LOGINสามีที่เกลียดชังเธอ คอยกลั่นแกล้งเธอสารพัด นอกจากเขาแล้วยังมีน้องสาวของเขาที่ช่วยพี่ชายกลั่นแกล้ง ซูว่านอิง นอกจากจะเกิดใหม่เป็นลูกที่พ่อแม่ไม่รักแล้ว ยังเกือบตายเพราะความเห็นแก่ตัวของซูเหยาเหยา หนำซ้ำยังความจำเสื่อม แต่งงานกับผู้ชายที่เกลียดตัวเอง ซูว่านอิงคิดว่าเหตุใดพระเจ้าถึงได้ให้เธอเกิดใหม่และมีชีวิตที่เลวร้ายยิ่งกว่าชาติที่แล้วของเธอ ถึงแม้ชาตินี้เธอจะมีครอบครัว มีพ่อแม่ แต่พวกเขาไม่ได้รักและดูแลเธอ เธอเกิดมาเพื่อเป็นคนรับใช้ของบ้าน ไม่ต่างอันใดกับลูกกำพร้าในชาติที่แล้วของเธอ ซูว่านอิงได้แต่หวังว่าพระเจ้าจะเมตตาให้เธอได้พบกับความสุขและคนที่รักเธออย่างจริงใจ ไม่ทรยศเธอ แต่เพราะอะไรให้เธอได้มีโอกาสเกิดใหม่แต่ต้องมาแต่งงานกับคนที่เกลียดตัวเอง มันแย่เสียยิ่งกว่าสามีนอกใจในชาติที่แล้ว เพราะถึงเขาจะนอกใจแต่เขาก็เคยรักเธอ ต่างจากสามีในชาตินี้ เขาเกลียดเธอ ซูว่านอิงได้แต่หัวเราะเยาะให้กับความโชคร้ายของตัวเอง
View Moreซูว่านอิงเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่รู้ว่าพ่อแม่เป็นใคร เธอถูกโยนไปที่ประตูสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งแต่เธอเกิด มีเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่อยู่ในผ้าอ้อมที่ระบุชื่อและวันเกิดของเธอ ผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นผู้พบและรับเธอเข้ามา
ซูว่านอิงเป็นเด็กสาวที่ฉลาด เธอได้รับทุนการศึกษาตลอดช่วงที่
เธอเรียน ด้วยเงินบริจาคจากผู้มีจิตใจดีและหยิบยื่นโครงการเรียนแบบเรียนไปควบคู่กับการทำงานให้เธอ ชีวิตของเธอจึงราบรื่นต่อมาเธอยังได้รับทุนการศึกษาเต็มจำนวนเพื่อศึกษาต่อปริญญาโทด้านการเงินที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และที่แห่งนี้ทำให้เธอได้พบกับสามีของเธอ ทั้งสองคนเป็นนักศึกษาสาขาวิชาเดียวกัน หลังจากสำเร็จการศึกษา เธอได้เข้าทำงานที่ธนาคารชื่อดังแห่งหนึ่ง ส่วนสามีของเธอต้องการไปเรียนต่อในระดับปริญญาเอกที่ต่างประเทศ
โอกาสในหน้าที่การงานของเธอสดใส ชีวิตคู่ก็ราบรื่น ซูว่านอิงจดทะเบียนสมรสกับลู่เฉิงชิงตั้งแต่หนึ่งปีก่อนที่จะเรียนจบ ทั้งคู่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ซูว่านอิงยังคงทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วยเช่นเคย
เธอมีงานที่ดีมากในวัย 24 ปี แต่มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ว่าในใจของเธอยังมีที่ว่างเสมอที่ไม่อาจเติมเต็มได้ เธอโหยหาความรักจากครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก
