LOGINตอนนางอายุครบสองขวบ บิดาของนางมองเห็นถึงความทุกข์เข็นหากปล่อยให้หวังกั๋วกงสามารถเข้ายึดซีฉู่ คนผู้นี้มองเห็นเพียงอำนาจและความยิ่งใหญ่ของตน ผู้ใดกล้าต่อกรเขาล้วนสังหารโดยไม่ลังเล ผิดกับชินหวางแห่งต้าฉู่ที่ลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องประชาชน
หลิงอวิ๋นมองบิดาที่ทางหนึ่งแบกนางในวัยสองขวบเอาไว้บนหลัง อีกทางก็ช่วยรักษาทหารในค่ายที่บาดเจ็บกลับมา
ไม่เพียงเท่านั้นเขายังสอนสั่งศิษย์ที่เป็นนายทหารเพื่อแบ่งเบางานดูแลคนเจ็บ และนั่นทำให้นางตั้งใจฟังและเรียนรู้โดยที่นางเองก็ไม่รู้ตัว
สงครามกินเวลานานถึงสามปี กระทั่งในที่สุดหวังกั๋วกงก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ซีฉู่รวบต้าโจวเข้าเป็นหนึ่งแต่กลับไม่อาจทำสงครามกับแคว้นเซี่ยต่อไป ทั้งนี้ก็เพราะความเสียหายมีมากมายจนฮ่องเต้ซีฉู่ตัดสินพระทัยเจรจาสงบศึก
สองแคว้นเป็นพันธมิตรชาวบ้านสามารถเดินทางไปมาหาสู่ เริ่มรัชศกแห่งฮ่องเต้ซีฉู่ที่หนึ่ง
บิดาของหลิงอวิ๋นถูกเชิญกลับไปยังเมืองหลงเหอ เมืองหลวงของแคว้นซีฉู่ ฮ่องเต้มีพระราชโองการปูนบำเหน็จและทรงอยากแต่งตั้งเขาเป็นหมอหลวง ทว่าเขากลับปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า ...หากหมอดีๆ เข้าไปอยู่วังหลวงจนสิ้นแล้วชาวบ้านเล่า?
ฮ่องเต้ทรงชื่นชมบิดาของนางมากในเรื่องนี้ ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่แคว้นซีฉู่ก่อตั้งสำนักโอสถอวี่หลิงขึ้น และผู้ที่ดูแลก็คือหลิงหนาน บิดาของนางนั่นเอง
บิดาของนางทำหน้าที่สั่งสอนวิชาการแพทย์ให้ผู้คนที่สนใจ ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มจำนวนหมอในแคว้นซีฉู่ หลังจากเกิดสงครามมาอย่างยาวนาน และจำนวนหมอก็มีจำกัดจนชาวบ้านทั่วไปไม่อาจหาหมอมารักษายามเจ็บป่วย
ผ่านไปเจ็ดปี
สำนักโอสถอวี่หลิงมีศิษย์มากมายกว่าร้อยชีวิต ถึงอย่างนั้นผู้ที่สามารถสอบผ่านเข้าไปเป็นหมอหลวงก็มีไม่ถึงห้าคน ทั้งนี้ก็เพราะในแต่ละปีจะมีหมอหลวงที่เกษียณอายุออกมาใช้ชีวิตในยามบั้นปลายไม่มาก
หรือหากมีมากกว่านั้นก็อาจด้วยสาเหตุอื่นๆ เช่นสิ้นใจก่อนวัยอันควร หรือลาออกอย่างสมัครใจ ซึ่งข้อหลังนี้มีน้อยมากจนแทบไม่มี
เจ็ดปีก่อนสำนักโอสถมีเพียงบิดาของหลิงอวิ๋นที่เป็นอาจารย์ผู้สอนสั่ง ศิษย์ที่เข้าศึกษาและจบไปจึงนับได้ว่าเป็นศิษย์สายตรงรุ่นแรก คนเหล่านี้มีเพียงห้าคนที่ได้รับหนังสือรับรองซึ่งมีลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้ และข้อความกำกับด้วยลายมือบิดาของนางที่บัดนี้มีตำแหน่งเป็นเจ้าสำนักโอสถอวี่หลิง
