Mag-log inเสียงน้ำไหลเอื่อยใต้สะพานหินผ่านลำคลองเล็กและสระริมระเบียง เงาแสงตะวันทอดตัวต่ำคล้ายจะแทรกซึมผิวน้ำ ดอกไม้ส่งกลิ่นหอมจางๆ ต้นหลิวโยกล้อสายลมพาให้ใจผ่อนคลาย
ไป๋ซูเหยานั่งยังริมสระใหญ่ บนโต๊ะถูกวางด้วยหนังสือและกระดาษ พู่กัน อากาศเย็นสบาย สงบเกินกว่าที่จะคิดว่า กลเกมภายนอกกำลังเริ่มต้น เสียงฝีเท้าค่อยๆ ดังขึ้น ทหารยามโค้งคำนับพลางถอยกายหลบทางเมื่อเห็นท่านแม่ทัพเดินเข้ามา ไป๋ซูเหยานั่งเขียนหนังสือตำรา ท่ามกลางกองหนังสือตรงหน้า มิทันสังเกตถึงการมาของเซี่ยหลิงเฉิน ชายหนุ่มกำจดหมายในมือแน่น นี่คือข่าวที่สายลับของเขาส่งมาถึง หลังจากยืนตัดสินใจนิ่งชั่วครู่จึงเดินเข้าไปยังเรือนริมสระ "ข้าได้ยินว่ามีจดหมายจากฮองเฮามาถึงเจ้า ใช่หรือไม่" เซี่ยหลิงเฉิน เอ่ยถามขึ้น เมื่อนั่งลงร่วมโต๊ะกับไป๋ซูเหยา น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ราวกำลังหยั่งเชิงหญิงสาว ไป๋ซูเหยา เงยหน้าขึ้นอย่างสงบนิ่ง ก่อนหลบตาลง "ฝ่าบาททรงเป็นห่วงเรื่อง...ความกลมเกลียวในจวนแม่ทัพ จึงทรงให้ฮองเฮาถามข่าวคราวมาเจ้าค่ะ" นางเอ่ยด้วยถ้อยคำระมัดระวังแม้รู้หน้าที่ตน แต่เรื่องร่วมเรียงเคียงหมอนนางยังไม่อาจทำใจ เรื่องราวระหว่างเขากับนางคงมีคนส่งไปรายงานในวัง นี่เป็นสิ่งที่เขาจะต้องสืบหาต้นตอให้ได้ เพราะมันต้องเกี่ยวโยงกับความเคลื่อนไหวสำคัญอื่นๆด้วย "อ้อเช่นนั้นหรือ ข้าเองก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีนัก..แล้วเจ้าจะตอบฮองเฮาว่าอย่างไร"เซี่ยหลิงเฉินเอ่ยถามด้วยเสียงประหม่า แต่ยังคงความสงบไว้ สีหน้าเข้มด้วยความกระดากอายเล็กน้อย เขานึกถึงการกระทำของตัวเองที่ผ่านมาก็ไม่ดีกับนางสักเท่าไหร่ “ข้าบอกไปว่า ข้ายังต้องปรับตัวอีกสักหน่อย ท่านพี่ดูแลเอาใจใส่ดี ไม่ต้องกังวล” นางเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบเป็นปกติ ไม่แฝงแววประชดประชันใดๆ จึงทำให้เซี่ยหลิงเฉินรู้สึกละอายใจ "อืมได้ แต่ว่านับจากนี้ เจ้ากับข้าคงต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ว่าแต่เจ้าลืมคนในใจแล้วหรือยัง" จู่ๆเซี่ยหลิงเฉินก็โพล่งประโยคหลังออกมาดื้อ ๆ ส่งสายตามองนางอย่างรอคำตอบ ไป๋ซูเหยา เขม้นมองเขาตรง ๆ ใบหน้าเรียบตึงเม้มริมฝีปาก ยืดกายตรงแล้วเอ่ยเสียงเย็น “นี่ท่านคิดว่าข้าเป็นคนเช่นไร ข้าพูดไปในคืนวันนั้น นั่นคือจบแล้ว