MasukChapter 4
เสียงลมมรสุมทรายยามบ่ายหวีดหวิวดังแว่วมาจากภายนอกปะทะกับกำแพงดินเหนียวหนาปึ้กของพระราชวัง แต่ภายในห้องโถงทำงานส่วนองค์ของชีคท่านชีคคาลิล กลับมีเพียงความเงียบสะกดและกลิ่นควันกำยานหอมปะปนกับกลิ่นกฤษณาที่ลอยเอื่อยออกจากเตาเผาโลหะสลักลาย
นลินานั่งอยู่บนโซฟาบุนวมกำมะหยี่สีแดงเลือดหมู นิ้วเรียวของเธอเขี่ยขอบแก้วกระเบื้องเนื้อดีไปมา ชากระวานร้อนกรุ่นส่งกลิ่นฉุนกึกแต่ลิ้นของเธอกลับรับรู้เพียงรสชาติที่ขมติดโคนลิ้น เธอพยายามจะไม่มองไปทางโต๊ะทำงานไม้แกะสลักขนาดใหญ่ ที่ซึ่งท่านชีคคาลิลกำลังนั่งตรวจเอกสารราชการด้วยท่วงท่าที่ดูสงบนิ่ง ร่างสูงในชุดโต๊บสีขาวบริสุทธิ์ทับด้วยเสื้อคลุมขอบทองดูโดดเด่นและทรงอำนาจ จนยากจะละสายตา
เสียงเคาะประตูไม้สักดังขึ้นสามจังหวะสม่ำเสมอ ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ผิวสีเข้มจัดในชุดเครื่องแบบองครักษ์เต็มยศจะก้าวเข้ามา เขาคือ ตาริก มือขวาคนสนิทผู้มีแววตาดุดันและรอยแผลเป็นยาวตลอดโหนกแก้มซ้าย ตาริกเอามือขวาทาบอก ค้อมศีรษะลงเล็กน้อยต่อหน้าชีคแห่งอัลซาฮารา
“ท่านชีค เรื่องทางชายแดนฝั่งตะวันตก เรียบร้อยแล้วครับ”
ท่านชีคคาลิลไม่ได้เงยหน้าจากเอกสารในทันที นิ้วยาวเรียวของเขารอจังหวะพลิกหน้ากระดาษช้า ๆ เสียงกระดาษหนาสีหม่นสะบัดดังพรึบ ชัดเจนในความเงียบ
“วิกเตอร์ อาร์โนลด์?”
นลินาชะงักมือที่กำลังจับแก้วชา ชาในแก้วกระเพื่อมเป็นระลอกเล็ก ๆ เธอหันไปมองตาริกโดยอัตโนมัติ สายตาสลอนไปด้วยความประหลาดใจและตื่นตระหนก ตาริกปราบสายตามองนลินาเพียงเสี้ยววินาที นัยน์ตาขององครักษ์หนุ่มช่างดูไร้ความรู้สึก แต่กลิ่นอายแดดและกลิ่นฝุ่นทรายแห้ง ๆ ที่ติดมากับเสื้อคลุมของเขา บ่งบอกให้รู้ว่าเขาเพิ่งกลับมาจากภายนอกวัง
“เขายังมีชีวิตอยู่ครับ แต่บ่อนการพนันฝั่งนู้นปิดสัญญาหนี้ทั้งหมดแล้ว ทรัพย์สินที่เขาฉ้อโกงไป รวมถึงเอกสารของคุณนลินาถูกยึดคืนมาได้ทั้งหมด” ตาริกก้าวเข้ามาข้างหน้า ยื่นกล่องไม้สลักลายใบเล็กลงบนโต๊ะของท่านชีคคาลิล เสียงกล่องกระทบไม้ดังกึก นลินาลุกขึ้นยืนทันทีด้วยความตกใจ กระโปรงยาวพลิ้วไหวตามแรงขยับ
“คุณ คุณส่งคนไปจัดการวิกเตอร์เหรอคะ?”
