Masuk“วาจาช่างไม่สมกับฐานะเอาเสียเลย จ้านเอ๋อร์ พาท่านปู่หวงหลีกทางเขาไป”
เยว่เมี่ยวคร้านจะต่อคำกับคนในรถม้า จึงได้หันไปบอกน้องชาย ช่วยพยุงชายชราถอยออกจากตรงนี้เสีย และที่นางยินยอมเปิดทางให้แก่อีกฝ่าย มิใช่เพราะกลัวเกรงในฐานะของอีกฝ่าย แต่มันไร้สาระเกินที่นางจะมาเสียเวลาอยู่ตรงนี้ ส่วนอีกฝ่ายจะคิดเช่นไรนั้น ก็หาใช่ปัญหาที่นางต้องแบกรับ
“ขอรับ”
เยว่จ้าน เดินกลับไปประคองชายชรา พาเดินเข้าไปยังข้างถนน เพื่อเปิดทางให้แก่ท่านหญิงจากเมืองหลวง เรื่องนี้คงทำให้ท่านหญิงสูงศักดิ์อยู่ไม่สุขอย่างแน่นอน ที่นี่เมืองหน้าด่าน ผู้มีอำนาจคือคนที่มีเงินในมือ มิใช่ชนชั้น ต่อให้เป็นขุนนางถ้ายากจน ก็ไม่มีปากเสียงสำหรับใครทั้งนั้นในเมืองหน้าด่านแห่งนี้
“พวกชั้นต่ำ! กล้าวิจารณ์ข้าเช่นนั้นรึ! ตบปากสั่งสอนนาง!”
คนในรถม้าสั่งการเสียงกร้าว เหล่าองครักษ์ ที่หมายจะเข้าล้อมหญิงสาวชาวบ้าน จำต้องหยุดเท้าลง เมื่ออยู่ ๆ มีกลุ่มชายฉกรรจ์กว่ายี่สิบคน เดินโอบล้อมพวกเขาอีกชั้น นั่นทำให้เหล่าองครักษ์ จำต้องดูให้แน่ใจ ว่าคนเหล่านี้ต้องการสิ่งใด หรือหากพวกเขาลงมือต่อหญิงสาว ผลจะเป็นเช่นไร...
“ลงมือสิ! ข้าต้องการเห็นนางคุกเข่าร้องขอชีวิต”
เมื่อยังไม่มีเสียงการลงโทษจากด้านนอก คนในรถม้าได้สั่งการสำทับออกมาอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดกว่าเดิมหลายเท่านัก ทว่าเหล่าองครักษ์ กลับไม่อาจที่จะทำได้ตามคำสั่งนั้น เพราะต่อให้พวกเขามีอาวุธ และวิชาการต่อสู้ แต่คนที่กำลังโอบล้อมพวกตนอยู่ ก็ใช่ว่าจะไร้ฝีมือเสียเมื่อไหร่กัน ดูจากรูปร่างที่กำยำนั่นแล้ว คงมีฝีมือไม่ธรรมดาเลย
“ท่านหญิงมาต่างถิ่น ไยมิศึกษาหน่อยเล่าเจ้าคะ ว่าสิ่งใดควรล่วงเกิน สิ่งใดควรหลีกเลี่ยง หาไม่แล้วผลที่ตามมา มันอาจไม่สวยหรูนักหรอกนะเจ้าคะ”
เอ่ยจบเยว่เมี่ยว ก็ได้หมุนกายเดินออกจากตรงนั้น หากสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้ ยังมิรู้แยกแยะ หรือคิดให้ได้ก่อนทุกอย่างจะเลวร้าย นางก็คงช่วยสิ่งใดไม่ได้แล้ว ชายฉกรรจ์เมื่อครู่ ล้วนเป็นคนที่กินใช้เงินของนาง ทำงานให้แก่นางทั้งสิ้น คิดจะแตะต้องนางกับครอบครัว ก็ต้องถามว่ากำลังทรัพย์ที่นำมา มากพอที่จะงัดข้อกับนางได้หรือไม่
“พวกเจ้าทำอันใดกันอยู่ มิเห็นหรือว่านางด่าข้า! ไยไม่ลงมือ”
ท่านหญิงเหมยชูเหริน ที่ตอนนี้เต็มไปด้วยโทสะ ตะโกนสั่งการเสียงดัง ทว่าเหล่าองครักษ์ ทำได้เพียงเดินกลับไปที่ม้าของตนเอง มิใช่พวกเขาอยากขัดคำสั่ง แต่จากการประเมินแล้ว พวกเขาควรพาท่านหญิง ไปให้ถึงโรงเตี๊ยมที่พักอย่างปลอดภัยจะเป็นการดีกว่า หากคิดลงมือกับหญิงสาวผู้นั้น คงยากที่จะอยู่ในเมืองนี้ได้เกินครึ่งวัน
“ท่านหญิง สงบใจก่อนขอรับ เราต้องไปให้ถึงที่พักก่อนขอรับ”
องครักษ์หนุ่มเอ่ยกับผู้เป็นนาย พร้อมส่งสัญญาณให้คนขับรถม้า เคลื่อนตัวออกไปได้แล้ว เพราะสายตาของผู้คนที่มองมา หาได้เป็นมิตรอย่างที่ควรจะเป็นไม่ ดูท่าตำแหน่งของท่านหญิงไม่ใช่สิ่งที่ใครที่นี่จะรู้สึกหวั่นเกรง
“นี่พวกเจ้ากำลังขัดคำสั่งข้าอยู่รึ!”