ยังไม่เข้าใจอีกหรือ ท่านกำลังดูหมิ่นข้าอยู่นะ” คำพูดของนางทำเอาเขามือเย็นใจตกวูบ นี่เขาพูดอะไรผิดไปงั้นหรือ เขาก็แค่ถามตรงๆ มิใช่หรือไง ตอบว่าลืมแล้วก็พอ ทำไมต้องโกรธขนาดนี้ด้วย เซี่ยหลิงเฉินถึงกับนิ่งอึ้งละล่ำละลักแก้ตัว “เอ่อ ข้าแค่ถามไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นเจ้าสักหน่อย ลืมแล้วก็ลืมแล้วสิ ไม่ลืมก็ไม่ต้องลืมข้าไม่ว่าอะไรเจ้าหรอก ทำไมต้องโกรธด้วย”ยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้ไป๋ซูเหยาอดกลั้นที่จะลงมือไม่ได้สักหมัด “ข้าลืมแล้ว พอใจรึยัง ต่อไปอย่าพูดเรื่องนี้อีก”นางสั่งเสียงเฉียบขาด แววตาวาวโรจน์ เซี่ยหลิงเฉินรีบพยักหน้ารับหงึก ๆ ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยคำใดอีกสักครึ่งคำ คราแรกความรู้สึกประดักประเดิด ของคู่สามีภรรยาใหม่ที่อยู่ร่วมจวนแต่ไม่ได้อยู่ร่วมห้อง ไม่เคยร่วมเคียงเรียงหมอนเลยสักครั้ง ทำให้ทั้งคู่ราวกับคนแปลกหน้าที่ไม่สะดวกใจคุยกัน แต่ครานี้ทั้งคู่พลันกล้าว่ากล่าวเปิดใจต่อกันแล้ว สถานการณ์นี้คือเซี่ยหลิงเฉินเป็นฝ่ายไม่กล้าขัดใจไป๋ซูเหยาแม้สักเพียงนิด ไป๋ซูเหยา เหลือบมองใบหน้าเข้มของคนตรงหน้า ที่เขาถามเจตนาอะไรกันแน่ ถามหยั่งเชิงนางงั้นหรือ หากตอบว่านางยังมีใจให้โม่อวิ๋นอยู่เล่า เขาจะยิ่งระแวงกว่านี้ไหม แต่ที่นางตอบไปก็ตรงใจไม่ได้โกหก หลายเดือนมานี้นางยุ่งวุ่นวายกับเรื่องการจัดการในจวนจนลืมคิดถึงโม่อวิ๋นไปจริง ๆ ทุก ๆ วันมีเพียงเรื่องของเซี่ยหลิงเฉินเข้ามาแทนที่ โดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นท่าทีสงบลงของไป๋ซูเหยาแล้ว เซี่ยหลิงเฉินจึงเอ่ยเปิดประเด็นสำคัญถึงเรื่องที่เขาตั้งใจนำมาปรึกษานาง "ข้ายังมีข่าวสำคัญมาปรึกษากับเจ้าด้วย”ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเข้มขึ้น “ข่าวที่เจ้าไปปล่อยไว้ ได้ผลอย่างดี หลายวันนี้พ่อค้ากว้านซื้อเครื่องเทศ และสิ่งของมีค่าเพื่อกักตุน นั่นทำให้ข้ารู้ว่ามีพ่อค้าเพียงไม่กี่คน หนึ่งในนั้นยังเป็นคหบดียู่อี่เล่ยรวมอยู่ด้วย”เซี่ยหลิงเฉินเอ่ยเล่า ไป๋ซูเหยาเลิกคิ้วสนใจสิ่งที่ได้ยิน พลางคิดแล้วยิ้มเอ่ย “แบบนี้ท่านก็จะสืบข่าวไม่ยากแล้ว จากบรรดาพ่อค้าเหล่านี้” “ใช่ ข้าได้ส่งคนไปสืบแล้ว ที่สำคัญข้าได้ข่าวมาอีกว่า คหบดียู่แท้จริงเบื้องหลังเขายังมีการใช้แรงงานเด็ก และแรงงานทาสขนสิ่งของจำนวนมาก