Masukเมฆขาวลอยเอื่อยเหนือพระราชอุทยาน สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดเอื่อย ใบหลิวลู่ลมเหนือผิวน้ำ เสียงกรุ๋งกริ๋งจากกระดิ่ง แว่วสะท้านพาให้รื่นรมย์ ศาลาไม้สักทองกลางสระ สะท้อนแสงแดดอ่อนระยิบ บนโต๊ะน้ำชาจัดวางเรียบง่ายแต่พิถีพิถัน
วันนี้ไม่มีพิธีการ หากเป็นเพียง “งานเลี้ยงน้ำชาตามอัธยาศัย” ที่ฮ่องเต้ตั้งใจจัดขึ้น เพื่อให้ว่าที่คู่หมั้นได้พบหน้า...อย่างไม่เป็นทางการ ถึงขั้นออกราชโองการเรียกตัวแม่ทัพเซี่ยหลิงเฉินและคุณหนูไป๋ซูเหยาเข้าเมืองหลวง เซี่ยหลิงเฉินเข้ามาคำนับอย่างสงบ ดวงตายังเยือกเย็นและนิ่งเฉยดังเคย แม้จะอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ เขาก็ยังไม่แสดงความรู้สึกใดออกมา ฮ่องเต้ยิ้มอ่อน “เจ้าโตขึ้นมากนะ หลิงเฉิน ยามมองเจ้า ข้านึกถึงบิดาเจ้าอยู่ร่ำไป หากเขายังอยู่ เห็นเจ้ากลายเป็นผู้ปกป้องชายแดนเช่นนี้ เขาคงภูมิใจนัก มา ๆ นั่งข้าง ๆข้านี่” เซี่ยหลิงเฉินก้มศีรษะเล็กน้อย “หม่อมฉันดีใจแทนบิดา ที่พระองค์ยังทรงระลึกถึงพะย่ะค่ะ”เขาเอ่ยด้วยเสียงเรียบสุขุม ยิ้มเล็กน้อย แม่ทัพหนุ่มนั่งร่วมโต๊ะ อย่างเงียบ ๆ เอ่ยถวายรายงานถึงกิจการงานเมืองกับองค์ฮ่องเต้ระหว่างรอไป๋ซูเหยา เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังเบา ๆ ข้ามสะพานไม้มาถึงศาลา กลิ่นหอมของดอกเหมยแทรกมากับสายลม “หม่อมฉันไป๋ซูเหยา ขอประทานอภัย ที่ทำให้ฮ่องเต้กับฮองเฮาทรงรอเพคะ” หญิงสาวใบหน้างดงามหมดจด ย่อคำนับด้วยท่าทีอ่อนช้อย นุ่มนวล แต่มั่นคง ฮ่องเต้หัวเราะเบาๆ ตรัสเอ่ย “ไม่เป็นไร ๆ รอไม่นาน ไม่ต้องมากพิธีหรอก” กล่าวพลางเหลือบมองปฏิกิริยาชายหนุ่ม “ลุกขึ้นเถอะ มานั่งข้างๆ เราสิ” ฮองเฮาทรงตรัสน้ำเสียงอบอุ่นแต่อ่านยาก หญิงสาวว่าง่ายเดินไปนั่ง โดยไม่เหลือบแลชายหนุ่ม “วันนี้เป็นงานเลี้ยงน้ำชาเป็นการส่วนตัว เพราะว่าข้าอยากให้เจ้าทั้งสองได้พบกัน จะได้รู้จักกันมากขึ้น”ฮ่องเต้ทรงตรัสเอ่ย และแนะนำแม่ทัพหนุ่มให้หญิงสาว “เจ้าคงเคยได้ยินชื่อแม่ทัพเซี่ยหลิงเฉินมาบ้างแล้วกระมัง” ไป๋ซูเหยาค้อมศีรษะเล็กน้อย “หม่อมฉันพอได้ยินมาบ้างว่า แม่ทัพเซี่ยกล้าหาญ แข็งแกร่ง เป็นที่กล่าวขานทั่วทั้งห้าดินแดน เพคะ”นางเอ่ยแล้ว พลางหันไปค้อมศีรษะคำนับให้ชายหนุ่มเล็กน้อย