Masukซูหนี่ที่กำลังเอนกายพิงหมอนใบใหญ่ พลางถอนหายใจยาวเหยียดออกมาด้วยร่างกายที่เริ่มอึดอัดจนขยับตัวลำบากด้วยครรภ์ที่ย่างเข้าเดือนที่หก
ยามนี้ หน้าท้องที่ขยายใหญ่ทำให้นางรู้สึกอุ้ยอ้ายมิต่างจากแม่หมูตัวหนึ่ง บัดซบเถอะสวรรค์! นางก่นด่าในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า สามีก็ร้ายกาจ ลูกติดก็เพิ่งจะสามขวบ เจ้าของร่างเดิมก็ดูไม่ต่างจากตุ๊กตากระเบื้องเคลือบไร้ชีวิตที่ไม่เคยได้รับความรัก ซ้ำร้ายนางก็ยังต้องมาอุ้มท้องเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวร้ายผู้นี้อีก “เหอะ! ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลยใจร้ายเกินไปแล้ว” น้ำเสียงหวานบ่นพึมพำออกมาอย่างอัดอั้น ฝ่ามือเรียวก็ทุบลงบนฟูกนอนเพื่อระบายความอัดอั้น “ฮูหยินได้โปรดระงับโทสะเถิด เกรงว่าจะกระทบกระเทือนถึงคุณหนูในครรภ์ได้นะเจ้าค่ะ” ช่านช่าน สาวใช้คนสนิทที่เติบโตมาด้วยกันรีบเข้ามาปราม “เหตุใดเขาถึงได้นิสัยเสียเช่นนี้” ซูหนี่เอ่ยลอดไรฟัน “หมายถึงคุณชายน้อยหรือเจ้าคะ ช่านช่านว่าคุณชายน้อยออกจะเฉลียวฉลาดมีมารยาท ทั้งที่อายุเพียงสามหนาวเท่านั้น” ในสายตาของช่านช่าน แม้จื่อหยวนน้อยจะขาดมารดาผู้ให้กำเนิด ทว่านายท่านกลับเข้มงวดกวดขันเสียจนเด็กน้อยดูวางตัวดีกว่าเด็กในวัยเดียวกันนัก นับว่าทั้งรู้ความและเฉลียวฉลาดในคราเดียวกัน “บุตรชายของข้าย่อมน่ารักอยู่แล้ว แต่บิดาของเขานั่นซิ...” ช่างปากคอเราะร้ายจนน่าตีนัก ซูหนี่ทิ้งประโยคหลังไว้ในใจ นางหาได้เอ่ยออกมา ทว่าใบหน้ากลับฉายชัดถึงความเอือมระอา “เกรงว่า ข้าคงต้องส่งคนมาสอนบทมารยาทให้เจ้าใหม่เสียแล้ว” ทันใดนั้น เสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยอำนาจดังขึ้นพร้อมกับผู้ถูกกล่าวถึงปรากฏตัวขึ้น…ทั้งจื่อหยวนน้อยและหวังเหว่น ช่างมาไวปานสายลมประหนึ่งรับรู้ว่ากำลังถูกนินทา ซูหนี่พยายามพยุงลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเลโดยมีช่านช่านรีบเข้ามาประคองอย่างไว “จื่อหยวน มานั่งนี่เร็วเข้า” นางกวักมือเรียกเด็กน้อยพลางตบที่ว่างบนเตียง ใบหน้าคนงามเปื้อนรอยยิ้มจางๆ อย่างอ่อนโยน จื่อหยวนน้อยยกยิ้มร่า ทว่ากลับชะงักเท้าแล้วปรายตามองบิดาอย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อเห็นว่าอิกฝ่ายพยักหน้าเชิงอนุญาตเบาๆ เด็กน้อยจึงปรี่เข้าไปหามารดาเลี้ยงทันที สำหรับจื่อหยวนแล้ว แม้จะรู้จักสตรีบนเตียงได้ไม่นานนัก แต่มารดาผู้นี้ใจดีและอบอุ่นเหลือเกิน จนเขากลัวว่าจะเป็นเพียงแค่ฝันตื่นหนึ่งที่วันใดวันหนึ่งก็คงต้องลืมตาตื่นขึ้นมา “ท่านแม่...