ผ่านเส้นทางลับออกจากเมืองชายแดน ไปยังแคว้นฉิน ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมานี้”เซี่ยหลิงเฉินเอ่ยสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น เอ่ยถึงแรงงานเด็ก ไป๋ซูเหยาใบหน้าพลันเข้มตาม “เขาช่างเป็นคนหน้าอย่างลับหลังอย่างจริง ๆ”ไป๋ซูเหยาเอ่ยเสียงเย็น เซี่ยหลิงเฉินพยักหน้าเห็นด้วย เขานั้นมองข้ามคหบดียู่มาตลอดนึกแล้วโมโหตัวเองนัก “ยังมีเรื่องจากชายแดนแคว้นฉินมาปรึกษากับเจ้าด้วย” เซี่ยหลิงเฉินเอ่ยขึ้นอีก “ท่านว่ามา”ไป๋ซูเหยารับฟังอยู่ ขณะที่เทน้ำชาลงถ้วย ยกดื่มดับความขุ่นเคืองในใจ “เกิดภัยแล้งนานหลายเดือนจนมีผู้ประสบภัยเดินทางเข้ามายังชายแดนแคว้นชิ่ง ที่สำคัญแคว้นฉินกลับแอบลอบส่งกองกำลังปะปนมากับผู้ประสบภัยด้วย"เขาเอ่ยเล่าต่อ ไป๋ซูเหยา ใบหน้าเข้มขึ้น แววตาสงสัย "ถ้าเช่นนั้นก็มิใช่เพียงภัยธรรมชาติกับความหิวโหย ที่เป็นปัญหาของเราแล้ว แต่คือการเคลื่อนไหวทางทหารของแคว้นฉินด้วย ท่านคิดว่าควรจัดการเช่นไร" "ข้าก็มาปรึกษาเจ้านี่ไงว่า คิดเห็นประการใด"เซี่ยหลิงเฉินย้อนถามกลับ ไป๋ซูเหยาหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยเสียงมั่นคง "ข้าคิดว่าเราต้องเร่งช่วยเหลือชาวบ้านให้เร็วที่สุด ประชาชนจะได้ไม่ตกเป็นเครื่องมือของศัตรู ขณะเดียวกันต้องส่งทหารลับฝีมือดีเข้าไปปะปนเพื่อสืบข่าวครั้งนี้ด้วย และถ้าหากท่านเห็นสมควร...ข้ายินดีไปกับท่านเพื่อช่วยดูแลการแจกจ่ายเสบียงและยาให้กับผู้ประสบภัย" ทั้งคู่พลันเงยหน้าขึ้นสบตากันโดยไม่ตั้งใจ เซี่ยหลิงเฉินนิ่งประหม่าไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเบา ๆ "ข้าคิดอยู่แล้วว่าเจ้าสนใจเรื่องบ้านเมืองและประชาชน ข้าจึงมาปรึกษาเจ้า ข้าคิดไม่ผิดจริงๆ" เขายิ้มบางเอ่ยเสียงทุ้มแฝงความชื่นชม "เช่นนั้นเราก็มาแบ่งหน้าที่กันทำเถอะ สอดประสานร่วมมือกัน ข้าจะดูแลเรื่องสายลับ และข่าวทางทหารแคว้นฉิน ส่วนเจ้าดูแลผู้ประสบภัยไป" เขาเอ่ยต่อพร้อมก้มศีรษะเบา ๆ เป็นการยอมรับ ไป๋ซูเหยายิ้มอ่อนให้ เอ่ยเสียงหนักแน่นมั่นคงรับคำ วางเรื่องขุ่นเคืองลง "ได้สิ มันคือหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว" เซี่ยหลิงเฉินมองนางด้วยแววตาชื่นชม "ใช่และข้าก็อยากทำให้ฮ่องเต้ทรงคลายกังวล เรื่องระหว่างข้ากับเจ้าด้วย" เซี่ยหลิงเฉินเอ่ยน้ำเสียงกระตือรือร้นพร้อมด้วยแววตาหนักแน่นจากที่เห็นถึงการกระทำของนางมาหลายเดือนแล้ว