Mag-log inเมฆขาวลอยเอื่อยเหนือพระราชอุทยาน สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดเอื่อย ใบหลิวลู่ลมเหนือผิวน้ำ เสียงกรุ๋งกริ๋งจากกระดิ่ง แว่วสะท้านพาให้รื่นรมย์ ศาลาไม้สักทองกลางสระ สะท้อนแสงแดดอ่อนระยิบ บนโต๊ะน้ำชาจัดวางเรียบง่ายแต่พิถีพิถัน
วันนี้ไม่มีพิธีการ หากเป็นเพียง “งานเลี้ยงน้ำชาตามอัธยาศัย” ที่ฮ่องเต้ตั้งใจจัดขึ้น เพื่อให้ว่าที่คู่หมั้นได้พบหน้า...อย่างไม่เป็นทางการ ถึงขั้นออกราชโองการเรียกตัวแม่ทัพเซี่ยหลิงเฉินและคุณหนูไป๋ซูเหยาเข้าเมืองหลวง เซี่ยหลิงเฉินเข้ามาคำนับอย่างสงบ ดวงตายังเยือกเย็นและนิ่งเฉยดังเคย แม้จะอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ เขาก็ยังไม่แสดงความรู้สึกใดออกมา ฮ่องเต้ยิ้มอ่อน “เจ้าโตขึ้นมากนะ หลิงเฉิน ยามมองเจ้า ข้านึกถึงบิดาเจ้าอยู่ร่ำไป หากเขายังอยู่ เห็นเจ้ากลายเป็นผู้ปกป้องชายแดนเช่นนี้ เขาคงภูมิใจนัก มา ๆ นั่งข้าง ๆข้านี่” เซี่ยหลิงเฉินก้มศีรษะเล็กน้อย “หม่อมฉันดีใจแทนบิดา ที่พระองค์ยังทรงระลึกถึงพะย่ะค่ะ”เขาเอ่ยด้วยเสียงเรียบสุขุม ยิ้มเล็กน้อย แม่ทัพหนุ่มนั่งร่วมโต๊ะ อย่างเงียบ ๆ เอ่ยถวายรายงานถึงกิจการงานเมืองกับองค์ฮ่องเต้ระหว่างรอไป๋ซูเหยา เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังเบา ๆ ข้ามสะพานไม้มาถึงศาลา กลิ่นหอมของดอกเหมยแทรกมากับสายลม “หม่อมฉันไป๋ซูเหยา ขอประทานอภัย ที่ทำให้ฮ่องเต้กับฮองเฮาทรงรอเพคะ” หญิงสาวใบหน้างดงามหมดจด ย่อคำนับด้วยท่าทีอ่อนช้อย นุ่มนวล แต่มั่นคง ฮ่องเต้หัวเราะเบาๆ ตรัสเอ่ย “ไม่เป็นไร ๆ รอไม่นาน ไม่ต้องมากพิธีหรอก” กล่าวพลางเหลือบมองปฏิกิริยาชายหนุ่ม “ลุกขึ้นเถอะ มานั่งข้างๆ เราสิ” ฮองเฮาทรงตรัสน้ำเสียงอบอุ่นแต่อ่านยาก หญิงสาวว่าง่ายเดินไปนั่ง โดยไม่เหลือบแลชายหนุ่ม “วันนี้เป็นงานเลี้ยงน้ำชาเป็นการส่วนตัว เพราะว่าข้าอยากให้เจ้าทั้งสองได้พบกัน จะได้รู้จักกันมากขึ้น”ฮ่องเต้ทรงตรัสเอ่ย และแนะนำแม่ทัพหนุ่มให้หญิงสาว “เจ้าคงเคยได้ยินชื่อแม่ทัพเซี่ยหลิงเฉินมาบ้างแล้วกระมัง” ไป๋ซูเหยาค้อมศีรษะเล็กน้อย “หม่อมฉันพอได้ยินมาบ้างว่า แม่ทัพเซี่ยกล้าหาญ แข็งแกร่ง เป็นที่กล่าวขานทั่วทั้งห้าดินแดน เพคะ”นางเอ่ยแล้ว พลางหันไปค้อมศีรษะคำนับให้ชายหนุ่มเล็กน้อย