ログイン
เดิมที ‘หลิงอวิ๋น’ เคยได้ยินได้ฟังมามากเรื่องราวที่ว่าความตายแท้จริงแล้วหาใช่จุดสิ้นสุดไม่ ด้วยความเชื่อและความยึดถือในเรื่องของวัฏสงสาร[1]ทำให้ทุกคนรอบตัวล้วนเชื่อในเรื่องอดีตชาติ
หากทำความดีให้มากในชาตินี้ ชาติหน้าจะได้เกิดและมีชีวิตที่ดีกว่าชาตินี้หรือที่ผ่านมา แต่หากไม่...ชาติหน้าก็จะเกิดมาเพื่อชดใช้กรรมที่ได้ทำไว้
ดังนั้นหลายคนจึงเชื่อว่าที่ตนลำบาก อาจเป็นเพราะกำลังชดใช้การกระทำในชาติที่แล้วอยู่
ถึงอย่างนั้น...ใครเล่าเคยพิสูจน์ว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง เพราะแม้มีคนกล่าวว่างมงายแต่ยังมีความเชื่อที่มาหักล้างคำถามที่ว่า เพราะอะไรคนเราจึงลืมเรื่องราวในอดีตชาติ?
คำตอบ...นั่นก็เพราะทุกคนที่ต้องไปเกิดใหม่ในโลกหน้า ล้วนต้องข้ามแม่น้ำวั่งชวน สะพานไน่เหอ ก้าวผ่านหินซานเซิง จากนั้นก็ต้องดื่มน้ำแกงยายเมิ่งเพื่อให้ลืมเรื่องราวจากภพชาติที่ผ่านมาทั้งสิ้น
ทุกขั้นตอนนั้นเมื่อลืมตาขึ้นมาในชาติภพใหม่ ทุกคนล้วนต้องลืมสิ้นและกลายเป็นคนใหม่ที่มีเงาของอดีตชาติอย่างกรรมดีกรรมชั่ว เป็นตัวกำหนดเส้นทางชีวิตในชาติปัจจุบัน
ใช่...มันสมควรเป็นเช่นนั้น หากไม่ใช่ว่าชาตินี้หลิงอวิ๋นลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างของเด็กแรกเกิด แต่...ทำไมความทรงจำทุกอย่างในชาติที่แล้วยังคงอยู่เล่า!!!
ไม่มีความทรงจำของแม่น้ำวั่งชวน ไม่มีสะพานไน่เหอ หินซานเซิงรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรไม่รู้ จำไม่ได้แม้กระทั่งรสชาติของน้ำแกงยายเมิ่ง!!
ยัง...ยังไม่หมด แม้แต่ตายอย่างไร ตายตอนไหน ตายเพราะอะไรหลิงอวิ๋นก็ยังนึกไม่ออก!!
ตอนที่หมอตำแยส่งนางให้มารดา หลิงอวิ๋นร้องไห้เสียงดังลั่นแต่ไม่ใช่เพราะถูกหมอตำแยตีก้น แต่เพราะ...ใบหน้าอันอ่อนโยนของท่านแม่ต่างหาก
แม่จ๋า...แม่ที่ตั้งแต่จำความได้ก็มีโอกาสได้เห็นเพียงรูปถ่าย
ด้านนอกมีเสียงโวยวายของท่านพ่อ
อา...พ่อจ๋า เสียงของพ่อที่รักหลิงอวิ๋นที่สุด ตามใจที่สุด คนเดียวที่หลิงอวิ๋นมีหลังจากแม่เสียไปด้วยอุบัติเหตุ
เพิ่งดีใจได้ไม่นานหลังเห็นใบหน้าของแม่ หมอตำแยก็ส่งเสียงด้วยความตกใจ หลิงอวิ๋นพยายามมองเข้าไปในห้อง แต่ที่นางเห็นคือใบหน้าซีดขาวของท่านพ่อ
...ไม่นะ ไม่ๆๆ มันต้องไม่เป็นอย่างนี้
นางเพิ่งได้เห็นหน้าท่านแม่เอง เพิ่งได้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนที่สุดนั้นด้วยตา ไม่ใช่เห็นเพียงแค่ในรูปถ่าย
‘ท่านแม่!!!’