เขาคิดว่าเป็นเขาที่ระแวงไปเองมาตลอด ครั้งนี้คำพูดของเขาได้กระทบใจของไป๋ซูเหยาเข้าแล้ว แม้มิได้เอ่ยคำใด ความนิ่งเงียบของนางก็คือการยอมรับ ใบหน้ายามนี้คล้ายแดงเรื่อขึ้น ณ จวน คหบดี รถม้าคันหนึ่งวิ่งมาหยุดยังหลังจวน ชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่เดินลงมาจากรถม้า มีลูกน้องชายรูปร่างกำยำเดินตามหลังเข้าไปยังจวน ที่หน้าประตูหลัง คหบดียู่ยืนรอด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม คำนับหนึ่งที แล้วยืนหลีกทางผายมือเชื้อเชิญเข้าด้านใน ภายในห้องโถงใหญ่ ผู้มาเยือนนั่งตำแหน่งโต๊ะประมุขของบ้าน นั่นแสดงว่าเขามีฐานะสูงยิ่งกว่าเจ้าของจวน คหบดียู่นั่งอยู่ด้านข้าง ใบหน้ายิ้มแย้มเอ่ยประจบ “จวนของข้าเป็นเกียรติยิ่งที่ได้ต้อนรับท่านแม่ทัพใหญ่ฉินจื่อเยว่ ผู้รบชนะทั่วสารทิศ” แม่ทัพฉิน มิได้สนใจคำเยินยอนั้น ใบหน้านิ่งสงบราวกำแพงหินไม่แม้เหลือบแลผู้กล่าว คหบดียู่ยิ้มเจื่อนราวหมดคำพูดยกมือลง รอดูท่าทีแม่ทัพใหญ่วัยเลยกลางคน เป็นผู้อยู่ข้างกายเขาเอ่ยขึ้นแทน “คหบดียู่ท่านแม่ทัพมาที่นี่เพราะเรื่องที่ฮองเฮาส่งมา ท่านรีบนำจดหมายออกมาเถอะ” คหบดียู่รีบนำจดหมายออกมาจากอกเสื้อยื่นให้ทหารคนสนิททันทีพร้อมเอ่ย “จดหมายนี่ ข้ามิได้เปิดอ่านแม้สักเพียงครึ่งตัวเลยขอรับ” แม่ทัพฉินรับไปอ่านด้วยตนเอง “ฮองเฮาเพียงบอกว่าโม่อวิ๋นจะเดินทางผ่านมาทางนี้ ให้เจ้ากับข้าร่วมมือกันทำอย่างไรก็ได้ ให้พวกเขาเกิดการปะทะกันเอง เรื่องเล่ห์เหลี่ยมนี้ข้าไม่ถนัด เจ้าไปคิดเอาเถอะ ส่วนข้าจะนำกำลังเข้ารบกับเขาที่ค่ายผู้ประสบภัยหลังจากนั้น เจ้าดำเนินการไป ข้าจะรอข่าวจากเจ้าที่ค่าย อย่าทำงานพลาด เพราะข้าไม่ชอบให้โอกาสใคร” กล่าวจบ แม่ทัพฉินลุกขึ้นเดินกลับไปยังรถม้า โดยไม่แตะต้องแม้น้ำสักครึ่งจอก เมื่อเขาออกไปแล้ว คหบดียู่ที่วิ่งตามมาส่งไม่ทันนั้น ก็แทบล้มทั้งยืน ไม่คิดว่าแม่ทัพฉินจื่อเยว่ผู้นี้จะรับมือได้ยากยิ่งกว่าผู้ใด หัวใจเขายังเต้นระทึกไม่เป็นส่ำ แทบไม่อยากคิดต่อหากเขาทำงานพลาดเงาสูงใหญ่แฝงกายไปกับเงามืดของยามเช้าอันสงัด เจี่ยเหลียนที่กำลังอารมณ์พลุ่งพล่านด้วยความโกรธและอับอาย รีบยื่นมือหมายจะผลักบานประตูเข้าสู่ห้องพัก หากแต่ยังไม่ทันแตะ ร่างบางถูกตีที่ท้ายทอยจนสลบก่อนจะคลุมด้วยถุงกระสอบใบเขื่อง