ใบหน้าชายหนุ่มยังคงนิ่งเฉย เพียงพยักใบหน้ารับการคำนับ “ขอบใจ”คำตอบสั้นเท่ากระพริบตา แต่แฝงระยะห่างที่ไม่อาจละเลย ฮ่องเต้และฮองเฮาพลันสบตากัน เมื่อเห็นปฏิกิริยาห่างเหินกันของทั้งคู่ ฮองเฮาชวนพูดคุย ด้วยบทสนทนาที่เป็นสื่อให้ทั้งคู่รู้จักกันอีกเล็กน้อย จึงเอ่ยเปิดโอกาสให้ทั้งสองได้อยู่กันลำพัง “เด็กทั้งสองนี้ ช่างประหลาดนัก ดูทำทีห่างเหินกันเสียจริง เราจับเขาแต่งงานกันเช่นนี้จะเป็นการฝืนใจไปรึไม่?” ฮ่องเต้ทอดพระเนตรไปยังชายหญิงสองคนที่ยืนอยู่ตรงมุมศาลา แยกห่างกันเล็กน้อย ฮองเฮายิ้มอ่อนโยนแล้วทรงตรัสว่า “ฝ่าบาทอย่าทรงคิดมากไปเลยเพคะ พระองค์ทรงหวังดีกับหลิงเฉิน เขาต้องเข้าใจแน่ หม่อมฉันกลับเห็นว่า แม้ทั้งคู่จะดูห่างเหินกัน แต่ก็ดูเหมาะสมกันยิ่งนักเพคะ” เซี่ยหลิงเฉิน แต่งชุดขุนนางสีดำเรียบขรึม ดวงตาเย็นเฉียบไม่สบใคร นิ่งเฉยดั่งเงาภูผา ไป๋ซูเหยา สวมชุดสีฟ้าหมอก ปักลายเมฆบางด้วยไหมเงิน ผมถูกรวบขึ้นอย่างงดงามสง่า ใบหน้าหวานนั้นนิ่งเรียบ แต่ภายในเต็มไปด้วยคลื่นอารมณ์ซัดสาด ทั้งสอง สบตากันเป็นครั้งแรกในฐานะ "คู่หมั้น" ต่างจดจำได้ว่าคือคนที่เดินสวนกันในตลาดเมื่อหลายวันก่อน แววตาที่เคยสะกิดใจและความรู้สึกในคราวนั้น ไป๋ซูเหยาจดจำได้ หากเวลานี้กลับถูกกลบด้วยท่าทีที่ห่างเหินไม่ใยดีของเซี่ยหลิงเฉิน เขาไม่แสดงความรู้สึกใดๆ แม้แต่คำพูดก็ไม่เอื้อนเอ่ย ไป๋ซูเหยาเก็บงำคำพูด นิ่งเฉยไม่แสดงท่าทีเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างทอดสายตามองออกไปคนละทิศ ฮ่องเต้และฮองเฮาเดินกลับเข้ามายังโต๊ะน้ำชา ฮองเฮาพลันยิ้มหวาน เรียกไป๋ซูเหยาให้มานั่งเคียงข้าง “เจ้าดูงามนัก ซูเหยา ข้าเห็นใจเจ้ามาก การแต่งงานนี้มิใช่เรื่องเล็ก ข้าขออยู่เป็นเพื่อนเจ้าวันนี้ ให้เจ้ามั่นใจว่า เจ้าจะมิได้เดินเพียงลำพัง” ไป๋ซูเหยายิ้มบาง ๆ ดวงตาคล้ายจะสั่นไหวเล็กน้อย บรรยากาศในศาลาแม้จะงดงามด้วยดอกไม้และกลิ่นชา...กลับอบอวลไปด้วยความอึดอัด เซี่ยหลิงเฉินยืนนิ่ง คิดถึงข่าวที่เพิ่งได้รับมาว่า เจ้าเมืองอวิ๋นหนาน นามโม่อวิ๋น เป็นคนรักเก่าของไป๋ซูเหยา เริ่มเคลื่อนไหวทางการทหาร และมีการร่วมมือลับ ๆ กับทั้งห้าดินแดน ‘นางจะเป็นหมากในมือของมันหรือไม่ ถ้าเช่นนั้นข้าควรทำให้เรื่องนี้ จบลงที่การแต่งงาน ดีหรือไม่?’ เขาคิดคำนึงขณะมองนางอีกครั้ง ความงามอ่อนช้อยตรงหน้าทำให้ใจเต้นวูบหนึ่ง ‘แต่หากได้เพียงตัว มิได้ใจ ก็ไร้ค่า’ ความขึงเครียดแผ่ซ่านขึ้นอีกครั้ง หากแต่เขาทำได้เพียงกดกลั้นไว้ ภายใต้สีหน้าเรียบเย็น ไป๋ซูเหยาเองก็รับรู้ได้ถึงความเย็นชา ไม่ใช่แค่เพราะเขาไม่พูดกับนาง แต่เพราะเขามองนาง ราวกับเป็นใครสักคนที่ไม่น่าไว้วางใจ ‘หากนี่คือชะตาชีวิตของข้า ก็คงต้องแบกรับแล้ว’ หญิงสาวคิดคำนึง อนาคตของนางคงเต็มไปด้วยลมหนาวและเงาเงียบนับจากนี้ ไป๋ซูเหยาวางถ้วยชาเบา ๆ แล้วก้มศีรษะ “หม่อมฉันเข้าใจถึงพระเมตตาเพคะ พระองค์ประทานสมรสที่ดีที่สุดให้กับหม่อมฉันแล้ว ในฐานะบุตรสาวเจ้าเมืองไป๋หนาน หม่อมฉันจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพคะ” ฮองเฮาและฮ่องเต้พลันมองสบตากันเล็กน้อย ฮองเฮาทรงตรัสให้กับไป๋ซูเหยาอย่างอ่อนโยนว่า “เจ้าอย่าได้คิดเช่นนั้น เหมือนเป็นการตำหนิฮ่องเต้นะ” ไป๋ซูเหยารีบย่อตัวคำนับพร้อมเอ่ย “หม่อมฉันไม่ได้หมายความเช่นนั้นเพคะ หม่อมฉันขอประทานอภัย” ฮองเฮาดึงมือนางให้กลับมานั่ง ตบลงบนมือเบาๆ ทรงตรัสว่า “ฮ่องเต้และข้าเห็นพ้องต้องกันแล้ว ว่าเจ้าทั้งสองเหมาะสมกัน แม้วันนี้จะเป็นเช่นไร ข้าเชื่อว่า สักวัน เจ้าทั้งสองจะรักใคร่สามัคคีปรองดองกันอย่างแน่นอน ขอเพียงเจ้าใช้ความอ่อนโยน เอาใจใส่ดูแล ไม่ขาดตกบกพร่องในหน้าที่ เป็นหลังบ้านที่ดี เขาก็จะไม่มีวันเป็นอื่นได้หรอก” ไป๋ซูเหยายิ้มบางรับคำแผ่วเบา ขณะที่ใบหน้าเข้มของแม่ทัพหนุ่มกลับปรากฏรอยยกยิ้มอย่างไม่เชื่อถือ เสียงสายลมพัดเอื่อย กลีบเหมยร่วงหล่นจากต้น ดั่งสัญญาณแห่งโชคชะตาที่เริ่มขีดเส้น สองดวงใจที่มิได้ปรารถนาซึ่งกันและกัน แต่กลับต้องเดินร่วมทาง เพื่อแผ่นดิน และเพื่อชะตาที่มิอาจหลีกเลี่ยงเมืองชายแดนยามรุ่งเช้า ณ เส้นทางหุบเขา พายุหิมะหยุดลงแล้ว ทหารนำหน้าขบวนคาราวานจัดการกับหิมะเพื่อเปิดทางโม่อวิ๋นดูอารมณ์เบิกบานกว่าทุกวัน เมื่อเขาคิดว่าใกล้ถึงเวลาที่จะได้พบกับไป๋ซูเหยาในอีกไม่นานแม้แต่เจี่ยเหลียน ก็ถูกเขาละเลยเช่นกัน ตั้งแต่เช้ามาเขาแทบไม่ได้สนใจสิ่งใดนอกจากการเตรียมตัวออกเดินทางหญิงสาวเองก็ทำตัวเงียบ ๆ หลบเลี่ยงเขาไม่ให้เป็นที่สังเกต เพราะยังนึกเสียใจเรื่องเมื่อค่ำคืนนางอาศัยนั่งไปบนเกวียนขนของท้ายขบวน อากาศที่หนาวเย็นนี้แทบทำผู้คนให้แข็งตาย