นางพยายามตะโกนสุดเสียง แต่ที่ดังออกมามีเพียงเสียงร้องไห้จ้าของทารกที่เพิ่งลืมตาดูโลกเท่านั้น
ภาพงานศพที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าของท่านพ่อ เสียงร้องไห้ในมุมหนึ่งที่ไม่มีใครเห็น ชุดไว้ทุกข์ รวมไปถึงหลุมศพของมารดาที่หลิงอวิ๋นในวัยแรกเกิด ทำได้เพียงมองและส่งเสียงอ้อแอ้
‘เจ้าวางใจเถิด ข้าจะดูแลนางให้ดี จะไม่ให้ผู้ใดรังแกนางได้ ข้าจะให้นางใช้ชีวิตที่นางเลือกด้วยตัวเอง ให้นางได้รับในสิ่งที่ดีที่สุดอย่างที่เจ้าปรารถนา’
บิดาของนางกล่าวกับมารดาซึ่งนอนหลับใหลตลอดกาลด้วยท่าทางเศร้าโศก...
หลิงอวิ๋นพยายามยื่นมือไปสัมผัสใบหน้าของเขา อยากปลอบโยน แต่ที่นางทำได้ก็คือมองบิดาร้องไห้ออกมาเงียบๆ เพียงคนเดียว
ตั้งแต่เล็กนางเป็นเด็กว่าง่าย ไม่ร้องไห้โยเย ไม่เอาแต่ใจ แม้เติบโตมาข้างกายบิดาเพียงลำพังไร้มารดา แต่นางกลับเป็นเด็กเฉลียวฉลาดรู้ความ ทุกคนล้วนกล่าวถึงนางเช่นนั้นทั้งต่อหน้าและลับหลัง
‘หลิงหนาน’ บิดาของนางเป็นศิษย์เพียงคนเดียวของเทพโอสถแห่งหนานเหอที่ยังคงเหลือรอด
สำนักเทพโอสถบัดนี้หลงเหลือเพียงชื่อ สาเหตุเพียงเพราะเทพโอสถปฏิเสธที่จะย้ายตามหวังกั๋วกงไปตั้งรกรากที่แคว้นต้าโจว หลังแคว้นต้าฉู่เกิดสงครามแบ่งแยกดินแดน
หวังกั๋วกงตั้งตนเป็นต้าหวางปกครองต้าโจว และมีคำสั่งกวาดล้างเมืองหนานเหอและทุกคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตน
ตอนนั้นหลังสูญเสียมารดา บิดาพานางอพยพไปทางทิศตะวันตก เขาแฝงตัวไปกับขบวนพ่อค้าไม่เปิดเผยฐานะ กระทั่งพบว่าซีฉู่เหมาะจะลงหลักปักฐาน เนื่องจากชินหวางจากราชวงศ์เดิมของต้าฉู่ตั้งตนขึ้นเป็นฮ่องเต้ จากนั้นก่อตั้งแคว้นซีฉู่ขึ้น ปกป้องผู้คนจากแคว้นเดิมพร้อมรับมือกับหวังกั๋งกง
ถึงอย่างนั้นเขายังคงต้องรับศึกถึงสองด้าน เพราะนอกจากหวังกั๋วกง อีกด้านกลับยังมีตระกูลเซี่ยของอดีตฮองเฮา ซึ่งบัดนี้ก่อตั้งแคว้นเซี่ยขึ้นทางใต้
ต้าฉู่เดิมถูกแบ่งเป็นสามแคว้นและยังคงก่อสงครามเพื่อแย่งชิงดินแดนกันไม่หยุดหย่อน ผู้คนมากมายล้มตายและบาดเจ็บ ประชาชนอดอยากไม่อาจทำการเพาะปลูก สามแคว้นขาดแคลนทั้งอาหารและยารักษาโรค
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหมอที่ไม่มีใครอยากอาสาพาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงในสนามรบ
[1] การเวียนว่ายตายเกิด, สงสารวัฏ หรือสังสารวัฏ
“เรียกอวิ๋นอวิ๋นตามอาจารย์หลิงได้ใช่มั้ย”“ก็...ค่ะ”“ได้งั้นผมเรียกคุณว่าอวิ๋นอวิ๋น คุณเรียกผมว่าเหยียนซีก็ได้ ไว้ผมโทรหาตอนนี้ต้องรีบไปเข้าเวรแล้ว”เดี๋ยวสิ!!! นี่มันอะไรกัน!!!หลิงอวิ๋นยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ตอนแรกได้เจอเขาก็ว่าน่าตกใจแล้ว ตอนนี้เขายัง... มองมือถือที่มีเบอร์ของเขาที่เหยียนซีบันทึกเอาไว้ หลิงอวิ๋นอ้าปากค้างสิบวินาทีต่อมาเขาก็โทร.เข้ามือถือเธออีก “ลืมบอกไป พรุ่งนี้ผมเลี้ยงข้าวเอง เจอกันที่โรงอาหารเที่ยงครึ่งนะ บะหมี่ถ้วยไม่ดีต่อสุขภาพอย่ากินเลย” แล้วเขาก็วางสายไป“...” หลิงอวิ๋นแน่ละหญิงสาวก็ต้องไปตามนัดอยู่แล้ว เที่ยงครึ่งทันทีที่เดินไปถึงโรงอาหารของโรงพยาบาล ด้านหลังก็มีเสียงกระซิบ “มาแล้ว? ช้าไปสิบนาทีแหนะ ไปเถอะหาที่นั่นกัน”เป็นเขา...ที่กำลังตกเป็นเป้าสายตาของทั้งหมอ พยาบาล และบุคลากรในโรงพยาบาลหลิงอวิ๋นพยายามมองข้ามสายตาอยากรู้อยากเห็นและเสียงซุบซิบด้วยความประหลาดใจของทุกคน แต่เธอกลับเจอเรื่องน่าประหลาดใจกว่า เมื่อเห็นกล่องอาหารที่เขากำลังนำออกมาวางเรียงรายหอมมาก น่ากินมากด้วย...“ผมทำเอง ได้ยินมาว่าคุณไม่ชอบทานเนื้อวัว ไก่กับหมูคงใช้ได้ใช่มั้ย นี่น้ำแกงปลาเ
ปีถัดมาท่านอาจารย์หลิงอวิ๋นก็สูญเสียบิดา นางหัวใจแตกสลาย แต่ก็มีสามีและบุตรชายบุตรสาวอยู่เคียงข้างกระทั่งหลายปีถัดจากนั้นฮ่องเต้ทรงสวรรคต แผ่นดินเกิดการผลัดเปลี่ยนบัลลังก์ ตระกูลเหยียนลดสถานะลงจากร่วมมือกับกรมคลัง กระทั่งท่านอาจารย์หญิงหลิงอวิ๋นมิใช่เจ้าสำนักหอโอสถอีกต่อไป นางออกมาใช้ชีวิตบั้นปลายกับสามีที่จวนนอกเมืองหลวงร้านสมุนไพรอวิ๋นเหอมีสองฝาแฝดช่วยกันดูแล ส่วนบุตรสาวของท่านอาจารย์หลิงอวิ๋นออกเดินทางไปรักษาผู้คน โดยนางมีปณิทานจะเดินทางท่องเที่ยวทั่วหล้า แม้ห่วงใยแต่เมื่อเป็นความต้องการของบุตรสาว สองสามีภรรยาก็มิได้ห้ามปราม เพียงส่งคนคุ้มกันติดตามนางไปด้วยในปีนั้น...ท่านอาจารย์หญิงหลิงอวิ๋นล้มป่วย ข้างกายของนางมีสามีที่แก่ชราคอยกุมมือ “ข้าจะไปรอท่านในภพหน้า ข้าจะหาท่านให้พบ” นางวางมือที่ข้างแก้มของเขา”“ได้ ข้าจะตามเจ้าไปในไม่ช้า” เหยียนซียิ้มให้นาง “ชั่วชีวิตนี้ข้าไม่มีสิ่งใดให้เสียใจ”“ข้าก็เช่นกัน” นางค่อยๆ หลับตาลงขณะมือยังคงเกาะกุมมือของเขา...บนเตียงในห้องพิเศษของโรงพยาบาล หลิงอวิ๋นมองเหม่อไปยังนอกหน้าต่างความฝัน...ความจริงตอนนี้หญิงสาวแทบจะแยกไม่ออกแล้ว หลังจากได้รู้จา
