Masuk
“ท่านแม่ขอ!”
จื่อหยวนน้อยในวัยสามหนาวตะโกนเรียกสุดเสียง เมื่อเห็นเงาร่างของมารดาเดินห่างออกไปไม่ไกล บุรุษหนุ่มผู้โอบอุ้มเด็กน้อยไว้แนบอกขมวดคิ้วมุ่น ก่อนเอ่ยข่มขวัญเสียงเข้ม “บอกว่าเช่นไร…” จื่อหยวนน้อยใบหน้ามุ่ยลงทันทีพลางดีดดิ้นส่งสัญญาณให้บิดาวางตนลงเสียที น้ำเสียงของเด็กน้อยเจื่อนลงด้วยรวามรู้สึกผิด “ขออภัยท่านแม่ จื่อหยวนจะไม่ตะโกนเสียงดังไร้มารยาทอีกแล้วขอรับ” เด็กน้อยพลางนึกขึ้นได้ว่าบิดาเคยขู่ไว้ หากเสียงดังจนท่านแม่และน้องตกใจ คนทั้งสองจะหนีหายไปไม่กลับมาอีก “หาใช่เรื่องใหญ่อันใด” น้ำเสียงหวานเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้ม ซูหนี่ยื่นมือออกไปหมายจะรับตัวเด็กน้อย “วันนี้เขาจะนอนกลางวันกับข้า” นางเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเด็ดขาดคล้ายไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธ “ใช่!” จื่อหยวนพยักหน้าหงึกหงักอย่างยินดี “หากเจ้าไปนอนเบียดมารดาจนอึดอัดเล่า จะทำเช่นไร” ถิงหวังเหว่ยเอ่ยขัด สายตาเหลือบมองบุตรชายที่ดูดีใจเกินกว่าเหตุนัก หาได้สนใจภรรยาตรงหน้าไม่ “ท่านเลิกกล่าววาจาเหลวไหลเสียที” ซูหนี่พลางลอบถอนใจออกมาเฮือกใหญ่เหนื่อยหน่าย ฝีปากของบุรุษผู้นี้ช่างน่าตีนัก “อาหยวนตัวหนักเพียงเท่านี้ ข้าจะอึดอัดได้อย่างไร” “กล้าเถียงข้าแล้วหรือ” หวังเหว่ยเลิกคิ้ว เขาละสายตาจากบุตรชายแล้วหันไปมองแแม่ของลูก ซูหนี่เค้นเสียงเหอะในลำคอ...บัดซบเถอะ! นี่นับว่าเถียงแล้วหรือ...นางเพียงแค่ออกความเห็นเท่านั้น นับตั้งแต่สวรรค์โยนวิญญาณนางลงมาอยู่ในร่างสตรีผู้น่าสงสารนางนี้ ความทรงจำที่แสนรันทดก็หลั่งใหลเข้ามาไม่หยุดหย่อน ซูหนี่…บุตรสาวไร้ค่าของจวนขุนนางใหญ่ที่พยายามใช้ชีวิตอย่างเจียมตัวทุกย่างก้าว ทว่ากลับพลาดท่าเสียทีจนต้องตบแต่งเป็นฮูหยินของตัวร้ายอย่างถิงหวังเหว่ยผู้นี้ ทั้งหมดก็เพราะแผนการของพวกตัวเอกในนิยายแท้ๆ! พอนึกถึงชื่อสามีผู้นี้ นางก็อยากจะวิ่งหนีไปให้ไกลแสนไกล ทั้งอารมณ์ร้าย นิสัยดุดัน แม้แต่สายเลือดแท้ๆ อย่างจื่อหยวนเขายังข่มขูใส่ เพียงเพราะเด็กน้อยถือกำเนิดในวันที่สตรีที่เขารักจากไป... แล้วจื่อหยวนผิดอันใดเล่า! ไหนจะยัยแม่นางเอกนั่นอีก ที่ส่งยิ้มหวานแต่ใจดำมืด ชอบทำตัวเป็นสุนัขบ้าคอยลอบกัดผู้อื่นไปทั่วเพียงเพราะถือดีว่ามีใบหน้าคล้ายสตรีในดวงใจของพ่อตัวร้าย