนเข้ามาเกือบชิดปลายจมูกเรียวของเธอ กลิ่นไอแดดและเสน่หาอันลึกล้ำอบอวล
ไปทั่วความเงียบ“แบบที่เรามองเจ้า หรือแบบที่หัวใจของเจ้าเต้นแรงเร็วปานนี้
เมื่อเราเข้าใกล้เจ้า?”นลินาเม้มริมฝีปากแน่น ดันมือทั้งสองข้างขึ้นกั้นแผ่นอกกว้างของเขาไว้ สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่แน่นตึงและจังหวะหัวใจที่เต้นระรัวเร็ว
และหนักแน่นไม่แพ้กันของชายตรงหน้า“คุณมันบ้า...” เธอพยายามเบือนหน้าหนี แต่ฝ่ามือหนากลับเกร็งแน่นขึ้นนิดหน่อย บังคับให้เธอต้องมองสบตาเขา
“ใช่...เราคงบ้าไปแล้วจริง ๆ นั่นแหละ อย่างที่เจ้าว่า” ท่านชีคคาลิลหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแหบต่ำที่เต็มไปด้วยความหลงใหล
อย่างเปิดเผย เขายอมปล่อยมือจากใบหน้าของเธอ แต่กลับเปลี่ยนมาจับข้อมือบางไว้แน่นแล้วยกขึ้นประทับจูบลงบนหลังมือที่พันผ้าแผลไว้ จูบที่นุ่มนวลและแช่ค้างไว้นิ่นนาน จนริมฝีปากร้อนจัดของเขาส่งผ่าน ความร้อนเข้าไปถึงกระดูกของเธอ“พายุทรายข้างนอกนั่น จะพัดอยู่สามวัน” ท่านชีคคาลิลผละ
ริมฝีปากออก แต่ยังคงจับมือเธอไว้ไม่ยอมปล่อย นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม ฉายประกายท้าทายและลึกซึ้งสุดขอบฟ้า“และภายในสามวันนี้ เราจะทำให้เจ้ามองออกไปนอกหน้าต่างวังแห่งนี้ แล้วรู้สึกว่าไม่มีที่ใดในโลกนี้ ที่ปลอดภัยและอบอุ่นเท่ากับในอ้อมกอดของเราอีกแล้ว”
นลินาได้แต่ยืนนิ่ง ลมหายใจติดขัดเมื่อประสานสายตากับ
พญาอินทรีผู้ไม่เคยยอมสยบให้ใคร บัดนี้ ชายผู้ครองแผ่นดินอันยิ่งใหญ่ กลับกำลังมองเธอด้วยสายตาของผู้ที่ยอมตกเป็น 'เชลย' โดยสมบูรณ์ และนั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ยิ่งกว่าพายุทรายลูกใด ๆ ที่กำลังจะพัดผ่าน เข้ามาChapter30กลิ่นหอมอบอวนของชาดอกมะลิยามเช้าโชยเตะจมูก เจือด้วยกลิ่นไอฝนโปรยปรายจาง ๆ จากสวนกล้วยไม้เบื้องนอก นลินาสวมเสื้อเชิ้ตผ้าป่านสีขาวตัวหลวมกอดอกยืนมองละอองฝนที่เกาะเป็นหยดน้ำบนกระจกหน้าต่างห้องทำงานในบ้านพักย่านใจกลางกรุงเทพฯ เสียงจังหวะฝนตกกระทบหลังคากระเบื้องดัง เปาะแปะ เปาะแปะ ให้ความรู้สึกสงบ อบอุ่น และแสนคุ้นเคย ผิดกับเสียงลมแล้งพัดทรายปะทะกระจกเพนท์เฮาส์สวีทกลางคาบสมุทรที่เธอเพิ่งเดินทางจากมาเมื่อแปดวันก่อนนิ้วเรียวบางแตะลงบนแหวนเพชรทรงหยดน้ำล้อมไพลินสีน้ำเงินเข้มบนนิ้วนางข้างซ้าย ความเย็นเยียบของเรือนทองคำขาวตัดกับอุณหภูมิผิวกายผ่าวร้อนที่เธอยังคงจดจำสัมผัสได้ดี เสียงสั่นครืด ครืดของโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานดังขึ้นต่อเนื่อง นลินาอมยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปากอิ่ม จังหวะการหายใจขยับสม่ำเสมอทว่าแฝงรอยเต้นรัวใต้อกเธอไม่ได้รีบร้อนก้าวยาว ๆ ไปรับในทันที ทิ้งช่วงเวลาให้จังหวะริงโทนดังขึ้นอีกสองครั้งก่อนจะหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมากดรับสายแล้วยกขึ้นแนบใบหู“ยังไม่ถึงเวลาประชุมที่บริษัทไม่ใช่หรือคะ?” นลินาทักขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มเย้ายวน สายตาหลุบมองหยดน้ำฝนที่ไหลเปรอะกระจกปลายสายเงียบไปราวสี่วิ