เหมยชูเหริน เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ หรือเพียงเพราะคนพวกนี้ กำลังคิดว่านางจะไร้ที่พึง เหอะ! อย่างไรนางก็ยังคงเป็นธิดาอ๋องผู้มากด้วยอำนาจ ต่อให้นางมีความผิดเพียงใด ก็ไม่มีใครกล้าสอดปากพูดถึงมันออกมาอยู่ดี
“ท่านหญิง ที่นี่ไม่เหมาะนักที่จะลงมือบุ่มบ่ามได้ขอรับ อย่างไรเราไปที่พักกันก่อนดีกว่าขอรับ”
องครักษ์หนุ่มเอ่ยออกมา ด้วยน้ำเสียงกึ่งปลอบโยน เขามีหรือจะไม่รู้นิสัยของนาง แต่ถ้าเมื่อครู่เขาลงมือกับสตรีผู้นั้น บางทีอาจไร้ลมหายใจ กลับมาปกป้องนางเลยก็เป็นได้ อีกทั้งท่านหญิงเติบโตมาภายใต้การเอาใจ และปกป้องเป็นอย่างดี นางจึงไม่เคยเห็น ว่าโลกภายนอกกำแพงเมืองหลวง มันเต็มไปด้วยอันตรายเพียงใด
“ข้าคือบุตรสาวแห่งจิ้งอ๋องเสิ่น มีสิ่งใดที่ข้าต้องยำเกรงต่อสตรีบ้านนอก ที่ไร้การศึกษาเช่นนั้นด้วย”
หญิงสาวยังคงพูดออกมาด้วยความถือดี นางไม่เคยถูกทำให้รู้สึกอับอายเช่นนี้มาก่อน เรื่องนี้นางไม่อาจทำใจยอมรับได้ อย่างไรสตรีบ้านนอกคนนั้น จะต้องมาคุกเข่าต่อหน้านาง หาไม่แล้วเรื่องนี้นางจะไม่มีวันปล่อยผ่านเป็นอันขาด
“ที่นี่คือเมืองชายแดนขอรับ ไม่ว่าอย่างไร เราก็ต้องระวังเอาไว้ก่อนขอรับ”
องครักษ์หนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ก่อนที่เขาจะกระตุ้นม้า ให้เดินออกห่างจากตรงนั้น หาไม่แล้วเขาคงต้องอึดอัด ที่ไร้คำตอบให้แก่ท่านหญิง
“ต่ำช้า! ข้าเป็นถึงท่านหญิง ยังต้องมาเกรงกลัวต่อสตรีบ้านนอกนั่นอีกรึ!”