ท่านชีคคาลิลค่อย ๆ วางปากกาหมึกซึมในมือลงบนแท่นหินอ่อน เขาปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้าลงอย่างใจเย็น ก่อนจะเบือนสายตาคมกริบมามองเธอ จังหวะการหายใจของเขาราบเรียบสม่ำเสมอ ไร้ร่องรอยความตื่นเต้นหรือกังวล
“ทำไมหรือ? เจ้าเสียดายหุ้นส่วนแบบนั้นหรืออย่างไร?”
“ไม่ใช่เสียดาย!” นลินาก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน ลมหายใจของเธอเริ่มกระชั้นขึ้นด้วยความรู้สึกผสมปนเป ทั้งงุนงง สับสน และหวาดหวั่นในอำนาจของชายตรงหน้า
“แต่นั่นมันเรื่องของฉัน! ฉันไม่ได้ขอให้คุณไปยุ่ง และคุณไม่มีสิทธิ์ไปจัดการใครตามใจชอบแบบนี้!”
ตาริกขยับตัวเล็กน้อยเพื่อก้าวขึ้นมาขวางตามสัญชาตญาณองครักษ์ แต่มือหนาของท่านชีคคาลิลยกขึ้นปรามเบา ๆ ตาริกจึงชะงักแล้วถอยกลับไปยืนสงบนิ่งที่เดิม
“ตาริก...” ท่านชีคคาลิลเอ่ยเสียงเรียบ แต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าหวานของนลินาที่บัดนี้ขึ้นสีระเรื่อเพราะความโกรธ
“เล่าให้เธอฟังทีสิว่าเพื่อนร่วมงานของเธอวางแผนจะทำอะไรต่อ หลังจากที่ทิ้งเธอไว้กลางพายุทราย”
ตาริกค้อมหัวรับคำ น้ำเสียงของเขาค่อนข้างที่จะกระด้างและเย็นชา
“นายวิกเตอร์รับเงินมัดจำจากกลุ่มค้ามนุษย์ชายแดนไปแล้วครึ่งหนึ่งครับคุณนลินา เขาสัญญาว่าจะส่งตัวคุณไปที่ตลาดมืดในอีกสองวัน หากท่านชีคไม่ส่งคนไปสกัดขบวนและล้อมจับบ่อนการพนันนั้นไว้ คืนนี้คุณคงไม่อยู่ในสภาพที่จะมานั่งเถียงกับท่านชีคได้หรอกครับ” คำพูดของตาริกเหมือนสายฟ้าที่ผ่าลงกลางใจของนลินา แผ่นหลังของเธอเย็นวาบ ลมหายใจสะดุดกึก รสขมในคอเมื่อครู่กลับกลายเป็นความอับจนถ้อยคำ ขาเรียวของเธอสั่นน้อย ๆ จนต้องถอยหลังไปพิงขอบโต๊ะเล็กใกล้ ๆ
วิกเตอร์ คนที่เธอเคารพและไว้ใจมาตลอดหลายปี คิดจะขายเธอเหมือนสิ่งของ ท่านชีคคาลิลปัดมือให้ตาริกออกไปจากห้อง มือขวาคนสนิทก้มศีรษะทำความเคารพ ก่อนจะก้าวถอยหลังออกไป บานประตูไม้สักปิดลงอย่างแผ่วเบา ทิ้งความเงียบอันหนักอึ้งไว้ระหว่างคนสองคน ท่านชีคคาลิลยันตัวลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่เดินข้ามห้องเข้ามาหาเธอช้า ๆ เสียงก้าวเท้า สวบ สวบ บนพรมหนานุ่มชวนให้หัวใจของนลินาเต้นระทึก เขายื่นมือไปเปิดฝากล่องไม้บนโต๊ะ ดึงพาสปอร์ตไทยและกระเป๋าเงินของเธอออกมายื่นมันมาตรงหน้าเธอ
“ของของเจ้า...” ท่านชีคคาลิลพูด น้ำเสียงทุ้มต่ำหลุดจากความแข็งกร้าวเมื่อครู่ กลายเป็นน้ำเสียงลุ่มลึกที่มีกระแสหยอกเย้าและเจ้าเล่ห์ซ่อนอยู่ลึก ๆ
“รวมถึงหนังสือสัญญาฉบับใหม่ที่วิกเตอร์เซ็นยกหุ้นทั้งหมดในห้องเสื้อที่กรุงเทพฯ ให้เป็นชื่อเจ้าเพียงผู้เดียวโดยไม่มีเงื่อนไข”
นลินามองพาสปอร์ตในมือของเขา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาสีน้ำตาลเข้มที่บัดนี้แพรวพราวไปด้วยประกายไฟแห่งเสน่หา
“คุณ...คุณทำแบบนี้ทำไมคะ คุณช่วยฉันมากมายขนาดนี้ทำไม คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่คะท่านชีค?”
