Share

บทที่ 1.3

last update Last Updated: 2026-03-11 09:46:52

มองชื่อสมุนไพรสดในมือแล้วนางก็ยิ้มและเริ่มออกเดินเข้าไปในป่า ด้านหลังยังมีเสียงบิดากำชับอีกสองสามประโยค นางโบกมือรับคำโดยไม่พูดอะไร ในใจกำลังตื่นเต้นกับการผจญภัยครั้งใหม่ของตัวเอง

เดิมทีตอนตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองจำเรื่องราวในอดีตชาติได้ หลิงอวิ๋นก็ได้แต่ทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ทุกอย่างคล้ายตัวนางกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในโลกที่แตกต่าง แม้ว่าจะได้ยินได้ฟังมาบ้างเรื่องการย้อนเวลาหรือยืมร่างคืนวิญญาณ แต่ใครจะคาดคิดเล่าว่าวันหนึ่งจะเจอเข้ากับตัวเอง

จากผู้หญิงวัยยี่สิบห้าที่ชีวิตกำลังไปได้สวย กลับลืมตาขึ้นและพบว่าตัวเองคือเด็กแรกเกิด ต้องมองและเห็นในทุกๆ เรื่องที่บิดาเผชิญ ที่สำคัญนางยังได้เรียนรู้วิชาแพทย์แผนโบราณ ซึ่งมารู้ตัวอีกทีมันก็ซึมซับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนางแล้ว

อย่างไรเสียที่นี่นางก็ไม่ได้โดดเดี่ยว บิดาของนางยังคงใจดีและรักนางที่สุด แม้นางไร้มารดาแต่กลับจดจำรอยยิ้มอ่อนโยนของอีกฝ่ายได้ และมันก็ไม่ใช่แค่ความทรงจำในรูปถ่ายเพราะนางเห็นมันกับตา

ตอนบิดาพานางย้ายเข้ามายังเรือนหลังของสำนักโอสถอวี่หลิง ด้วยตอนนั้นเขาต้องวุ่นวายกับการก่อตั้งสำนัก การดูแลนางจึงเต็มไปด้วยความยากลำบาก

ยังดีที่ฮูหยินท่านอัครเสนาบดีแนะนำแม่นมที่ใจดีคนหนึ่งให้ ช่วงเวลานั้นนางจึงเติบโตมาโดยการอบรมของแม่นมผู้ซึ่งเคยเป็นถึงอดีตนางกำนัลในวังหลวง

ตอนอายุได้เจ็ดขวบนั่งเล่นอยู่ในห้อง อยู่ๆ หลิงอวิ๋นก็รู้สึกเบื่อ นางคว้าตำราของบิดามาเปิดดูจนพบว่า...นางอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้!!!

และนับจากวันนั้นหลังหลิงหนานเลิกสอนศิษย์ เขาก็จะถูกนางคะยั้นคะยอให้สอนอ่านและคัดลายมือด้วยพู่กัน

แรกๆ บิดาคงเห็นว่านางจะล้มเลิกไปเอง ดังนั้นจึงสอนนางแบบไม่จริงจัง กระทั่งในที่สุดเขาจึงพบว่านางเรียนรู้ได้ไวมาก จากตำราง่ายๆ ในที่สุดเขาก็หาตำรามากมายมาเพื่อให้นางศึกษา กระทั่งวันหนึ่งเขาพบว่านางท่องจำได้อย่างแม่นยำไม่เว้นแม้แต่ตำราการแพทย์ของเขา

หลิงอวิ๋นเริ่มสงสัยและตั้งคำถาม กระทั่งในที่สุดบิดาของนางก็เริ่มสอนวิชาการแพทย์ให้ ยิ่งเรียนรู้ก็ยิ่งรู้สึกสนุก ไม่นานก็เกิดเป็นความกระตือรือร้น กระทั่งในที่สุดหลิงหนานก็ตัดสินใจสนทนากับนางอย่างจริงจัง