น้องของข้า วันนี้เขาตื่นหรือยังขอรับ” “จับดูสิ” ซูหนี่คลี่ยกยิ้ม เอื้อมมือไปลูบศีรษะเด็กน้อยด้วยความเอ็นดู “อย่าได้รุนแรงนัก” ทว่ากลับมีเสียงเย็นชาของคนตัวโตขัดขึ้นทันควัน ทำเอาเด็กน้อยชะงักมืออย่างลังเลอีกครั้ง ซูหนี่เหลือบมองคนผู้นั้นด้วยสายตาขุ่นเคือง นางอดไม่ได้ที่จะสวนตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว “หวังเหว่ย…หากท่ารมีธุระก็ไปจัดการเสียเถิด จื่อหยวนเป็นบุตรชายข้า เขาทั้งโยนอ่อนโยนและเป็นเด็กดีกว่าที่ท่านคิดนัก” “เจ้าเป็นมารดาครั้งแรกจะไปรู้อะไร” ห วังเหว่ยเอ่ยเสียงเรียบ ทว่านัยน์ตากลับวาวโรจน์ด้วยความกังวลฉายออกมาวูบหนึ่ง ครรภ์นี้เขามิอาจประมาทได้แม้เพียงนิด... เขาจะไม่ยอมให้ใครต้องมาแลกชีวิตเพื่อเด็กคนหนึ่งอีกแล้ว โดยเฉพาะสตรีที่เริ่มมีความสำคัญต่อความรู้สึกของเขาเช่นนาง “ท่านเองก็เป็นบิดาครั้งที่สองแล้วไม้ใช่หรือไร เหตุใดถึงมิรู้ความเลยเล่า” ซูหนี่ตอบกลับอย่างไม่ลดละ ทั้งยังเงยหน้าขึ้นสบตาหาได้มีความรู้สึกเกรงกลัวใดๆ ทั้งสิ้น แต่ก่อนที่บรรยากาศคุกรุ่นในห้องไปมากกว่านี้ ทุกอย่างก็พลันหยุดลงชั่วคราว เมื่อสาวใช้มารายงานแจ้งว่าคุณชายตระกูลเฉินได้มารอพบที่สระบัว พอได้ยินแล้ว…หนังตาของนางก็พลันกระตุกริกๆ ราวกับรู้ดีว่า เหตุการณ์ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร พร้อมกับมีความทรงจำบาง อย่างที่ผุดขึ้นมาราวกับจะย้ำเตือนว่าจะเกิดอันใดขึ้น ซูหนี่พลันแค่นยกยิ้มเยาะร้าย และเมื่อมาถึงโถง สตรีดูผู้หนึ่งรีบถลาวิ่งเข้ามาหาหวังเหว่ยทันทีราวกับหนูติดกับ น้ำเสียงหวานเยิ้มที่เอ่ยร้องขึ้นจนฟังแล้วชวนให้รู้สึกสะอิดสะเอียนคล้ายจะอาเจียนไม่น้อย “เหว่ยเกอ!” ซูหนี่ลอบเบ้ปากในใจ เหว่ยเกออย่างนั้นหรือ? นางจึงแสร้งทำเป็นก้มมองทางเดินอย่างลำบาก ฝ่ามือข้างหนึ่งก็โอบอุ้มท้องไว้ดูเหน็ดเหนื่อยทุกฝีก้าวนัก ฟางเฟย…บุตรสาวสกุลเฉินกระตุกยิ้มหยัน นัยน์ตาเมล็ดซิ่งฉายแววดูแคลนขณะที่จ้องมองภาพเบื้องหน้า พลางนึกสมเพชในใจว่า...สตรีผู้นี้คิดจริงๆ หรือว่าการตีหน้าหนักอึ้งดูย่ำแย่ยิ่งกว่างิ้วที่โรง เตี๊ยมจะเรียกร้องความสนใจจากเหว่ยเกอได้ เหอะ…ฝันไปเถิด! “ระวังเสียบ้าง” เสียงดุของหวังเหว่ยดังขึ้นข้างกาย แทนที่จะเดินผ่านไป เขาก็กลับยื่นมือหนาออกมาตรงหน้านาง ท่าทางดูผิดแปลกไปจากที่เคนเป็น “จับมือข้าไว้” น้ำเสียงเอ่ยขึ้นอีกครั้งคล้ายออกคำสั่ง ซูหนี่ชะงัก เม้มปากแน่นมองมือเขาสลับกับใบหน้าคมคาย “ท่าน...