ศิษย์ห้าคนนั้นหลังตระเวนออกไปรักษาชาวบ้าน สามปีให้หลังในที่สุดหลิงหนานก็เรียกตัวกลับสำนัก ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยสอนสั่งศิษย์ของสำนักโอสถในรุ่นต่อๆ ไป
หลิงหนานบิดาของนางในวัยสี่สิบค่อยๆ ถอยออกมา เขาจะก้าวเข้าไปสอนเฉพาะในเรื่องที่สำคัญๆ หรือไม่ก็ออกมาให้คำแนะนำ รวมไปถึงตอบคำถามในทุกๆ ข้อสงสัยของศิษย์ที่กำลังใกล้จบเท่านั้น
หลิงอวิ๋นเงยหน้าขึ้นมองบิดาที่กำชับไม่จบสิ้น นางถอนหายใจออกมาก่อนกล่าว
“ท่านพ่อ สายมากแล้ว หากท่านยังเอาแต่กำชับแดดแรงข้าคงไม่ต้องขึ้นเขากันพอดี”
บิดาของนางคล้ายนึกขึ้นได้แต่ดวงตาก็ยังคงกังวล “เจ้าจะไปเพียงลำพังจริงๆ หรือ ให้เสี่ยวซุ่นจื่อไปด้วยดีหรือไม่”
นางหัวเราะ “บางเรื่องหากไม่เรียนรู้ด้วยตัวเองย่อมไม่อาจบรรลุ ท่านเป็นคนกล่าวเองลืมแล้วหรือ ข้าสิบสองขวบปีแล้วเรียนรู้ทุกอย่างตามที่ท่านสอนสั่ง หากท่านพ่อไม่ให้ข้าออกไปรักษาคนเจ็บเช่นเหล่าศิษย์พี่ อย่างน้อยท่านพ่อก็ควรให้ข้าได้ออกไปเก็บสมุนไพรบนเขาเพื่อแยกแยะสมุนไพรสดเหล่านั้นด้วยตัวเอง”
นางตระหนักดีว่าบิดาเป็นห่วงดังนั้นจึงไม่เคยกล่าวถึง ศิษย์ทุกคนของสำนักโอสถ เมื่อเรียนจบต้องออกไปตระเวนรักษาชาวบ้าน จากนั้นกลับมาที่หอโอสถอีกครั้งเพื่อรับตราประทับยืนยัน
เรื่องนี้นางเป็นคนเสนอบิดาด้วยตัวเอง หลังนึกขึ้นได้ว่าจะดีกว่านี้หากหมอที่เรียนจบไปมีประสบการณ์ จะดีเพียงใดหากพวกเขามีการฝึกงาน ก่อนออกไปใช้วิชาชีพที่เรียนรู้มารักษาผู้คน
ก็...เป็นดังเช่นชีวิตที่นางเคยเห็นมาก่อนหน้า
นางไม่ไป ไม่ขออนุญาต เพราะรู้ดีว่าชั่วชีวิตนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของบิดาหลงเหลือเพียงนาง บุตรสาวที่เขาเก็บงำเอาไว้ข้างกาย ไม่ยอมให้ความสามารถของนางดึงดูดความสนใจของผู้ใดทั้งสิ้น
ในสำนักโอสถอวี่หลิงและผู้คนแคว้นซีฉู่ล่วงรู้ว่านางมีตัวตน แต่ด้วยข้อจำกัดระหว่างบุรุษและสตรี ทำให้น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้พบหลิงอวิ๋น ดังนั้นนางจึงเติบโตมาในเรือนหลังของสำนักโอสถอวี่หลิงอย่างสงบ
“ข้าเกล้าผมสูงและแต่งตัวเป็นบุรุษตามที่ท่านกำชับ อีกทั้งในป่านี้มีคนไม่มากที่จะกล้าล่วงล้ำเพราะเป็นเขตสำนักโอสถอวี่หลิง ท่านวางใจเถิดไม่มีอันตรายอื่นแน่นอน”