Chapter29เสียงใบมะพร้าวและต้นอินทผลัมพริ้วไหวตามแรงลมยามสาย อากาศอบอ้าวปนไอแดดจัดจ้านภายนอกถูกเจือจางด้วยสายลมเย็นชุ่มชื้นจากน้ำพุหินอ่อนทรงอาหรับกลางลานคฤหาสน์โบราณ กลิ่นดอกมะลิสายพันธุ์อาระเบียนผสมกลิ่นอินทผลัมอบเนยและเครื่องเทศกานพลูหอมละมุนฟุ้งอบอวลทั่วโถงรับรองต้อนรับขนาดมหึมา หลังคาทรงโดมแกะสลักลวดลายเรขาคณิตสลับลายนกพญาอินทรีทอดเงาเป็นแนวโปร่งตาลงบนพื้นหินอ่อนขัดมันสีน้ำผึ้งนลินาสวมชุดเดรสยาวผ้าไหมไทยผสมผ้าฝ้ายสีครีมอ่อน แขนยาวทรงลูกไม้เรียบหรู ผมดำดกถูกรวบครึ่งศีรษะเปิดใบหน้าเนียนหวาน สองมือบางประสานเข้าหากันแน่นบนตัก จังหวะการหายใจขยับสั้นและเร็วขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตากลมโตสุกใสมองจับจ้องไปยังประตูซุ้มโค้งหินทรายด้านหน้า เสียงรถยนต์เครื่องยนต์ V8 ทรงพลังเคลื่อนเข้ามาจอดบนลานกรวด ขบวนรถ SUV สีดำเนี้ยบกริบสี่คันพร้อมรถตำรวจนำขบวนหยุดลงหน้ามุขคฤหาสน์ ประตูรถคันกลางเปิดออกโดยองครักษ์ในชุดเครื่องแบบอาหรับโบราณเต็มยศ ชายวัยกลางคนสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อนและหญิงวัยเดียวกันในชุดผ้าไทยสีพาสเทลภูมิฐาน ก้าวลงมาจากรถตามด้วยชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสากลสีน้ำเงินเข้มที่มีสีหน้าทึ่งและ
Chapter28เสียงครางต่ำของสายลมราตรีปะทะกับแผ่นกระจกนิรภัยกรุรอบห้องสวีท ลมทะเลทรายภายนอกโหมกระหน่ำจนทรายเม็ดละเอียดปลิวว่อนชนกระจกดัง ซ่า ซ่า คล้ายเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ไอร้อนที่เคยอบอ้าวถูกบดบังด้วยความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศระดับห้าดาวกลิ่นกำยานไม้กฤษณาเข้มข้นเจือกลิ่นเทียนหอมอโรมากุหลาบดำและเบอร์กามอตลอยวนเวียนในมวลอากาศ อบอวลชวนให้จิตใจล่องลอยอยู่ในห้วงเสน่หานลินาสวมเสื้อคลุมยาวผ้าซาตินสีแชมเปญตัวบางนั่งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งไม้แกะสลักโบราณ มือบางจับแปรงไม้ขึ้นมาหวีเรือนผมยาวดกดำของตัวเองช้า ๆ จังหวะการหายใจขยับขึ้นลงตื้นและแผ่วเบา ยามที่นัยน์ตากลมโตสุกใสทอดมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่รอยแดงระเรื่อจาง ๆ บนซอกคอและแนวกระดูกไหปลาร้ายังคงเด่นชัด รอยตราประทับที่ชายหนุ่มฝากไว้เมื่อคราวกดอารมณ์คลั่งรักลงบนเรือนร่างของเธอ เสียงก้าวเท้าหนักแน่นทว่านุ่มนวลดังขึ้นจากด้านหลังท่านชีคคาลิลในชุดกางเกงขายาวสีดำตัวเดียว ปลดท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อแน่นหนั่นและรอยแผลเป็นกร้าวแกร่งตามผิวกายผ่าวร้อน ก้าวเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเธอ รูปร่างสูงใหญ่ของเขาทอดเงาครอบคลุมร่
Chapter27เสียงสายลมทะเลทรายพัดกระพือหวีดหวิวปะทะกระจกกันกระแทกหนาพิเศษของเพนท์เฮาส์สวีท เสียงนั้นดัง วูบ...วูบ...แฝงความกดอากาศต่ำที่เริ่มก่อตัวภายนอก ไอแดดจัดจ้านยามบ่ายทอดเงาเป็นแนวทแยงยาวเหยียดบนพื้นหินอ่อนสีครีม กลิ่นชาสะระแหน่ร้อน ๆ ในแก้วใสส่งควันฉุย เจือกลิ่นน้ำมันหอมกฤษณาจาง ๆ ที่ยังคงตกค้างบนหมอนหนานุ่มในห้องนอน นลินาสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีนู้ดตัวบางทับกางเกงขายาวทรงกว้าง นั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานกระจกข้างระเบียง นิ้วเรียวบางเกร็งแน่นขณะถือปากกาสไตลัสค้างไว้เหนือหน้าจอแท็บเล็ตนานหลายนาที