LOGINหญิงสาวหยิบช้อนคนโจ๊ก ตักขึ้นมาพอดีคำ ก้มลงไปเป่าเชื่องช้าสักพัก ก่อนจะส่งเข้าปากลูก ซ่งย่วนหยวนอ
หญิงสาวหยิบช้อนคนโจ๊ก ตักขึ้นมาพอดีคำ ก้มลงไปเป่าเชื่องช้าสักพัก ก่อนจะส่งเข้าปากลูก ซ่งย่วนหยวนอ้าปากงับอย่างรวดเร็วแล้วกลืนลงท้องทันทีอย่างง่ายดาย ไม่มีคราบอาหารเลอะปากสักนิด คนเป็นแม่มองลูกแล้วอมยิ้ม นางตักโจ๊กขึ้นมาใหม่แต่ยังไม่ยอมป้อนคำถัดไป ซ่งย่วนหยวนที่กำลังรออาหารจากมารดาส่งเสียงประท้วง ท่านแม่นะท่านแม่ ชอบแกล้งอยู่เรื่อย นางหิวมาก อันที่จริงอยากกินเป็ดย่างด้วยซ้ำ แต่จะทำอย่างไรได้ เด็กหกเดือนไม่มีฟันให้เคี้ยวของเหล่านั้น ได้กินโจ๊กแก้ขัดก็ยังดีกว่าไม่ได้กิน หกเดือนที่ผ่านมา นางทรมานจะขาดใจอยู่แล้ว หวางหลินไม่อยากแกล้งลูกต่อ หญิงสาวตักโจ๊กป้อนลูกทีละคำอย่างเชื่องช้าด้วยความระมัดระวัง คอยสังเกตว่าซ่งย่วนหยวนอิ่มหรือไม่ นางจะได้หยุดป้อน ทว่าเมื่อป้อนจนหมดชาม เด็กทารกก็ยังอ้าปากรออาหารอยู่เช่นนั้น “หยวนเอ๋อร์ พอก่อนลูก เดี๋ยวอาเจียน เชื่อฟังแม่นะ”
วันที่ซ่งย่วนหยวนได้ลิ้มลองอาหารมาถึงแล้ว เจ้าก้อนแป้งตื่นแต่เช้าตรู่ ส่งเสียงเรียกปลุกมารดาเพื่อทวงสัญญา ยามท่านแม่ขยับเปลือกตา งดงามราวกับผีเสื้อโบยบิน เด็กทารกเผลอมองแล้วอมยิ้มจนแก้มพอง นางมีท่านแม่งดงามเช่นนี้ เดี๋ยวโตขึ้นมาตนก็คงงดงามเหมือนท่านแม่ แต่ซ่งย่วนหยวนไม่มีทางแต่งงานหรอกนะ อยู่กับท่านแม่มีความสุขมากที่สุดแล้ว หวางหลินเพิ่งตื่นยังมีอาการงัวเงียมองบุตรสาวที่จับจ้องมายังตนตาแป๋วก็หัวเราะ ดูเหมือนเจ้าก้อนแป้งจดจำแม่นยำว่าตนเองจะได้กินอาหารวันไหน ลูกของนางฉายชัดว่าเป็นเด็กกินเก่งตั้งแต่อายุไม่กี่เดือน ช่างตะกละจริง ๆ แน่นอนว่านางไม่เลี้ยงบุตรสาวให้เหมือนสตรีบ้านอื่น ปกติคนเป็นแม่ทุกบ้านมักห่วงรูปร่างลูกของตน กลัวว่าหากโตขึ้นจะออกเรือนไม่ได้ จึงควบคุมอาหารไม่ให้กินมา