ไว้ใจได้หรือ” “หากสามีอย่างข้า เจ้ายังไม่อาจเชื่อใจได้แล้วในใต้หล้านี้จะวางใจผู้ใดได้อีก ลืมไปแล้วหรือไรว่าข้างกายของเจ้าในยามนี้ หาได้มีผู้ใดคอยปกป้องอีกต่อไปแล้ว” ถ้อยคำพูดนั้นทำให้ซูหนี่จุกในอกขึ้นมาทันที... ใช่! นางลืมไปได้อย่างไร ว่าตอนนี้ตนคือฮูหยินของตัวร้ายที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายในโลกใบนี้ในสุดยามค่ำคืนที่นางรอคอยก็มาถึงเสียที ซูหนี่เหน็ดเหนื่อยกับพิธีการต่างๆ มาตลอดทั้งวันรวมทั้งอาภรณ์สีแดงที่สวมใส่เครื่องประดับบนหัวงดงามแต่หนักอึ้งยิ่งนักส่วนเจ้าบ่าวหรือสามีหมาดๆ ของนางในยามนี้นะหรือคาดว่าคงดื่มสุราสังสรรค์ส่งแขกอยู่กระมัง แขกเรือที่มานั้นนับว่ามีฐานะไม่น้อยไล่ไปตั้งแต่ฮ่องเต่บนสุดจนถึงเหล่าขุนนางราชสำนักระดับล่างสุดต่างมาแสดงความยินดีสีหน้าคนงามยามนี้เต็มไปด้วยความสุขอิ่มเอมใจจึงนัก ช่านช่านเห็นเป็นเช่นนี้แล้วเบาใจเหลือเกิน “พระชายาจะพลัดเปลี่ยนอาภรณ์อาบน้ำเลยหรือไปเจ้าค่ะ”ถ้อยคำเรียกเอ่ยนั้นฟังแล้วเขอะเขินเล็กน้อยซูหนี่เงยหน้าขึ้นสบตาช่านช่าน ไม่ว่าจะเรื่องดีหรือเรื่องร้ายยังคงมีบ่าวผู้นี้อยู่ข้างกายเสมอมา “ขอบคุณ”ไฉนพระชายาต้องขอบคุณนางด้วยเล่าเตรียมอาบน้ำหาใช่เรื่องใหญ่ ใบหน้าช่านช่านเต็มไปด้วยความงุนงง“…..”คนตรงหน้าช่างไม่รู้เสียเลยว่าตนช่วยเหลือนางไง้มากมายเพื่อใด ซูหนี่จึงหัวเราะเล็กน้อย “อาหยวนกับหนิงหนิงเล่า”ช่านช่านกระพริบตาปริบๆ จึงเอ่ยตอบไป “ยามนี้แม่นม ทรงพาเข้านอนแล้วเจ้าค่ะ”อ่า ลืมไปเสียแล้ว ยามนี้ดึกดื่นพอสมควรเด็กๆ ของนางคงต้องนอนแล้ว วันนี้
ซูหนี่ไม่สนใจเดินจากไปพร้อมจวิ้นอ๋องทันที จากนี้ไม่ข้องเกี่ยวกันก็อย่างได้เสียเวลาไปนานกว่านี้เลย“อีกสักหน่อยกังลับจวนกันเถอะอาเฟิ่ง”ดึกปานนี้อาหยวนคงเฝ้าหนิงหนิงอยู่กระมังทั้งทีบอกแล้วว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่านช่านและแม่นมเถิดแต่ทว่าดูท่าแล้วอาหยวนน้อยคงไม่ยอม“คิดถึงลูกๆ แล้วหรือไร” อาหนี่นางเคยห่างลูกนานเสียเมื่อไหร่กันทว่า..“ช้าก่อน!”เสียงสตรีดังก้องอย่าไร้มารยาทพลันเอาผู้คนโดยรอบหันมองให้ความสนใจทันที ผู้ใดจะไม่รู้บ้างเหล่าว่าสตรีนางนั้นคือใครสตรีจอมเอาแต่ใจแห่งจวนเฉิงยามนี้คือภรรยาของหวังเหว่ยฟางเฟยเร่งฝีเท้าเดินไปเบื้องหน้า การแต่งงานครั้งนี้นางได้มาอย่างยากลำบากซ้ำยังรอคอยมานาน ยังไม่ทันได้โอ้อวดแล้วจะคุ้มค่าหรือ..