เมื่อองครักษ์กระตุ้นม้าเดินออกห่างไปแล้ว หญิงสาวก็หันมาแสดงความเกรี้ยวกราดกับสาวใช้ ที่นั่งอยู่ในรถม้า
“ค่อยจัดการภายหลังจะเป็นการดีกว่าเจ้าค่ะ ที่นี่คือถิ่นของนาง หากเราทำสิ่งใดแบบไม่คิดให้ถี่ถ้วน ท่านหญิงอาจได้รับอันตรายได้เจ้าค่ะ”
สาวใช้ที่มากวัยกว่า และรู้เรื่องราวภายนอกมากว่าผู้เป็นนาย รีบอธิบายอย่างใจเย็น นางรู้ว่าท่านหญิงมีนิสัยเอาแต่ใจ แต่ที่นี่คือชายแดน การจะทำสิ่งใดเหมือนครั้งอยู่เมืองหลวง ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะมันจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี ยิ่งไม่รู้ว่าหญิงบ้านนอกผู้นั้นทีฐานอำนาจใดในมือ ยิ่งไม่ควรที่จะบุ่มบ่ามใด ๆ ทั้งสิ้น
“ทำไมต้องภายหลัง! ก็แค่คนจน ๆ จะเอาอำนาจใดมาเหนือข้าได้”
หญิงสาวยังคงไม่ยินยอม นางรู้สึกเสียหน้า ที่คนของนางไม่คิดทำตามคำสั่ง แต่กลับเลือกที่จะพานางหลีกหนีจากคนพวกนั้น คิดจะทำให้นางอับอาย...
“ทุกอย่างหากไม่วางแผนอย่างรัดกุม ย่อมส่งผลร้ายได้นะเจ้าคะ ยิ่งตอนนี้เรามาเพื่อติดตามหาชินอ๋อง เราต้องใช้เวลาอยู่ในเมืองนี้นานพอสมควร จึงจำเป็นยิ่งนัก ที่เราจะไม่เป็นศัตรูกับคนท้องถิ่น ท่านหญิงทำใจให้สบายเถอะเจ้าคะ เรื่องนี้อย่างไรเสีย บ่าวต้องจัดการให้ท่านหญิงได้สมใจเจ้าค่ะ”
สาวใช้ผู้เป็นพี่เลี้ยงของหญิงสาว มีหรือจะไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไร ให้ใจของผู้เป็นนายสงบลง แน่นอนว่าทุกครั้งที่นางรับปาก ว่าจะจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ให้แก่ผู้เป็นนาย มันจะสำเร็จในทุกครั้ง ถึงแม้ว่าครั้งนี้ นางจะไม่มั่นใจเท่าใดนัก ว่าจะทำได้อย่างที่พูดไหม เพราะดูจากที่เหล่าองครักษ์ เลือกที่จะล่าถอยจากสตรีผู้นั้น แสดงว่าต้องมีสิ่งที่ไม่ควรที่จะก้าวเท้าล้ำเส้น
ทุกพื้นที่ย่อมมีผู้ครองอำนาจ ท่านหญิงเองแม้จะมีฐานะสูงส่ง แต่ก็ต้องรู้จักอ่านสีหน้าผู้อื่น เพื่อไม่ให้ขัดใจต่อผู้ที่มากอำนาจกว่า ทว่าไยท่านหญิงของนาง จึงไม่นึกถึงเรื่องนี้ก่อน ที่จะขัดแย้งกับสตรีบ้านนอกผู้นั้น
“ฮ่า ๆ โชคใดจะเข้าข้างเจ้านัก มารดาเจ้าพี่ชายเจ้า ก็ต่ายไปแล้ว ไยเจ้าไม่ตายตามพวกมันไปเล่า!” คำพูดที่โพล่งออกมาจากปากของหวังเต๋อเฟย ประหนึ่งสายฟ้า ที่ฟาดลงกลางแสกหน้าของเหล่าขุนนางกบฏ สตรีวิปลาสผู้นี้กลับกล้าที่จะยอมรับ ว่านางสังหารอดีตฮองเฮา กับอดีตองค์รัชทายาท ช่างน่าตายนัก! “เพราะข้ายังต้องอยู่ เพื่อส่งเจ้าไปกราบเท้าพวกเขาทั้งสองอย่างไรเล่า” อึก! หวังเต๋อเฟยถึงกับดวงตาเบิกกว้าง เมื่อกลางอกของนาง ถูกสายพลังสายหนึ่งพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปราณสังหาร! ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมฮ่องเต้ จึงไม่ทรงเลือกโอรสคนใดเลย เพราะเขามีตัวเลือกที่ซุ่มซ่อนเอาไว้มานาน ทั้งการฝึกฝนและเรียนรู้ คงถ่ายทอดมาแล้วเป็นอย่างดี ต่ำช้านัก! “เสด็จแม่! เจ้าสารเลว!” “ฮึ! ข้าทำแค่นี้ยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ เจ้ายังกล้าพูดออกมาว่าข้าเลว เช่นนั้นเจ้าก็รอดูความเลวของข้าให้ดี” สิ้นคำซ่งเถียนยกมือขึ้น ส่งสัญญาณให้คนของเขา พาสองแม่ลูกและเหล่าขุนนางกบฏออกจากท้องพระโรงไป เขาไม่ได้มานั่งพิถีพิถัน สอบสวนอย่างเนิบช้า หากจะลงมือก็ต้องให้จบสิ้นโดยไว ในเมื่อแผ่นดินนี่ ตาแก่ชุดทองอยากให้เขา
สามวันต่อมา หลังจากกลับถึงเมืองหลวง ทุกอย่างเหมือนจะสงบนิ่งไป ราวกับหลายสิ่งอย่างไม่เคยเกิดขึ้น ที่สำคัญไปกว่านั้น คนในราชวงศ์หายตัวไปอย่างไรร่องรอย ทว่าฮ่องเต้กลับไม่ทรงให้คนติดตามหา ราวกับทรงรู้อยู่แล้วว่าหายไปเพราะเหตุใด วันนี้ในท้องพระโรง มีการหารือเรื่องแต่งตั้งองค์รัชทายาทคนใหม่ โดยมีชินอ๋องถงลั่วอวิ๋น เป็นหนึ่งในผู้ออกความคิดเห็น ร่วมกับองค์ฮ่องเต้ องค์ชายที่ได้รับเลือก กลับเป็นองค์ชายที่ไม่เคยมีผู้ใดพบหน้ามาก่อน พระโอรสอีกองค์ของอดีตฮองเอา ที่ทรงถูกส่งไปให้ญาติฝ่ายมารดาของฮองเอาเลี้ยงดู การกลับมาขององค์ชายกู้เถียนเสวี่ย นับเป็นที่ฮือฮาของคนทั้งราชสำนัก! ร่างสูงสง่าก้าวเข้ามาภายในท้องพระโรง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเย็นชาขององค์ชายห้า โอรสที่ไม่คิดว่าจะยังมีชีวิตอยู่ ทำให้หวังเต๋อเฟย ที่มีพระโอรส ล้วนมีใบหน้าที่ซีดเชียว เพราะทุกคนต่างมีความหวัง ว่าโอรสของตนเอง จะได้ก้าวไปแทนที่ องค์รัชทายาทที่สินพระชนม์ไปแล้ว เมื่อหลายปีก่อน “กระหม่อมกู้เถียนเสวี่ย ถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” การประชุมครั้งนี้มิใช่เพียงขุนนาง แต่มีเหล่าสนมเข้าร่วมด้วย
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” คำตอบของหญิงสาว ทำให้ถงลั่วอวิ๋น แปรเปลี่ยนจากที่ต้องทบมวนใจและอ่อนโยนต่อนาง กลายเป็นความไม่พอใจ นางพูดออกมาได้อย่างไร ว่าสิ่งที่ต้องการมีเพียงแค่เงิน แล้วที่นางกับเขานอนร่วมห้อง แม้ไม่ร่วมเตียง ก็ใกล้ชิดกันอยู่ตลอด นางจะไม่รู้สึกสิ่งใดต่อเขาเลยจริง ๆ หรือ สตรีบ้าผู้นี้กำลังคิดที่จะปั่นหัวเขาเล่นอยู่หรืออย่างไร “ข้าย่อมไม่ผิดสัญญา พ่อบ้านไปนำค่าจ้าง ตามรายการในสัญญามอบให้แก่นาง” เมื่อนางต้องการเล่นกับความรู้สึกของเขา เช่นนั้นเขาก็จะตอบสนองนางตามที่ต้องการ เขาเองก็อยากรู้นักว่านางจะทำสีหน้าเช่นไร “ขอรับ” พ่อบ้านรับคำ ก่อนจะรับรายการสิ่งที่ต้องมอบให้หญิงสาว แล้วก้าวออกจากห้องรับแขกไป “พวกเจ้าพักที่จวนข้าก่อนก็แล้วกัน” เมื่อไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของหญิงสาว อ๋องหนุ่มจำต้องอ่อนลงให้นางอีกสักส่วน นี่ถือว่าเขายินยอมนางมากแล้ว “ไม่เป็นไรขอรับ เราย่อมมีที่พักในเมืองหลวงแล้ว ท่านอ๋องเดินทางมาไกล ควรพักผ่อนให้ดี รับค่าจ้างแล้วเราก็จะกลับกันเลยขอรับ” เป็นซ่งเถียน ที่ปฏิเสธเอ่ยปาก ขึ้นมาก่