เรื่องราวในโลกล้วนซับซ้อน นางเข้าใจดีว่าเพราะเหตุใดบิดาจึงอยากให้นางเก็บงำความรู้ของตนเอาไว้ จนกว่าจะถึงวันที่นางปักปิ่นและตระหนักว่าวิชาการแพทย์คือสิ่งที่นางเลือก เขาไม่อยากให้ผู้คนหันมาสนใจในตัวนางจนเกิดเป็นแรงกดดัน

หากถึงวันนั้นนางพบว่านางไม่สนใจวิชาการแพทย์แล้ว แต่ทุกคนกลับรับรู้ถึงการมีตัวตนของนาง ตอนนั้นนางจะปฏิเสธก็คงไม่ทันแล้ว และนางจะหมดโอกาสในการเลือกใช้ชีวิตไปโดยปริยาย

ท่านพ่อของนาง...ไม่อยากให้ชื่อเสียงของตนกดดันจนนางไม่หลงเหลือทางเลือก

หากนางไม่อยากเดินทางสายนี้ นางก็จะเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาที่แต่งงานมีเย้ามีเรือน แต่หากนางต้องการเดินทางสายนี้ ทั้งชื่อเสียง ลาถยศ หรือแม้กระทั่งฐานะในราชสำนัก บิดาเคยกล่าวว่าเขาล้วนสนับสนุนนางทั้งสิ้น

แม้น้อยนักที่จะมีสตรีก้าวเข้าไปใบทบาทในราชสำนัก แต่ฐานะของหลิงหนานในใจของผู้คนแคว้นซีฉู่ รวมไปถึงความสำคัญของเขาในพระทัยของฮ่องเต้ ทำให้ฐานะของนางไม่อาจถูกมองข้ามไปได้ ขอเพียงวันใดนางอยากก้าวออกมา นางเองก็เชื่อว่าฮ่องเต้จะสนับสนุนนางและบิดาแน่นอน

เพียงแต่...ลึกๆ แล้วหลิงอวิ๋นกลัวการแก่งแย่ง ดูอย่างสงครามช่วงเวลาที่บิดาแบกนางเอาไว้บนหลังนั่นสิ นอกจากนั้นยังมีสงครามเย็นของขุนนางในราชสำนัก เหล่าสตรีที่ต้องคอยสนับสนุนบุรุษ การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย การช่วงชิงความโดดเด่นของเหล่าสตรีเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนปรารถนา

เฮ้อ... หลิงอวิ๋นเผลอถอนหายใจกับตัวเองหลังใจลอยอยู่นาน ในป่ากว้างอุดมสมบูรณ์จนนางนึกถึงโลกหลังจากวันนี้กว่าพันปี สิ่งที่ผู้คนทำลายลงเพียงเพื่อสิ่งอำนวยความสะดวกที่ต้องแลกมาด้วยหลายๆ สิ่งที่ไม่อาจเรียกคืน...

เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่คล้ายมีเมฆดำเคลื่อนคล้อย นางเดินฝ่าเถาวัลย์รกครึ้มหลังขุดฉั่งฉิก[1]ไปได้หลายราก

นอกจากนั้นในตะกร้าของนางยังมีผลปาโต้ว[2] รากหวงฉี ใบอ้ายเยี่ยและอันซีเซียง[3] ตอนนี้ที่นางต้องการเหลือเพียงผลแห้งของไป๋โต่วโข่ว[4] ซึ่งนางต้องปีนขึ้นไปเหนือธารน้ำตกใกล้ถ้ำหลงหวง ที่สำคัญนางต้องไปให้ถึงที่นั่นก่อนฝนตก หาไม่ทางขึ้นเขาจะลื่นและอันตรายมาก

หลิงอวิ๋นแบกตะกร้าปีนขึ้นเขาไปได้ครึ่งทางในที่สุดฝนก็เทลงมา นางสบถกับตัวเองแต่ให้ลงเขาตอนนี้ก็นับว่าเสียเที่ยว แม้รู้ว่าไม่ควรแต่ก็ยังฝืนไปต่อ