หวางหลินชะงัก โอบกอดบุตรสาวแน่นขึ้น หัวใจนางเต้นระรัวยิ่งกว่ากลองศึกยามสู้รบ หากแต่ยังไม่หันไปมองเพราะคิดไม่ตกว่าควรหนีเลยดีหรือไม่ โชคดีที่ตลอดระยะเวลาสามเดือนมานี้ นางมิได้คบใครเป็นพิเศษ คนมาซื้อสมุนไพรที่ร้านก็ไม่เคยบอกนามจริงสักครั้ง พวกเขาย่อมไม่รู้ที่ไปที่มาอันแท้จริง “ข้าเรียกไม่ได้ยินหรือ เหตุใดยังไม่หันมาอีก” ซ่งอ๋องหงุดหงิดที่สตรีผู้นั้นไม่ยอมหันมา เขารู้สึกคุ้นเคยแผ่นหลังและขนาดตัวนางที่คล้ายคลึงหวางหลินสิบในสิบส่วน ทว่าพอเรียกอีกครั้ง หญิงสาวยังคงยืนนิ่ง ชายหนุ่มไม่รั้งรออีกต่อไป ก้าวลงจากหลังม้า เตรียมฝ่าวงล้อมชาวบ้านไปหาสตรีผู้นั้น แต่จู่ ๆ ก็มีหญิงสาวมากมายมาจากที่ใดไม่รู้ ปรี่เข้ามาหา พวกนางพยายามมอบผ้าเช็ดหน้าประจำตัวมาให้จนซ่งอี้หลุนมิอาจฝ่าวงล้อมออกไป “ท่านอ๋อง ได้โปรดรับผ้าเช็ดหน้าด้วยเจ้าค่ะ” “ท่านอ๋อง ได้โปรดรับผ้าเช็ดหน้าข้านะเจ้าคะ” ซ่งอ๋องเป็นขุนนางยศสูง ทั้งยังพ่วงตำแหน่งอ๋องศักดินา การมีหลายภรรยามิใช่เรื่องผิด พวกนางเต็มใจแม้ได้เป็นแค่อนุหรือสาวใช้ห้องข้าง ขอเพียงซ่งอ๋องเมตตา นับเป็นเ
หวางหลินอยากพาบุตรสาวกลับบ้าน ทว่าเสียงกีบเท้าม้าของกองทัพทหารซ่งอ๋องดังเข้าใกล้เรื่อย ๆ คาดว่าอีกไม่นานเขาคงมาถึง หญิงสาวเห็นร้านขายอาภรณ์ จึงเดินไปขอซื้อเสื้อคลุมกันลมที่มีหมวกของสตรีและเด็กอย่างละตัว จัดการสวมใส่ให้ตนเองและบุตรสาว ก่อนจะไปยืนรวมกลุ่มกับชาวบ้าน ซ่งย่วนหยวนได้ยินผู้คนพูดคุยกัน เด็กทารกเข้าใจกระจ่างทันทีว่าท่านพ่อกำลังผ่านมาทางนี้ แต่เพราะท่านแม่ไม่ปรารถนาอยากพบ การสวมเสื้อคลุมกันลมนับเป็นการอำพรางตัวที่ดี ราวกับสวรรค์เป็นใจ จู่ ๆ ในตลาดก็มีสายลมพัดโชยรุนแรง การที่ชาวบ้านจะสวมใส่ชุดคลุมกันลมจึงมิใช่เรื่องแปลก พอท่านพ่อใกล้มาถึง ในใจเจ้าก้อนแป้งรู้สึกคิดถึงท่านมาก อยากเห็นหน้าท่านสักนิดก็ยังดี ไม่รู้ว่าตนจะมีโอกาสหรือไม่ อากัปกิริยาของลูกอยู่ในสายตาหวางหลิน หญิงสาวแอบคิดว่าเจ้าก้อนแป้งอาจกำลังโหยหาความรักจากบิดา อย่างไรเด็กก็ไม่ควรขาดพ่อและแม่ ที่ผ่านมาตนพยายามอย่างสุดความสามารถ ให้ความรักความอบอุ่นอย่างมิขาดตกบกพร่อง หวังว่าสักวัน ซ่งย่วนหยวนจะลืมท่านพ่อผู้ใจร้ายจนหมดสิ้น นางวางมือบนศีรษะทุยของลูก ลูบเบา ๆ อย่างให้กำลังใจ