มองเห็นบิดาช่วยนางผูกเชือกตะกร้าที่ตนแบกอยู่ หลิงอวิ๋นยิ้มให้เขา “ข้าเติบโตที่นี่ หลงซานก็เรียกได้ว่าเป็นบ้านของข้าเช่นกัน ข้าสัญญาว่าจะไม่เดินลึกเข้าไปจนถึงเขตถ้ำหลงหวง ท่านพ่อวางใจได้”
ด้านหลังสำนักโอสถอวี่หลิงคือหลงซานที่กว้างใหญ่ เขตหวงห้ามที่ไกลที่สุดซึ่งหลิงอวิ๋นได้รับอนุญาตคือถ้ำหวงหลง นางไม่เคยขัดคำสั่งบิดาเดินล่วงล้ำเข้าไปสักครา ทั้งนี้ก็เพราะข่าวลือเรื่องสัตว์ร้ายที่เคยคร่าชีวิตชาวบ้านที่เคยขึ้นเขาไปหาของป่า
หลิงอวิ๋นแบมือสองข้างออกไปข้างหน้า เห็นบิดาถอนหายใจอย่างยอมแพ้นางจึงยิ้มกว้าง มือรับใบสั่งยาสมุนไพรสดมาอย่างไม่รีบร้อน
“กลับมาก่อนยามเซิน[1] หาไม่พ่อจะให้คนออกไปตามเจ้ากลับมา”
“ลูกทราบแล้ว จะกลับมาก่อนยามเซินแน่นอนเจ้าค่ะ”
[1] ช่วงเวลาบ่ายสามโมง
นางส่งอันซีเซียงให้เขา “เคี้ยวให้ละเอียดแล้วกลืนเสียมันช่วยแก้ปวดได้”เขารับไปและส่งเข้าปากเคี้ยวอย่างว่าง่าย“ข้าต้องเย็บแผลหลายแห่ง มันจะเจ็บมาก” นางกล่าวหลังจากเอื้อมมือไปดึงปิ่นตัวหนึ่งซึ่งใช้ยึดเกี้ยวรัดมวยผม นางเก็บเข็มเย็บผ้าเล่มหนึ่งเอาไว้กับตัวเสมอ การเย็บแผลที่นางเคยลองพิสูจน์ให้บิดาเห็นว่ามันช่วยในการรักษาแผลที่ฉีกขาด ทั้งยังเยียวยาได้รวดเร็วกว่าการโปะสมุนไพรเพียงอย่างเดียวนางดึงเส้นผมของตัวเองออกมาร้อยกับเข็ม “ข้าจะทำให้ท่านสลบมันจะง่ายกว่ามาก”ซองเข็มขนาดเล็กที่ถูกห่อเอาไว้ด้วยกระดาษเคลือบน้ำมันถูกดึงออกมาจากถุงลับในตัวเสื้อ“ได้”นางเลิกคิ้วมองเขาด้วยความประหลาดใจหลังพบว่าเขาว่าง่ายจนนางพูดไม่ออก แต่ต่อมาเขากลับทำให้นางโมโหขึ้นทันทีที่ได้ยิน“หากข้าตายรบกวนเจ้านำป้ายหยกบนตัวข้าไปส่งข่าวที่จวนผู้บัญชาการเสิ่น บอกเขาว่า...”หลิงอวิ๋นจิ้มเข็มทันทีโดยไม่ปล่อยให้เขาพล่ามจนจบ นางถลึงตาให้เขาก่อนลงมือรักษาเขาด้วยท่าทีโกรธกรุ่น“เห็นแก่ที่เจ้าหน้าตาดีหรอกนะตี๋น้อย ข้าน่ะศิษย์รักของอาจารย์หลิงหนานเชียวนะ!”ดังนั้นแม้เปลืองเรี่ยวแรงไปมาก แต่จนแล้วจนรอดคนไข้ที่เป็น...มนุษย์คนแรกขอ
เส้นทางขึ้นเขาลาดชันดินลื่นเพราะฝนตกหนัก กว่าจะตระหนักว่าตัวเองกำลังทำเรื่องโง่งม หลิงอวิ๋นก็ลื่นตกเขากลิ้งหลุนๆ ลงมาพร้อมกับตะกร้าที่เชือกขาดจากหัวไหล่เมื่อตั้งสติได้และลุกขึ้นนั่ง แม้เจ็บไปทั้งตัวก็ยังหัวเราะกับตัวเอง หากเป็นชีวิตก่อนหน้ามีหรือจะกล้าหาเรื่องเจ็บตัวแบบนี้?...ไม่มีเสียละเก็บของใส่ตะกร้าตามเดิมและตั้งใจจะเดินลงเขา ที่ไหนได้ข้อเท้ากลับถูกคว้าเอาไว้ “กรี๊ด!!!”