แม้ว่าครั้งหนึ่งเธอเคยบ่นว่าพ่อแม่แท้ ๆ ทอดทิ้งเธอ แต่หลังจากเติบโตขึ้น อารมณ์ของเธอก็สงบลงมาก เธอไม่ได้เก็บมาคิดถึงความรักของพ่อแม่อีกเหมือนตอนเด็ก ๆ และเลือกที่จะเข้าใจและอดทนกับหลาย ๆ สิ่ง
หลังจากที่เธอทำงานและได้พบปะผู้คนมากขึ้น เธอมักจะขอ
ความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ ให้ช่วยตามหาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอ แต่ไม่เคยพบเบาะแสของพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเธอเลย มีเพียงรูปถ่ายของผู้ที่ถูกสงสัยว่าเป็นแม่แท้ ๆ ของเธอ นานวันเข้าเธอก็เลิกที่จะตามหาพวกเขาวันเวลาผ่านไปจนมาถึงวันที่สามีของเธอเรียนจบและบินกลับประเทศ ซูว่านอิงรู้สึกดีใจมาก เธอตั้งใจไปรับสามีที่สนามบินด้วยตัวเอง วันนี้เธอยังขอลาหยุดงานหนึ่งวันเพื่อทำอาหาร ทำความสะอาดบ้าน เตรียมต้อนรับสามีกลับบ้านด้วยความดีใจ แต่ซูว่านอิงไม่ได้รู้เลยว่า ความสุขที่เธอโหยหานั้นมันจะกลายเป็นความทุกข์และพรากชีวิตของเธอไป
ที่สนามบิน ซูว่านอิงจ้องมองไปที่ทางเดินของผู้โดยสารขาออกตลอดเวลา เธอรออยู่นานสองนานจนไม่มีผู้โดยสารคนอื่นแล้ว ก็ไม่เห็นเงาสามีที่เธอคิดถึงเขาทั้งวันทั้งคืนเลย
ซูว่านอิงกดโทรศัพท์เพื่อโทรหาสามี แต่ไม่สามารถติดต่อเขาได้
เธอถอนหายใจจากนั้นหันหลังเดินออกไปเพื่อที่จะขับรถกลับบ้าน แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เดินไปถึงรถที่จอดเอาไว้เธอพบว่าสามีของเธอที่ติดต่อไม่ได้กำลังยืนกอดอยู่กับหญิงสาว
คนหนึ่ง และเธอได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนอย่างชัดเจน ทุกคำพูดเหล่านั้นมันทำให้เธอทั้งตาสว่าง เจ็บปวด และรู้สึกว่าเธอเองกลายเป็นคนโง่ เธอถูกหญิงชั่วชายโฉดทั้งสองคนหลอกลวงมานาน“เฉิงชิง ถ้าหากว่าซูว่านอิงรู้ความจริง คุณคิดว่าเธอจะเสียใจไหมคะ”
“เสียใจก็สมควรแล้ว เธอมีอะไรที่เหมาะสมกับผมบ้าง เธอเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีภูมิหลังทางครอบครัว เธอไม่สามารถช่วยให้ผมได้ในสิ่งที่ผมต้องการ”
“แต่เธอเป็นคนทำงานส่งคุณเรียน และยังเผื่อแผ่มาถึงฉันกับ
ลูกของเราด้วยนะคะ”“นั่นก็สมควรแล้ว ใครให้เธอโง่เอง”
“คุณจะหย่ากับเธอเมื่อไหร่คะ”
“หย่าเหรอ ไม่หย่าหรอก แค่ทำให้เธอหายไปจากโลกนี้ก็พอ ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นเด็กกำพร้าแต่ใครจะไปคิดว่าผู้หญิงคนนี้จะมีทรัพย์สินพอสมควร ผมเองก็ไม่รังเกียจที่จะเอามาเป็นของตัวเอง ในฐานะสามีแล้ว สิ่งของของภรรยาย่อมเป็นของสามีด้วยไม่ใช่เหรอ ถ้าหย่าก็ต้องแบ่งครึ่ง แต่ผมไม่ต้องการแบ่ง”
“ดีค่ะ พวกเรากลับบ้านไปฉลองกันเถอะค่ะ”
“ตกลง”
