LOGIN
Chapter 1
ลมทะเลทรายยามค่ำคืนไม่ได้พัดพาความเย็นสบายมาด้วย แต่มันกลับหอบเอาไอร้อนที่สะสมมาตลอดทั้งวันพร้อมกับเกล็ดทรายละเอียด
ที่บาดผิวหน้าเบา ๆ ทุกครั้งที่ถูกสายลมปะทะ นลินากระชับผ้าคลุมไหล่ ผืนบางเข้าหาตัวเอง ขอบผ้าซาตินเนื้อดีเริ่มสากกระด้างด้วยละอองฝุ่นทราย ลิ้นของเธอสัมผัสได้ถึงรสเค็มปร่า และฝุ่นผงทรายที่หลุดรอดเข้ามาใน ริมฝีปากที่แห้งผาก เสียงกีบเท้าอูฐเดินกระทบพื้นหินสลับทรายเป็นจังหวะหนัก ๆ ชวนให้เวียนหัว กลิ่นสาบสัตว์ผสมกับกลิ่นไหม้ของควันไฟจากแคมป์คนเดินทางที่อยู่ไกลออกไปลอยมาตามลม ลอยมาเตะจมูก นลินาพยายามผ่อนลมหายใจเข้าทางปากเบา ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงกลิ่นฉุนนั้น แต่ทว่าหัวใจที่เต้นระทึกจนชิดแผ่นอก กลับทำให้จังหวะการหายใจของเธอนั้นติดขัด“หยุด” เสียงทุ้มต่ำภาษาอารบิกดังก้องขึ้นกลางความมืดมืด น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดังเกินไป แต่กลับหนักแน่นและฟังดูมีอำนาจเสียจนขบวนเดินทางเล็ก ๆ ด้านหน้าหยุดชะงักทันที นลินาชะงักมือที่กำลังจัดผ้าคลุม สายตาของเธอพร่ามัวจากความมืด ที่มีเพียงแสงของดวงดาวและแสงไฟริบหรี่จากตะเกียงน้ำมัน
ร่างสูงใหญ่บนหลังม้าสายพันธุ์อาหรับสีดำสนิทค่อย ๆ ควบเข้ามาใกล้ แสงไฟตกกระทบเครื่องหน้าคมคายที่ครึ่งล่างถูกปิดไว้ด้วยผ้าชีมัค
สีเข้ม เหลือเพียงดวงตาคู่คมกริบสีน้ำตาลเข้มจัดที่สะท้อนแสงไฟ เป็นประกายวูบวาบประดุจพญาอินทรีที่กำลังจ้องมองเหยื่อตรงหน้าชีคท่านชีคคาลิล อัลฟาริส ดึงบังเหียนม้าให้หยุดลงข้างอูฐของเธอ ม้าของเขาส่งเสียงขู่ในลำคอเบา ๆ พร้อมกับก้าวเท้าขู่จนนลินาต้องผงะถอยหลังนิด ๆ ร่างสูงบนหลังม้าก้มมองเธอจากมุมสูง สายตาคู่นั้นกวาดมองตั้งแต่เรือนผมที่หลุดลุ่ย ละอองทรายที่เกาะตามโหนกแก้มทั้งสองข้าง จนกระทั่งหยุดอยู่ที่ลำคอระหงที่กำลังกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจที่กระชั้นชิดของเธอ
“ผู้หญิง...” ท่านชีคคาลิลเอ่ยขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ สำเนียงดุดันแต่มีความลื่นไหลอย่างคนได้รับการศึกษาสูง เขาเอียงคอเล็กน้อย ปลายสายตาตวัดมองชายนำทางชาวเบดูอินที่กำลังก้มหน้าจนแทบชิดคออูฐ
“ข้าจำไม่ได้ว่าอนุญาตให้มีคนนอกเข้ามาร่วมขบวนตรวจชายแดนชั้นในตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
“ทา...ท่านชีคครับ นานา...นางแค่หลงทางมาครับ นางขอติดขบวนเข้าเมืองครับ” ชายเบดูอินละล่ำละลักตอบ ปากคอสั่นจนฟังแทบไม่เป็นคำ
ท่านชีคคาลิลไม่ได้ฟังคำอธิบายนั้น สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่หญิงสาวต่างชาติคนนั้น เขาไถลตัวลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว เสียงรองเท้าบูทหนังกระทบพื้นทรายดัง สวบ ๆ หนักแน่น ทุกก้าวที่เขาเดิน
เข้ามาใกล้ นลินารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกบีบอัดจนเธอรู้สึกว่าหายใจลำบากขึ้นเรื่อย ๆ กลิ่นกายของเขา กลิ่นไม้กฤษณาหอมลึกซึ้งผสมกับกลิ่นแดดโชยเข้ามาแทนที่กลิ่นสาบสัตว์จนหมดสิ้น“หลงทาง?” ท่านชีคคาลิลหยุดยืนห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว เขาปัดผ้าปิดหน้าลง เผยให้เห็นสันจมูกโด่งสันและริมฝีปากเรียบตึงที่ไร้รอยยิ้ม
“เขตอนุรักษ์ฟาริสอยู่ห่างจากถนนใหญ่สี่สิบกิโลเมตร คนหลงทางประเภทไหนกันที่เดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้ามาในกรงเสือ?”
นลินากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากอย่างยากลำบาก เธอพยายาม
เชิดใบหน้าขึ้น สู้กับสายตาคู่โหดนั้น แม้ว่าปลายมือที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุม จะจีบเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกลงไปในเนื้อ“ฉัน...ฉันถูกคนขับรถทิ้งไว้ที่ปั๊มน้ำมัน แล้วมีคนบอกว่าขบวนนี้
จะผ่านเข้าเมือง”ท่านชีคคาลิลหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบต่ำและไร้ความขบขัน เขาขยับเข้ามาใกล้เธอขึ้นอีกก้าว จนกระแสความร้อนจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านมาถึงผิวแก้มของเธอ
“และเจ้าก็เชื่อ?” เขาเอียงใบหน้า สายตามองสำรวจรอยแผลถลอก
เล็ก ๆ ที่หลังมือของเธอ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นประสานสายตากับเธอตรง ๆ“ในทะเลทรายแห่งนี้ ไม่มีใครทำอะไรโดยไม่มีสิ่งแลกเปลี่ยนหรอก นะคุณผู้หญิง”
“ฉันมีเงิน” นลินารีบพูด มือบางยื่นไปจับกระเป๋าสะพายข้างตัวแน่น
“ฉันจ่ายค่าเดินทางให้พวกเขาแล้ว และถ้าคุณยอมพาฉันไปส่งที่สถานทูต ฉันยินดีจ่ายเพิ่มเป็นสองเท่า” เธอเสนอไปโดยไม่มรู้ว่าผู้ชายตรงหน้าแท้จริงคือผู้ปกครองรัฐแห่งนี้
ความเงียบเข้าครอบคลุมบรรยากาศรอบข้างทันที มีเพียงเสียงลมพัดวูบผ่านผืนทราย และเสียงไหวของเปลวไฟในตะเกียง ท่านชีคคาลิล
ยื่นมือออกไป นลินาสะดุ้งเฮือกและพยายามจะถอยหลัง แต่สะโพกของเธอติดกับเบาะนั่งบนหลังอูฐ นิ้วเรียวยาวและหยาบกร้านของเขาสัมผัสลงบน ผ้าคลุมไหล่ของเธอเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ดึงมันลงมา นลินาเผลอเกร็งไหล่ ลมหายใจติดขัด เมื่อปลายนิ้วของเขาครูดผ่านผิวเนื้อบริเวณไหปลาร้า ของเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ มันร้อนจัดจนเหมือนถูกเหล็กร้อนนาบกลิ่นหอมบางเบาลอยกระจายออกมาจากเรือนผมและผิวโพนของเธอทันทีที่ผ้าคลุมหลุดออก มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ฉุนแรง แต่เป็นกลิ่นหอมนุ่มนวลเหมือนดอกมะลิยามเช้า กลิ่นที่ผูกพันกับความเย็นสดชื่น ซึ่งเป็นสิ่งหายากยิ่งในแผ่นดินที่มีแต่ทะเลทรายอันแห้งแล้งนี้ ดวงตาของท่านชีคคาลิลไหววูบไปชั่วครู่ รูม่านตาของเขาขยายกว้างขึ้นนิดหนึ่ง รอยตึงที่มุมปากผ่อนคลายลงเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะกลับมาทำสีหน้าเรียบเฉยตามเดิม แต่จังหวะการหายใจของเขาหนักขึ้น ลมหายใจอุ่น ๆ รินรดลงบนหน้าผากของเธอ
“เงินของเจ้า...” ท่านชีคคาลิลเอ่ยช้า ๆ น้ำเสียงทุ้มลงกว่าเดิมครึ่งเสียง เขายกมือขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ปลิวมาติดแก้มเนียนของเธอออก
อย่างเบามือ ละเมียดละไมจนผิดกับบุคลิกแข็งกร้าวเมื่อครู่“ไม่มีค่าอะไรในแผ่นดินของข้าหรอกนะ”
“แล้วคุณต้องการอะไร?” นลินาถาม เสียงของเธอสั่นนิด ๆ แม้จะพยายามควบคุมมันอย่างสุดความสามารถ สายตาของเธอจ้องมองที่
ริมฝีปากของเขาที่ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ“นั่นสิ...” ท่านชีคคาลิลใช้นิ้วโป้งลูบแก้มเนียนของเธอเบา ๆ ละอองทรายที่ติดอยู่บนผิวแก้มถูกปัดออกไป แต่ความร้อนจากผิวกายของเขากลับฝังลึกแทนที่
“ฉันควรจะเรียกค่าตอบแทนจาก 'เชลย' ที่แอบลักลอบเข้ามาในดินแดนหวงห้ามยังไงดี?”
“ฉันไม่ใช่เชลย!” นลินาร้องเถียง พลางใช้มือดันอกกว้างของเขาออก แต่แผ่นอกหนาแน่นใต้เสื้อคลุมกลับแข็งแกร่งราวกับกำแพงหิน เธอรู้สึกถึงอัตราการเต้นของหัวใจเขาใต้ฝ่ามือของเธอ มันเต้นเร็วและหนักแน่น ไม่ต่างจากหัวใจของเธอเองในตอนนี้
ท่านชีคคาลิลไม่ร่นถอยแม้แต่น้อย เขากลับประสานมือเข้ากับมือบางของเธอที่อยู่บนอกแกร่งของเขา ดึงมันลงมาเบา ๆ แต่ไม่ยอมปล่อย
“คำพูดของเธอ ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ของเธอดีขึ้นเลย”
เขามองลึกลงไปในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่ฉายแววหวาดหวั่นแต่อวดดีของเธอ นลินาพยายามจะชักมือกลับ แต่เขากลับเพิ่มแรงบีบเล็กน้อย
ไม่มากพอที่จะทำให้เจ็บ แต่มากพอที่จะบอกให้รู้ว่าเธอไม่มีทางหลุดพ้น จากพันธนาการนี้“นำตัวเธอไปที่วังกลางทะเลทราย” ท่านชีคคาลิลหันไปสั่งลูกน้องเสียงเรียบ โดยที่สายตายังคงไม่ละไปจากใบหน้าหวาน
“อะไรนะ?!” นลินาตาโต
“คุณไม่มีสิทธิ์พาฉันไปไหนนะ! ปล่อยฉันนะ!”