ใบหน้าชายหนุ่มยังคงนิ่งเฉย เพียงพยักใบหน้ารับการคำนับ “ขอบใจ”คำตอบสั้นเท่ากระพริบตา แต่แฝงระยะห่างที่ไม่อาจละเลย ฮ่องเต้และฮองเฮาพลันสบตากัน เมื่อเห็นปฏิกิริยาห่างเหินกันของทั้งคู่ ฮองเฮาชวนพูดคุย ด้วยบทสนทนาที่เป็นสื่อให้ทั้งคู่รู้จักกันอีกเล็กน้อย จึงเอ่ยเปิดโอกาสให้ทั้งสองได้อยู่กันลำพัง “เด็กทั้งสองนี้ ช่างประหลาดนัก ดูทำทีห่างเหินกันเสียจริง เราจับเขาแต่งงานกันเช่นนี้จะเป็นการฝืนใจไปรึไม่?” ฮ่องเต้ทอดพระเนตรไปยังชายหญิงสองคนที่ยืนอยู่ตรงมุมศาลา แยกห่างกันเล็กน้อย ฮองเฮายิ้มอ่อนโยนแล้วทรงตรัสว่า “ฝ่าบาทอย่าทรงคิดมากไปเลยเพคะ พระองค์ทรงหวังดีกับหลิงเฉิน เขาต้องเข้าใจแน่ หม่อมฉันกลับเห็นว่า แม้ทั้งคู่จะดูห่างเหินกัน แต่ก็ดูเหมาะสมกันยิ่งนักเพคะ” เซี่ยหลิงเฉิน แต่งชุดขุนนางสีดำเรียบขรึม ดวงตาเย็นเฉียบไม่สบใคร นิ่งเฉยดั่งเงาภูผา ไป๋ซูเหยา สวมชุดสีฟ้าหมอก ปักลายเมฆบางด้วยไหมเงิน ผมถูกรวบขึ้นอย่างงดงามสง่า ใบหน้าหวานนั้นนิ่งเรียบ แต่ภายในเต็มไปด้วยคลื่นอารมณ์ซัดสาด ทั้งสอง สบตากันเป็นครั้งแรกในฐานะ "คู่หมั้น" ต่างจดจำได้ว่าคือคนที่เดินสวนกันในตลาดเมื่อหลายวันก่อน แววตาที่เคยสะกิดใจและความรู้สึกในคราวนั้น ไป๋ซูเหยาจดจำได้ หากเวลานี้กลับถูกกลบด้วยท่าทีที่ห่างเหินไม่ใยดีของเซี่ยหลิงเฉิน เขาไม่แสดงความรู้สึกใดๆ แม้แต่คำพูดก็ไม่เอื้อนเอ่ย ไป๋ซูเหยาเก็บงำคำพูด นิ่งเฉยไม่แสดงท่าทีเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างทอดสายตามองออกไปคนละทิศ ฮ่องเต้และฮองเฮาเดินกลับเข้ามายังโต๊ะน้ำชา ฮองเฮาพลันยิ้มหวาน เรียกไป๋ซูเหยาให้มานั่งเคียงข้าง “เจ้าดูงามนัก ซูเหยา ข้าเห็นใจเจ้ามาก การแต่งงานนี้มิใช่เรื่องเล็ก ข้าขออยู่เป็นเพื่อนเจ้าวันนี้ ให้เจ้ามั่นใจว่า เจ้าจะมิได้เดินเพียงลำพัง” ไป๋ซูเหยายิ้มบาง ๆ ดวงตาคล้ายจะสั่นไหวเล็กน้อย บรรยากาศในศาลาแม้จะงดงามด้วยดอกไม้และกลิ่นชา...กลับอบอวลไปด้วยความอึดอัด เซี่ยหลิงเฉินยืนนิ่ง คิดถึงข่าวที่เพิ่งได้รับมาว่า เจ้าเมืองอวิ๋นหนาน นามโม่อวิ๋น เป็นคนรักเก่าของไป๋ซูเหยา เริ่มเคลื่อนไหวทางการทหาร และมีการร่วมมือลับ ๆ กับทั้งห้าดินแดน ‘นางจะเป็นหมากในมือของมันหรือไม่ ถ้าเช่นนั้นข้าควรทำให้เรื่องนี้ จบลงที่การแต่งงาน ดีหรือไม่?’ เขาคิดคำนึงขณะมองนางอีกครั้ง ความงามอ่อนช้อยตรงหน้าทำให้ใจเต้นวูบหนึ่ง ‘แต่หากได้เพียงตัว มิได้ใจ ก็ไร้ค่า’ ความขึงเครียดแผ่ซ่านขึ้นอีกครั้ง หากแต่เขาทำได้เพียงกดกลั้นไว้ ภายใต้สีหน้าเรียบเย็น ไป๋ซูเหยาเองก็รับรู้ได้ถึงความเย็นชา ไม่ใช่แค่เพราะเขาไม่พูดกับนาง แต่เพราะเขามองนาง ราวกับเป็นใครสักคนที่ไม่น่าไว้วางใจ ‘หากนี่คือชะตาชีวิตของข้า ก็คงต้องแบกรับแล้ว’ หญิงสาวคิดคำนึง อนาคตของนางคงเต็มไปด้วยลมหนาวและเงาเงียบนับจากนี้ ไป๋ซูเหยาวางถ้วยชาเบา ๆ แล้วก้มศีรษะ “หม่อมฉันเข้าใจถึงพระเมตตาเพคะ พระองค์ประทานสมรสที่ดีที่สุดให้กับหม่อมฉันแล้ว ในฐานะบุตรสาวเจ้าเมืองไป๋หนาน หม่อมฉันจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพคะ” ฮองเฮาและฮ่องเต้พลันมองสบตากันเล็กน้อย ฮองเฮาทรงตรัสให้กับไป๋ซูเหยาอย่างอ่อนโยนว่า “เจ้าอย่าได้คิดเช่นนั้น เหมือนเป็นการตำหนิฮ่องเต้นะ” ไป๋ซูเหยารีบย่อตัวคำนับพร้อมเอ่ย “หม่อมฉันไม่ได้หมายความเช่นนั้นเพคะ หม่อมฉันขอประทานอภัย” ฮองเฮาดึงมือนางให้กลับมานั่ง ตบลงบนมือเบาๆ ทรงตรัสว่า “ฮ่องเต้และข้าเห็นพ้องต้องกันแล้ว ว่าเจ้าทั้งสองเหมาะสมกัน แม้วันนี้จะเป็นเช่นไร ข้าเชื่อว่า สักวัน เจ้าทั้งสองจะรักใคร่สามัคคีปรองดองกันอย่างแน่นอน ขอเพียงเจ้าใช้ความอ่อนโยน เอาใจใส่ดูแล ไม่ขาดตกบกพร่องในหน้าที่ เป็นหลังบ้านที่ดี เขาก็จะไม่มีวันเป็นอื่นได้หรอก” ไป๋ซูเหยายิ้มบางรับคำแผ่วเบา ขณะที่ใบหน้าเข้มของแม่ทัพหนุ่มกลับปรากฏรอยยกยิ้มอย่างไม่เชื่อถือ เสียงสายลมพัดเอื่อย กลีบเหมยร่วงหล่นจากต้น ดั่งสัญญาณแห่งโชคชะตาที่เริ่มขีดเส้น สองดวงใจที่มิได้ปรารถนาซึ่งกันและกัน แต่กลับต้องเดินร่วมทาง เพื่อแผ่นดิน และเพื่อชะตาที่มิอาจหลีกเลี่ยงเงาสูงใหญ่แฝงกายไปกับเงามืดของยามเช้าอันสงัด เจี่ยเหลียนที่กำลังอารมณ์พลุ่งพล่านด้วยความโกรธและอับอาย รีบยื่นมือหมายจะผลักบานประตูเข้าสู่ห้องพัก หากแต่ยังไม่ทันแตะ ร่างบางถูกตีที่ท้ายทอยจนสลบก่อนจะคลุมด้วยถุงกระสอบใบเขื่อง ชายร่างสูงใหญ่ในชุดดำอำพรางเหลียวมองซ้าย ขวาให้แน่ใจ จึงอุ้มนางพาดไปบนบ่าวิ่งตามกันไป ก่อนจะลับหายเข้าเงามืด ไร้เสียง ไร้ร่องรอยแสงสว่างผ่านลอดหน้าต่างสู่อรุณรุ่ง โม่อวิ๋นต้องตื่นขึ้นเพราะเสียงเคาะประตูจากภายนอก “นายท่านขอรับ มีจดหมายวางอยู่ตรงประตูห้องแม่นางเจี่ยขอรับ” บ่าวรับใช้กล่าวร้อนใจชายหนุ่มถลึงกายตรงไปเปิดประตูทันที เขาไม่รอช้าเปิดอ่านเนื้อความข้างใน‘หากต้องการตัวนางคืน ออกไปนอกเมืองทิศเหนือ ริมแม่น้ำม่านเหอ ต้องไปเพียงผู้เดียว หากมีคนติดตามมา นางตาย’ มือโม่อวิ๋นกำจดหมายแน่นใจพลันร้อนยิ่งกว่าไฟเผา เขาขบคิดคำนวณในใจ ก่อนจะรีบผลุบเข้าไปในห้องแต่งกายรัดกุม แอบซ่อนอาวุธลับไว้ที่เอว เขาเขียนจดหมายถึงเซี่ยหลิงเฉินหนึ่งฉบับ เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต เขาวางมันไว้ใต้ถาดชา แล้วเดินออกไป สั่งการกับเด็กรับใช้ “ เจ้าเอาถาดชาไปเปลี่ยนให้ข้า ข้าจะกลับมาดื่มตอนที่มันยังร้อนอ
ค่ำคืนแสงดาวสว่างทั่วฟ้า ประหนึ่งผืนผ้ากำมะหยี่ สายลับชุดดำย่อกายยกม้วนกระดาษในมือมอบให้ เซี่ยหลิงเฉิน ชายหนุ่มหยิบขึ้นอ่าน ไป๋ซูเหยายืนรอฟังใจจดจ่อ“ฮ่องเต้ ทรงจัดการฮองเฮาได้แล้ว อีกไม่นานฮ่องเต้เป่ยเซี่ยนจะหลงกลเข้าเมือง เราคงต้องรีบแล้ว นัดโม่อวิ๋นมาปรึกษากันก่อน”เซี่ยหลิงเฉินหันมาบอกไป๋ซูเหยา หญิงสาวพยักหน้ารับ ยิ่งใกล้เผด็จศึกใจทุกคนกลับขมึงเกลียว หากสำเร็จนั่นคือบ้านเมืองสงบ แต่ถ้าไม่….พวกเขาคงยอมสู้ตายโรงเตี๊ยมที่พักค้างแรมของนักเดินทางวันนี้คลาคล่ำด้วยชายฉกรรจ์มากผิดสังเกตุแต่ละห้องล้วนเข้าพักมากกว่าสี่คน พวกเขาดูจะไม่อึดอัดกับการรวมอยู่ด้วยกันเช่นนี้ โม่อวิ๋นกับเจี่ยเหลียนนั่งดื่มสุราบนชั้นสอง มีแม่นางคณิกาอวิ๋นโหรวนั่งดีดพิณสร้างบรรยากาศ แม้เขาดูตั้งใจทอดสายตามองนาง แต่เขากลับกวาดตามองข้างล่างผ่านๆเป็นระยะไม่ให้ผิดสังเกต เสี่ยวเอ้อเดินถือถาดอาหารมายื่นให้เจี่ยเหลียน สายตากลับมองนางอย่างมีนัย หญิงสาวเอื้อมมือไปรับถาดมือพลางจงใจจับใต้ถาดมั่น เสี่ยวเอ้อเดินจากไป เจี่ยเหลียนเลื่อนมือกลับ นิ้วโป้งหนีบกระดาษไว้ในมือ สายตามองสบกับโม่อวิ๋นแว่บหนึ่ง“ท่านพี่ข้าขอตัวไป….”นางยกมือทำท
ภายในกระโจมโอ่อ่า แม่ทัพฉินผู้เลือดเย็น นั่งตื่นเต้นเมื่อคิดถึงบุตรชายเพียงคนเดียวที่เขาเฝ้ามองมาตลอดหลายปี หลังจากมารดาของเขาเสียชีวิตลง เขาได้ไปรับมาด้วยตัวเอง แต่ปิดบังฐานะไว้ เพราะเกรงศัตรูจะจับจุดอ่อนได้ แล้วนำภัยพิบัติมาสู่ตนจึงซ่อนเขาไว้มิดชิดจากใจ ฝึกสอนเขาอย่างลับ ๆ ให้เข้มแข็งและแข็งแกร่งที่สุดเพื่อรอวันที่เหมาะสมนี้ ใบหน้าเขางดงามได้มาจากมารดา บางครั้งยังกริ่งเกรงว่าจะได้ความอ่อนโยนและอ่อนแอมาจากนางด้วย เขาจึงต้องให้บททดสอบสร้างความเหี้ยมโหดให้กับเขาบ่อยครั้งนับวันหลิงเยี่ยนยิ่งฉายแววผู้นำและความแข็งแกร่งให้เห็น สร้างความภูมิใจลึก ๆให้กับเขา“หลิงเยี่ยนยังไม่มาอีกหรือ”เขาเอ่ยกับทหารหน้ากระโจม“ยังขอรับ ให้ข้าน้อยไปตามไหมขอรับ”ทหารเอ่ยตอบกลับชายชรานิ่งงันแต่เอ่ยเสียงเฉียบออกไป “ไม่ต้อง”หากในใจกลับครุ่นคิดถึงการที่เขาไม่มาพบเสียงฝีเท้าดังขึ้นหน้ากระโจม ทหารเฝ้ายามเอ่ยทักขึ้น“ท่านรองแม่ทัพ เชิญด้านในขอรับ ท่านแม่ทัพกำลังรอท่านอยู่”สิ้นเสียงด้านนอก ชายชราที่คราแรกรู้สึกห่อเหี่ยวพลันหลังตรงขึ้นทันทีกลับมามีท่าทางเกรงขามดังเดิมหลิงเยี่ยนเดินมาหยุดตรงหน้าเขา เอ่ยคำนับ “
หน่วยข่าวทั้งสองแคว้นต่างทำงานอย่างหนัก ไม่เว้นแม้แต่ทัพใหญ่ฉินเยว่ “รายงานท่านแม่ทัพ ข่าวจากแคว้นซือหนาน บัดนี้ทุกอย่างราบรื่น อีกสองเดือนจะส่งคนมารับทหารของเราแฝงตัวเข้าเมืองหลวงขอรับ” ทหารมือดีรายงาน แม่ทัพฉิน ยิ้มเหี้ยมภายในใจที่กระหายความยิ่งใหญ่และสงครามโลดแล่นอยู่ในอก “ดี ข้าจะนำทัพไปก่อนจำนวนหนึ่งตามคำเชิญฮ่องเต้แคว้นชิ่ง ในงานเลี้ยงกระชับสัมพันธ์ที่เขาจัดขึ้น เขาคงไม่คิดว่า จะเป็นการจัดเลี้ยงส่งตัวเองไปยมโลกกระมัง”เสียงพูดปนหัวเราะเหี้ยม เขาเสมองไปยังหลิงเยี่ยนด้วยแววตาหมายมาด “หลิงเยี่ยนเจ้ารอฟังคำสั่งข้า รอเคลื่อนทัพไปสักสิบห้าวันเจ้าก็ยกทัพตามข้าไปทันที โอบล้อมประชิดเมืองไว้ มีสัญญาณขึ้นฟ้าเจ้าก็บุกเข้าไปได้ งานนี้สำเร็จข้าจะเลื่อนตำแหน่งเจ้าขึ้นมาแทนข้า” สิ้นเสียงแม่ทัพฉิน เกิดเสียงซุบซิบขึ้นมา เขาตวัดสายตากราดมอง“มีใครไม่เห็นด้วยกับข้า ออกมา”เสียงอันดังเกรี้ยวกราด ทำให้ทั้งห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง มีเพียงทหารคนสนิทที่ทนเก็บความสงสัยนี้ไว้ไม่ได้ ก้าวออกมายกมือคำนับเอ่ยถาม“ขอถามท่านแม่ทัพ เหตุใดจึงแต่งตั้งเขาขึ้นมาแทนท่านขอรับ”“หึ เจ้ากล้าสงสัยข้างั้นรึ”ประกายตาอำมห