ทั้งสองคนไม่ได้รู้เลยว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นซูว่านอิงได้ยินหมดแล้ว หลังจากรอให้พวกเขาออกไป ซูว่านอิงกลับบ้านไปด้วยความเสียใจ เธอกลับมาถึงได้นำอาหารทั้งหมดไปเททิ้ง จากนั้นก็โทรหาเพื่อนที่เป็นทนายความเพื่อจัดการทรัพย์สินของเธอทั้งหมด บริจาคให้บ้านเด็กกำพร้าทันทีเมื่อเธอเสียชีวิตลง เธอจะไม่ยอมให้พวกเขาได้สมหวัง
เมื่อจัดการเรื่องต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ซูว่านอิงเดินขึ้นไปบนดาดฟ้า แหงนหน้ามองดวงดาวยามค่ำคืน พร้อมกับคำถามมากมายในใจที่ไร้ซึ่งคำตอบ ในตอนนั้นเองเธอรู้สึกถึงแรงผลักด้านหลังทำให้เธอตกจากดาดฟ้าลงไป
ซูว่านอิงเสียชีวิตทันที เธอตายทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าใครผลักเธอ ส่วนคนที่ฆ่าเธอนั้นเป็นใคร เธอก็สุดจะรู้ได้เมื่อเวลาผ่านไปนานเท่าใดก็ไม่รู้ ซูว่านอิงดูเหมือนจะรู้สึกตัว
ขึ้นมาบ้าง แต่ร่างกายของเธอขยับไม่ได้ และเธอก็ลืมตาไม่ได้ เธอได้ยินเสียงร้องไห้และเสียงพูดคุยแผ่วเบา แต่ไม่ได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูด ซูว่านอิงรู้สึกกลัวเล็กน้อย ความรู้สึกที่ไร้เรี่ยวแรงเธอไม่สามารถขยับได้นี้ช่างน่าอึดอัดใจจริง ๆซูว่านอิงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เธอจำได้ว่ามีใครสักคนผลักเธอจากด้านหลัง แล้วเธอก็ตกลงมาจากดาดฟ้า เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะมีชีวิตอยู่ หรือว่าที่นี่เป็นโลกหลังความตาย ? หรือว่าเธอยังไม่ตายกันแน่ ซูว่านอิงรู้สึกสับสนและสงสัยเป็นอย่างมาก หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอรู้สึกเหนื่อยล้ามาก และสติก็เริ่มเลือนหายไปอย่างช้า ๆ ซูว่านอิงหมดสติไปอีกครั้ง
ผ่านไประยะเวลาหนึ่ง เธอรู้สึกตัวอีกครั้ง แม้จะยังรู้สึกอ่อนแรง
อยู่บ้าง แต่เธอก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นได้ สิ่งที่เธอเห็นคือกระเบื้องสีดำด้านบนและผนังอิฐสีฟ้าโดยรอบ เธอนอนอยู่บนเตียงเล็ก ๆ ปูด้วยผ้าห่มเก่า ๆ ภายในห้องมีโต๊ะสี่เหลี่ยมโทรม ๆ และเก้าอี้เตี้ย ๆ สองสามตัว ซึ่งดูทรุดโทรมมาก ภายในห้องยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นยาจาง ๆ ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายตัวก่อนที่ซูว่านอิงจะทันได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอก็ได้ยินเสียงประตูเปิดดังเอี๊ยด เด็กหญิงตัวน้อยอายุประมาณสิบขวบเดินเข้ามาพร้อมกับชามยา เธอสวมผ้าเนื้อหยาบสีฟ้า ผมถูกมัดด้วยเชือกสีแดงเล็ก ๆ สองเส้น ใบหน้ากลมโต และดวงตากลมโต เธอมองซูว่านอิงด้วยความไม่อยากเชื่อ จากนั้นเธอก็วางชามยาลงทันทีและตะโกนว่า