“ในอัลซาฮารา...” ท่านชีคคาลิลโน้มตัวลงมาจนกระทั่งริมฝีปากของเขาเกือบจะแตะที่ใบหูของเธอ กลิ่นไม้กฤษณาและไอร้อนจากตัวเขากลบสัมผัสอื่นจนหมดสิ้น
“ฉันคือสิทธิ์เดียวที่มีอยู่ในอัลซาฮารา”
หัวใจของนลินากระตุกวูบ ท่านชีคคาลิลผละใบหน้าออกไปเล็กน้อย ยกยิ้มที่มุมปากเพียงนิดเดียว รอยยิ้มที่ไม่ไปถึงดวงตา แต่กลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเร่าร้อนขึ้นอย่างน่าประหลาด เขาหมุนตัวกลับไปขึ้น
หลังม้าอย่างงดงาม นลินามองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งโกรธ หวาดหวั่น และความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่าง ที่กำลังก่อตัวขึ้นในอก ความรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตกเป็นเหยื่อ ของพญาอินทรีที่ไม่เคยปล่อยให้สิ่งใดหลุดมือChapter30กลิ่นหอมอบอวนของชาดอกมะลิยามเช้าโชยเตะจมูก เจือด้วยกลิ่นไอฝนโปรยปรายจาง ๆ จากสวนกล้วยไม้เบื้องนอก นลินาสวมเสื้อเชิ้ตผ้าป่านสีขาวตัวหลวมกอดอกยืนมองละอองฝนที่เกาะเป็นหยดน้ำบนกระจกหน้าต่างห้องทำงานในบ้านพักย่านใจกลางกรุงเทพฯ เสียงจังหวะฝนตกกระทบหลังคากระเบื้องดัง เปาะแปะ เปาะแปะ ให้ความรู้สึกสงบ อบอุ่น และแสนคุ้นเคย ผิดกับเสียงลมแล้งพัดทรายปะทะกระจกเพนท์เฮาส์สวีทกลางคาบสมุทรที่เธอเพิ่งเดินทางจากมาเมื่อแปดวันก่อนนิ้วเรียวบางแตะลงบนแหวนเพชรทรงหยดน้ำล้อมไพลินสีน้ำเงินเข้มบนนิ้วนางข้างซ้าย ความเย็นเยียบของเรือนทองคำขาวตัดกับอุณหภูมิผิวกายผ่าวร้อนที่เธอยังคงจดจำสัมผัสได้ดี เสียงสั่นครืด ครืดของโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานดังขึ้นต่อเนื่อง นลินาอมยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปากอิ่ม จังหวะการหายใจขยับสม่ำเสมอทว่าแฝงรอยเต้นรัวใต้อกเธอไม่ได้รีบร้อนก้าวยาว ๆ ไปรับในทันที ทิ้งช่วงเวลาให้จังหวะริงโทนดังขึ้นอีกสองครั้งก่อนจะหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมากดรับสายแล้วยกขึ้นแนบใบหู“ยังไม่ถึงเวลาประชุมที่บริษัทไม่ใช่หรือคะ?” นลินาทักขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มเย้ายวน สายตาหลุบมองหยดน้ำฝนที่ไหลเปรอะกระจกปลายสายเงียบไปราวสี่ว
Chapter29เสียงใบมะพร้าวและต้นอินทผลัมพริ้วไหวตามแรงลมยามสาย อากาศอบอ้าวปนไอแดดจัดจ้านภายนอกถูกเจือจางด้วยสายลมเย็นชุ่มชื้นจากน้ำพุหินอ่อนทรงอาหรับกลางลานคฤหาสน์โบราณ กลิ่นดอกมะลิสายพันธุ์อาระเบียนผสมกลิ่นอินทผลัมอบเนยและเครื่องเทศกานพลูหอมละมุนฟุ้งอบอวลทั่วโถงรับรองต้อนรับขนาดมหึมา หลังคาทรงโดมแกะสลักลวดลายเรขาคณิตสลับลายนกพญาอินทรีทอดเงาเป็นแนวโปร่งตาลงบนพื้นหินอ่อนขัดมันสีน้ำผึ้งนลินาสวมชุดเดรสยาวผ้าไหมไทยผสมผ้าฝ้ายสีครีมอ่อน แขนยาวทรงลูกไม้เรียบหรู ผมดำดกถูกรวบครึ่งศีรษะเปิดใบหน้าเนียนหวาน สองมือบางประสานเข้าหากันแน่นบนตัก จังหวะการหายใจขยับสั้นและเร็วขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตากลมโตสุกใสมองจับจ้องไปยังประตูซุ้มโค้งหินทรายด้านหน้า