LOGINภายในห้องนอน ที่มีแสงสว่างจากเทียน ซึ่งถูกจุดจนสว่างโร่ ทำให้คนที่เพิ่งรู้สึกตัว ทำได้เพียงกระพริบตาถี่ ๆ เขากำลังประมวลความคิดต่าง ๆ เพื่อเรียบเรียง ว่าตัวเขามาอยู่ตรงนี้ ในสภาพนี้ได้อย่างไร
ก่อนที่เขาจะเอียงใบหน้าไปยังทิศทางที่มาของเสียง ฝีเท้าที่ใกล้ประตูเข้ามาทุกขณะ ทำให้ใจของเขาเต้นมิเป็นส่ำ แม้จะรู้สึกขอบคุณที่ได้รับการรักษา แต่จากสายตาที่เขาได้เห็น จากชายคนนั้นเมื่อครู่ มันทำให้เขารู้ว่าอีกฝ่าย มิได้ต้องการจะเป็นมิตรกับเขาเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าฟื้นแล้วสินะ!”
เสียงที่เขาคุ้นเคยเอ่ยขึ้น โดยที่สายตาของคนบนเตียง ไม่ได้ละไปจากผู้มาใหม่เลย หญิงสาวคนนี้ เจ้าของเสียงที่พร่ำพูดให้เขาได้ยินทุกวัน ทว่าเขากลับมิอาจลืมตาขึ้น มองหน้านางได้เลย ใบหน้าที่ดูเรียบเฉยของนาง ไยมันน่ามองกว่าสตรีมากมายในเมืองหลวง ที่แต่งแต้มใบหน้าฉูดฉาด ไม่ชวนมองแม้แต่น้อย
“เจ้าเป็นใบ้หรืออย่างไร ข้าถามแล้วไม่ตอบ”
ความคิดในการชื่นชมทั้งหมดในหัวของชายหนุ่ม ถูกเขวี้ยงทิ้งไปเสียในทันที เมื่อคำถามต่อมาของนาง มันช่างขัดกับความน่ามองของใบหน้านางนัก!
“ข้าฟื้นแล้ว”
ชายหนุ่มหันใบหน้ากลับ สายตาของเขาเพ่งมองไปที่หลังคาเตียงนอน ที่อยู่เหนือร่างในตอนนี้แทน การมองใบหน้าชวนมอง ทว่าวาจาแสบสันนั้นของนางแทนเสีย สตรีผู้นี่ยังไม่รู้ฐานะแท้จริงของเขา เลยไร้การเอาใจ หากนางรู้ว่าเขาคือใคร ทั้งกิริยาวาจาก็คงต่างออกไป เมื่อคิดถึงตรงนี้ ชายหนุ่มจึงสลัดทุกความชื่นชม ในความชวนมองของนางทิ้งไปเสียสิ้น
“ฟื้นแล้วก็ดี ข้าจะได้แจกแจงเรื่องค่าใช้จ่าย ในการรักษาชีวิตของเจ้าในครั้งนี้”
เยว่เมี่ยว ไม่ได้ถามไถ่อาการของเขาแม้แต่น้อย ทว่านางกลับเลือกที่จะคิดค่าใช้จ่าย ที่นางต้องใช้ไปในการรักษาเขา มันมิใช่เรื่องง่ายเลย กับการแย่งวิญญาณเขากับยมบาล ดังนั้นค่าเสียหายเหล่านี้ ชายสูงศักดิ์ผู้นี้ต้องจ่าย ไหนจะเรื่องค่ำคืนนี้ นางมั่นใจว่าเขาต้องมีส่วน เพราะการมาของคนแปลกหน้า มิใช่เพื่อระรานอย่างไรที่ไปที่มา แต่เพื่อมาหาตัวใครบางคน นางจดจำได้ว่าชายผู้นั้น เอ่ยถามคำหนึ่งว่าแอบซ่อนใครไว้ นั่นหมายความว่าเจ้าตัวซวยนี่! จะต้องเป็นคนผู้นั้น ที่ชายแปลกหน้าตามหา ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ต้องแพงกว่าเดิมหลายเท่านัก
“เจ้ากำลังจะคิดเงินกับข้างั้นรึ!”