สายตาไม่ได้จับจ้องอยู่ที่แบบร่างชุดราตรีตรงหน้าจอ แต่ละสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกอย่างคนมีเรื่องในใจจังหวะการหายใจของเธอสะดุดกึก ยามที่ตาริกก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่นด้วยจังหวะการเดินที่รวดเร็วกว่าปกติ เสียงส้นรองเท้าคอมแบทหนังกระทบพื้นดัง ตึง! ตึง! องครักษ์หนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด นัยน์ตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะค้อมศีรษะให้นลินาเล็กน้อย“คุณนลินาครับ...” ตาริกเอ่ยภาษาอังกฤษด้วยน้ำเสียงต่ำตึง“ทางสภาชนเผ่าเริ่มการประชุมแล้ว แต่สถานการณ์มีความตึงเครียดมากกว่าที่คาดไว้ครับ”นลินาค่อย ๆ วางปากกา
Chapter26กลิ่นไอทะเลทรายยามค่ำคืนพัดผ่านระเบียงหินอ่อนของเพนท์เฮาส์ห้องสวีท นำพาความเย็นชืดปะปนกลิ่นกุหลาบอาระเบียนและไม้หอมที่ลอยมาจากสวนลอยฟ้าด้านล่าง แสงไฟเมืองยามราตรีส่องสะท้อนกระจกบานโตระยิบระยับ ทว่าภายในห้องกลับเงียบสงบ มีเพียงเสียงพัดลมแอร์ที่ทำงานแผ่วเบา และเสียงแก้วไวน์เจียระไนกระทบลงบนโต๊ะไม้ เนื้อหนา นลินานั่งอยู่บนโซฟากำมะหยี่ตัวยาว ส้นสูงสีนู้ดถูกถอดทิ้งไว้ข้างฐานโซฟาอย่างไม่เป็นระเบียบ รองเท้าส้นเข็มราคาแพงที่ใส่ออกงานเมื่อครู่ทิ้งรอยแดงเป็นแถบเล็ก ๆ ไว้บนหลังเท้าเรียวบาง นิ้วมือบางขยับลูบคลำรอยกดทับนั้นช้า ๆ จังหวะการหายใจขยับเข้าออกเป็นจังหวะยาวและลึก ความเหนื่อยล้าจากสายตาและแรงปะทะทางอารมณ์ในงานเลี้ยงยังคงตกค้างอยู่ในมวลอากาศ สร้อยเพชรไพลินน้ำหนึ่งยังคงโอบรัดอยู่บนลำคอขาวผุดผาด ความเย็นของทองคำขาวและอัญมณีชิ้นโตซึมผ่านผิวเนื้อ จนผิวกายส่วนนั้นหนาวเกร็งขึ้นเป็นลอนคลื่นเบา ๆ เสียงส้นเท้าหนังกระทบพื้นไม้หมากรุก ท่านชีคคาลิลเดินออกมาจากห้องแต่งตัว เขาสลัดเสื้อสูททักซิโด้ทิ้งไปแล้ว เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมคอลงมาสามเม็ดเผยให้เห็นแผงอกกำยำและรอยสักลายอาหรับโบ
Chapter25เสียงเพลงคลาสสิกบรรเลงจากวงออร์เคสตราสี่ชิ้นดังกังวานก้องทั่วห้องโถงแกรนด์บอลรูมของโรงแรมหรูระดับเจ็ดดาว กลิ่นดอกลิลลี่พันธุ์อาราเบียนสีขาวนวลผสมกลิ่นแชมเปญชั้นเลิศและน้ำหอมราคาแพงฟุ้งอบอวลในอากาศ ไฟคริสตัลระย้อยขนาดมหึมาบนเพดานสูงทอดแสงสีส้มทองวาววับ สะท้อนกับแก้วเจียระไนและสร้อยเพชรบนเรือนร่างของบรรดาแขกเหรื่อชั้นสูงบรรยากาศเต็มไปด้วยเหล่านักการเมืองระดับประเทศ ทูตานุทูตจากหลากหลายทวีป และเหล่านักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลแห่งคาบสมุทรอาหรับ เสียงแก้วทรงสูงกระทบกันดังกริ๊ง ผสานกับเสียงหัวเราะอย่างมีชั้นเชิงและบทสนทนาโต้ตอบภาษาอังกฤษและภาษาอาหรับสำเนียงเป็นทางการพรึบ!แสงไฟส่วนหนึ่งในห้องโถงพลันดึงจังหวะดิ่งลงเล็กน้อย ยามที่ประตูบานซุ้มหินอ่อนขนาดมหึมาด้านหน้าเปิดออกช้า ๆ เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ภายในงานเริ่มชะงักกึก จังหวะการก้าวเท้าของแขกเหรื่อค่อย ๆ ชะลอลง นัยน์ตานับร้อยคู่พร้อมใจกันผินกลับไปจ้องมองผู้มาใหม่ที่กำลังก้าวผ่านบานประตูเข้ามา ท่านชีคคาลิลในชุดทักซิโด้สีดำสนิทตัดเย็บประณีต รูปร่างสูงใหญ่สง่างามดุจพญาอินทรีแห่งทะเลทราย ก้าวเดินเข้ามาอย่างมั่นคง สายตาคมกริบสีน้ำตาลเข้มดุดัน







