Masukเสียงไก่ขันตอนเช้า ปลุกให้คุณอรณีลุกจากที่นอนโดยอัตโนมัติ หญิงวัยกลางคนใบหน้าอารี ยิ้มน้อย ๆ ก่อนตัดสินใจผลักประตูห้องลูกสาว ตั้งใจจะเข้าไปปลุกแม่จอมซน เตือนให้รีบแต่งเนื้อแต่งตัวไปทำงานวันแรก
“บัว ตื่นเร็วลูก เดี๋ยวก็สายหรอก วันนี้ทำงานวันแรกไม่ใช่เหรอ” มารดาเขย่าต้นแขนกลมกลึงของเจ้าของผิวเนื้อนวลเนียนอย่างแสนรักใคร่ ฝ่ายเจ้าตัวเองก็รีบงัวเงียตื่นขึ้นมาบิดขี้เกียจ ก่อนจะค่อยๆ ส่งยิ้มหวาน
“แม่คะ... เมื่อคืนบัวฝันด้วยค่ะ ฝันว่าเจ้านายของบัวใจดี๊ ใจดี สงสัยจังว่าวันนี้ ฝันของบัวจะเป็นจริงรึเปล่า” บัวชมพูกลั้นใจไขว้นิ้วก่อนโกหกคำโต เพราะแท้จริงนอกจากเธอจะไม่ได้ฝันถึงเจ้านาย คนใหม่ผู้ใจดีแล้ว ยังพลาดไปฝันถึงผู้ชายหยาบคาย ที่ถือวิสาสะขโมยจูบแรกของเธอไปนั่นต่างหาก... ‘ช่างน่าโมโหสิ้นดี’
หญิงสาวลุกขึ้นจากที่นอนได้ก็โผเข้ากอดมารดา คุณอรณีเองก็ลูบหลังไหล่ให้ แต่พลัน! มืออบอุ่นคู่นั้นก็ต้องหยุดชะงักลงเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก
“บัว! แล้วเมื่อคืนทำไมพงษ์พัฒน์ถึงได้มาส่งหนูช้านักล่ะ” คนถามหรี่ตามองด้วยความสงสัย บัวชมพูเลยหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย ก่อนพูดกลบเกลื่อน
“เมื่อคืนเจ๊เขาต้องทำบัญชีร้านน่ะค่ะ แต่แหม แม่เรียกชื่อเก่าเขาแบบนี้ เจ้าตัวมาได้ยินมีหวังงอนไปสามวันเจ็ดวันแน่... แต่ช่างเถอะ ให้บัวได้กอดแม่ให้ชื่นใจหน่อย บัวจะรีบไปอาบน้ำแล้ว เดี๋ยวไปทำงานตัวสาย” ไม่พูดเปล่าหญิงสาวก็เผ่นแผล็วก้าวลงจากเตียง
คนถามจึงได้แต่มองตามพลางส่ายหน้าแม้จะรู้ดีว่าบุตรสาวมีเรื่องปกปิด แต่เพราะเชื่อมั่นในตัวอีกฝ่ายว่าอย่างไรเสีย เด็กมีความคิดอย่างบัวชมพู จะไม่มีวันทำเรื่องให้ตนไม่สบายใจแน่ คนเป็นแม่จึงพอทำใจปล่อยผ่านเรื่องครั้งนี้ไปได้...
…………
เช้าวันแรกของการทำงาน ท่ามกลางผู้คนขวักไขว่ในย่านธุรกิจ บัวชมพู พาตัวเองมาหยุดยืนยังหน้าตึกสูงระฟ้าของบริษัทภัทรกิจเวคินทร์ ซึ่งทั้งสูง และใหญ่ มีความทันสมัย ทั้งยังหรูหรากว่าตึก
อื่น ๆ ในละแวกเดียวกันหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกยาว พยายามระงับอาการตื่นเต้นไว้อย่างเต็มที่ แต่ตำแหน่งงานเลขานุการของผู้บริหารระดับสูงก็อดทำให้เด็กสาวจบใหม่ และไร้ประสบการณ์อย่างเธอ อดที่จะรู้สึกหวั่นใจไม่ได้...