[1] เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับโสมคน ส่วนที่ใช้เป็นยาคือส่วนรากหรือหัว ใช้เป็นยาห้ามเลือดและแก้ปวด

[2] ผลสลอด นิยมนำเมล็ดใช้บดเป็นผงรักษาแผลภายนอกเพื่อห้ามเลือด

[3] ชันแห้งที่ได้จากลำต้นของพืช

[4] กระวานขาว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • บุพเพผูกรัก   บทที่ 1.5

    นางส่งอันซีเซียงให้เขา “เคี้ยวให้ละเอียดแล้วกลืนเสียมันช่วยแก้ปวดได้”เขารับไปและส่งเข้าปากเคี้ยวอย่างว่าง่าย“ข้าต้องเย็บแผลหลายแห่ง มันจะเจ็บมาก” นางกล่าวหลังจากเอื้อมมือไปดึงปิ่นตัวหนึ่งซึ่งใช้ยึดเกี้ยวรัดมวยผม นางเก็บเข็มเย็บผ้าเล่มหนึ่งเอาไว้กับตัวเสมอ การเย็บแผลที่นางเคยลองพิสูจน์ให้บิดาเห็นว่ามันช่วยในการรักษาแผลที่ฉีกขาด ทั้งยังเยียวยาได้รวดเร็วกว่าการโปะสมุนไพรเพียงอย่างเดียวนางดึงเส้นผมของตัวเองออกมาร้อยกับเข็ม “ข้าจะทำให้ท่านสลบมันจะง่ายกว่ามาก”ซองเข็มขนาดเล็กที่ถูกห่อเอาไว้ด้วยกระดาษเคลือบน้ำมันถูกดึงออกมาจากถุงลับในตัวเสื้อ“ได้”นางเลิกคิ้วมองเขาด้วยความประหลาดใจหลังพบว่าเขาว่าง่ายจนนางพูดไม่ออก แต่ต่อมาเขากลับทำให้นางโมโหขึ้นทันทีที่ได้ยิน“หากข้าตายรบกวนเจ้านำป้ายหยกบนตัวข้าไปส่งข่าวที่จวนผู้บัญชาการเสิ่น บอกเขาว่า...”หลิงอวิ๋นจิ้มเข็มทันทีโดยไม่ปล่อยให้เขาพล่ามจนจบ นางถลึงตาให้เขาก่อนลงมือรักษาเขาด้วยท่าทีโกรธกรุ่น“เห็นแก่ที่เจ้าหน้าตาดีหรอกนะตี๋น้อย ข้าน่ะศิษย์รักของอาจารย์หลิงหนานเชียวนะ!”ดังนั้นแม้เปลืองเรี่ยวแรงไปมาก แต่จนแล้วจนรอดคนไข้ที่เป็น...มนุษย์คนแรกขอ