“พี่สามตื่นแล้ว พี่สามตื่นแล้ว” เธอหันหลังกลับ ผลักประตูเปิดออก แล้ววิ่งออกไป
เมื่อได้เห็นเสื้อผ้าและได้ฟังคำพูดของเด็กหญิงที่ดูเหมือนคนโบราณ ซูว่านอิงก็ตระหนักได้ว่าเธอต้องเดินทางข้ามเวลา และสภาพครอบครัวของเจ้าของเดิมก็ดูไม่ค่อยดีนัก หากเธอเดาถูก ที่นี่น่าจะเป็นชนบท แต่เธอไม่ได้รับความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิม ซึ่งหมายความว่าเธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้เลย ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากมาก
ซูว่านอิงรู้สึกว่าเธอโชคดีมากที่ได้มีชีวิตที่สอง มีโอกาสได้เกิดใหม่
อีกครั้ง เธอขอบคุณพระเจ้าอย่างสุดซึ้งที่ให้โอกาสเธอได้เกิดใหม่ในใจ อย่างเงียบ ๆหลังจากนั้นไม่นาน ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นรูปร่างหน้าตาของคน ๆ นั้นอย่างชัดเจน เธอก็ตกใจเป็นอย่างมาก
เป็นผู้หญิงอายุประมาณ 40 ปี รูปร่างสูง สวมผ้าคลุมศีรษะสีฟ้า ใบหน้ายาว ใบหน้าของเธอแดงก่ำจากการทำงานหนักมาหลายปี แม้จะมี
ริ้วรอยเล็ก ๆ บนใบหน้า แต่ก็ยังสามารถเห็นร่องรอยของความงดงามของเธอได้ จินตนาการได้ว่าเธอน่าจะเป็นสาวงามในหมู่บ้านเมื่อสิบกว่าปีก่อนสิ่งที่ทำให้ซูว่านอิงประหลาดใจคือผู้หญิงคนนั้นมีหน้าตาคล้ายกับผู้หญิงในรูปถ่ายที่ถูกสงสัยว่าเป็นแม่แท้ ๆ ของเธอมาก มันจะเป็นเรื่องบังเอิญขนาดนั้นได้ยังไงกัน ?
ผู้หญิงคนนั้นเข้ามาสวมกอดซูว่านอิงพลางเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบเสื้อผ้าของซูว่านอิง หญิงผู้นั้นร้องไห้ ซูว่านอิงรู้สึกว่าไหล่ของเธอเปียกเล็กน้อย ปกติแล้วเธอเป็นคนรักความสะอาดมาตลอด แต่กลับไม่ได้รู้สึกขยะแขยงอะไร กลับรู้สึกใจดีอย่างอธิบายไม่ถูกแทน นี่ต้องเป็นแม่ของเจ้าของร่างเดิมแน่ ๆ เธอคิดในใจ
“ดีแล้วที่นางตื่น ดีแล้วที่นางตื่น”
หญิงสาวที่มีหน้าตางดงามอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับชายวัยกลางคนขาเป๋ ชายวัยกลางคนพูดด้วยดวงตาแดงก่ำ ชายคนนั้นดูคล้ายกับ “พ่อ” ในรูปมาก แต่นิสัยกลับดูเป็นคนคงแก่เรียนมากกว่า
น่าแปลกที่หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอกลับสวยจนแม้แต่ซูว่านอิงที่คุ้นเคยกับการเห็นสาวสวยมากมายในภาพยนตร์และละครโทรทัศน์สมัยใหม่ก็ยังตกตะลึง
เธอผสานข้อดีทั้งหมดของพ่อแม่เข้าด้วยกันและสืบทอดมันมา
เธอมีคิ้วบาง ดวงตาสวย และจมูกโด่ง ถึงแม้หญิงสาวคนนี้จะเกิดในชนบท แต่ถือว่าเป็นหญิงงามผู้หนึ่ง ซูว่านอิงหวังว่าเธอจะเป็นหญิงสาวที่ทั้งงดงามและนิสัยดี“อย่ากอดเสี่ยวอิงแน่นขนาดนั้น เสี่ยวอิงหายใจไม่ออก”