แต่ขณะเดียวกัน ความรู้สึกอีกด้าน หัวใจกลับกำลังพองโต เธอแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้งานนี้มาครอง และระหว่างที่กำลังฝันหวาน เสียงบีบแตรดังสนั่นอย่างไม่เกรงใจใคร จู่ ๆ ก็ดังไล่หลังขึ้น
ปรี๊น ปรี๊น ปรี๊น ปรี๊นนนนนนนนนน
บัวชมพูตกใจจนสะดุ้งโหยง เธอกระโดดหลบรถยนต์สีดำ
มันปลาบที่แล่นเบียดเข้ามาแล้วปาดหน้าไปจอดหน้าตึกแทบไม่ทัน เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในระยะเผาขน“โว้ย ไม่เห็นคนหรือไงวะ... แน่จริงไม่ชนเลยล่ะไอ้บ้า อย่าให้เจออีกนะไอ้รถสีดำเวอร์ ๆ ยังกะรถแบทแมนแบบนี้ เจอเมื่อไรบุบเมื่อนั้น เจอตอนกลางวันจะเจาะให้ยางแตก เจอกลางคืน ไฟหน้าแกได้แหลกละเอียดแน่” เจ้าของร่างบางกระโดดท้าเหยงๆ แม้ว่าคนในรถจะไม่ได้ยินก็ตาม
ด้านคนขับก็มองกระจกหลังแล้วนึกค่อน “ถ้าไม่ห่วงว่าจะมีคนนอนอืดตายอยู่หน้าบริษัทล่ะก็ พ่อจะชนให้ไส้แตกเลยคอยดู” คิมหันต์สบถใส่คนตัวเล็ก ที่เขามองหน้าไม่ค่อยจะชัดนัก จากนั้นจึงเปิดประตูก้าวลงมา แล้วโยนกุญแจให้ยามขับไปเก็บ
“คราวนี้ รถคันนี้มีกี่คันบนโลกครับคุณคิม” อีกฝ่ายถามอย่างอารมณ์ดี คิมหันต์ฟังแล้วก็กดรอยยิ้มที่มุมปาก ก่อนชูนิ้วเดียวแทนคำตอบ จากนั้นเขาก็เดินเข้าบริษัทไป
เวลาไล่เลี่ยกัน บัวชมพูก็เดินตามมาทันรถพอดี เธอเห็นยามขับเจ้าพาหนะคันนั้นไปเก็บ ใจอยากวาดเท้าเตะมันไปซักป้าบ แต่ก็ต้องระงับใจไว้ หันมาวิ่งไล่ตามเจ้าของรถแทน หญิงสาวเห็นหลังเขา
ไวไวอยู่ตรงโถงทางเดินหน้าลิฟต์และในที่สุด เธอก็ไล่ตามเขาทัน
“นี่คุณ... เมื่อกี้ขับรถเกือบจะชนฉัน มีปัญหาทางสายตารึไง
ตาบอดฝ้าฟางรึอะไรก็ว่ามา” หญิงสาวถือวิสาสะกระตุกชายเสื้อสูท แบรนด์เนมของอีกฝ่ายเพื่อเรียกเขาจากทางด้านหลัง จนเมื่อเจ้าของร่างสูงหันกลับมาจริง ๆ ก็กลายเป็นบัวชมพูเสียเองที่เป็นฝ่ายน้ำ ท่วมปาก“อ้าว นึกว่าใคร... คุณนักร้องสาวค่าตัวคืนละล้านนี่เอง ไหงมาเดินย่ำต๊อกแถวนี้ได้ อย่าบอกนะว่าจะมาทำงานที่นี่” คิมหันต์ก้มมองสำรวจการแต่งตัวของอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจดเท้า พร้อมกับจุดรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก ดวงตาคมสีสนิมจับจ้องใบหน้าสวยหวานของคนถึงคราวซวยอย่างรู้สึกสะใจ
“ไม่นึกเลยว่าโลกมันจะกลมขนาดนี้ รู้มั้ยว่าเมื่อคืน ฉันนอนก่ายหน้าผากคิดถึงเธอจนเช้าเลย” คนถือไพ่เหนือกว่ายังมีแก่ใจยั่ว
บัวชมพูฟังแล้วก็ยิ่งหน้าซีดขึ้นไปอีก จากที่ตั้งใจจะเป็นฝ่ายมาข่มขู่ กลับกลายต้องเป็นผู้ถูกคุกคามไปเสียนี่ หญิงสาวนิ่งเงียบอย่างใช้ความคิด จากนั้นก็ตัดสินใจหันหลังให้เขาดื้อๆ ตั้งท่าจะหนีไปทางอื่น แต่คิมหันต์ไวกว่า เขากระชากตัวเธอให้โดยสารลิฟต์มาด้วยกัน