นางแย่งวาสนาของซูหนี่มาได้แล้วครานี้จะแย่งความสุขของซูหนี่ไม่ได้หรือหวังเหว่ยเริ่มกระจ่างแจ้งดีว่าภรรยาตนจะทำเช่นไร เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนตามหลังไป “ระวังหน่อยเฟยเฟย”“รอก่อนได้หรือไม่”ซูหนี่หยุดชะงัก ยามนี้ไม่ต้องคาดเดาเลยว่าสตรีเสแสร้งผู้นั้นโกรธแค้นนางเพียงใดไฉนไม่ลืมเลือนไปนานปานนี้แล้ว “อาเฟิ่ง..” ซูหนี่หันหน้าไปมองจวิ้นอ๋องนางอยากทำอะไรเขาล้วน
ซูหนี่มองรอบด้านด้วยแววตาเป็นประกาย เดินเข้าออกชมแผงตั้งร้านนั้นร้านนี้เป็นว่าเล่นทว่ากับไม่ได้อะไรติดไม่ติดมือมา“ไม่เอาหรือ”กอปรกับช่วงระยะเวลาตั้งแต่คลอดหนิงหนิงนั้นนางมิได้ย่างกายออกจากจวนเลยทุกอย่างเลยดูน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนักนางส่ายหน้า “มีเทศกาลโคมไฟทุกวัน ข้านั้นก็อยากจะมาทุกวัน”ถนนเส้นหลักของเมืองหลวงวันนี้ครึ้กครื้นยิ่งนักมีตั้งแต่ผู้คนแรกรุ่นไปจนถึงวัยกลางคนที่ออกมาพบปะดื่มด่ำกับบรรยากาศที่ปีหนึ่งมีหนหนึ่ง ช่างน่าเสียดายนักสมควรมีให้หลายวันเสียหน่อยจวิ้นอ๋องเดินตามอาหนี่อย่างว่าง่ายโดยไม่ปริปาก เรื่องที่นางกล่าวน่าสนใจยิางนักสมควรเก็บไปถวายฎีกาคำร้องให้มีหลายหลายวันเสียงหน่อย “ระวังเสียบ้าง!”ทว่าคำนี้ไม่ได้กล่าวถึงซูหนี่ที่เดินไปซ้ายไปขวาแต่เป็นกล่าวถึงผู้ที่เดินสวนทางผู้คนได้แต่จ้องตาเขม็งพอจะเอ่ยปากว่ากล่างสายตาพลันเหลือบไปเห็นพู่ห้อยหยกอักษรจวิ้นยิ่งกว่านั้นคือบุรุษหนุ่มข้างกายอีกคนสายตาดุดันยิ่งนั้นก็ได้แต่พากันหวาดกลัว“ขอ..ขออภัยคุณชาย”เฝิ่นลู่ได้แต่ปรายตามโค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา ยามนี้หญิงสาวเปรียบเสมือนพระชายาก็ไม่ปานยิ่งกว่านั้นคือไข่ในม
จื่อหยวนยืนแน่นิ่งตัวแข็งทื่อมีแต่ดวงตาที่ลอกแล่กไปมาเท่านั้นยังไม่พอเหตุไฉนผู้คนทั้งหลายถึงเอาแต่ยิ้มหังเราะดีอกดีใจเอาปานนั้น“เป็นกระไรไป” จวิ้นอ๋องแลเหลียวมองเด็กชายข้างกายตั้งแต่รุ่งสางจนตอนนี้พระอาทิตย์ลอยขึ้นเหนือสูงจื่อหยวนน้อยก็เอาแค่หน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดเวลา หรือกำลังคิดว่าตนจะไร้ตัวตนดังเช่นอยู่จวนถิงหรือต้องไม่เป็นเช่นนั้น“ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นบุตรธรรม..”