“ทำไมล่ะ ลูกสาวของข้าในที่สุดนางก็ตื่นแล้ว ข้ามีความสุข ข้ากอดนางแล้วมันจะทำไมกัน”
หญิงวัยกลางคนตอบกลับอย่างไม่พอใจ แต่ก็ยอมปล่อยซูว่านอิงออกจากอ้อมกอดของเธอ เมื่อมองดูสถานการณ์เช่นนี้ ซูว่านอิงคงเดาได้ว่าคนเหล่านี้น่าจะเป็นสมาชิกในครอบครัวของร่างเดิม
จะเห็นได้ว่าพวกเขาใส่ใจร่างเดิมอย่างสุดหัวใจ แต่เธอไม่ได้รับ
ความทรงจำเกี่ยวกับร่างเดิมเลย ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยาก หากพวกเขารู้ว่าร่างนี้ ถูกแทนที่โดยเธอ ตามความเชื่อของคนโบราณเกี่ยวกับภูตผีและเทพเจ้า พวกเขาจะเอาเธอใส่กรงหมูไปถ่วงน้ำหรือไม่เธอต้องรีบหาวิธีหลอกพวกเขาเมื่อพยายามคิดหาวิธี ซูว่านอิงรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย ทันใดนั้นเธอก็สังเกตเห็นว่ามีผ้ากอซพันรอบหน้าผาก
ของเธอเป็นวง ๆ ในเมื่อเจ้าของเดิมถูกตีหัว เธอก็น่าจะแกล้งทำเป็นสูญเสียความทรงจำไปก็ได้“พวกเจ้า พวกเจ้า พวกเจ้าเป็นใคร” ซูว่านอิงถามด้วยสีหน้าสับสน
เห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างตกตะลึงกับคำพูดของซูว่านอิง เมื่อพวกเขาได้สติ ทุกคนก็พากันเข้ามารุมล้อมเธอและตั้งคำถามทีละคน“ข้าคือแม่ของเจ้า เจ้าจำข้าไม่ได้หรือ”
“เจ้ายังจำพวกเราได้หรือไม่”
“ข้าคือใคร”
“เจ้าจำตอนที่เจ้าตกจากภูเขาได้หรือไม่”
“เจ้ายังจำชื่อเจ้าได้หรือไม่”
...
ซูว่านอิงส่ายหน้าและบอกว่าเธอจำพวกเขาไม่ได้และไม่สามารถ
ตอบคำถามของพวกเขาได้ในตอนนี้ ครอบครัวซูรีบไปเชิญหมอคนหนึ่งมา เขาถูกเรียกว่าหมอ แต่ดูเหมือนว่าระดับความสามารถทางการแพทย์ของเขาจะไม่สูงนักหลังจากที่หมอวัดชีพจรของซูว่านอิงและถามคำถามไปสองสามข้อ เขาก็บอกกับพ่อและแม่ของซูว่านอิงอย่างจริงจังว่าซูว่านอิงอาจจะตกใจเกินไปและได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะ ดังนั้นจึงจำอะไรไม่ได้เลย
ส่วนที่เหลือก็ไม่มีอะไรผิดปกติ หมอไม่ได้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น เพียงแต่เขียนใบสั่งยาและบอกให้ไปรับยามานั่นแหละคือวิธีที่ซูว่านอิงคิดเอาไว้เพื่อให้เธอสามารถเอาตัวรอดไปได้ เธอรู้สึกว่าตระกูลซูปฏิบัติต่อเธออย่างดี พวกเขาไม่ใช่คนประเภทที่ชอบทุบตีหรือดุด่าเธอ แถมยังไม่ใช่พวกที่ยกให้ผู้ชายเป็นใหญ่ด้วย
ไม่เช่นนั้นซูว่านอิงคงทนไม่ไหวจริง ๆ และคงอยู่ต่อไปไม่ได้แน่ ๆ สำหรับอนาคต เธอต้องคิดให้รอบคอบจริง ๆ บางทีอาจเป็นเพราะซูว่านอิงเพิ่งหายจากอาการป่วยหนัก เธอจึงรู้สึกง่วงมากหลังจากคิดอยู่พักหนึ่ง