“คุณบัวชมพูชอบเพลงล้านนาหรือครับ ผมสังเกตเห็นว่าคุณน่าจะชอบเพลงที่เล่นเมื่อครู่นี้” เจ้าพงษ์ภมรถามเธอด้วยสีหน้ายิ้มๆ และหญิงสาวก็รีบพยักหน้าตอบรับด้วยความตื่นเต้น“ใช่ค่ะ ฉันชอบเสียงเพลงที่มีเสียงเครื่องดนตรีพื้นบ้านรวมอยู่ด้วย รู้สึกราวกับว่าสามารถสัมผัสได้ถึงวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่น ดูเพ้อเจ้อไปหน่อยใช่ไหมคะ แต่ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ นะ” บัวชมพูบอกอย่างอายๆ แต่คิมหันต์กลับเชื่อเธออย่างสนิทใจ เพราะเมื่อบ่ายบัวชมพูก็เพิ่งแสดงให้เขากับกู๋ซ่งได้เห็นว่า เธอคนนี้มีสายตาที่มองทุกอย่างด้วยความลึกซึ้งเพียงใด แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีเพียงแค่เขาคนเดียว ที่เห็นความพิเศษนี้“คุณคิมโชคดีมากนะครับที่มีเลขาสวย แถมยังมองอะไรด้วยสายตาที่ละเอียดอ่อน” ดวงตาดำจัดเป็นประกายขณะกล่าวชม นั่นจึงยิ่งทำให้คิมหันต์รู้สึกขุ่นเคือง“เอ... ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะครับ ว่านั่นจะใช่คุณสมบัติของเลขาที่ดีหรือเปล่า เอาเป็นว่าแค่ดื้อน้อยลงกว่านี้ ผมก็พอใจแล้ว” ประโยคนั้นเหมือนคิมหันต์จงใจดักคอเจ้าพงษ์ภมรกรายๆ แต่คนที่ไม่รู้อะไรอย่างบัวชมพูกลับหันมามองเขาตาเขียว“ฉันจะดื้อเฉพาะกับบางคนเท่านั้นล่ะค่ะ... เอ
ชายหนุ่มปรายตามองไปยังกู๋ซ่งซึ่งกำลังนั่งร่วมวงอยู่กับบรรดาเพื่อน ๆ พ่อค้านายธนาคาร และนักธุรกิจหอการค้าระดับจังหวัด บรรยากาศภายในวงนั้นเต็มไปด้วยความสนุกสนานเฮฮาระหว่างนี้ท่านพ่อเมืองก็กล่าวเชื้อเชิญให้ทุกคน คอยจับตามองไปยังเวที ซึ่งเป็นลานกว้างยกพื้นสูงขึ้นศอกหนึ่งที่กลางเรือน เพราะกำลังจะมีการแสดงชุดสำคัญดังนั้นในตอนนี้ เสียงเพลงพื้นเมืองที่บัวชมพูเกิดติดใจก่อนเข้างานก็ได้หยุดบรรเลงลง พร้อมกับมีกลองจังหวะจะโคนหนักหน่วง แผดเสียงดังขึ้นแทน เรียกความสนใจจากแขกในงานให้จับจ้องด้วยความสนใจ“โอ้โห สวยจังเลยค่ะ ฟ้อนหรือคะเนี่ย” บัวชมพูร้องถามด้วยความตื่นเต้น เมื่อเห็นหญิงสาวชาวเหนือสวมชุดล้านนา ตัวเสื้อเป็นผ้าแพรแขนกระบอกกับซิ่นลวดลายวิจิตร เกล้าผมทรงสูงประดับดอกไม้ไหว มีสไบคล้องแขน ค่อยๆ ก้าวออกมาวาดลวดลายอ่อนช้อยร่ายรำ“การแสดงชุดนี้เรียกว่าฟ้อนไตครับ เป็นการฟ้อนของชาว ไทใหญ่ซึ่งส่วนมากอาศัยอยู่แถบนี้ เพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง” นักการเมืองหนุ่มคนหนึ่ง ขยับเข้ามาช่วยอธิบาย ส่งให้ท่ากรีดกรายอ่อนหวานของนางรำเหล่านั้น มีความหมายลึกซึ้ง“สวยมากเลยค่ะ ดนตรีที่เล่นประกอบหลังเสียงกลอง