  • บุพเพผูกรัก   บทที่ 1.4

    เส้นทางขึ้นเขาลาดชันดินลื่นเพราะฝนตกหนัก กว่าจะตระหนักว่าตัวเองกำลังทำเรื่องโง่งม หลิงอวิ๋นก็ลื่นตกเขากลิ้งหลุนๆ ลงมาพร้อมกับตะกร้าที่เชือกขาดจากหัวไหล่เมื่อตั้งสติได้และลุกขึ้นนั่ง แม้เจ็บไปทั้งตัวก็ยังหัวเราะกับตัวเอง หากเป็นชีวิตก่อนหน้ามีหรือจะกล้าหาเรื่องเจ็บตัวแบบนี้?...ไม่มีเสียละเก็บของใส่ตะกร้าตามเดิมและตั้งใจจะเดินลงเขา ที่ไหนได้ข้อเท้ากลับถูกคว้าเอาไว้ “กรี๊ด!!!”ความตกใจทำให้เผลอวาดเท้าเตะออกไปสุดแรง เจ้าของมือข้างนั้นพลิกตัวนอนหงาย มือที่กุมข้อเท้าถูกปล่อยในทันทีหลิงอวิ๋นใจหายวูบ “นี่!” คงไม่ถึงตายหรอกนะ นางได้แต่คิดในใจ “ใครใช้ให้ท่านทำข้าตกใจเล่า” นางบ่นตอนที่ค่อยๆ ขยับเข้ามาดูเขาใกล้ๆคิ้วเรียวเลิกขึ้นเมื่อมองเห็นใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษวัยไม่น่าจะเกิน...สิบหกสิบเจ็ด? เอ...หรืออ่อนกว่านั้น?มองสำรวจบุรุษในชุดผ้าฝ้ายสูงค่า ตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าล้วนมีแต่ของราคาแพงที่ชาวบ้านไม่มีทางซื้อหามาสวมใส่ ยิ่งไม่มีทางที่ชาวบ้านธรรมดาจะสวมชุดเช่นนี้ขึ้นเขาแน่นอนท่ามกลางสายฝนเทกระหน่ำ ร่างสูงใหญ่กลับมีเลือดแดงฉานถูกชะล้างมากับสายน้ำ หลิงอวิ๋นเบิกตากว้างรีบนั่งลงเขย่าแขนเขาเพื่อใ

  • บุพเพผูกรัก   บทที่ 1.3

    มองชื่อสมุนไพรสดในมือแล้วนางก็ยิ้มและเริ่มออกเดินเข้าไปในป่า ด้านหลังยังมีเสียงบิดากำชับอีกสองสามประโยค นางโบกมือรับคำโดยไม่พูดอะไร ในใจกำลังตื่นเต้นกับการผจญภัยครั้งใหม่ของตัวเองเดิมทีตอนตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองจำเรื่องราวในอดีตชาติได้ หลิงอวิ๋นก็ได้แต่ทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างคล้ายตัวนางกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในโลกที่แตกต่าง แม้ว่าจะได้ยินได้ฟังมาบ้างเรื่องการย้อนเวลาหรือยืมร่างคืนวิญญาณ แต่ใครจะคาดคิดเล่าว่าวันหนึ่งจะเจอเข้ากับตัวเองจากผู้หญิงวัยยี่สิบห้าที่ชีวิตกำลังไปได้สวย กลับลืมตาขึ้นและพบว่าตัวเองคือเด็กแรกเกิด ต้องมองและเห็นในทุกๆ เรื่องที่บิดาเผชิญ ที่สำคัญนางยังได้เรียนรู้วิชาแพทย์แผนโบราณ ซึ่งมารู้ตัวอีกทีมันก็ซึมซับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนางแล้วอย่างไรเสียที่นี่นางก็ไม่ได้โดดเดี่ยว บิดาของนางยังคงใจดีและรักนางที่สุด แม้นางไร้มารดาแต่กลับจดจำรอยยิ้มอ่อนโยนของอีกฝ่ายได้ และมันก็ไม่ใช่แค่ความทรงจำในรูปถ่ายเพราะนางเห็นมันกับตาตอนบิดาพานางย้ายเข้ามายังเรือนหลังของสำนักโอสถอวี่หลิง ด้วยตอนนั้นเขาต้องวุ่นวายกับการก่อตั้งสำนัก การดูแลนางจึงเต็มไปด้วยความยากลำบากย