“เราบอกแล้วไง...” ท่านชีคคาลิลขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าวจนระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงฝ่ามือกั้น กลิ่นไม้กฤษณาและไอร้อนจากผิวกายของเขาโอบล้อมเธอไว้อีกครั้ง
“ในอัลซาฮารา ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยไม่มีสิ่งตอบแทน”
นลินาเม้มริมฝีปากแน่น พยายามรวบรวมกำลังใจที่เริ่มรวนเร
“ฉันไม่มีเงินมากมายขนาดนั้นมาจ่ายค่าตอบแทนให้คุณหรอกนะคะท่านชีคคาลิล”
“เงิน?” ท่านชีคคาลิลหลุดหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแหบเสน่ห์ทำให้หัวใจของคนฟังกระตุกวูบ เขาวางเอกสารและพาสปอร์ตลงบนโต๊ะด้านหลังเธอ ยื่นมือหนาไปแตะที่เอวบางของเธอเบา ๆ นลินาสะดุ้งนิด ๆ แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับขอบโต๊ะจนไร้ทางถอย
“เจ้าคิดว่าคนอย่างท่านชีคคาลิล อัลฟาริส ต้องการเงินของเจ้าอย่างนั้นหรือ?” นิ้วเรียวยาวของเขาค่อย ๆ ไต่ขึ้นตามลำตัว เชิดคางมนของเธอขึ้นมาประสานสายตากับเขาตรง ๆ ปลายจมูกโด่งเป็นสันของเขาเกือบจะสัมผัสกับแก้มเนียน ลมหายใจอุ่นร้อนจัดของเขารดรินลงบนริมฝีปากที่กำลังสั่นระริกของเธอ
“แล้วคุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่คะ?” นลินากระซิบเสียงสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้
“เราเป็นนักธุรกิจนลินา และเป็นเพลย์บอยที่เจ้าพวกฝรั่งชอบเรียกกันด้วย” ท่านชีคคาลิลเอียงคอ ยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ทำให้หัวใจของนลินาเต้นรัวราวมองเห็นพายุหมุนกลางทะเลทราย
“เมื่อเราลงทุนทำลายศัตรูให้เจ้า เอาคืนคนที่ทรยศเจ้า และปกป้องเจ้าจากอันตราย เราย่อมต้องทวงรางวัลที่คุ้มค่า”
“ฉัน...”
“รางวัลของเรา...” ท่านชีคคาลิลโน้มใบหน้าลงมาจนริมฝีปากของเขาประทับลงเบา ๆ บนมุมปากอิ่มของเธอ ไม่ใช่จูบที่รุนแรง แต่เป็นสัมผัสแช่นิ่ง แผดเผา และออดอ้อนอยู่ในทีเดียว นลินาเผลอกลั้นหายใจนิ้วมือบางกำเกร็งเสื้อคลุมขอบทองบนอกของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว
“คือการที่เจ้าต้องนั่งทานอาหารเย็นกับเราทุกมื้อ ยิ้มให้เราเมื่อเรามอง และเลิกคิดเรื่องจะหนีไปจากอ้อมกอดของเราได้เลย”
เขากระซิบประโยคสุดท้ายชิดผิวหูของเธอ ก่อนจะประทับจูบเน้นหนักลงบนแก้มเนียนอีกครั้ง ความนุ่มนวลและหลงใหลที่ส่งผ่านสัมผัสนั้น ลึกซึ้งเสียจนนลินารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมลงไปในผืนทรายนุ่มที่ไม่มีวันโผล่หัวขึ้นมาได้อีกต่อไป