ชายหนุ่มเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงแตกตื่น สตรีผู้นี้กล้าที่จะทวงเงินเขาทันทีที่ลืมตา นางไม่ถามเลยหรือว่าเขาดีขึ้นหรือไม่ เป็นใครมาจากไหน ไยคำแรกของนางช่างหน้าเลือดได้ถึงเพียงนี้กัน!
“ใช่! ข้าไม่ได้เสกเอาใบไม้เป็นยา มารักษาชีวิตเจ้าหรอกนะ ทุกอย่างล้วนต้องใช้เงินทั้งนั้น ไหนจะเวลาที่ข้าต้องเสียไป แทนที่จะได้หลับนอน ดื่มกินอย่างสำราญ แต่ข้าต้องเอาเวลาเหล่านั้น มาคอยเฝ้าดูเจ้า ไหนจะการขับถ่ายของเสียในตัวเจ้าอีก อันนี้จะราคาสูงหน่อย
เพราะเจ้ามิใช่บิดาข้า พี่น้องข้า ที่ข้าต้องสละมือมาช่วยทำความสะอาดให้ ยังไม่รวมเรื่องเมื่อครู่ ที่ข้ายังไม่แน่ชัด ว่าเกิดมาจากเจ้าอีกไหม ถ้าใช่! เจ้าต้องรู้ว่าทุกการช่วยเหลือ ย่อมมีราคาต้องจ่าย และข้ามิต้องการให้เจ้าตอบแทนแบบชนชั้นสูง ที่รับเข้าจวนเป็นอนุ แต่ข้าต้องการเพียงเงินทองเท่านั้น เพราะมันคือสิ่งหยั่งยืนและไม่ต้องแก่งแย่งกับใคร เงินในมือข้าย่อมเป็นเพียงของข้าผู้เดียว”
เยว่เมี่ยว ไม่ได้สนใจหรอก ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร ในเมื่อเขายังหายใจได้ก็เพราะนาง ก็ต้องจ่ายตามราคาที่เหมาะสม ส่วนเรื่องเช็ดตัวนั่นนี่ของเขา เป็นต้านโจวทำแล้วอย่างไร เพราะยังไงต้านโจวก็ต้องกินใช้เช่นคนอื่น ๆ ทุกอย่างล้วนมีราคา
“ว่ามาเถอะว่าเท่าไหร่ แต่ข้าจะจ่ายให้แก่เจ้า ก็ต่อเมื่อพาข้ากลับถึงบ้านเท่านั้น”
ชายหนุ่มเอ่ยออกมาอย่างอับจน ต่อคำที่จะมาสาธยายในตัวตนของนาง ที่เขากำลังรู้สึกอยู่ในตอนนี้ สตรีบ้าผู้นี้ ไยสนเพียงแค่เงิน ชีวิตของคน...คนหนึ่ง ไม่สำคัญต่อนางเลยหรืออย่างไร เพียงลืมตาตื่น นางก็เอ่ยปากถึงเงินเสียแล้ว ไหนจะยังกล้าดักคอเขา เรื่องการรับเข้าจวนอีก หญิงบ้านนอกที่มากด้วยปัญญา ไม่แปลกเลยที่นางสามารถยื้อชีวิตเขาเอาไว้ได้เช่นนี้ จวนอ๋องของเขามิได้ยากไร้ เงินทองเท่าไหร่ที่นางต้องการ เขาจะหามันมาให้แก่นาง จะได้มิต้องติดหนี้บุญคุณต่อกัน
“ไยเจ้าต้องต่อรอง ตอนข้าช่วยเจ้า ไม่เห็นข้าต้องต่อรองว่าจะช่วยหรือไม่”
เยว่เมี่ยวใบหน้าตึงขึ้นในทันที เมื่อนางถูกต่อรองในเรื่องที่ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง แต่นางไม่ชื่นชอบ ถ้าเขาเปลี่ยนเป็นร้องขอให้นางไปส่งถึงบ้าน เพื่อรับเงิน นางก็ไม่ได้รู้สึกเยี่ยงนี้แน่นอน
“เจ้าแน่ใจหรือ...”