“ไฉนนางไม่มีผม ไม่มีคิ้ว” ไม่ทันสิ้นประโยคจื่อหยวนก็พูดขึ้นหลังเงียบมานานใช่ น้องตัวน้อยในครรภ์ของท่านแม่เป็นเด็กหญิง ทว่าไฉนเป็นเด็กหญิงผิวหนังถึงเหี่ยวย่นน่าเกียจ ไม่มีคิ้ว ไม่มีผมเช่นนี้เหล่า ไม่เหมือนกับเหล่าสตรีที่ที่เขาพบเห็นสักนิดจื่อหยวนไม่เข้าใจจวิ้นอ๋องแทบเป็นลมล้มจับ เขากำลังจะอธิบายให้จื่อหยวนเข้าใจว่าถึงมีน้องสาวของเต้าเพิ่มมาหนึ่งคนหรือมากนี้ ความใส่ใจที่เขาและอาหนี่มีให้จื่อหยวนย่อมไม่ลดน้อยตามลงเป็นแน่เหตุใดถ้อยคำที่เปล่งออกมานั้นทำเอาเขาแทบเสียสติเล่าเฝิ่นลู่มองผู้เป็นนายด้วยความเห็นใจ “คุณหนูยังเด็กนักขอรับ”จื่อหยวนย่นใบหน้า ในใจมีแต่คำถามว่า งั้นรึ? ใช่เรื่องจริงหรือเท็จกัน?“น้องสาวจะงดงามเหมือน
จวิ้นอ๋องเดินขยับกายมาข้างเตียงใกล้นางหมายจะโน้มตัวลงกระซิบที่หน้าท้องถูกแต่กับถูกแรงกระตุกจากมือข้างซ้ายชู่ว์จื่อหยวนน้อยเอ่ยเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบ “ท่านแม่หลับ”ท่าทางเช่นนี้ของเด็กชายข้างกายช่างต่างกันเหลือเกินกับความกล้าหาญเมื่อหลายวันก่อน“มารดาเจ้าเอาแต่นอน”พอเอ่ยถึงเรื่องนี้จวิ้นอ๋องปวดหนึบในใจยิ่งนัก สภาพร่างกายของนางล้วนปกติเด็กทารกตัวแดงในครรภ์นั้นก็ด้วย ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาต้องปวดใจนักคือสภาพจิตใจของนางที่คงบอบช้ำจื่อหยวนน้อยพยักหน้าสุ่มเสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น “อาหยวน”ซูหนี่เปิดเปลือกตาขึ้นด้วยความอ่อนล้า หลายวันมานี้นางเอาแต่ตื่นมาพอกินดื่มจากนั้นก็หลับไปตลอดซ้ำยังเหม่อเป็นครั้งคราวโชคชะตานางมิอาจกำหนดได้เองเลยหรือแม้นางจะไม่รู้สึกอะไรมากนักแต่คาดว่าร่างนี้ย่อมรู้สึกเจ็บปวดไม่น้อย เอาเถอะหากเหนื่อยก็พักให้จนพอ มารดายังมีลูกในท้องและลูกอีกคนให้ต้องคอยดูแลจวิ้นอ๋องค่อยๆ ช่วยขยับร่างอวบอิ่มนั้นให้พิงกับหมอนอิง“อาหยวนคิดถึงท่านแม่” ก่อนที่จื่อหยวนจะปืนขึ้นเตียงมารดาอย่างลืมตัวด้วยความคิดถึง ซบใบหน้าน้อยๆ ลงบนหน้าอกนุ่มนิ่ม“ระวังน้องเจ้า” จวิ้นอ๋องเอ่ยเตือนซูหนี่ระบาย
“เรื่องระหว่างข้ากับนางยังไม่จบ…ใครจะพานางไปไหนไม่ได้”ซูหนี่มองหวังเหว่ยด้วยความแปลกใจ พูดไม่ออก เขาล้มแล้วหัวกระแทกก้อนหินเช่นอาหยวนหรือเหตุใดถึงเสียสติราวกับคนฟั่นเฟือนก็ไม่ปาน น่าเสียดายที่ตอนนี้น่าไม่ใช่ซูหนี่คนเดิมไม่เช่นนั้นคงโง่งมไม่ลืมหูลืมตาเป็นแน่“เรื่องของข้าและท่านมันจบไปนานแล้ว”ในเมื่อเรื่องมาถึงเช่นนี้เขาได้แต่จำนนยอมกล่าวออกมา จวิ้นอ๋องปรายตามองหน้าท้องของอาหนี่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวออกมา “เรื่องเป็นเช่นไรเจ้าย่อมรู้ดี!”