Chapter30กลิ่นหอมอบอวนของชาดอกมะลิยามเช้าโชยเตะจมูก เจือด้วยกลิ่นไอฝนโปรยปรายจาง ๆ จากสวนกล้วยไม้เบื้องนอก นลินาสวมเสื้อเชิ้ตผ้าป่านสีขาวตัวหลวมกอดอกยืนมองละอองฝนที่เกาะเป็นหยดน้ำบนกระจกหน้าต่างห้องทำงานในบ้านพักย่านใจกลางกรุงเทพฯ เสียงจังหวะฝนตกกระทบหลังคากระเบื้องดัง เปาะแปะ เปาะแปะ ให้ความรู้สึกสงบ อบอุ่น และแสนคุ้นเคย ผิดกับเสียงลมแล้งพัดทรายปะทะกระจกเพนท์เฮาส์สวีทกลางคาบสมุทรที่เธอเพิ่งเดินทางจากมาเมื่อแปดวันก่อนนิ้วเรียวบางแตะลงบนแหวนเพชรทรงหยดน้ำล้อมไพลินสีน้ำเงินเข้มบนนิ้วนางข้างซ้าย ความเย็นเยียบของเรือนทองคำขาวตัดกับอุณหภูมิผิวกายผ่าวร้อนที่เธอยังคงจดจำสัมผัสได้ดี เสียงสั่นครืด ครืดของโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานดังขึ้นต่อเนื่อง นลินาอมยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปากอิ่ม จังหวะการหายใจขยับสม่ำเสมอทว่าแฝงรอยเต้นรัวใต้อกเธอไม่ได้รีบร้อนก้าวยาว ๆ ไปรับในทันที ทิ้งช่วงเวลาให้จังหวะริงโทนดังขึ้นอีกสองครั้งก่อนจะหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมากดรับสายแล้วยกขึ้นแนบใบหู“ยังไม่ถึงเวลาประชุมที่บริษัทไม่ใช่หรือคะ?” นลินาทักขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มเย้ายวน สายตาหลุบมองหยดน้ำฝนที่ไหลเปรอะกระจกปลายสายเงียบไปราวสี่วิ
Chapter29เสียงใบมะพร้าวและต้นอินทผลัมพริ้วไหวตามแรงลมยามสาย อากาศอบอ้าวปนไอแดดจัดจ้านภายนอกถูกเจือจางด้วยสายลมเย็นชุ่มชื้นจากน้ำพุหินอ่อนทรงอาหรับกลางลานคฤหาสน์โบราณ กลิ่นดอกมะลิสายพันธุ์อาระเบียนผสมกลิ่นอินทผลัมอบเนยและเครื่องเทศกานพลูหอมละมุนฟุ้งอบอวลทั่วโถงรับรองต้อนรับขนาดมหึมา หลังคาทรงโดมแกะสลักลวดลายเรขาคณิตสลับลายนกพญาอินทรีทอดเงาเป็นแนวโปร่งตาลงบนพื้นหินอ่อนขัดมันสีน้ำผึ้งนลินาสวมชุดเดรสยาวผ้าไหมไทยผสมผ้าฝ้ายสีครีมอ่อน แขนยาวทรงลูกไม้เรียบหรู ผมดำดกถูกรวบครึ่งศีรษะเปิดใบหน้าเนียนหวาน สองมือบางประสานเข้าหากันแน่นบนตัก จังหวะการหายใจขยับสั้นและเร็วขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตากลมโตสุกใสมองจับจ้องไปยังประตูซุ้มโค้งหินทรายด้านหน้า เสียงรถยนต์เครื่องยนต์ V8 ทรงพลังเคลื่อนเข้ามาจอดบนลานกรวด ขบวนรถ SUV สีดำเนี้ยบกริบสี่คันพร้อมรถตำรวจนำขบวนหยุดลงหน้ามุขคฤหาสน์ ประตูรถคันกลางเปิดออกโดยองครักษ์ในชุดเครื่องแบบอาหรับโบราณเต็มยศ ชายวัยกลางคนสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อนและหญิงวัยเดียวกันในชุดผ้าไทยสีพาสเทลภูมิฐาน ก้าวลงมาจากรถตามด้วยชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสากลสีน้ำเงินเข้มที่มีสีหน้าทึ่งและ