หวางหลินแม้ไม่เคยเผชิญเหตุการณ์เลวร้าย แต่จากที่ฟังท่านยายเล่ามา นางรู้สึกเป็นห่วงชีวิตความเป็นอยู่ของลูก หากพวกมันบุกมาแถวนี้เล่า ในบ้านนางเป็นสตรีทั้งหมด จะต้านทานบุรุษบึกบึนได้อย่างไร หญิงชราเห็นเถ้าแก่เนี้ยร้านขายสมุนไพรมีท่าทางกังวลก็เอื้อมมือไปจับมือนุ่ม ออกแรงบีบเบา ๆ อย่างให้กำลังใจ “ไม่ต้องห่วงนะ ซ่งอ๋องเพิ่งปราบกบฏเผ่าตู้เสร็จ กำลังเคลื่อนกำลังพลมาที่นี่” ยามเอ่ยถึงซ่งอ๋อง แววตาหญิงชราเต็มไปด้วยความหวัง ในแคว้นโตวหลี่มีใครไม่รู้จักซ่งอ๋องบ้าง แม่ทัพใหญ่ผู้มีกองกำลังทหารในมือ เคลื่อนทัพไปที่ใดก็ได้รับแต่ชัยชนะ ไม่เคยพ่ายแพ้สักครั้ง ชาวบ้านเมืองซีฉวนย่อมรู้สึกอุ่นใจ หากท่านอ๋องมาที่นี่ ทว่าหวางหลินตัวแข็งทื่อเมื่อได้ยินนามซ่งอ๋อง... นางไม่พบเขาสามเดือนเห็นจะได้ ป่านนี้อีกฝ่ายคงแต่งงานใหม่ รับซูเฟ่ยเจียเข้าจวนในฐานะพระชายาเอกแล้วกระมัง&nb
ประโยคเมื่อครู่ของปิงปิงไม่เพียงแค่หวางหลินที่ได้ยิน เด็กทารกวัยหกเดือนด้วยเช่นกัน ซ่งย่วนหยวนหยุดกินนมมารดา หันไปมองสาวรับใช้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น หวางหลินหลังปิดสาบเสื้อเรียบร้อยก็มองลูกแล้วหัวเราะ “ขี้สงสัยจริง ๆ นะหยวนเอ๋อร์” คนเป็นแม่ยิ้มแย้มเอ่ย บุตรสาวของนางพัฒนาการแปลกประหลาดกว่าเด็กวัยเดียวกันมานานแล้ว เรื่องนี้มีเพียงตนและปิงปิงทราบ เนื่องจากอยู่ใกล้ชิดกับเจ้าก้อนแป้งตลอดเวลา ทว่าแม้จะดูแปลกประหลาดไปบ้าง อย่างไรซ่งย่วนหยวนก็เป็นลูก นางจึงเอ็นดู มิได้เกรงกลัวและคิดในแง่มุมร้าย กลับมองว่าน่ารัก “นายหญิง เอาเช่นไรดีเจ้าคะ ข้าไล่แล้วก็ไม่ยอมไป” หวางหลินสบสายตาสาวรับใช้ตน สีหน้าปิงปิงไม่สู้ดีนัก เห็นได้ชัดว่าพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว คงรู้สึกแย่ที่ต้องเข้ามาตามนางทั้ง ๆ ที่เป็นเวลาให้นมซ่งย่วนหยวน บ่าวดีเช่นนี้ นางไม่มีทางดุด่าต่อว่าหรอก “เจ้าดูแลหยวนเอ๋อร์เถอะ ข้าไปเอง” “เจ้าค่ะ” ปิงปิงรีบขานรับทันที ทอดถอนลมหายใจด้วยความโล่งอกที่ตนไม่โดนนายหญิงด่า จะว่าไป...ตนคิดมากเอง นายหญิงไม