ชายร่างสูงใหญ่ในชุดดำอำพรางเหลียวมองซ้าย ขวาให้แน่ใจ จึงอุ้มนางพาดไปบนบ่าวิ่งตามกันไป ก่อนจะลับหายเข้าเงามืด ไร้เสียง ไร้ร่องรอยแสงสว่างผ่านลอดหน้าต่างสู่อรุณรุ่ง โม่อวิ๋นต้องตื่นขึ้นเพราะเสียงเคาะประตูจากภายนอก “นายท่านขอรับ มีจดหมายวางอยู่ตรงประตูห้องแม่นางเจี่ยขอรับ” บ่าวรับใช้กล่าวร้อนใจชายหนุ่มถลึงกายตรงไปเปิดประตูทันที เขาไม่รอช้าเปิดอ่านเนื้อความข้างใน‘หากต้องการตัวนางคืน ออกไปนอกเมืองทิศเหนือ ริมแม่น้ำม่านเหอ ต้องไปเพียงผู้เดียว หากมีคนติดตามมา นางตาย’ มือโม่อวิ๋นกำจดหมายแน่นใจพลันร้อนยิ่งกว่าไฟเผา เขาขบคิดคำนวณในใจ ก่อนจะรีบผลุบเข้าไปในห้องแต่งกายรัดกุม แอบซ่อนอาวุธลับไว้ที่เอว เขาเขียนจดหมายถึงเซี่ยหลิงเฉินหนึ่งฉบับ เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต เขาวางมันไว้ใต้ถาดชา แล้วเดินออกไป สั่งการกับเด็กรับใช้ “ เจ้าเอาถาดชาไปเปลี่ยนให้ข้า ข้าจะกลับมาดื่มตอนที่มันยังร้อนอ
ค่ำคืนแสงดาวสว่างทั่วฟ้า ประหนึ่งผืนผ้ากำมะหยี่ สายลับชุดดำย่อกายยกม้วนกระดาษในมือมอบให้ เซี่ยหลิงเฉิน ชายหนุ่มหยิบขึ้นอ่าน ไป๋ซูเหยายืนรอฟังใจจดจ่อ“ฮ่องเต้ ทรงจัดการฮองเฮาได้แล้ว อีกไม่นานฮ่องเต้เป่ยเซี่ยนจะหลงกลเข้าเมือง เราคงต้องรีบแล้ว นัดโม่อวิ๋นมาปรึกษากันก่อน”เซี่ยหลิงเฉินหันมาบอกไป๋ซูเหยา หญิงสาวพยักหน้ารับ ยิ่งใกล้เผด็จศึกใจทุกคนกลับขมึงเกลียว หากสำเร็จนั่นคือบ้านเมืองสงบ แต่ถ้าไม่….พวกเขาคงยอมสู้ตายโรงเตี๊ยมที่พักค้างแรมของนักเดินทางวันนี้คลาคล่ำด้วยชายฉกรรจ์มากผิดสังเกตุแต่ละห้องล้วนเข้าพักมากกว่าสี่คน พวกเขาดูจะไม่อึดอัดกับการรวมอยู่ด้วยกันเช่นนี้ โม่อวิ๋นกับเจี่ยเหลียนนั่งดื่มสุราบนชั้นสอง มีแม่นางคณิกาอวิ๋นโหรวนั่งดีดพิณสร้างบรรยากาศ แม้เขาดูตั้งใจทอดสายตามองนาง แต่เขากลับกวาดตามองข้างล่างผ่านๆเป็นระยะไม่ให้ผิดสังเกต เสี่ยวเอ้อเดินถือถาดอาหารมายื่นให้เจี่ยเหลียน สายตากลับมองนางอย่างมีนัย หญิงสาวเอื้อมมือไปรับถาดมือพลางจงใจจับใต้ถาดมั่น เสี่ยวเอ้อเดินจากไป เจี่ยเหลียนเลื่อนมือกลับ นิ้วโป้งหนีบกระดาษไว้ในมือ สายตามองสบกับโม่อวิ๋นแว่บหนึ่ง“ท่านพี่ข้าขอตัวไป….”นางยกมือทำท