Chapter28เสียงครางต่ำของสายลมราตรีปะทะกับแผ่นกระจกนิรภัยกรุรอบห้องสวีท ลมทะเลทรายภายนอกโหมกระหน่ำจนทรายเม็ดละเอียดปลิวว่อนชนกระจกดัง ซ่า ซ่า คล้ายเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ไอร้อนที่เคยอบอ้าวถูกบดบังด้วยความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศระดับห้าดาวกลิ่นกำยานไม้กฤษณาเข้มข้นเจือกลิ่นเทียนหอมอโรมากุหลาบดำและเบอร์กามอตลอยวนเวียนในมวลอากาศ อบอวลชวนให้จิตใจล่องลอยอยู่ในห้วงเสน่หานลินาสวมเสื้อคลุมยาวผ้าซาตินสีแชมเปญตัวบางนั่งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งไม้แกะสลักโบราณ มือบางจับแปรงไม้ขึ้นมาหวีเรือนผมยาวดกดำของตัวเองช้า ๆ จังหวะการหายใจขยับขึ้นลงตื้นและแผ่วเบา ยามที่นัยน์ตากลมโตสุกใสทอดมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่รอยแดงระเรื่อจาง ๆ บนซอกคอและแนวกระดูกไหปลาร้ายังคงเด่นชัด รอยตราประทับที่ชายหนุ่มฝากไว้เมื่อคราวกดอารมณ์คลั่งรักลงบนเรือนร่างของเธอ เสียงก้าวเท้าหนักแน่นทว่านุ่มนวลดังขึ้นจากด้านหลังท่านชีคคาลิลในชุดกางเกงขายาวสีดำตัวเดียว ปลดท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อแน่นหนั่นและรอยแผลเป็นกร้าวแกร่งตามผิวกายผ่าวร้อน ก้าวเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังเธอ รูปร่างสูงใหญ่ของเขาทอดเงาครอบคลุมร่
Chapter27เสียงสายลมทะเลทรายพัดกระพือหวีดหวิวปะทะกระจกกันกระแทกหนาพิเศษของเพนท์เฮาส์สวีท เสียงนั้นดัง วูบ...วูบ...แฝงความกดอากาศต่ำที่เริ่มก่อตัวภายนอก ไอแดดจัดจ้านยามบ่ายทอดเงาเป็นแนวทแยงยาวเหยียดบนพื้นหินอ่อนสีครีม กลิ่นชาสะระแหน่ร้อน ๆ ในแก้วใสส่งควันฉุย เจือกลิ่นน้ำมันหอมกฤษณาจาง ๆ ที่ยังคงตกค้างบนหมอนหนานุ่มในห้องนอน นลินาสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีนู้ดตัวบางทับกางเกงขายาวทรงกว้าง นั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานกระจกข้างระเบียง นิ้วเรียวบางเกร็งแน่นขณะถือปากกาสไตลัสค้างไว้เหนือหน้าจอแท็บเล็ตนานหลายนาที สายตาไม่ได้จับจ้องอยู่ที่แบบร่างชุดราตรีตรงหน้าจอ แต่ละสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกอย่างคนมีเรื่องในใจจังหวะการหายใจของเธอสะดุดกึก ยามที่ตาริกก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่นด้วยจังหวะการเดินที่รวดเร็วกว่าปกติ เสียงส้นรองเท้าคอมแบทหนังกระทบพื้นดัง ตึง! ตึง! องครักษ์หนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด นัยน์ตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะค้อมศีรษะให้นลินาเล็กน้อย“คุณนลินาครับ...” ตาริกเอ่ยภาษาอังกฤษด้วยน้ำเสียงต่ำตึง“ทางสภาชนเผ่าเริ่มการประชุมแล้ว แต่สถานการณ์มีความตึงเครียดมากกว่าที่คาดไว้ครับ”นลินาค่อย ๆ วางปากกา