เสียงรถยนต์เครื่องยนต์ V8 ทรงพลังเคลื่อนเข้ามาจอดบนลานกรวด ขบวนรถ SUV สีดำเนี้ยบกริบสี่คันพร้อมรถตำรวจนำขบวนหยุดลงหน้ามุขคฤหาสน์ ประตูรถคันกลางเปิดออกโดยองครักษ์ในชุดเครื่องแบบอาหรับโบราณเต็มยศ ชายวัยกลางคนสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อนและหญิงวัยเดียวกันในชุดผ้าไทยสีพาสเทลภูมิฐาน ก้าวลงมาจากรถตามด้วยชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสากลสีน้ำเงินเข้มที่มีสีหน้าทึ่งแล
Chapter28เสียงครางต่ำของสายลมราตรีปะทะกับแผ่นกระจกนิรภัยกรุรอบห้องสวีท ลมทะเลทรายภายนอกโหมกระหน่ำจนทรายเม็ดละเอียดปลิวว่อนชนกระจกดัง ซ่า ซ่า คล้ายเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ไอร้อนที่เคยอบอ้าวถูกบดบังด้วยความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศระดับห้าดาวกลิ่นกำยานไม้กฤษณาเข้มข้นเจือกลิ่นเทียนหอมอโรมากุหลาบดำและเบอร์กามอตลอยวนเวียนในมวลอากาศ อบอวลชวนให้จิตใจล่องลอยอยู่ในห้วงเสน่หานลินาสวมเสื้อคลุมยาวผ้าซาตินสีแชมเปญตัวบางนั่งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งไม้แกะสลักโบราณ มือบางจับแปรงไม้ขึ้นมาหวีเรือนผมยาวดกดำของตัวเองช้า ๆ จังหวะการหายใจขยับขึ้นลงตื้นและแผ่วเบา ยามที่นัยน์ตากลมโตสุกใสทอดมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่รอยแดงระเรื่อจาง ๆ บนซอกคอและแนวกระดูกไหปลาร้ายังคงเด่นชัด รอยตราประทับที่ชายหนุ่มฝากไว้เมื่อคราวกดอารมณ์คลั่งรักลงบนเรือนร่างของเธอ เสียงก้าวเท้าหนักแน่นทว่านุ่มนวลดังขึ้นจากด้านหลังท่านชีคคาลิลในชุดกางเกงขายาวสีดำตัวเดียว ปลดท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อแน่นหนั่นและรอยแผลเป็นกร้าวแกร่งตามผิวกายผ่าวร้อน ก้าวเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเธอ รูปร่างสูงใหญ่ของเขาทอดเงาครอบคลุมร
Chapter27เสียงสายลมทะเลทรายพัดกระพือหวีดหวิวปะทะกระจกกันกระแทกหนาพิเศษของเพนท์เฮาส์สวีท เสียงนั้นดัง วูบ...วูบ...แฝงความกดอากาศต่ำที่เริ่มก่อตัวภายนอก ไอแดดจัดจ้านยามบ่ายทอดเงาเป็นแนวทแยงยาวเหยียดบนพื้นหินอ่อนสีครีม กลิ่นชาสะระแหน่ร้อน ๆ ในแก้วใสส่งควันฉุย เจือกลิ่นน้ำมันหอมกฤษณาจาง ๆ ที่ยังคงตกค้างบนหมอนหนานุ่มในห้องนอน นลินาสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีนู้ดตัวบางทับกางเกงขายาวทรงกว้าง นั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานกระจกข้างระเบียง นิ้วเรียวบางเกร็งแน่นขณะถือปากกาสไตลัสค้างไว้เหนือหน้าจอแท็บเล็ตนานหลายนาที สายตาไม่ได้จับจ้องอยู่ที่แบบร่างชุดราตรีตรงหน้าจอ แต่ละสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกอย่างคนมีเรื่องในใจจังหวะการหายใจของเธอสะดุดกึก ยามที่ตาริกก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่นด้วยจังหวะการเดินที่รวดเร็วกว่าปกติ เสียงส้นรองเท้าคอมแบทหนังกระทบพื้นดัง ตึง! ตึง! องครักษ์หนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด นัยน์ตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะค้อมศีรษะให้นลินาเล็กน้อย“คุณนลินาครับ...” ตาริกเอ่ยภาษาอังกฤษด้วยน้ำเสียงต่ำตึง“ทางสภาชนเผ่าเริ่มการประชุมแล้ว แต่สถานการณ์มีความตึงเครียดมากกว่าที่คาดไว้ครับ”นลินาค่อย ๆ วางปากก