ภายในกระโจมโอ่อ่า แม่ทัพฉินผู้เลือดเย็น นั่งตื่นเต้นเมื่อคิดถึงบุตรชายเพียงคนเดียวที่เขาเฝ้ามองมาตลอดหลายปี หลังจากมารดาของเขาเสียชีวิตลง เขาได้ไปรับมาด้วยตัวเอง แต่ปิดบังฐานะไว้ เพราะเกรงศัตรูจะจับจุดอ่อนได้ แล้วนำภัยพิบัติมาสู่ตนจึงซ่อนเขาไว้มิดชิดจากใจ ฝึกสอนเขาอย่างลับ ๆ ให้เข้มแข็งและแข็งแกร่งที่สุดเพื่อรอวันที่เหมาะสมนี้ ใบหน้าเขางดงามได้มาจากมารดา บางครั้งยังกริ่งเกรงว่าจะได้ความอ่อนโยนและอ่อนแอมาจากนางด้วย เขาจึงต้องให้บททดสอบสร้างความเหี้ยมโหดให้กับเขาบ่อยครั้งนับวันหลิงเยี่ยนยิ่งฉายแววผู้นำและความแข็งแกร่งให้เห็น สร้างความภูมิใจลึก ๆให้กับเขา“หลิงเยี่ยนยังไม่มาอีกหรือ”เขาเอ่ยกับทหารหน้ากระโจม“ยังขอรับ ให้ข้าน้อยไปตามไหมขอรับ”ทหารเอ่ยตอบกลับชายชรานิ่งงันแต่เอ่ยเสียงเฉียบออกไป “ไม่ต้อง”หากในใจกลับครุ่นคิดถึงการที่เขาไม่มาพบเสียงฝีเท้าดังขึ้นหน้ากระโจม ทหารเฝ้ายามเอ่ยทักขึ้น“ท่านรองแม่ทัพ เชิญด้านในขอรับ ท่านแม่ทัพกำลังรอท่านอยู่”สิ้นเสียงด้านนอก ชายชราที่คราแรกรู้สึกห่อเหี่ยวพลันหลังตรงขึ้นทันทีกลับมามีท่าทางเกรงขามดังเดิมหลิงเยี่ยนเดินมาหยุดตรงหน้าเขา เอ่ยคำนับ “
หน่วยข่าวทั้งสองแคว้นต่างทำงานอย่างหนัก ไม่เว้นแม้แต่ทัพใหญ่ฉินเยว่ “รายงานท่านแม่ทัพ ข่าวจากแคว้นซือหนาน บัดนี้ทุกอย่างราบรื่น อีกสองเดือนจะส่งคนมารับทหารของเราแฝงตัวเข้าเมืองหลวงขอรับ” ทหารมือดีรายงาน แม่ทัพฉิน ยิ้มเหี้ยมภายในใจที่กระหายความยิ่งใหญ่และสงครามโลดแล่นอยู่ในอก “ดี ข้าจะนำทัพไปก่อนจำนวนหนึ่งตามคำเชิญฮ่องเต้แคว้นชิ่ง ในงานเลี้ยงกระชับสัมพันธ์ที่เขาจัดขึ้น เขาคงไม่คิดว่า จะเป็นการจัดเลี้ยงส่งตัวเองไปยมโลกกระมัง”เสียงพูดปนหัวเราะเหี้ยม เขาเสมองไปยังหลิงเยี่ยนด้วยแววตาหมายมาด “หลิงเยี่ยนเจ้ารอฟังคำสั่งข้า รอเคลื่อนทัพไปสักสิบห้าวันเจ้าก็ยกทัพตามข้าไปทันที โอบล้อมประชิดเมืองไว้ มีสัญญาณขึ้นฟ้าเจ้าก็บุกเข้าไปได้ งานนี้สำเร็จข้าจะเลื่อนตำแหน่งเจ้าขึ้นมาแทนข้า” สิ้นเสียงแม่ทัพฉิน เกิดเสียงซุบซิบขึ้นมา เขาตวัดสายตากราดมอง“มีใครไม่เห็นด้วยกับข้า ออกมา”เสียงอันดังเกรี้ยวกราด ทำให้ทั้งห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง มีเพียงทหารคนสนิทที่ทนเก็บความสงสัยนี้ไว้ไม่ได้ ก้าวออกมายกมือคำนับเอ่ยถาม“ขอถามท่านแม่ทัพ เหตุใดจึงแต่งตั้งเขาขึ้นมาแทนท่านขอรับ”“หึ เจ้ากล้าสงสัยข้างั้นรึ”ประกายตาอำมห