แหวกม่านหมอกงาม ยามหนาวสุดเหนือบัวตองเหมือนทองผาเจือ งามเหลือจะพรรณนา อ้อมกอดขุนเขาแม่สะเรียงดังเวียงเทวา สลับซับซ้อนเสียดฟ้า ประหนึ่งว่าวิมานฉิมพลี บัวชมพูได้ยินเสียงเพลงล้านนา บรรเลงด้วยเครื่องสายสะล้อ ซอซึงครวญแผ่วมาตามลมก็พยายามมองหาที่มาของเสียง ส่วนคิมหันต์นั้น พอลงจากรถพร้อมกับเธอได้ เขาก็มัวแต่จับมือทักทายกับบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ภายในงานจึงไม่ทันได้สนใจอะไรต่อเมื่อว่าง และหันมาเห็นหญิงสาวที่ยืนข้างๆ กำลังทำท่าเหมือนมองหาสิ่งใดอยู่ จึงได้เอ่ยถาม นัยน์ตาคมเปล่งประกายระยับอย่างพึงใจ เมื่อเห็นเลขาของตน สวยสะพรั่งอยู่ในเดรสเข้ารูปสีกลีบบัวคอปาด เผยให้เห็นลาดไหล่กลมกลึง“มองหาอะไรอยู่งั้นเหรอคุณเลขาคนสวย” คนรูปหล่อตีหน้ายิ้มแกล้งยั่ว เธอเลยหันมามองค้อน“ไม่ต้องมาปากหวานกับฉันเลยค่ะ ฉันไม่หลงกลคุณหรอก” หญิงสาวประชด คิมหันต์ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เขาจึงแค่หัวเราะร่วน“เธอสวยจริง ๆ คืนนี้ สวยหวานกว่าวันที่ทำงานเป็นนักร้องในบาร์ของพอลลีนวันนั้นอีก แต่ครั้งนั้นก็สวยเปรี้ยว เซ็กซี่เป็นบ้า ทำเอาฉันเพ้อติดกันไปหลายคืน”คราวนี้บัวชมพูนึกอยากหาอะไรมาทุ่มใส่หน้าเขาจริง ๆ หญิงสาวถอนหายใจอย่างร
“ขอโทษบัวชมพู ฉันขอโทษ ฉันควบคุมตัวเองไม่ได้จริง ๆ มันว้าวุ่นไปหมดเลยตอนนี้ พลาดหวังเจ็บใจ และแค้นภาสกรปนกัน ไปหมด ใจเย็นๆ ก่อนนะ ยกโทษให้ฉันก่อน” คนผิดรวบมือเธอไว้แล้วพยายามแก้ตัว แต่หญิงสาวไม่อยากฟัง“ไปให้พ้น คนบ้า คุณมันบ้า... และฟังเอาไว้นะ ฉันจะลาออก” บัวชมพูสะบัดตัวเดินหนี ริมฝีปากเห่อแดงเพราะรสจุมพิตแสน วาบหวามของอีกฝ่าย เธอขบเม้มมันเข้าหากันอย่างนึกแค้นเคืองแต่คิมหันต์กลับรั้งมือไว้ให้หันมาสบตา นัยน์ตาสีสนิมจับจ้องดวงหน้าสวยหวานด้วยความรู้สึกผิด“ฉันขอโทษ ขอโทษจริง ๆ... สัญญาว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก จะให้ฉันชดใช้ยังไงก็ได้ แต่ได้โปรด... อย่าลาออกเลยนะ อย่าไปไหนเลย อยู่ที่นี่ด้วยกันเถอะ... ฉันไม่เคยขอร้องใครเลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรก” ประโยคนั้นของเขาหลุดรอดออกมาอย่างยากลำบาก เห็นได้ชัดว่าคนอย่างคิมหันต์ไม่เคยต้องขอร้องใครจริง ๆ บัวชมพูเองเมื่อได้ยินยังอดไม่ได้ที่จะหันมาจ้องหน้าเขาอย่างไม่เชื่อสายตา ดวงตากลมโตมองอีกฝ่ายด้วยแววตัดพ้อ แต่คิมหันต์ก็ยังจ้องตอบเธอด้วยความสัตย์ซื่อจริงใจเช่นเดิม “คุณนี่มัน”และในท้ายที่สุด เธอก็ใจอ่อน เลขาสาวถอนหายใจ