ชายหนุ่มเอียงใบหน้ามาอีกครั้ง เขามองคนที่พูดออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย ว่าไม่เคยต่อรองสิ่งใดกับชีวิตของเขา แม้ว่าคืนนั้นเขาแทบไร้ซึ่งสติและลมหายใจ แต่เขาจดจำได้ว่านางตั้งใจ ที่จะก้าวผ่านเขาไป
“แน่ใจสิ!”
เยว่เมี่ยวนึกถึงคืนนั้น ที่นางเองก็บาดเจ็บ และคิดที่จะก้าวผ่านเขาไป ในตอนที่ซ่งเถียนบอกว่าเขาใกล้ตายแล้ว ไม่จำเป็นที่นางต้องเสียเวลา ทว่าเขากลับยื่นมือมารั้งนางเอาไว้ เป็นการร้องขอชีวิตอย่างสุดความสามารถ มันคือการต่อรองในใจของนางอยู่นั่นล่ะ แล้วจะทำไมเล่า ในเมื่อนางมองว่านี่คือการสูญเสียทรัพย์สินส่วนตัว ในการยื้อลมหายใจของเขาเอาไว้ การที่เขาต้องจ่ายเงินให้แก่นาง มันก็สมควรแล้วมิใช่หรือ…
“แล้วถ้าข้าไม่มีเงินเล่า” ชายหนุ่มลองหยั่งเชิงหญิงสาวดู ว่านางจะตอบเช่นไร หากเขาไร้เงินทองจ่ายให้แก่นาง
“ข้าก็จะส่งเจ้ากลับไปในที่ ที่เจ้าควรจะไปแต่แรกอย่างไรเล่า”
เป็นคำตอบที่ไม่ต้องไตร่ตรองใด ๆ สายตาของทั้งคู่หันมาสบกันนิ่ง คนนึ่งเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ อีกคนนั้นจริงจังและแน่วแน่ หากนางไม่ได้เงินเป็นค่าตอบแทน ชีวิตที่ยังเหมือนผักของเขา จะไม่หลงเหลือให้เห็นอีกเลยในโลกใบนี้
“ฮ่า ๆ โชคใดจะเข้าข้างเจ้านัก มารดาเจ้าพี่ชายเจ้า ก็ต่ายไปแล้ว ไยเจ้าไม่ตายตามพวกมันไปเล่า!” คำพูดที่โพล่งออกมาจากปากของหวังเต๋อเฟย ประหนึ่งสายฟ้า ที่ฟาดลงกลางแสกหน้าของเหล่าขุนนางกบฏ สตรีวิปลาสผู้นี้กลับกล้าที่จะยอมรับ ว่านางสังหารอดีตฮองเฮา กับอดีตองค์รัชทายาท ช่างน่าตายนัก! “เพราะข้ายังต้องอยู่ เพื่อส่งเจ้าไปกราบเท้าพวกเขาทั้งสองอย่างไรเล่า” อึก! หวังเต๋อเฟยถึงกับดวงตาเบิกกว้าง เมื่อกลางอกของนาง ถูกสายพลังสายหนึ่งพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปราณสังหาร! ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมฮ่องเต้ จึงไม่ทรงเลือกโอรสคนใดเลย เพราะเขามีตัวเลือกที่ซุ่มซ่อนเอาไว้มานาน ทั้งการฝึกฝนและเรียนรู้ คงถ่ายทอดมาแล้วเป็นอย่างดี ต่ำช้านัก! “เสด็จแม่! เจ้าสารเลว!” “ฮึ! ข้าทำแค่นี้ยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ เจ้ายังกล้าพูดออกมาว่าข้าเลว เช่นนั้นเจ้าก็รอดูความเลวของข้าให้ดี” สิ้นคำซ่งเถียนยกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้คนของเขา พาสองแม่ลูกและเหล่าขุนนางกบฏออกจากท้องพระโรงไป เขาไม่ได้มานั่งพิถีพิถัน สอบสวนอย่างเนิบช้า หากจะลงมือก็ต้องให้จบสิ้นโดยไว ในเมื่อแผ่นดินนี่ ตาแก่ชุดทองอยากให้เขา