ค่ำคืนแห่งดวงดาวพร่างพราว ตำหนักอันหนาวเหน็บบัดนี้อบอุ่นขึ้นเพราะสองร่างโอบกระชับแนบชิดฮองเฮาหลิวอี้ผู้เฉียบขาด บารมีน่าเกรงขาม ยามนี้กลับเป็นเพียงหญิงสาวผู้อ่อนโยนยามอยู่ในอ้อมแขนของ เฉิ่งอี่ขันทีหนุ่ม ทั้งสองกำลังวางแผนชิงตัวบุตรชายเพียงคนเดียวให้พ้นเงื้อมมือฮ่องเต้โฉดชั่วแคว้นซือหนาน กลับไม่ทันได้รู้ถึงการมาของฮ่องเต้แคว้นชิ่งแต่อย่างใดข้าหลวงรับใช้ภายนอกแม้อยากส่งเสียงบอกนายก็ไม่อาจทำได้แล้ว เมื่อต้องเผชิญกับความว่องไวขององค์รักษ์เงาของฝ่าบาททั้งหมดถูกควบคุมปิดปากสนิท ถึงมีความกล้าก็ไม่อาจจะทัดทานได้องค์ฮ่องเต้ยืนสง่าหน้าตำหนัก ส่งสัญญาณให้องค์รักษ์เปิดประตู เพียงฝ่ามือเดียวประตูก็เปิดออกง่ายดายฮองเฮาหลิวอี้ถึงกับตื่นตะลึงเมื่อ พบว่าผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูคือฝ่าบาท เฉิ่งอี่รีบเอากายมาปกป้องนางไว้ฝ่าบาททรงดำเนินเข้าไปด้านใน ดวงเนตรแข็งกร้าว เอ่ยเสียงอันดัง“เจ้าทั้งสองช่างบังอาจนัก” เมื่อหยุดยืนกลางห้อง แผ่อำนาจบารมีไปทุกหนแห่งครั้นหลิวอี้คืนสติ นางมิเพียงไม่โวยวายหรือแก้ตัว“ในเมื่อพระองค์ทรงรู้แล้ว ข้าก็ไม่มีอะไรจะแก้ตัว”นางเอ่ยเสียงมั่นคง แม้สถานการณ์บีบรัด นางก็ไม่หวั่นไห
ณ จวนแม่ทัพไป๋ซูเหยารับเอกสารจากหลี่เยี่ยน สายตาคมกริบกวาดอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนพยักหน้าให้เซี่ยหลิงเฉินที่ยืนอยู่ข้างกาย“สำเร็จโดยไร้ร่องรอย... ดีมาก”“เตรียมแผนต่อไป”คืนเงียบสงบเช่นเดิม—แต่สงครามข่าวกรอง...เพิ่งเริ่มต้นจวนเสนาบดี ยามราตรีที่มืดมิด ลมสงบดาวระยับฟ้า แสงตะเกียงส่องสว่างปรากฏเงาร่างคนกลุ่มหนึ่ง ภายในห้องหนังสือ ชุนเทียนได้รับฟังแผนการขุนนางชั่ว“นายท่านอีกสามเดือนเราก็สามารถแฝงกองทัพของแคว้นซือหนานได้มาจนหมดเป็นแน่ อีกทั้งกลุ่มก่อนหน้าได้เข้ามาซ่อนตัวในเมืองหลวงแล้วขอรับ”ใบหน้าเจ้าเล่ห์ของชุนเทียนแฝงความกระหยิ่มใจที่ซ่อนไม่มิด“ทางฮองเฮามีข่าวเคลื่อนไหวอันใดบ้างหรือไม่”เขาเอ่ยถามขึ้น“ฮองเฮาส่งข่าวไปยังเจ้าเมืองแคว้นซือหนานแล้วขอรับ พร้อมที่จะเปิดประตูเมืองเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน”ขุนนางชั่วเอ่ยรายงานชุนเทียนนึกถึงฮองเฮาผู้งดงามใจพลันกระสันอยากได้ ทั้งความงดงามเกินหญิงใดเทียบ หากแผนนี้สำเร็จเขาหมายทูลขอนางจากฮ่องเต้แคว้นซือหนาน ยิ่งใกล้วันคืนนั้นมากเท่าใด ใจเขาก็ยิ่งกระชุ่มกระชวย“ข้าอยากเข้าพบฮองเฮา เจ้าไปจัดการให้ข้าหน่อยก็แล้วกัน”ชุนเทียนเอ่ย“เอ่อ” ขุนนางชั่วส