ความตกใจทำให้เผลอวาดเท้าเตะออกไปสุดแรง เจ้าของมือข้างนั้นพลิกตัวนอนหงาย มือที่กุมข้อเท้าถูกปล่อยในทันทีหลิงอวิ๋นใจหายวูบ “นี่!” คงไม่ถึงตายหรอกนะ นางได้แต่คิดในใจ “ใครใช้ให้ท่านทำข้าตกใจเล่า” นางบ่นตอนที่ค่อยๆ ขยับเข้ามาดูเขาใกล้ๆคิ้วเรียวเลิกขึ้นเมื่อมองเห็นใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษวัยไม่น่าจะเกิน...สิบหกสิบเจ็ด? เอ...หรืออ่อนกว่านั้น?มองสำรวจบุรุษในชุดผ้าฝ้ายสูงค่า ตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าล้วนมีแต่ของราคาแพงที่ชาวบ้านไม่มีทางซื้อหามาสวมใส่ ยิ่งไม่มีทางที่ชาวบ้านธรรมดาจะสวมชุดเช่นนี้ขึ้นเขาแน่นอนท่ามกลางสายฝนเทกระหน่ำ ร่างสูงใหญ่กลับมีเลือดแดงฉานถูกชะล้างมากับสายน้ำ หลิงอวิ๋นเบิกตากว้างรีบนั่งลงเขย่าแขนเขาเพื่อใ
มองชื่อสมุนไพรสดในมือแล้วนางก็ยิ้มและเริ่มออกเดินเข้าไปในป่า ด้านหลังยังมีเสียงบิดากำชับอีกสองสามประโยค นางโบกมือรับคำโดยไม่พูดอะไร ในใจกำลังตื่นเต้นกับการผจญภัยครั้งใหม่ของตัวเองเดิมทีตอนตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองจำเรื่องราวในอดีตชาติได้ หลิงอวิ๋นก็ได้แต่ทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างคล้ายตัวนางกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในโลกที่แตกต่าง แม้ว่าจะได้ยินได้ฟังมาบ้างเรื่องการย้อนเวลาหรือยืมร่างคืนวิญญาณ แต่ใครจะคาดคิดเล่าว่าวันหนึ่งจะเจอเข้ากับตัวเองจากผู้หญิงวัยยี่สิบห้าที่ชีวิตกำลังไปได้สวย กลับลืมตาขึ้นและพบว่าตัวเองคือเด็กแรกเกิด ต้องมองและเห็นในทุกๆ เรื่องที่บิดาเผชิญ ที่สำคัญนางยังได้เรียนรู้วิชาแพทย์แผนโบราณ ซึ่งมารู้ตัวอีกทีมันก็ซึมซับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนางแล้วอย่างไรเสียที่นี่นางก็ไม่ได้โดดเดี่ยว บิดาของนางยังคงใจดีและรักนางที่สุด แม้นางไร้มารดาแต่กลับจดจำรอยยิ้มอ่อนโยนของอีกฝ่ายได้ และมันก็ไม่ใช่แค่ความทรงจำในรูปถ่ายเพราะนางเห็นมันกับตาตอนบิดาพานางย้ายเข้ามายังเรือนหลังของสำนักโอสถอวี่หลิง ด้วยตอนนั้นเขาต้องวุ่นวายกับการก่อตั้งสำนัก การดูแลนางจึงเต็มไปด้วยความยากลำบากย