เรื่องนี้หญิงสาวเคยได้ยินมาก่อน โชคดีที่ฮ่องเต้ทรงเลือกคนที่เต็มใจเดินทางไป หาไม่ปัญหาคงตามมาไม่น้อยเป็นแน่“ชายแดนไม่เกิดสงครามขึ้นมาอีกเลยหลังข้อตกลงแลกเปลี่ยนนี้” เซียวหร่วนคุนยิ้ม “หลิงอวิ๋น”“เพคะฝ่าบาท”“นับจากนี้เจ้าสามารถเดินทางเข้านอกออกในเมืองหลวงและแคว้นซีฉู่ได้ดังใจ ไม่จำเป็นต้องรั้งอยู่เฉพาะในเมืองหลวงอีก ข้อตกลงก่อนเก่านั้นเราขอยกเลิก”นางเลิกคิ้วมองเซียวหร่วนคุน เหยียนซีกระซิบบอกนาง “ยังไม่รีบขอบพระทัย?”“อ้อ เอ่อ...ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”เซียวหร่วนคุนหัวเราะเสียงเบา “หลายปีมานี้ลำบากพวกเจ้าแล้วจริงๆ ทำเพื่อบ้านเมืองมามาก เราให้เจ้าหยุดสอนศิษย์สักสิบวันก็แล้วกัน ออกไปเที่ยวนอกเมืองบ้างเถิด แต่งงานมาสองปีควรมีทายาทได้แล้ว”หลิงอวิ๋นยิ่งประหลาดใจไปมากกว่าเดิม นางกับเหยียนซีเคยกังวลว่าหากมีทายาท เรื่องชาติกำเนิดของเหยียนซีอาจทำให้ฮ่องเต้ทรงหวาดระแวงขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นนางกับเขาจึงยังไม่ยอมมีทายาทสักที“อดีตปล่อยให้ผ่านไปเถิด พวกเจ้าสมควรอยู่กับปัจจุบันได้แล้ว ใช้ชีวิตให้สมกับทำคุณให้บ้านเมืองเถิด อย่าได้คิดมากและกังวลใจกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นเลย”ทรงรู้! รู้ว่านางกับเหยีย
บทส่งท้ายเสียงแตรมโหรีโหมบรรเลงยังหน้าเรือนพักด้านหลังหอโอสถอวี่หลิง เจ้าสาวในชุดสีแดงถูกพยุงออกมาจากด้านใน หลิงหนานมองส่งบุตรสาวถูกพยุงขึ้นเกี้ยวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเห็นนางได้แต่งงานออกเรือนกับผู้ที่เหมาะสม รวมไปถึงทั้งบุตรเขยและบุตรสาวต่างก็มีใจให้กันอย่างลึกซึ้ง เขาผู้เป็นบิดาจะยังคาดหวังอะไรไปมากกว่านี้เขาเชื่อในตัวเหยียนซี มากไปกว่านั้นเขาเชื่อมั่นในการเลือกของบุตรสาว หลิงอวิ๋นไม่เคยทำให้เขาที่เป็นบิดาผิดหวังเลยสักครั้ง ยิ่งเรื่องการมองคนนางก็ยิ่งมองได้อย่างลึกซึ้งหลังเกิดเรื่องมากมายแต่เรื่องร้ายก็กลับลงเอยเป็นดี แม้ทุกอย่างไม่ได้ราบรื่น ชีวิตมีขึ้นๆ ลงๆ แต่ผลสุดท้ายก็ยังคงสามารถผ่านพ้นมันไปได้ร้านสมุนไพรอวิ๋นเหอเปิดมาได้สี่ปี