ค่ำคืนแห่งดวงดาวพร่างพราว ตำหนักอันหนาวเหน็บบัดนี้อบอุ่นขึ้นเพราะสองร่างโอบกระชับแนบชิดฮองเฮาหลิวอี้ผู้เฉียบขาด บารมีน่าเกรงขาม ยามนี้กลับเป็นเพียงหญิงสาวผู้อ่อนโยนยามอยู่ในอ้อมแขนของ เฉิ่งอี่ขันทีหนุ่ม ทั้งสองกำลังวางแผนชิงตัวบุตรชายเพียงคนเดียวให้พ้นเงื้อมมือฮ่องเต้โฉดชั่วแคว้นซือหนาน กลับไม่ทันได้รู้ถึงการมาของฮ่องเต้แคว้นชิ่งแต่อย่างใดข้าหลวงรับใช้ภายนอกแม้อยากส่งเสียงบอกนายก็ไม่อาจทำได้แล้ว เมื่อต้องเผชิญกับความว่องไวขององค์รักษ์เงาของฝ่าบาททั้งหมดถูกควบคุมปิดปากสนิท ถึงมีความกล้าก็ไม่อาจจะทัดทานได้องค์ฮ่องเต้ยืนสง่าหน้าตำหนัก ส่งสัญญาณให้องค์รักษ์เปิดประตู เพียงฝ่ามือเดียวประตูก็เปิดออกง่ายดายฮองเฮาหลิวอี้ถึงกับตื่นตะลึงเมื่อ พบว่าผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูคือฝ่าบาท เฉิ่งอี่รีบเอากายมาปกป้องนางไว้ฝ่าบาททรงดำเนินเข้าไปด้านใน ดวงเนตรแข็งกร้าว เอ่ยเสียงอันดัง“เจ้าทั้งสองช่างบังอาจนัก” เมื่อหยุดยืนกลางห้อง แผ่อำนาจบารมีไปทุกหนแห่งครั้นหลิวอี้คืนสติ นางมิเพียงไม่โวยวายหรือแก้ตัว“ในเมื่อพระองค์ทรงรู้แล้ว ข้าก็ไม่มีอะไรจะแก้ตัว”นางเอ่ยเสียงมั่นคง แม้สถานการณ์บีบรัด นางก็ไม่หวั่นไห
ณ จวนแม่ทัพไป๋ซูเหยารับเอกสารจากหลี่เยี่ยน สายตาคมกริบกวาดอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนพยักหน้าให้เซี่ยหลิงเฉินที่ยืนอยู่ข้างกาย“สำเร็จโดยไร้ร่องรอย... ดีมาก”“เตรียมแผนต่อไป”คืนเงียบสงบเช่นเดิม—แต่สงครามข่าวกรอง...เพิ่งเริ่มต้นจวนเสนาบดี ยามราตรีที่มืดมิด ลมสงบดาวระยับฟ้า แสงตะเกียงส่องสว่างปรากฏเงาร่างคนกลุ่มหนึ่ง ภายในห้องหนังสือ ชุนเทียนได้รับฟังแผนการขุนนางชั่ว“นายท่านอีกสามเดือนเราก็สามารถแฝงกองทัพของแคว้นซือหนานได้มาจนหมดเป็นแน่ อีกทั้งกลุ่มก่อนหน้าได้เข้ามาซ่อนตัวในเมืองหลวงแล้วขอรับ”ใบหน้าเจ้าเล่ห์ของชุนเทียนแฝงความกระหยิ่มใจที่ซ่อนไม่มิด“ทางฮองเฮามีข่าวเคลื่อนไหวอันใดบ้างหรือไม่”เขาเอ่ยถามขึ้น“ฮองเฮาส่งข่าวไปยังเจ้าเมืองแคว้นซือหนานแล้วขอรับ พร้อมที่จะเปิดประตูเมืองเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน”ขุนนางชั่วเอ่ยรายงานชุนเทียนนึกถึงฮองเฮาผู้งดงามใจพลันกระสันอยากได้ ทั้งความงดงามเกินหญิงใดเทียบ หากแผนนี้สำเร็จเขาหมายทูลขอนางจากฮ่องเต้แคว้นซือหนาน ยิ่งใกล้วันคืนนั้นมากเท่าใด ใจเขาก็ยิ่งกระชุ่มกระชวย“ข้าอยากเข้าพบฮองเฮา เจ้าไปจัดการให้ข้าหน่อยก็แล้วกัน”ชุนเทียนเอ่ย“เอ่อ” ขุนนางชั่วส