ยังดีที่มีเสื้อคลุมขนสัตว์ของโม่อวิ๋นที่ให้ความอบอุ่นมาตลอดทาง กลิ่นหอมอ่อนจากกายเจ้าของเสื้อ ยังอบอวลไม่จาง พลันใบหน้าหญิงสาวแดงเรื่อขึ้นอย่างไม่รู้ตัวเมื่อนึกขึ้นมาหลายวันมานี้ นางใกล้ชิดกับเขาหลายครั้งทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ เกิดความรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้างแล้วบางครั้งกลัวเกรงเขาแต่ทำใจดีสู้เสือ บางครั้งโมโหเดือดดาล และหลายครั้งทำอะไรไม่ถูกเมื่อยามเขาจ้องมองทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วตั้งแต่พบกัน ต้องโทษความใจกล้าบ้าบิ่นของตนเอง ที่คิดแต่เพียงจะช่วยบิดา ไม่ได้เตรียมใจให้ดี วันหน้ายังต้องพบเจออะไรอีกก็ยากจะรู้ได้ นางหวังเพ
“ฮองเฮาพะย่ะค่ะ ข่าวรายงานว่า โม่อวิ๋นที่ออกจากเมืองหลวงไป กำลังจะมุ่งกลับแคว้น แต่ว่าเส้นทางที่ไปต้องผ่านเมืองชายแดนอยู่ดีพะย่ะค่ะ เรื่องนี้คาดว่า โม่อวิ๋นกับคุณหนูไป๋คงต้องได้พบกันระหว่างทางเป็นแน่”ขันทีข้างกายฝ่าบาท เอ่ยกระซิบเพียงลำพังกับฮองเฮาใบหน้างามที่ฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มบาง แววตาเยาะหยัน“ข้ารู้อยู่แล้ว และสั่งการไปยังคหบดียู่กับท่านแม่ทัพฉินเยว่ให้ดำเนินการ ไฟกองโตยังไม่แรงพอ ข้ายังต้องกระพือลมโหมเข้าไปอีกหน่อย”นางออกคำสั่งด้วยท่าทีสงบ ในมือถือดอกโบตั๋นปักลงไปในแจกัน“ฮองเฮาทรงพระปรีชายิ่ง จะให้หม่อมฉันทำเช่นไรต่อไป พะย่ะค่ะ”ขันทีน้อมกายคำนับเอ่ย“เจ้าคอยพูดให้ฝ่าบาทระแวงสงสัยในตัวแม่ทัพเซี่ยต่อไป จำไว้อย่าพูดออกนอกหน้าจนเกินไป”“พะย่ะค่ะ หม่อมฉันเข้าใจแล้ว หากวันหน้างานใหญ่สำเร็จ หวังว่าฮองเฮาจะมีความสุขยิ่งขึ้นในทุกๆวัน”ยามเอ่ยสายตาจับจ้องฮองเฮา แววตาราวซ่อนเรื่องราวยากจะเอ่ยเขาก้าวเดินจากมาด้วยใบหน้านิ่งเฉยไม่เผยอารมณ์ฮองเฮาหลังตรงสง่าไม่หันเหลือบแล หากลมหายใจไม่สม่ำเสมอ ดวงเนตรเหลือบมองท้องฟ้าราวสะกัดกลั้นข่มมิให้ใครเห็นรอยอาดูรเรื่องราวทุกอย่างล้วนมีเงื่อนงำ ไม่เว้