ทั้งยุ่งเหยิงเสียจนนางอยากกลั้นใจตายในสุดยามค่ำคืนที่นางรอคอยก็มาถึงเสียที ซูหนี่เหน็ดเหนื่อยกับพิธีการต่างๆ มาตลอดทั้งวันรวมทั้งอาภรณ์สีแดงที่สวมใส่เครื่องประดับบนหัวงดงามแต่หนักอึ้งยิ่งนักส่วนเจ้าบ่าวหรือสามีหมาดๆ ของนางในยามนี้นะหรือคาดว่าคงดื่มสุราสังสรรค์ส่งแขกอยู่กระมัง แขกเรือที่มานั้นนับว่ามีฐานะไม่น้อยไล่ไปตั้งแต่ฮ่องเต่บนสุดจนถึงเหล่าขุนนางราชสำนักระดับล่างสุดต่างมาแสดงความยินดีสีหน้าคนงามยามนี้เต็มไปด้วยความสุขอิ่มเอมใจจึงนัก ช่านช่านเห็นเป็นเช่นนี้แล้วเบาใจเหลือเกิน “พระชายาจะพลัดเปลี่ยนอาภรณ์อาบน้ำเลยหรือไปเจ้าค่ะ”ถ้อยคำเรียกเอ่ยนั้นฟังแล้วเขอะเขินเล็กน้อยซูหนี่เงยหน้าขึ้นสบตาช่านช่าน ไม่ว่าจะเรื่องดีหรือเรื่องร้ายยังคงมีบ่าวผู้นี้อยู่ข้างกายเสมอมา “ขอบคุณ”ไฉนพระชายาต้องขอบคุณนางด้วยเล่าเตรียมอาบน้ำหาใช่เรื่องใหญ่ ใบหน้าช่านช่านเต็มไปด้วยความงุนงง“…..”คนตรงหน้าช่างไม่รู้เสียเลยว่าตนช่วยเหลือนางไง้มากมายเพื่อใด ซูหนี่จึงหัวเราะเล็กน้อย “อาหยวนกับหนิงหนิงเล่า”ช่านช่านกระพริบตาปริบๆ จึงเอ่ยตอบไป “ยามนี้แม่นม ทรงพาเข้านอนแล้วเจ้าค่ะ”อ่า ลืมไปเสียแล้ว ยามนี้ดึกดื่นพอสมควรเด็กๆ ของนางคงต้องนอนแล้ว วันนี้
ซูหนี่ไม่สนใจเดินจากไปพร้อมจวิ้นอ๋องทันที จากนี้ไม่ข้องเกี่ยวกันก็อย่างได้เสียเวลาไปนานกว่านี้เลย“อีกสักหน่อยกังลับจวนกันเถอะอาเฟิ่ง”ดึกปานนี้อาหยวนคงเฝ้าหนิงหนิงอยู่กระมังทั้งทีบอกแล้วว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่านช่านและแม่นมเถิดแต่ทว่าดูท่าแล้วอาหยวนน้อยคงไม่ยอม“คิดถึงลูกๆ แล้วหรือไร” อาหนี่นางเคยห่างลูกนานเสียเมื่อไหร่กันทว่า..“ช้าก่อน!”เสียงสตรีดังก้องอย่าไร้มารยาทพลันเอาผู้คนโดยรอบหันมองให้ความสนใจทันที ผู้ใดจะไม่รู้บ้างเหล่าว่าสตรีนางนั้นคือใครสตรีจอมเอาแต่ใจแห่งจวนเฉิงยามนี้คือภรรยาของหวังเหว่ยฟางเฟยเร่งฝีเท้าเดินไปเบื้องหน้า การแต่งงานครั้งนี้นางได้มาอย่างยากลำบากซ้ำยังรอคอยมานาน ยังไม่ทันได้โอ้อวดแล้วจะคุ้มค่าหรือ..นางแย่งวาสนาของซูหนี่มาได้แล้วครานี้จะแย่งความสุขของซูหนี่ไม่ได้หรือหวังเหว่ยเริ่มกระจ่างแจ้งดีว่าภรรยาตนจะทำเช่นไร เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนตามหลังไป “ระวังหน่อยเฟยเฟย”“รอก่อนได้หรือไม่”ซูหนี่หยุดชะงัก ยามนี้ไม่ต้องคาดเดาเลยว่าสตรีเสแสร้งผู้นั้นโกรธแค้นนางเพียงใดไฉนไม่ลืมเลือนไปนานปานนี้แล้ว “อาเฟิ่ง..” ซูหนี่หันหน้าไปมองจวิ้นอ๋องนางอยากทำอะไรเขาล้วน