สิบห้าวันต่อมา ณ ประตูเมืองหลวง หวางเฟย ชะเง้อมองไปยังถนนเส้นเล็ก ที่ทอดยาวออกไปแสนไกล บุตรชายของนางจะมาถึงวันนี้ ตามที่คนของนางส่งข่าวมา “พระนาง...นั่นเจ้าค่ะ คณะเดินทางของท่านอ๋องอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” สาวใช้ข้างกาย ชี้ชวนให้ผู้เป็นนายมองตาม ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น คณะเดินทางที่มีธงของสำนักคุ้มภัยชื่อดัง เป็นผู้นำทาง ก่อนจะมีรถม้าคันใหญ่ปรากฏให้เห็นในครรลองสายตา หวางเฟยยกชายเสื้อขึ้นซับหน่วยตา ด้วยความรู้สึกอันตื้นตัน อย่างน้อยเขาก็กลับมา นางไม่อาจทนรับการสูญเสียใดได้อีกในเวลานี้ “มาก็ดีแล้ว” พ่อบ้านชรา รีบกุลีกุจออกไปยืนรอรับคณะเดินทาง ที่เคลื่อนเข้ามาหยุดยังลานกว้าง ก่อนเข้าสู่ประตูเมือง “ท่านอ๋องกลับมาแล้วหรือขอรับ” ชายชราที่ไม่สามารถเข้าใกล้รถม้าได้ ตะโกนถามออกไปเสียงดังอยู่หลายส่วน ก่อนที่เขาจะได้รับอนุญาตจากคนบนหลังม้า ให้เข้าใกล้ตัวรถม้าได้ เพราะคนด้านในส่งสัญญาณมาแล้ว ว่าชายชราคือคนจากจวนอ๋อง “ท่านอ๋องปลอดภัยดีหรือไม่ขอรับ” เมื่อมายืนอยู่ข้างรถม้า ชายชรา เอ่ยถามผู้เป็นนาย ด้วยความห่วงใย “
ภายในห้องนอน ร่างระหงในชุดบางเบา ได้เดินนวยนาทตรงปังเตียงนอน รอยยิ้มอย่างผู้ชนะ ปรากฎบนใบหน้างามของเหมยชุเหริน ด้านนอกคือการต่อสู้ของเจ้าคนไร้ค่า ที่ส่งผีร้ายกับพวกองครักษ์ไร้ฝีมือ เพื่อมากำจัดคนบนเตียง เขลาจนไม่มีใครเทียบจริง ๆ กู้หนานจิ่น นี่ไม่เท่ากับเขาเปิดโอกาสให้นาง ได้เข้าหาท่านอ๋องได้โดยสะดวกหรอกหรือ ทางด้านเล่อเจานั้น ได้ต่อสู้อยู่กับหัวหน้าผู้คุ้มกัน อยู่ทางด้านหลังเรือน เส้นทางที่นางพานายสาว ลอบเข้ามายังบ้านพักหลังนี้ การต่อสู้ที่ทำให้เล่อเจาได้รู้ ว่าที่ผ่านมานางตกอยู่ในกลลวง คนจากเฟิ่งหวง ต่อให้อายุยังน้อย ทว่าฝีมือนั้น เทียบเท่าผู้ฝึกมายาวนานทีเดียว เฟิ่งหวงต้องร่ำรวยเพียงใด จึงสามารถทำเช่นนี้ได้ จ้างวานคนที่มากฝีมือเข้ามาทำงานในสำนัก ทางด้านเหมยชูเหริน ยกยิ้มอย่างพึงพอใจ มือบางค่อย ๆ ปล่อยปล่อยเสื้อคลุมตัวยามออกให้พ้นกาย เผยให้เห็นเพียงผิวร่างที่ขาวเนียน สะท้อนแสงเทียนสลัว ๆ จากมุมห้อง ลมหายใจที่เข้าออกอย่างสม่ำเสมอของชายหนุ่ม ทำให้เลือดในกายนาง สูบฉีดได้ดีนัก! “ท่านต้องมีข้าเป็นชายาเอกเท่านั้น ถงลั่วอวิ๋น” หญิงสาวโน้มกายลงไปใ