  • บุพเพผูกรัก   บทที่ 1.2

    ตอนนางอายุครบสองขวบ บิดาของนางมองเห็นถึงความทุกข์เข็นหากปล่อยให้หวังกั๋วกงสามารถเข้ายึดซีฉู่ คนผู้นี้มองเห็นเพียงอำนาจและความยิ่งใหญ่ของตน ผู้ใดกล้าต่อกรเขาล้วนสังหารโดยไม่ลังเล ผิดกับชินหวางแห่งต้าฉู่ที่ลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องประชาชนหลิงอวิ๋นมองบิดาที่ทางหนึ่งแบกนางในวัยสองขวบเอาไว้บนหลัง อีกทางก็ช่วยรักษาทหารในค่ายที่บาดเจ็บกลับมาไม่เพียงเท่านั้นเขายังสอนสั่งศิษย์ที่เป็นนายทหารเพื่อแบ่งเบางานดูแลคนเจ็บ และนั่นทำให้นางตั้งใจฟังและเรียนรู้โดยที่นางเองก็ไม่รู้ตัวสงครามกินเวลานานถึงสามปี กระทั่งในที่สุดหวังกั๋วกงก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ซีฉู่รวบต้าโจวเข้าเป็นหนึ่งแต่กลับไม่อาจทำสงครามกับแคว้นเซี่ยต่อไป ทั้งนี้ก็เพราะความเสียหายมีมากมายจนฮ่องเต้ซีฉู่ตัดสินพระทัยเจรจาสงบศึกสองแคว้นเป็นพันธมิตรชาวบ้านสามารถเดินทางไปมาหาสู่ เริ่มรัชศกแห่งฮ่องเต้ซีฉู่ที่หนึ่งบิดาของหลิงอวิ๋นถูกเชิญกลับไปยังเมืองหลงเหอ เมืองหลวงของแคว้นซีฉู่ ฮ่องเต้มีพระราชโองการปูนบำเหน็จและทรงอยากแต่งตั้งเขาเป็นหมอหลวง ทว่าเขากลับปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า ...หากหมอดีๆ เข้าไปอยู่วังหลวงจนสิ้นแล้วชาวบ้านเล่า?ฮ่องเต้ทรงชื่นชมบิดาของ

  • บุพเพผูกรัก   บทที่ 1.1

    เดิมที ‘หลิงอวิ๋น’ เคยได้ยินได้ฟังมามากเรื่องราวที่ว่าความตายแท้จริงแล้วหาใช่จุดสิ้นสุดไม่ ด้วยความเชื่อและความยึดถือในเรื่องของวัฏสงสาร[1]ทำให้ทุกคนรอบตัวล้วนเชื่อในเรื่องอดีตชาติหากทำความดีให้มากในชาตินี้ ชาติหน้าจะได้เกิดและมีชีวิตที่ดีกว่าชาตินี้หรือที่ผ่านมา แต่หากไม่...ชาติหน้าก็จะเกิดมาเพื่อชดใช้กรรมที่ได้ทำไว้ดังนั้นหลายคนจึงเชื่อว่าที่ตนลำบาก อาจเป็นเพราะกำลังชดใช้การกระทำในชาติที่แล้วอยู่ถึงอย่างนั้น...ใครเล่าเคยพิสูจน์ว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง เพราะแม้มีคนกล่าวว่างมงายแต่ยังมีความเชื่อที่มาหักล้างคำถามที่ว่า เพราะอะไรคนเราจึงลืมเรื่องราวในอดีตชาติ?คำตอบ...นั่นก็เพราะทุกคนที่ต้องไปเกิดใหม่ในโลกหน้า ล้วนต้องข้ามแม่น้ำวั่งชวน สะพานไน่เหอ ก้าวผ่านหินซานเซิง จากนั้นก็ต้องดื่มน้ำแกงยายเมิ่งเพื่อให้ลืมเรื่องราวจากภพชาติที่ผ่านมาทั้งสิ้นทุกขั้นตอนนั้นเมื่อลืมตาขึ้นมาในชาติภพใหม่ ทุกคนล้วนต้องลืมสิ้นและกลายเป็นคนใหม่ที่มีเงาของอดีตชาติอย่างกรรมดีกรรมชั่ว เป็นตัวกำหนดเส้นทางชีวิตในชาติปัจจุบันใช่...มันสมควรเป็นเช่นนั้น หากไม่ใช่ว่าชาตินี้หลิงอวิ๋นลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างของ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status