หวังเหว่ยสะอึกเดิมทีไม่นึกว่าจวิ้นอ๋องจะเอ่ยถึงเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาเสียอย่างนั้น “หึ! เป็นจวิ้นอ๋องแล้วอย่างไรวายาปากที่กล่าวออกมาเป็นเพียงแค่ลมปากงั้นรึ”เป็นอย่างที่นางค้างคาใจแน่ เรื่องระหว่างคนสามคนต้องมีอะไรข้องเกี่ยวกันดั่งที่นางสงสัย ถ้าเช่นนั้นเกิดอะไรขึ้นแววตาของหวังเหว่ยยามนี้เคร่งขรึมมาก “วันนั้น…เป็นเจ้าเองที่ขี้ขลาดแม้แต่สตรีที่รักหรือลูกในท้องนางก็ไม่อาจออกหน้ารับได้” ในเมื่อปิดไม่ได้ก็เปิดเผยออกมาซะดีกว่า หวังเหว่ยหมดความอดทนว่ากระไรนะ?ยามนี้ซูหนี่คล้ายคนหูอื้อยิ่งไม่ว่าอะไรไปล้วนไม่เข้าโสตประสาทสักนิด “อาเฟิ่ง..” ก่อนเหลียวหันมองคนข้างกา
หวังเหว่ยกับมาถึงจวนถิงยามเว่ย(13.00-14.59)เดิมทีคราแรกตั้งหมายไว้ว่าจะสะสางงานที่ค้างคา แต่ไฉนได้เพียงแค่เท้าก้าวเหยียบย้ำเข้ามาก็มีเรื่องชวนให้ปวดหัวเสียแล้วเสียงสตรีด่าทอดังออกมาฟังแล้วโกลาหนหนวุ่นวายประหนึ่งกำลังอยู่ตลาดก็ไม่ปาน “นายท่านจะไปที่ใด” จางเจิ้งเอ่ยถามเมื่อเห็นผู้เป็นนายกำลังเดินไปอ
“เป็นอย่างไรบ้าง” พอได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นหู หวังเหว่ยจึงละสายตาจากกระดานหมาก เผยรอยยิ้มจางๆ พลางเอ่ยตอบ “สบายดีขอรับ”ทว่าบุรุษอาวุโสสกุลถิงกลับถามย้ำ “ข้าหมายถึงนาง”ถิงหวังเหว่ยนิ่วหน้า ปลายนิ้วที่กำลังจะเดินหมากชะงักค้าง ไฉนใครต่อใครถึงเอาแต่ถามถึงนางกัน เขาค่อนขอดในใจ “นางน่ะหรือ...ดูจะสุ
ในวันที่อากาศหนาวเหน็บจนหิมะโปรยปรายเช่นนี้ คาดว่าคงไม่มีผู้ใดอยากจะลุกขึ้นจากเตียง ทว่าผิดกับที่จวนสกุลถิง ซูหนี่ในยามนี้ห่อหุ้มร่างกายด้วยผ้าขนสัตว์หนาหลายชั้น เหลือเพียงใบหน้าจิ้มลิ้มที่โผล่พ้นออกมา แก้มนวลทั้งสองข้างของนางขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะลมหนาวที่พัดมาปะทะเป็นระลอก…มองดูแล้วน่าเอ็นดูนักย
ซูหนี่ปรายตามองความวุ่นวายตรงหน้าแวบหนึ่งก่อนจะดึงสายตากลับมามองบนพื้นที่ยามนี้เต็มไปด้วยเศษกระเบื้องและน้ำชาที่แตกกระจายเป็นวงกว้าง ขณะที่แม่ดอกบัวขาวผู้นั้นก็ดูแสดงท่าทีหวาดกลัวจนตัวสั่นระริกจ้องมองบุรุษข้างกายนางราวกับลูกนกเหอะ! มีผู้ใดจะมาฆ่าหรือไร ถึงได้ทำท่าหวาดกลัวปานนั้นนางเห็นแล้วก็อดไ