Chapter26กลิ่นไอทะเลทรายยามค่ำคืนพัดผ่านระเบียงหินอ่อนของเพนท์เฮาส์ห้องสวีท นำพาความเย็นชืดปะปนกลิ่นกุหลาบอาระเบียนและไม้หอมที่ลอยมาจากสวนลอยฟ้าด้านล่าง แสงไฟเมืองยามราตรีส่องสะท้อนกระจกบานโตระยิบระยับ ทว่าภายในห้องกลับเงียบสงบ มีเพียงเสียงพัดลมแอร์ที่ทำงานแผ่วเบา และเสียงแก้วไวน์เจียระไนกระทบลงบนโต๊ะไม้ เนื้อหนา นลินานั่งอยู่บนโซฟากำมะหยี่ตัวยาว ส้นสูงสีนู้ดถูกถอดทิ้งไว้ข้างฐานโซฟาอย่างไม่เป็นระเบียบ รองเท้าส้นเข็มราคาแพงที่ใส่ออกงานเมื่อครู่ทิ้งรอยแดงเป็นแถบเล็ก ๆ ไว้บนหลังเท้าเรียวบาง นิ้วมือบางขยับลูบคลำรอยกดทับนั้นช้า ๆ จังหวะการหายใจขยับเข้าออกเป็นจังหวะยาวและลึก ความเหนื่อยล้าจากสายตาและแรงปะทะทางอารมณ์ในงานเลี้ยงยังคงตกค้างอยู่ในมวลอากาศ สร้อยเพชรไพลินน้ำหนึ่งยังคงโอบรัดอยู่บนลำคอขาวผุดผาด ความเย็นของทองคำขาวและอัญมณีชิ้นโตซึมผ่านผิวเนื้อ จนผิวกายส่วนนั้นหนาวเกร็งขึ้นเป็นลอนคลื่นเบา ๆ เสียงส้นเท้าหนังกระทบพื้นไม้หมากรุก ท่านชีคคาลิลเดินออกมาจากห้องแต่งตัว เขาสลัดเสื้อสูททักซิโด้ทิ้งไปแล้ว เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวปลดกระดุมคอลงมาสามเม็ดเผยให้เห็นแผงอกกำยำและรอยสักลายอาหรับโบ
Chapter25เสียงเพลงคลาสสิกบรรเลงจากวงออร์เคสตราสี่ชิ้นดังกังวานก้องทั่วห้องโถงแกรนด์บอลรูมของโรงแรมหรูระดับเจ็ดดาว กลิ่นดอกลิลลี่พันธุ์อาราเบียนสีขาวนวลผสมกลิ่นแชมเปญชั้นเลิศและน้ำหอมราคาแพงฟุ้งอบอวลในอากาศ ไฟคริสตัลระย้อยขนาดมหึมาบนเพดานสูงทอดแสงสีส้มทองวาววับ สะท้อนกับแก้วเจียระไนและสร้อยเพชรบนเรือนร่างของบรรดาแขกเหรื่อชั้นสูงบรรยากาศเต็มไปด้วยเหล่านักการเมืองระดับประเทศ ทูตานุทูตจากหลากหลายทวีป และเหล่านักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลแห่งคาบสมุทรอาหรับ เสียงแก้วทรงสูงกระทบกันดังกริ๊ง ผสานกับเสียงหัวเราะอย่างมีชั้นเชิงและบทสนทนาโต้ตอบภาษาอังกฤษและภาษาอาหรับสำเนียงเป็นทางการพรึบ!แสงไฟส่วนหนึ่งในห้องโถงพลันดึงจังหวะดิ่งลงเล็กน้อย ยามที่ประตูบานซุ้มหินอ่อนขนาดมหึมาด้านหน้าเปิดออกช้า ๆ เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ภายในงานเริ่มชะงักกึก จังหวะการก้าวเท้าของแขกเหรื่อค่อย ๆ ชะลอลง นัยน์ตานับร้อยคู่พร้อมใจกันผินกลับไปจ้องมองผู้มาใหม่ที่กำลังก้าวผ่านบานประตูเข้ามา ท่านชีคคาลิลในชุดทักซิโด้สีดำสนิทตัดเย็บประณีต รูปร่างสูงใหญ่สง่างามดุจพญาอินทรีแห่งทะเลทราย ก้าวเดินเข้ามาอย่างมั่นคง สายตาคมกริบสีน้ำตาลเข้มดุดัน