ยามค่ำหลังอาหารเย็น โม่อวิ๋นให้เจี่ยเหลียนเข้าพบ เพื่อรายงานเรื่องการตรวจสอบบัญชีที่เขามอบหมาย“วันนี้เจ้าตรวจสิ่งของแล้วพบสินค้าผิดปกติอีกหรือไม่” โม่อวิ๋นสอบถามอย่างปกติ“เรียนท่านเจ้าเมือง ไม่พบแล้วเจ้าค่ะ ทุกอย่างเรียบร้อยดี เพียงแต่ข้ายังเห็นว่าบัญชีนี้ยังไม่เป็นระเบียบนัก สิ่งของคัดแยกโดยยังแบ่งราคาบางชิ้นน้อยกว่าราคาที่ควรจะเป็นอยู่บ้างเจ้าค่ะ” เจี่ยเหลียนรายงานทั้งเสนอความคิดโม่อวิ๋นเหลือบสายตามองนางแว่บหนึ่ง แล้วหันกลับไปมองหนังสือในมือ พร้อมกล่าวขึ้นว่า“งั้นเจ้าก็เอาบัญชีออกมาทำเถอะ” โม่อวิ๋นสั่งเจี่ยเหลียนมองไปรอบ ๆ ห้อง โต๊ะที่นางต้องนั่งทำบัญชี อยู่ข้างเตียงนอนของเขาเพียงตัวเดียวเท่านั้น“ท่านให้ข้านำกลับไปทำในห้องได้หรือไม่” นางถาม“ไม่ได้ ทำตรงนี้ เกิดเจ้าเล่นตุกติกขึ้นมาข้าจะได้รู้” โม่อวิ๋นเอ่ยตอบโดยไม่หันมองหน้านางเจี่ยเหลียนไม่มีทางเลือกจึงจำใจนั่ง และลงมือทำบัญชีดวงจันทร์เคลื่อนคล้อยเหนือยอดไม้ ลมหนาวพัดพลิ้วผ่านกิ่งไผ่ เกิดเสียงตามสายลมโม่อวิ๋นนั่งอ่านรายงานเงียบ ๆ ในขณะที่เจี่ยเหลียนนั่งทำบัญชี ขะมักเขม้น สีหน้าจริงจังมีสมาธิชายหนุ่มเหลือบตามองนางเป็นบางคร
ขบวนคาราวานอัญมณีของโม่อวิ๋นได้เคลื่อนผ่านช่องเขาทางเหนือของแคว้นชิ่งแล้ว ม้าเทียมเกวียนหลายสิบตัวลากกล่องไม้ที่บรรจุเพชร พลอยหยกดิบจากแดนไกล แต่ละกล่องมีตราประทับรูปมังกรเพลิงของ “พ่อค้าตงหยาง” นามลับของโม่อวิ๋นที่ใครในยุทธจักรก็เกรงกลัว เขาใช้นามแฝงนี้มาหลายปีเพื่อเข้าออกไปยังแคว้นต่าง ๆชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของนั่งอยู่ในกระโจมพักแรม สีหน้าเรียบเย็น ดวงตาเยือกแข็ง แม้แต่มุมคิ้วยังขมวดเล็กน้อยแววตาหม่นไม่สดใสเฉียบคมเช่นเคย นับตั้งแต่จากกับไป๋ซูเหยามาด้านนอกกระโจมมีการรายงานขอเข้าพบ เป็นองค์รักษ์ข้างกายที่เข้ามา“ท่านเจ้าเมือง หญิงสาวที่ท่านรับขึ้นรถม้าวันก่อน ตอนนี้นางกำลังสำรวจสินค้าที่ซื้อมาจากแคว้นอื่นและทำการบันทึกบัญชีขอรับ”โม่อวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย“งั้นรึ”ช่างน่าสนใจ เขาคิด“นาง... ตรวจสอบพลอยจากหีบทีละลัง แล้วยังชี้จุดผิดพลาดของเครื่องประดับจากพ่อค้าคนกลางได้ตรงนัก ขอรับ”คำรายงานเรียบง่าย แต่ทำให้เขาหันไปมองอย่างสนใจลังสิ่งของวางเรียงรายอยู่ บริเวณกลางกระโจมที่พักแรมโดยมีพ่อค้าจากเมืองลั่วยืนอยู่ด้วย เพื่อตรวจรับสินค้าเจี่ยเหลียนยืนดูเครื่องประดับหยกที่อยู่ในมือ พูดกับพ่อค