ซูหนี่มองรอบด้านด้วยแววตาเป็นประกาย เดินเข้าออกชมแผงตั้งร้านนั้นร้านนี้เป็นว่าเล่นทว่ากับไม่ได้อะไรติดไม่ติดมือมา“ไม่เอาหรือ”กอปรกับช่วงระยะเวลาตั้งแต่คลอดหนิงหนิงนั้นนางมิได้ย่างกายออกจากจวนเลยทุกอย่างเลยดูน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนักนางส่ายหน้า “มีเทศกาลโคมไฟทุกวัน ข้านั้นก็อยากจะมาทุกวัน”ถนนเส้นหลักของเมืองหลวงวันนี้ครึ้กครื้นยิ่งนักมีตั้งแต่ผู้คนแรกรุ่นไปจนถึงวัยกลางคนที่ออกมาพบปะดื่มด่ำกับบรรยากาศที่ปีหนึ่งมีหนหนึ่ง ช่างน่าเสียดายนักสมควรมีให้หลายวันเสียหน่อยจวิ้นอ๋องเดินตามอาหนี่อย่างว่าง่ายโดยไม่ปริปาก เรื่องที่นางกล่าวน่าสนใจยิางนักสมควรเก็บไปถวายฎีกาคำร้องให้มีหลายหลายวันเสียงหน่อย “ระวังเสียบ้าง!”ทว่าคำนี้ไม่ได้กล่าวถึงซูหนี่ที่เดินไปซ้ายไปขวาแต่เป็นกล่าวถึงผู้ที่เดินสวนทางผู้คนได้แต่จ้องตาเขม็งพอจะเอ่ยปากว่ากล่างสายตาพลันเหลือบไปเห็นพู่ห้อยหยกอักษรจวิ้นยิ่งกว่านั้นคือบุรุษหนุ่มข้างกายอีกคนสายตาดุดันยิ่งนั้นก็ได้แต่พากันหวาดกลัว“ขอ..ขออภัยคุณชาย”เฝิ่นลู่ได้แต่ปรายตามโค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา ยามนี้หญิงสาวเปรียบเสมือนพระชายาก็ไม่ปานยิ่งกว่านั้นคือไข่ในม
จื่อหยวนยืนแน่นิ่งตัวแข็งทื่อมีแต่ดวงตาที่ลอกแล่กไปมาเท่านั้นยังไม่พอเหตุไฉนผู้คนทั้งหลายถึงเอาแต่ยิ้มหังเราะดีอกดีใจเอาปานนั้น“เป็นกระไรไป” จวิ้นอ๋องแลเหลียวมองเด็กชายข้างกายตั้งแต่รุ่งสางจนตอนนี้พระอาทิตย์ลอยขึ้นเหนือสูงจื่อหยวนน้อยก็เอาแค่หน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดเวลา หรือกำลังคิดว่าตนจะไร้ตัวตนดังเช่นอยู่จวนถิงหรือต้องไม่เป็นเช่นนั้น“ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นบุตรธรรม..”