เธอก็หลับไปอย่างมึนงงฤดูวสันต์ ฤดูกาลแห่งสรรพสิ่งที่ฟื้นคืนชีพ หิมะบนหลังคาเริ่มละลาย ต้นไม้เริ่มผลิใบอ่อน ในที่สุดคดีกบฏขององค์ชายรองก็มีบทสรุปผู้ที่มีส่วนร่วมสำคัญในคดีกบฏขององค์ชายรองล้วนถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแล่เนื้อถลกหนัง ส่วนผู้ที่เหลือล้วนถูกเนรเทศไปยังชายแดน ทว่าด้วยความพยายามไกล่เกลี่ยช่วยเหลือของฮั่วเหลียนเฉิง ซูหรูอี้จึงรอดพ้นจากโทษประหารชีวิต และถูกตัดสินให้เพียงแค่เนรเทศไปชายแดนเหนือเท่านั้นข่าวนี้แพร่สะพัดกลับไปถึงเมืองหย่งโจว หลี่เหนียงเสียใจอย่างหนักจนถึงขั้นสลบไป ซูหรูอี้คือบุตรสาวที่นางรักและทะนุถนอมมากที่สุด เมื่อต้องมาตกระกำลำบากเช่นนี้ นางย่อมไม่อาจทำใจยอมรับได้ หัวใจของนางเจ็บปวดเจียนตาย นางหลงลืมคำเตือนของซูว่านอิงที่เคยกำชับให้เก็บตัวเงียบๆ ไปจนสิ้น นางไม่สนแม้กระทั่งเสียงห้ามปรามของบิดาซู หอบหิ้วเถียนเถียนเดินทางเข้าเมืองหลวงมาหาซูว่านอิง คุกเข่าร้องห่มร้องไห้น้ำตาอาบหน้าอยู่เบื้องหน้านาง“ว่านอิงเอ๋ย ซูหรูอี้เป็นพี่สาวแท้ๆ ของเจ้านะ ดินแดนทางเหนืออันแสนทุรกันดารนั่นมีหิมะตกตลอดทั้งปี ไม่ใช่ที่ที่คนจะอยู่ได้เลย พี่สาวของเจ้าไม่เคยต้องทนลำบากมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย นางจะไปทนรั
แม่นางเตี๋ยอู่แห่งหอชุนอวี้ เห็นซือซือพรวดพราดเข้ามา ก็กวาดสายตามองไป๋เฉียนสลับกับซือซือพลางยิ้มอย่างรู้ทัน นางจงใจขยับกายเข้าไปเบียดชิดไป๋เฉียน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยดย้อย “คุณชายยังคงนึกถึงข้าน้อยอยู่เสมอ ถึงขั้นสั่งให้คนยกของกินมาให้ถึงที่เชียว”ซือซือรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง นางกระแทกกล่องอาหารลงบนโต๊ะเสียงดังปัง พลางเอ่ยกระแทกแดกดัน “ใกล้จะเที่ยงแล้ว พี่เตี๋ยอู่รีบกลับไปเสียเถอะเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวแดดร้อนเปรี้ยงขึ้นมา ผิวพรรณจะไหม้เกรียมเอาได้นะเจ้าคะ”บนตัวสตรีผู้นี้พกถุงหอมมากี่ใบกันเนี่ย ถึงได้ส่งกลิ่นฉุนกึกอบอวลไปทั่วทั้งห้องเช่นนี้เตี๋ยอู่ทำหูทวนลม แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจความหมายแฝง นางกระตุกชายเสื้อของไป๋เฉียนพลางออดอ้อน “คุณชายเจ้าขา แม่หนูซือซือยังบอกเองเลยว่าแดดข้างนอกมันร้อนเปรี้ยง ท่านก็รั้งให้ข้าอยู่กินมื้อเย็นด้วยกันก่อนแล้วค่อยกลับเถิดนะเจ้าคะ ข้าจะได้อยู่พูดคุยเป็นเพื่อนแก้เบื่อให้ท่านไงเจ้าคะ”“ไม่อนุญาต”ไป๋เฉียนยังไม่ทันได้อ้าปากตอบ ซือซือก็ตวาดขัดขึ้นมาเสียเสียงดังลั่น ดวงตาของนางวาวโรจน์ไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความหึงหวง แทบอยากจะพุ่งเข้าไปจับคนทั้งสองแยกออกจากกันเดี๋