ท้องฟ้ายามค่ำ ในพื้นที่ราบลุ่มมีแต่เสียงแมลงกรีดร้อง พวกผู้ประสบภัยบางส่วนหลับใหลหลังจากได้รับการดูแล ส่วนหนึ่งยังคงนั่งผิงไฟแววตาไม่อาจวางใจจากความสูญเสียไป๋ซูเหยาสวมชุดธรรมดาสีเข้ม เดินตรวจตราแต่ละกระโจมด้วยตนเอง ถามไถ่ผู้คนอย่างอ่อนโยนเซี่ยหลิงเฉินยืนมองจากระยะไกล แววตาหนักแน่นแต่ยังคงซ่อนความแปลกใจระคนชื่นชม“ในสนามรบ...ข้าเคยรู้มาว่านางนั้นเด็ดเดี่ยวไม่แพ้ชาย”“แต่ในยามต้องแบกความทุกข์ของผู้คน นางกลับอ่อนโยนกว่าข้าเสียอีก”ทว่าท่ามกลางเสียงไฟปะทุ และความเงียบของรัตติกาล เงาร่างหนึ่งแอบย่องเข้าไปยังกระโจมของเซี่ยหลิงเฉินทางเบื้องหลังกระโจมแม่ทัพ ใกล้ชายแดนดงไม้ เป็นหนึ่งในชายรูปร่างสูงที่ปลอมตัวเป็นชาวบ้าน เขาลอบค้นถุงผ้า ล้วงแผนผังเส้นทางของแคว้นชิ่งกับบัญชีทหารขณะกำลังคิดจะหลบหนี เสียงคำรามของสุนัขทหารดังลั่น พร้อมแสงคบไฟพุ่งเข้าใส่ทันที!“จับมันไว้!”เสียงของทหารนายหนึ่งตะโกนลั่นชายคนนั้นวิ่งหนีเข้าไปในป่าทึบเซี่ยหลิงเฉินพร้อมทหารกลุ่มหนึ่ง ไล่ตามทันทีโดยไม่รอช้าเพราะเขาได้เตรียมคนดักซุ่มอยู่ในป่าตามแผนที่วางไว้อยู่แล้วณ กระโจมบัญชาการชั่วคราว หลังเหตุการณ์ไล่ล่าบรรลุผล
ตอนที่ 14 รวบรวมเสบียงไป๋ซูเหยาเริ่มรวบรวมเสบียง จัดซื้อหาสิ่งของจากตลาดและชาวบ้าน ทำให้เงินทองสะพัด หลายครอบครัวรีบนำสิ่งของที่ตัวเองมีออกมาเสนอขายให้นางเรื่องในจวนนางสั่งงานบ่าวในบ้านให้จัดการสิ่งต่างๆ ระหว่างที่นางกับท่านแม่ทัพไม่อยู่สวนผัก บ่อปลา กิจการงานที่นางได้เคยสอนไว้ บ่าวทุกคนต่างรู้หน้าที่ดีอยู่แล้วจึงไม่น่าห่วง นางกำชับให้พ่อบ้าน จัดการสอนวิธีทำการเกษตรผสมผสานนี้ให้กับชาวบ้านอย่าได้ขาด ผักดอง ปลาตากแห้ง ถ่าน ที่นางทำไว้ ได้นำไปด้วยบางส่วนข่าวการรวบรวมเสบียงของจวนแม่ทัพเพื่อผู้ประสบภัยนั้นคหบดียู่รู้อยู่แล้ว เขาได้จัดคนนำสิ่งของมาให้ถึงจวนคหบดียู่ ชายร่างสันทัด ขาวท้วม ยืนยิ้มด้วยแววตาเป็นมิตร ยกมือคาราวะไป๋ซูเหยา“ฮูหยิน ข้าน้อยนำสิ่งของเหล่านี้มาร่วมบริจาค หวังว่าช่วยเหลือชาวบ้าน ขอรับ”ไป๋ซูเหยามองสิ่งของ บนรถสองสามคัน นางมองไปยังทหารให้เข้าไปตรวจดูทหารหันมารายงาน “เรียนฮูหยิน ล้วนเป็นของที่ใช้ได้ขอรับ”นางเพียงพยักหน้ารับ หันไปเจรจากับคหบดียู่ ยิ้มบางเอ่ย“ขอบใจคหบดียู่ แต่ข้าไม่ขอรับไว้เปล่า จะให้ราคาสิ่งของเหล่านี้”คหบดียู่รีบเอ่ยปฏิเสธทันควัน “มิเป็นไรขอรั