“ไฉนนางไม่มีผม ไม่มีคิ้ว” ไม่ทันสิ้นประโยคจื่อหยวนก็พูดขึ้นหลังเงียบมานานใช่ น้องตัวน้อยในครรภ์ของท่านแม่เป็นเด็กหญิง ทว่าไฉนเป็นเด็กหญิงผิวหนังถึงเหี่ยวย่นน่าเกียจ ไม่มีคิ้ว ไม่มีผมเช่นนี้เหล่า ไม่เหมือนกับเหล่าสตรีที่ที่เขาพบเห็นสักนิดจื่อหยวนไม่เข้าใจจวิ้นอ๋องแทบเป็นลมล้มจับ เขากำลังจะอธิบายให้จื่อหยวนเข้าใจว่าถึงมีน้องสาวของเต้าเพิ่มมาหนึ่งคนหรือมากนี้ ความใส่ใจที่เขาและอาหนี่มีให้จื่อหยวนย่อมไม่ลดน้อยตามลงเป็นแน่เหตุใดถ้อยคำที่เปล่งออกมานั้นทำเอาเขาแทบเสียสติเล่าเฝิ่นลู่มองผู้เป็นนายด้วยความเห็นใจ “คุณหนูยังเด็กนักขอรับ”จื่อหยวนย่นใบหน้า ในใจมีแต่คำถามว่า งั้นรึ? ใช่เรื่องจริงหรือเท็จกัน?“น้องสาวจะงดงามเหมือน
จวิ้นอ๋องเดินขยับกายมาข้างเตียงใกล้นางหมายจะโน้มตัวลงกระซิบที่หน้าท้องถูกแต่กับถูกแรงกระตุกจากมือข้างซ้ายชู่ว์จื่อหยวนน้อยเอ่ยเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบ “ท่านแม่หลับ”ท่าทางเช่นนี้ของเด็กชายข้างกายช่างต่างกันเหลือเกินกับความกล้าหาญเมื่อหลายวันก่อน“มารดาเจ้าเอาแต่นอน”พอเอ่ยถึงเรื่องนี้จวิ้นอ๋องปวดหนึบในใจยิ่งนัก สภาพร่างกายของนางล้วนปกติเด็กทารกตัวแดงในครรภ์นั้นก็ด้วย ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาต้องปวดใจนักคือสภาพจิตใจของนางที่คงบอบช้ำจื่อหยวนน้อยพยักหน้าสุ่มเสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น “อาหยวน”ซูหนี่เปิดเปลือกตาขึ้นด้วยความอ่อนล้า หลายวันมานี้นางเอาแต่ตื่นมาพอกินดื่มจากนั้นก็หลับไปตลอดซ้ำยังเหม่อเป็นครั้งคราวโชคชะตานางมิอาจกำหนดได้เองเลยหรือแม้นางจะไม่รู้สึกอะไรมากนักแต่คาดว่าร่างนี้ย่อมรู้สึกเจ็บปวดไม่น้อย เอาเถอะหากเหนื่อยก็พักให้จนพอ มารดายังมีลูกในท้องและลูกอีกคนให้ต้องคอยดูแลจวิ้นอ๋องค่อยๆ ช่วยขยับร่างอวบอิ่มนั้นให้พิงกับหมอนอิง“อาหยวนคิดถึงท่านแม่” ก่อนที่จื่อหยวนจะปืนขึ้นเตียงมารดาอย่างลืมตัวด้วยความคิดถึง ซบใบหน้าน้อยๆ ลงบนหน้าอกนุ่มนิ่ม“ระวังน้องเจ้า” จวิ้นอ๋องเอ่ยเตือนซูหนี่ระบาย
“เรื่องระหว่างข้ากับนางยังไม่จบ…ใครจะพานางไปไหนไม่ได้”ซูหนี่มองหวังเหว่ยด้วยความแปลกใจ พูดไม่ออก เขาล้มแล้วหัวกระแทกก้อนหินเช่นอาหยวนหรือเหตุใดถึงเสียสติราวกับคนฟั่นเฟือนก็ไม่ปาน น่าเสียดายที่ตอนนี้น่าไม่ใช่ซูหนี่คนเดิมไม่เช่นนั้นคงโง่งมไม่ลืมหูลืมตาเป็นแน่“เรื่องของข้าและท่านมันจบไปนานแล้ว”ในเมื่อเรื่องมาถึงเช่นนี้เขาได้แต่จำนนยอมกล่าวออกมา จวิ้นอ๋องปรายตามองหน้าท้องของอาหนี่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวออกมา “เรื่องเป็นเช่นไรเจ้าย่อมรู้ดี!”