“ให้ยังไง มันก็เป็นเรื่องแย่สำหรับฉันอยู่ดี เธออย่าทำเหมือนรู้ทุกอย่างไปหน่อยเลย” ท้ายประโยคคิมหันต์พาล ตะกอนอารมณ์ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาทีละน้อย จนทำให้เขาเผลอเอ่ยประโยคระบายความหงุดหงิดออกมา “เธอใส่ใจสังเกตสังกาฉันดีขนาดนี้ อย่าบอกนะว่าสนใจจะเป็นมากกว่าเลขาให้ฉันแล้ว ถ้าอยากเปลี่ยนใจขึ้นมาล่ะก็ บอกได้ทุกเวลาเลยนะ ฉันรออยู่เสมอ” คนรูปหล่อแกล้งยั่ว ดวงตาสีสนิมคมจัดเปล่งประกายสมใจ ที่ได้เห็นอารมณ์สุนทรีของเธอสะดุดลงเช่นเดียวกับเขาเหมือนกัน“คุณนี่มันมีพรสวรรค์ทำให้คนเกลียดได้ไม่เลือกเวลาจริง ๆ กรุณาอย่าพูดมั่วๆ ที่ฉันบอกไปน่ะ เพราะหวังดีกับคุณหรอก แต่เห็นได้ชัดว่าคนพาลอย่างคุณ ไม่คู่ควรกับความหวังดีเลยซักนิด” พูดจบ บัวชมพูก็ตั้งท่าจะลุกหนี แต่ถูกคิมหันต์รั้งข้อมือไว้เสียก่อน“หวังดีงั้นเหรอ มาหวังดีกับฉันทำไม ท่าทางเธอเกลียดขี้หน้าฉันจะตาย อยากยั่ว สมน้ำหน้า หรือลองใจ ไม่รู้หรือไงว่าตอนนี้ฉันเจ็บใจจนจะคลั่งตายอยู่แล้ว” เจ้าของร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนตาม มือหนาหนักกระชับข้อมือบางไว้มั่น ดวงตาสีสนิมของเขาแฝงแววเจ็บปวด นาทีนั้นเอง บัวชมพูจึงมองคิมหันต์ต่างไปเธอสัมผัสได้ว่าเขากำลังอยู่ในช่ว
เธอวางกรอบรูปของมารดาไว้บนโต๊ะข้างหัวเตียง แล้วยิ้มให้กับคนในภาพนิดหนึ่ง ก่อนทอดสายตามองไปยังระเบียงไม้กว้างด้านนอก ที่ยื่นยาวไปจนจดริมน้ำ จากนั้นก็ลุกขึ้นก้าวผ่านประตูออกมายังบริเวณที่หมายตาลำน้ำปายช่วงหน้าหนาว บัดนี้ตื้นเขินเสียจนแลเห็นพื้นกรวดทรายสีสวยด้านล่าง ลมหนาวพัดมาอีกระลอก ทว่าฝูงปลาตัวเล็กตัวน้อยที่กำลังแหวกว่ายอยู่กลับตรึงสายตาคนมองให้ไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไร“ไม่หนาวหรือไงบัวชมพู” เสียงทุ้มเข้ม ท้วงขึ้นเมื่อคิมหันต์บังเอิญเดินผ่านมาเห็นเธอนั่งแช่เท้าอยู่ริมน้ำพอดี“ก็เย็นอยู่เหมือนกันนะคะ แต่ฉันว่าอากาศกำลังสบาย แล้วนี่บ้านพักของคุณอยู่แถวนี้เหมือนกันเหรอคะ” เธอถามกลับด้วยความสงสัยหญิงสาวมองคิมหันต์ในชุดเสื้อเชิ้ตลำลองสีอ่อน สวมทับบนเสื้อยืดคอกลมสีขาว เรื่อยมาจนถึงกางเกงขาสั้นทรงสวยราคาแพง แม้ชายหนุ่มจะอยู่ในชุดง่ายๆ แต่ไม่ได้ทำให้ความหล่อเหลาของเขาลดน้อยลงเลย จะว่าไป เวลาที่เขาทอดเสียงอ่อนพูดจากับเธอดี ๆ บัวชมพูยังอดใจสั่นไม่ได้ด้านคนที่เพิ่งเดินผ่านมา เมื่อถูกถาม คิ้วเข้มก็เลิกขึ้น นึกประหลาดใจในท่าทีแจ่มใสของอีกฝ่าย“ใช่... เดินเลาะไปตามสะพานนี่ไปอีกหน่อย




![พอหย่าจากคนเลว ผู้ชายทุกคนก็อยากได้ฉัน แม้แต่ผัวเลว [nc 35+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