กิจการมั่นคงและมั่งคั่งรุ่งเรืองวันนี้เหยียนซีสามารถยืนหยัดเป็นที่หนึ่งในการค้าสมุนไพรในซีฉู่ ฮ่องเต้มีรับสั่งให้เขาควบคุมดูแล รวมไปถึงควบคุมราคาสมุนไพรโดยร่วมมือกับเจ้ากรมคลัง ทั้งนี้ก็เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรมขึ้นในสองปีแรกเหยียนซีสามารถสร้างจวนตระกูลเหยียนอันโอ่อ่าใหญ่โตในปีที่สามเขาสามารถขยายการค้าออกไปอีกสองมุมเมื
“ได้”บุตรสาวของกุ่ยเหอจะเข้ามาเรียนกับหลิงอวิ๋นที่สำนักโอสถ หลิงอวิ๋นเต็มใจรับเสี่ยวอัน ทั้งยังรับปากกุ่ยเหอและฮูหยินว่าจะดูแลให้อย่างดีศิษย์ของนางแต่ละคนจะมาเรียนแบบมาเช้าบ่ายกลับ แต่เสี่ยวอันจะถูกส่งมาอยู่กับนางที่เรือนพักหลังสำนักศึกษา ทั้งนี้ก็เพราะกุ่ยเหอยืนยันว่าหากจะให้เขาส่งบุตรสาวมาเรียน เขาก็อยากให้บุตรสาวติดตามหลิงอวิ๋น พร้อมกับช่วยงานเล็กๆ น้อยเป็นการตอบแทนหลังส่งเยี่ยนซือซือกลับจวน หลิงอวิ๋นคาดไม่ถึงว่าขากลับจะยังได้พบเหยียนซี เขายืนรออยู่จุดเดิมที่เคยขี่ม้ามารอ เนินเขาทางอ้อมขึ้นไปยังเรือนหลังของสำนักโอสถอวี่หลิงหลิงอวิ๋นก้าวลงจากรถม้า “ท่านมาทำอะไรที่นี่”เขายิ้ม “มารอพบเจ้า”“พบข้า?” นางมองเห็นโคมผีเสื้อกระดาษในมือเขา “ให้ข้าหรือ!” ดวงตาของนางเปล่งประกาย“ใช่ โคมกระต่ายข้าซื้อให้ แต่อันนี้ข้าทำเอง” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มจากนั้นช่วยนางจุดโคมผีเสื้อ “ข้าเดินไปส่งเจ้า เราเดินเล่นอีกสักหน่อยดีหรือไม่ เจ้ายังเดินไหว?”หลิงอวิ๋นพยักหน้าหันไปมองเสี่ยวหง “พี่เสี่ยวหงท่านนั่งรถม้าล่วงหน้าไปก่อน ข้าเดินเล่นสักครู่”ด้านหน้ามองเห็นแสงไฟจากเรือนพักแล้ว นางเดินลำพังกับเขาระยะทางสั
“เจ้าอย่างไรเล่า” นางมองเขาด้วยสีหน้าเย็นชา “เสียแรงที่ก่อนหน้านี้ท่านพ่อเคยชื่นชมเจ้า ตอนนี้แม้แต่ความกล้าจะเผชิญหน้ากับชะตากรรมยังไม่มี หรือชั่วชีวิตนี้เจ้าจะใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เงาของความผิดที่บิดาของเจ้าก่อ? หรือชั่วชีวิตนี้คิดจะอาศัยพี่สาวจนตาย? หรือคิดว่าใต้เท้าอวี่จะสามารถโอบอุ้มเจ้าไปชั่วชีวิต? หากทำเช่นนั้นเจ้าก็น่าสมเพชจริงๆ”“เจ้า!”“ข้าทำไม?! คนขี้ขลาดเช่นเจ้าแม้แต่โอกาสก็ไม่สมควรได้รับ ความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาก็ไม่มี เอาแต่หลบอยู่หลังใต้เท้าอวี่ หลบอยู่หลังจวนพี่สาว สักวันคงไม่มีหน้าออกมาพบผู้คนปล่อยให้พี่สาวเลี้ยงดูไปจนตาย!”