หวังเหว่ยสะอึกเดิมทีไม่นึกว่าจวิ้นอ๋องจะเอ่ยถึงเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาเสียอย่างนั้น “หึ! เป็นจวิ้นอ๋องแล้วอย่างไรวายาปากที่กล่าวออกมาเป็นเพียงแค่ลมปากงั้นรึ”เป็นอย่างที่นางค้างคาใจแน่ เรื่องระหว่างคนสามคนต้องมีอะไรข้องเกี่ยวกันดั่งที่นางสงสัย ถ้าเช่นนั้นเกิดอะไรขึ้นแววตาของหวังเหว่ยยามนี้เคร่งขรึมมาก “วันนั้น…เป็นเจ้าเองที่ขี้ขลาดแม้แต่สตรีที่รักหรือลูกในท้องนางก็ไม่อาจออกหน้ารับได้” ในเมื่อปิดไม่ได้ก็เปิดเผยออกมาซะดีกว่า หวังเหว่ยหมดความอดทนว่ากระไรนะ?ยามนี้ซูหนี่คล้ายคนหูอื้อยิ่งไม่ว่าอะไรไปล้วนไม่เข้าโสตประสาทสักนิด “อาเฟิ่ง..” ก่อนเหลียวหันมองคนข้างกา
ทุกคนในห้องต่างตัวเกร็งแข็งทื่อมีสีหน้าไม่สู้ดีโดยเฉพาะฟางเฟยแต่ถึงกระนั้นนางก็ยังคงมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าตนไม่ผิด มองดูก็รู้ยามนี้หวังเหว่ยเกิดโทสะปะทุขึ้นแน่นคับอกจนพาลเอาหญิงชราโง่งมข้างกายที่จับนางอยู่สั่นระริก“เหว่ยเกอ..” คาดเดาไว้ไม่ผิดว่าหวังเหว่ยจะมาเห็นการกระทำอันธพาลของซูหนี่แผนการของนางย่
ซูหนี่ส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน“ชอบคุณท่า..อาเฟิ่ง”แม้ตลอดทางที่นั่งรถม้าจนกระทั่งถึงจวนบุรุษที่ชื่ออาเฟิ่งยังคงเอาแต่จ้องมองนางประหนึ่งว่ากำลังจับผิดเพียงครู่หนึ่งเท่านั้นใบหน้าหล่อคมเหล่านั้นกับปรากฏรอยยิ้มจางๆอาเฟิ่ง!!!???ผู้ใดการเรียกจวิ้นอ๋องเฉกเช่นนี้บ้างเกรงว่ายามนี้เฝิ่นลู่คล้ายคนหูฝาดตาบอ
หวังเหว่ยกับมาถึงจวนถิงยามเว่ย(13.00-14.59)เดิมทีคราแรกตั้งหมายไว้ว่าจะสะสางงานที่ค้างคา แต่ไฉนได้เพียงแค่เท้าก้าวเหยียบย้ำเข้ามาก็มีเรื่องชวนให้ปวดหัวเสียแล้วเสียงสตรีด่าทอดังออกมาฟังแล้วโกลาหนหนวุ่นวายประหนึ่งกำลังอยู่ตลาดก็ไม่ปาน “นายท่านจะไปที่ใด” จางเจิ้งเอ่ยถามเมื่อเห็นผู้เป็นนายกำลังเดินไปอ
“เป็นอย่างไรบ้าง” พอได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นหู หวังเหว่ยจึงละสายตาจากกระดานหมาก เผยรอยยิ้มจางๆ พลางเอ่ยตอบ “สบายดีขอรับ”ทว่าบุรุษอาวุโสสกุลถิงกลับถามย้ำ “ข้าหมายถึงนาง”ถิงหวังเหว่ยนิ่วหน้า ปลายนิ้วที่กำลังจะเดินหมากชะงักค้าง ไฉนใครต่อใครถึงเอาแต่ถามถึงนางกัน เขาค่อนขอดในใจ “นางน่ะหรือ...ดูจะสุ