ตอนนางอายุครบสองขวบ บิดาของนางมองเห็นถึงความทุกข์เข็นหากปล่อยให้หวังกั๋วกงสามารถเข้ายึดซีฉู่ คนผู้นี้มองเห็นเพียงอำนาจและความยิ่งใหญ่ของตน ผู้ใดกล้าต่อกรเขาล้วนสังหารโดยไม่ลังเล ผิดกับชินหวางแห่งต้าฉู่ที่ลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องประชาชนหลิงอวิ๋นมองบิดาที่ทางหนึ่งแบกนางในวัยสองขวบเอาไว้บนหลัง อีกทางก็ช่วยรักษาทหารในค่ายที่บาดเจ็บกลับมาไม่เพียงเท่านั้นเขายังสอนสั่งศิษย์ที่เป็นนายทหารเพื่อแบ่งเบางานดูแลคนเจ็บ และนั่นทำให้นางตั้งใจฟังและเรียนรู้โดยที่นางเองก็ไม่รู้ตัวสงครามกินเวลานานถึงสามปี กระทั่งในที่สุดหวังกั๋วกงก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ซีฉู่รวบต้าโจวเข้าเป็นหนึ่งแต่กลับไม่อาจทำสงครามกับแคว้นเซี่ยต่อไป ทั้งนี้ก็เพราะความเสียหายมีมากมายจนฮ่องเต้ซีฉู่ตัดสินพระทัยเจรจาสงบศึกสองแคว้นเป็นพันธมิตรชาวบ้านสามารถเดินทางไปมาหาสู่ เริ่มรัชศกแห่งฮ่องเต้ซีฉู่ที่หนึ่งบิดาของหลิงอวิ๋นถูกเชิญกลับไปยังเมืองหลงเหอ เมืองหลวงของแคว้นซีฉู่ ฮ่องเต้มีพระราชโองการปูนบำเหน็จและทรงอยากแต่งตั้งเขาเป็นหมอหลวง ทว่าเขากลับปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า ...หากหมอดีๆ เข้าไปอยู่วังหลวงจนสิ้นแล้วชาวบ้านเล่า?ฮ่องเต้ทรงชื่นชมบิดาของ
เดิมที ‘หลิงอวิ๋น’ เคยได้ยินได้ฟังมามากเรื่องราวที่ว่าความตายแท้จริงแล้วหาใช่จุดสิ้นสุดไม่ ด้วยความเชื่อและความยึดถือในเรื่องของวัฏสงสาร[1]ทำให้ทุกคนรอบตัวล้วนเชื่อในเรื่องอดีตชาติหากทำความดีให้มากในชาตินี้ ชาติหน้าจะได้เกิดและมีชีวิตที่ดีกว่าชาตินี้หรือที่ผ่านมา แต่หากไม่...ชาติหน้าก็จะเกิดมาเพื่อชดใช้กรรมที่ได้ทำไว้ดังนั้นหลายคนจึงเชื่อว่าที่ตนลำบาก อาจเป็นเพราะกำลังชดใช้การกระทำในชาติที่แล้วอยู่ถึงอย่างนั้น...ใครเล่าเคยพิสูจน์ว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง เพราะแม้มีคนกล่าวว่างมงายแต่ยังมีความเชื่อที่มาหักล้างคำถามที่ว่า เพราะอะไรคนเราจึงลืมเรื่องราวในอดีตชาติ?คำตอบ...นั่นก็เพราะทุกคนที่ต้องไปเกิดใหม่ในโลกหน้า ล้วนต้องข้ามแม่น้ำวั่งชวน สะพานไน่เหอ ก้าวผ่านหินซานเซิง จากนั้นก็ต้องดื่มน้ำแกงยายเมิ่งเพื่อให้ลืมเรื่องราวจากภพชาติที่ผ่านมาทั้งสิ้นทุกขั้นตอนนั้นเมื่อลืมตาขึ้นมาในชาติภพใหม่ ทุกคนล้วนต้องลืมสิ้นและกลายเป็นคนใหม่ที่มีเงาของอดีตชาติอย่างกรรมดีกรรมชั่ว เป็นตัวกำหนดเส้นทางชีวิตในชาติปัจจุบันใช่...มันสมควรเป็นเช่นนั้น หากไม่ใช่ว่าชาตินี้หลิงอวิ๋นลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างของ