ซือซือเดินตามหลังซูว่านอิงลงจากรถม้า พอเข้าไปในห้องด้านในและถอดหมวกคลุมหน้าออก ก็เผยให้เห็นรอยฟกช้ำดำเขียวบริเวณหางคิ้วและหางตา ซ้ำยังมีรอยข่วนสีแดงเป็นทางยาวหลายรอยบริเวณรอยต่อระหว่างลำคอกับปลายคางซูว่านอิงค้นหายาลดอาการบวมและสลายรอยฟกช้ำบนตู้ยาของซือซือที่เต็มไปด้วยขวดยาวางเรียงราย ปกติแล้วซือซือชอบหมกมุ่นอยู่กับการปรุงยาพวกนี้ ยาในตู้ล้วนเป็นยาที่นางลงมือปรุงเองตามตำราแพทย์ทั้งสิ้น“พี่สะใภ้ ตู้ชั้นที่สาม ขวดเล็กๆ สีแดงชาดขวดที่ห้าจากริมสุดนั่นแหละเจ้าค่ะ”เมื่อเปิดฝาออก กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นก็โชยเตะจมูก ซูว่านอิงป้ายเนื้อยาออกมาเล็กน้อยแล้วค่อยๆ ทาลงบนบาดแผลของซือซือ“ซี๊ดดด”บริเวณที่บวมแดงมีรอยถลอกเล็กๆ พอสัมผัสโดนเนื้อยาที่เย็นเฉียบและแสบสัน ความเจ็บปวดก็แล่นจี๊ดขึ้นมาทันที“ทีตอนนี้ล่ะมารู้สึกเจ็บ แล้วตอนอยู่ที่สนามม้า ทำไมถึงได้ใจร้อนวู่วามปานนั้นเล่า”ซือซือกัดฟันข่มความเจ็บ พลางสบถด่าด้วยความเคียดแค้นไม่ได้รับความเป็นธรรม “พวกลูกผู้ดีเสเพลพวกนั้น อาศัยบารมีตระกูลตัวเองมาทำตัวกร่าง รังแกเกี้ยวพาราสีหญิงสาวชาวบ้าน แถมยังมาด่าว่าข้าแส่ไม่เข้าเรื่อง หาว่าข้าเป็นแค่หมอหญิงต่ำต้อยท
ฮั่วเหลียนเฉิงผู้เปี่ยมไปด้วยความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของบัณฑิต กลับยอมคุกเข่าให้นางเช่นนี้หรือ การที่นางคุกเข่าต่อหน้าเขาที่ศาลในวันนั้น เป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบด้วยความโกรธแค้น แต่นางไม่เคยคิดหวังจะให้เขาต้องมาคุกเข่าขอขมานางเช่นนี้เลยเขากุมมือของนางไว้แน่น สัมผัสอุ่นวาบถ่ายทอดถึงกัน นัยน์ตาสีดำขลับของเขาสะท้อนภาพของนางอย่างชัดเจน เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังและจริงใจ“เมื่อครั้งยังเยาว์วัย ข้าเคยรู้สึกดีกับพี่สาวของเจ้าจริง ทว่ามันก็เป็นเพียงความรู้สึกเลือนราง ไม่เคยล่วงเกินขอบเขตใดๆ เลย และตั้งแต่วันที่ข้าแต่งงานกับเจ้า ข้าก็ตัดใจจากนางได้อย่างเด็ดขาด ไม่เคยมีความรู้สึกอื่นใดหลงเหลืออยู่อีกเลย”พอพูดถึงตรงนี้ ใบหูของเขาก็เริ่มแดงระเรื่อ ก่อนจะลามไปถึงลำคอ “แต่หลังจากที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับเจ้า ข้าก็เริ่มใส่ใจเจ้า คอยจดจำคำพูด รอยยิ้ม และความรู้สึกของเจ้า โดยไม่รู้ตัว.. ข้าก็ตกหลุมรักเจ้าเข้าเสียแล้ว ข้าปรารถนาที่จะได้ชื่นชมความงดงามของโลกใบนี้ไปพร้อมกับเจ้า อยากจะเคียงคู่เจ้าไปจนตราบวาระสุดท้าย ทว่าเมื่อข้าต้องเข้าไปพัวพันกับศึกชิงบัลลังก์ อนาคตเบื้องหน้าช่างมืดมนและเต็มไปด้วยอันตราย ข้