สามวันต่อมา หลังจากกลับถึงเมืองหลวง ทุกอย่างเหมือนจะสงบนิ่งไป ราวกับหลายสิ่งอย่างไม่เคยเกิดขึ้น ที่สำคัญไปกว่านั้น คนในราชวงศ์หายตัวไปอย่างไรร่องรอย ทว่าฮ่องเต้กลับไม่ทรงให้คนติดตามหา ราวกับทรงรู้อยู่แล้วว่าหายไปเพราะเหตุใด วันนี้ในท้องพระโรง มีการหารือเรื่องแต่งตั้งองค์รัชทายาทคนใหม่ โดยมีชินอ๋องถงลั่วอวิ๋น เป็นหนึ่งในผู้ออกความคิดเห็น ร่วมกับองค์ฮ่องเต้ องค์ชายที่ได้รับเลือก กลับเป็นองค์ชายที่ไม่เคยมีผู้ใดพบหน้ามาก่อน พระโอรสอีกองค์ของอดีตฮองเอา ที่ทรงถูกส่งไปให้ญาติฝ่ายมารดาของฮองเอาเลี้ยงดู การกลับมาขององค์ชายกู้เถียนเสวี่ย นับเป็นที่ฮือฮาของคนทั้งราชสำนัก! ร่างสูงสง่าก้าวเข้ามาภายในท้องพระโรง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเย็นชาขององค์ชายห้า โอรสที่ไม่คิดว่าจะยังมีชีวิตอยู่ ทำให้หวังเต๋อเฟย ที่มีพระโอรส ล้วนมีใบหน้าที่ซีดเชียว เพราะทุกคนต่างมีความหวัง ว่าโอรสของตนเอง จะได้ก้าวไปแทนที่ องค์รัชทายาทที่สินพระชนม์ไปแล้ว เมื่อหลายปีก่อน “กระหม่อมกู้เถียนเสวี่ย ถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” การประชุมครั้งนี้มิใช่เพียงขุนนาง แต่มีเหล่าสนมเข้าร่วมด้วย
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” คำตอบของหญิงสาว ทำให้ถงลั่วอวิ๋น แปรเปลี่ยนจากที่ต้องทบมวนใจและอ่อนโยนต่อนาง กลายเป็นความไม่พอใจ นางพูดออกมาได้อย่างไร ว่าสิ่งที่ต้องการมีเพียงแค่เงิน แล้วที่นางกับเขานอนร่วมห้อง แม้ไม่ร่วมเตียง ก็ใกล้ชิดกันอยู่ตลอด นางจะไม่รู้สึกสิ่งใดต่อเขาเลยจริง ๆ หรือ สตรีบ้าผู้นี้กำลังคิดที่จะปั่นหัวเขาเล่นอยู่หรืออย่างไร “ข้าย่อมไม่ผิดสัญญา พ่อบ้านไปนำค่าจ้าง ตามรายการในสัญญามอบให้แก่นาง” เมื่อนางต้องการเล่นกับความรู้สึกของเขา เช่นนั้นเขาก็จะตอบสนองนางตามที่ต้องการ เขาเองก็อยากรู้นักว่านางจะทำสีหน้าเช่นไร “ขอรับ” พ่อบ้านรับคำ ก่อนจะรับรายการสิ่งที่ต้องมอบให้หญิงสาว แล้วก้าวออกจากห้องรับแขกไป “พวกเจ้าพักที่จวนข้าก่อนก็แล้วกัน” เมื่อไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของหญิงสาว อ๋องหนุ่มจำต้องอ่อนลงให้นางอีกสักส่วน นี่ถือว่าเขายินยอมนางมากแล้ว “ไม่เป็นไรขอรับ เราย่อมมีที่พักในเมืองหลวงแล้ว ท่านอ๋องเดินทางมาไกล ควรพักผ่อนให้ดี รับค่าจ้างแล้วเราก็จะกลับกันเลยขอรับ” เป็นซ่งเถียน ที่ปฏิเสธเอ่ยปาก ขึ้นมาก่