“หลิงอวิ๋น! เจ้ากล้าดีอย่างไร!”“อ๋อข้ากล้าดีเช่นนี้ละ กล้าดีตรงที่ข้าไม่จำเป็นต้องก้มหน้าให้ผู้ใดอย่างไรเล่า!” นางถลึงตามองเขา “เสียแรงที่บิดาของข้าอยากให้โอกาสเจ้า จึงอยากมอบหน้าที่คนดูแลสมุนไพรในร้านสมุนไพรอวิ๋นเหอให้ ดูเจ้าสิแม้ความกล้าที่จะเผชิญหน้ายังไม่มี เช่นนั้นชั่วชีวิตนี้ก็ก้มหน้าต่อไปเถิด!”“ผู้ใดว่าข้าไม่กล้า?!”“ข้ากำลังว่าเจ้าอยู่นี่อย่างไรเล่า! มิใช่ว่าเป็นเพราะเจ้าทำไม่ได้จึงปฏิเสธหรอกนะ ความรู้ความสามารถที่บิดาข้าสอนสั่ง หรือเจ้
กุ่ยเหอมองเหยียนซี “ระหว่างทางข้าจะไปรับมารดาของท่าน วางใจได้มีข้าอยู่พวกนางทั้งหมดจะปลอดภัย”“ขอบใจเจ้ามาก”หลังจากนั้นเหยียนซีจึงได้แต่มองรถม้าวิ่งลงเขาไปเงียบๆ เขาเดินไปยังม้าของตนและกระโดดขึ้นบนหลังม้า ควบม้าลงเขาและตรงไปยังตำหนักตะวันออกขององค์รัชทายาทกำแพงวังหลวงเต็มไปด้วยความเงียบ ประตูเมือ
อีกฝ่ายหาได้สนใจไม่กลับหันไปเล่นงานเหยียนซีแทน “เจ้าคิดว่าตนเป็นใครกล้าเรียกข้าทั้งชื่อแซ่”หญิงสาวขมวดคิ้วมองอีกฝ่าย “เจ้าหมายความว่าอย่างไรที่ว่าเสี่ยงภัยไปยังชายแดน ผู้ใดไปชายแดน”“อย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่องหน่อยเลย ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าที่เป็นบุตรสาวจะไม่รู้ว่าท่านอาจารย์เหยียนถูกส่งไปชายแดน หาไ
“แม่นางเยี่ยนพาไปนั่งรถม้าชมรอบเมืองหลวงกระมัง”“ใช่”“ชอบหรือไม่”นางถอนหายใจ “จะว่าชอบก็ชอบ จะว่าไม่ก็ไม่ ท่านคิดว่าข้าจะเที่ยวชมเมืองสนุกหรือ หากรอบตัวเต็มไปด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็นของผู้คนมากมาย”เขาพยักหน้า “ก็จริง ขอโทษด้วย”“ขอโทษเรื่องใดเล่า ท่านหาได้ทำสิ่งใดผิด ข่าวลือนั่นเป็นข้าเองที่ต้อง
ในฐานะขุนนางฝ่ายตรวจราชการราชสำนัก เหยียนซีมีเรื่องมากมายให้รับผิดชอบ ในวันที่หลิงอวิ๋นปักปิ่นเขาจำเป็นต้องออกนอกเมือง อีกทั้งการออกไปครั้งนี้ยังต้องอยู่นอกเมืองกว่าสิบวันในยามที่ขี่ม้าผ่านยังถนนที่เป็นทางขึ้นหลงซาน เห็นรถม้ามากมายจอดขวางทางอยู่จึงหยุดสังเกตการณ์ดูเหมือนพิธีปักปิ่นจะจัดขึ้นเงียบๆ






![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [นางเอก]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