Chapter26กลิ่นไอทะเลทรายยามค่ำคืนพัดผ่านระเบียงหินอ่อนของเพนท์เฮาส์ห้องสวีท นำพาความเย็นชืดปะปนกลิ่นกุหลาบอาระเบียนและไม้หอมที่ลอยมาจากสวนลอยฟ้าด้านล่าง แสงไฟเมืองยามราตรีส่องสะท้อนกระจกบานโตระยิบระยับ ทว่าภายในห้องกลับเงียบสงบ มีเพียงเสียงพัดลมแอร์ที่ทำงานแผ่วเบา และเสียงแก้วไวน์เจียระไนกระทบลงบนโต๊ะไม้ เนื้อหนา นลินานั่งอยู่บนโซฟากำมะหยี่ตัวยาว ส้นสูงสีนู้ดถูกถอดทิ้งไว้ข้างฐานโซฟาอย่างไม่เป็นระเบียบ รองเท้าส้นเข็มราคาแพงที่ใส่ออกงานเมื่อครู่ทิ้งรอยแดงเป็นแถบเล็ก ๆ ไว้บนหลังเท้าเรียวบาง นิ้วมือบางขยับลูบคลำรอยกดทับนั้นช้า ๆ จังหวะการหายใจขยับเข้าออกเป็นจังหวะยาวและลึก ความเหนื่อยล้าจากสายตาและแรงปะทะทางอารมณ์ในงานเลี้ยงยังคงตกค้างอยู่ในมวลอากาศ สร้อยเพชรไพลินน้ำหนึ่งยังคงโอบรัดอยู่บนลำคอขาวผุดผาด ความเย็นของทองคำขาวและอัญมณีชิ้นโตซึมผ่านผิวเนื้อ จนผิวกายส่วนนั้นหนาวเกร็งขึ้นเป็นลอนคลื่นเบา ๆ เสียงส้นเท้าหนังกระทบพื้นไม้หมากรุก ท่านชีคคาลิลเดินออกมาจากห้องแต่งตัว เขาสลัดเสื้อสูททักซิโด้ทิ้งไปแล้ว เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมคอลงมาสามเม็ดเผยให้เห็นแผงอกกำยำและรอยสักลายอาหรับโบ
Chapter25เสียงเพลงคลาสสิกบรรเลงจากวงออร์เคสตราสี่ชิ้นดังกังวานก้องทั่วห้องโถงแกรนด์บอลรูมของโรงแรมหรูระดับเจ็ดดาว กลิ่นดอกลิลลี่พันธุ์อาราเบียนสีขาวนวลผสมกลิ่นแชมเปญชั้นเลิศและน้ำหอมราคาแพงฟุ้งอบอวลในอากาศ ไฟคริสตัลระย้อยขนาดมหึมาบนเพดานสูงทอดแสงสีส้มทองวาววับ สะท้อนกับแก้วเจียระไนและสร้อยเพชรบนเรือนร่างของบรรดาแขกเหรื่อชั้นสูงบรรยากาศเต็มไปด้วยเหล่านักการเมืองระดับประเทศ ทูตานุทูตจากหลากหลายทวีป และเหล่านักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลแห่งคาบสมุทรอาหรับ เสียงแก้วทรงสูงกระทบกันดังกริ๊ง ผสานกับเสียงหัวเราะอย่างมีชั้นเชิงและบทสนทนาโต้ตอบภาษาอังกฤษและภาษาอาหรับสำเนียงเป็นทางการพรึบ!แสงไฟส่วนหนึ่งในห้องโถงพลันดึงจังหวะดิ่งลงเล็กน้อย ยามที่ประตูบานซุ้มหินอ่อนขนาดมหึมาด้านหน้าเปิดออกช้า ๆ เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ภายในงานเริ่มชะงักกึก จังหวะการก้าวเท้าของแขกเหรื่อค่อย ๆ ชะลอลง นัยน์ตานับร้อยคู่พร้อมใจกันผินกลับไปจ้องมองผู้มาใหม่ที่กำลังก้าวผ่านบานประตูเข้ามา ท่านชีคคาลิลในชุดทักซิโด้สีดำสนิทตัดเย็บประณีต รูปร่างสูงใหญ่สง่างามดุจพญาอินทรีแห่งทะเลทราย ก้าวเดินเข้ามาอย่างมั่นคง สายตาคมกริบสีน้ำตาลเข้มดุดั