สิบห้าวันต่อมา ณ ประตูเมืองหลวง หวางเฟย ชะเง้อมองไปยังถนนเส้นเล็ก ที่ทอดยาวออกไปแสนไกล บุตรชายของนางจะมาถึงวันนี้ ตามที่คนของนางส่งข่าวมา “พระนาง...นั่นเจ้าค่ะ คณะเดินทางของท่านอ๋องอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” สาวใช้ข้างกาย ชี้ชวนให้ผู้เป็นนายมองตาม ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น คณะเดินทางที่มีธงของสำนักคุ้มภัยชื่อดัง เป็นผู้นำทาง ก่อนจะมีรถม้าคันใหญ่ปรากฏให้เห็นในครรลองสายตา หวางเฟยยกชายเสื้อขึ้นซับหน่วยตา ด้วยความรู้สึกอันตื้นตัน อย่างน้อยเขาก็กลับมา นางไม่อาจทนรับการสูญเสียใดได้อีกในเวลานี้ “มาก็ดีแล้ว” พ่อบ้านชรา รีบกุลีกุจออกไปยืนรอรับคณะเดินทาง ที่เคลื่อนเข้ามาหยุดยังลานกว้าง ก่อนเข้าสู่ประตูเมือง “ท่านอ๋องกลับมาแล้วหรือขอรับ” ชายชราที่ไม่สามารถเข้าใกล้รถม้าได้ ตะโกนถามออกไปเสียงดังอยู่หลายส่วน ก่อนที่เขาจะได้รับอนุญาตจากคนบนหลังม้า ให้เข้าใกล้ตัวรถม้าได้ เพราะคนด้านในส่งสัญญาณมาแล้ว ว่าชายชราคือคนจากจวนอ๋อง “ท่านอ๋องปลอดภัยดีหรือไม่ขอรับ” เมื่อมายืนอยู่ข้างรถม้า ชายชรา เอ่ยถามผู้เป็นนาย ด้วยความห่วงใย “
ภายในห้องนอน ร่างระหงในชุดบางเบา ได้เดินนวยนาทตรงปังเตียงนอน รอยยิ้มอย่างผู้ชนะ ปรากฎบนใบหน้างามของเหมยชุเหริน ด้านนอกคือการต่อสู้ของเจ้าคนไร้ค่า ที่ส่งผีร้ายกับพวกองครักษ์ไร้ฝีมือ เพื่อมากำจัดคนบนเตียง เขลาจนไม่มีใครเทียบจริง ๆ กู้หนานจิ่น นี่ไม่เท่ากับเขาเปิดโอกาสให้นาง ได้เข้าหาท่านอ๋องได้โดยสะดวกหรอกหรือ ทางด้านเล่อเจานั้น ได้ต่อสู้อยู่กับหัวหน้าผู้คุ้มกัน อยู่ทางด้านหลังเรือน เส้นทางที่นางพานายสาว ลอบเข้ามายังบ้านพักหลังนี้ การต่อสู้ที่ทำให้เล่อเจาได้รู้ ว่าที่ผ่านมานางตกอยู่ในกลลวง คนจากเฟิ่งหวง ต่อให้อายุยังน้อย ทว่าฝีมือนั้น เทียบเท่าผู้ฝึกมายาวนานทีเดียว เฟิ่งหวงต้องร่ำรวยเพียงใด จึงสามารถทำเช่นนี้ได้ จ้างวานคนที่มากฝีมือเข้ามาทำงานในสำนัก ทางด้านเหมยชูเหริน ยกยิ้มอย่างพึงพอใจ มือบางค่อย ๆ ปล่อยปล่อยเสื้อคลุมตัวยามออกให้พ้นกาย เผยให้เห็นเพียงผิวร่างที่ขาวเนียน สะท้อนแสงเทียนสลัว ๆ จากมุมห้อง ลมหายใจที่เข้าออกอย่างสม่ำเสมอของชายหนุ่ม ทำให้เลือดในกายนาง สูบฉีดได้ดีนัก! “ท่านต้องมีข้าเป็นชายาเอกเท่านั้น ถงลั่วอวิ๋น” หญิงสาวโน้มกายลงไปใ