เยว่เมี่ยวไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ นางยื่นมืออกไปเพียงเล็กน้อย ปราณสีทองก่อเกิดเป็นแส้เส้นยาว มันเคลื่อนไหวดั่งมีชีวิต นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ยากนักจะนับได้ ว่านางต้องต่อสู้แบบนี้ เพื่อรักษาชีวิตและสร้างเงินตรา หญิงสาวหลับตาลงอีกครั้ง ก่อนจะสะบัดแส้ในมือใส่ร่างของคนที่นางควรเรียกแม่ เสียงหวีดร้องนั้นจางหายไป พร้อมกับร่างกายที่แหลกสลาย นี่คือการทำลายวิญญาณให้แหลกสลาย นางไม่อาจยินยอมให้ผู้ใด นำวิญญาณของมารดา มาใช้เป็นเครื่องมือได้อีกต่อให้นางไม่รู้สึกที่จะรักใคร่ แต่นางก็ไม่ได้ใจดำถึงเพียงนั้น ใครมันจะอยากต่อสู้กับวิญญาณของคนที่ให้กำเนิด สู้ให้วิญญาณนี้แตกสลายไปเสีย จะได้ไม่ต้องพบเจอหรือพัวพันกันไปมากกว่านี้ นางหาได้อกตัญญูต่อผุ้ให้กำเนิด แต่เป็นสิ่งที่มารดาเลือกแล้วด้วยตนเอง“เจ้าไม่รู้สึกจริง ๆ หรือ”ซ่งเถียนก้าวมาหยุดข้างหญิงสาว พร้อมคำถามที่เขาเคยถามนางไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ถ้าเขาเป็นเยว่เมี่ยว เขาจะไม่คิดแยแสเลยแม้แต่น้อย สำหรับคนที่คิดเอาชีวิตเขา ตั้งแต่คลอดออกมาได้มิทันข้ามคืน“รู้สึกแล้วจะได้อันใดตอบแทน ความชิงชังที่ข้ายังไม่รู้ที่มาที่ไป แค่ดวงตาของข้ามีสีทอง หมอผีบอกว่าข้าคือตั
"เจ้าจะทำเช่นนี้จริง ๆ สินะ!"เยว่ฉงเอ่ยถามเกาชาง ด้วยน้ำเสียงอันเย็นเยียบ เขาค่อย ๆ วางถ้วยชาลงอย่างใจเย็น ในเมื่ออยากที่จะจบปัญหาด้วยลมหายใจ มีหรือที่เขาจะไม่สนองตอบ"ข้าไม่ได้ขี้ขลาดเช่นเจ้า ที่จะหลบหนีเยี่ยงสุนัข"เกาชาง ตวาดเสียงกร้าว เรื่องที่ค้างคาก็ควรสะสางให้มันจบสิ้นเสียที ในเมื่อคนตรงหน้
“พี่หญิง แบบนี้จะดีหรือขอรับ นางเป็นถึงท่านหญิง หากเราทำให้นางไม่พอใจ จะทำให้เราเดือดร้อนหรือไม่ขอรับ” เยว่จ้านเอ่ยถามพี่สาว โดยที่สายตาของเขา มองตามหลังรถม้า ที่เคลื่อนตัวออกห่างไปไกลแล้ว เขามิได้กลัวคนพวกนั้นเลย แต่เขาห่วงพี่สาวมากกว่า นางยังไม่ได้ออกเรือน หากถูกทำร้ายขึ้นมา ชีวิตของนางจ
สิบวันถัดมา หน้าประตูเมืองหน้าด่าน รถม้าหรูหราได้เคลื่อนผ่านประตูเมืองเข้ามา จากเหล่าทหารในชุดองครักษ์ ก็บอกได้แล้วว่าเจ้าของรถม้า เป็นคนชนชั้นสูงจากเมืองหลวง สายตาของผู้คนมากมายจับจ้องไปที่รถม้า เพื่อรอชมว่าคนด้านในคือใคร บุรุษหรือสตรีที่โดยสารมา แน่นอนว่ามีคนที่มองนั้น ล้วนมีเป้าหมายต่อค
ภายในห้องนอน ที่มีแสงสว่างจากเทียน ซึ่งถูกจุดจนสว่างโร่ ทำให้คนที่เพิ่งรู้สึกตัว ทำได้เพียงกระพริบตาถี่ ๆ เขากำลังประมวลความคิดต่าง ๆ เพื่อเรียบเรียง ว่าตัวเขามาอยู่ตรงนี้ ในสภาพนี้ได้อย่างไร ก่อนที่เขาจะเอียงใบหน้าไปยังทิศทางที่มาของเสียง ฝีเท้าที่ใกล้ประตูเข้ามาทุกขณะ ทำให้ใจของ