เยว่เมี่ยวไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ นางยื่นมืออกไปเพียงเล็กน้อย ปราณสีทองก่อเกิดเป็นแส้เส้นยาว มันเคลื่อนไหวดั่งมีชีวิต นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ยากนักจะนับได้ ว่านางต้องต่อสู้แบบนี้ เพื่อรักษาชีวิตและสร้างเงินตรา หญิงสาวหลับตาลงอีกครั้ง ก่อนจะสะบัดแส้ในมือใส่ร่างของคนที่นางควรเรียกแม่ เสียงหวีดร้องนั้นจางหายไป พร้อมกับร่างกายที่แหลกสลาย นี่คือการทำลายวิญญาณให้แหลกสลาย นางไม่อาจยินยอมให้ผู้ใด นำวิญญาณของมารดา มาใช้เป็นเครื่องมือได้อีกต่อให้นางไม่รู้สึกที่จะรักใคร่ แต่นางก็ไม่ได้ใจดำถึงเพียงนั้น ใครมันจะอยากต่อสู้กับวิญญาณของคนที่ให้กำเนิด สู้ให้วิญญาณนี้แตกสลายไปเสีย จะได้ไม่ต้องพบเจอหรือพัวพันกันไปมากกว่านี้ นางหาได้อกตัญญูต่อผุ้ให้กำเนิด แต่เป็นสิ่งที่มารดาเลือกแล้วด้วยตนเอง“เจ้าไม่รู้สึกจริง ๆ หรือ”ซ่งเถียนก้าวมาหยุดข้างหญิงสาว พร้อมคำถามที่เขาเคยถามนางไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ถ้าเขาเป็นเยว่เมี่ยว เขาจะไม่คิดแยแสเลยแม้แต่น้อย สำหรับคนที่คิดเอาชีวิตเขา ตั้งแต่คลอดออกมาได้มิทันข้ามคืน“รู้สึกแล้วจะได้อันใดตอบแทน ความชิงชังที่ข้ายังไม่รู้ที่มาที่ไป แค่ดวงตาของข้ามีสีทอง หมอผีบอกว่าข้าคือตั
“พี่หญิง แบบนี้จะดีหรือขอรับ นางเป็นถึงท่านหญิง หากเราทำให้นางไม่พอใจ จะทำให้เราเดือดร้อนหรือไม่ขอรับ” เยว่จ้านเอ่ยถามพี่สาว โดยที่สายตาของเขา มองตามหลังรถม้า ที่เคลื่อนตัวออกห่างไปไกลแล้ว เขามิได้กลัวคนพวกนั้นเลย แต่เขาห่วงพี่สาวมากกว่า นางยังไม่ได้ออกเรือน หากถูกทำร้ายขึ้นมา ชีวิตของนางจ
“วาจาช่างไม่สมกับฐานะเอาเสียเลย จ้านเอ๋อร์ พาท่านปู่หวงหลีกทางเขาไป” เยว่เมี่ยวคร้านจะต่อคำกับคนในรถม้า จึงได้หันไปบอกน้องชาย ช่วยพยุงชายชราถอยออกจากตรงนี้เสีย และที่นางยินยอมเปิดทางให้แก่อีกฝ่าย มิใช่เพราะกลัวเกรงในฐานะของอีกฝ่าย แต่มันไร้สาระเกินที่นางจะมาเสียเวลาอยู่ตรงนี้ ส่วนอีกฝ่ายจะ
สิบวันถัดมา หน้าประตูเมืองหน้าด่าน รถม้าหรูหราได้เคลื่อนผ่านประตูเมืองเข้ามา จากเหล่าทหารในชุดองครักษ์ ก็บอกได้แล้วว่าเจ้าของรถม้า เป็นคนชนชั้นสูงจากเมืองหลวง สายตาของผู้คนมากมายจับจ้องไปที่รถม้า เพื่อรอชมว่าคนด้านในคือใคร บุรุษหรือสตรีที่โดยสารมา แน่นอนว่ามีคนที่มองนั้น ล้วนมีเป้าหมายต่อค
ณ เมืองหน้าด่าน เมืองลั่วเป่ย ป๊อก! ป๊อก! ฟืนไฟระวังให้ดี เป็นเสียงคนเคาะยาม ตักเตือนชาวเมือง ที่กำลังหลับใหล ให้รู้ระวัง ก่อนหลับนอนให้ตรวจตราฟืนไฟมิให้หลงลืมจุดเอาไว้ นี่คือสิ่งคุ้นเคยของชาวเมือง มันคือการเคาะบอกเวลา ทว่าในค่ำคืนนี้ มิใช่เยว่ฉง แต่เป็นบุตรสาวของเขา ที่ออกมาทำหน้







