LOGINสิงหา ภัคราลัญชญ์ นักธุรกิจหนุ่มอนาคตไกลที่แสนสุขุมและเยือกเย็น จนแทบจะเรียกได้ว่าเย็นชาในสายตาคนรอบข้าง ละความสนใจจากเครื่องมือสื่อสารที่เริ่มแผดเสียงร้องอีกรอบคล้ายหมดความสนใจ หยิบกรอบรูปลายไม้ที่ถูกแกะสลักอย่างประณีตขึ้นมองอีกครั้งด้วยสายตาอ่อนโยนในแบบที่น้อยคนนักจะได้เห็น ก่อนจะวางกรอบรูปนั้นลงที่เดิมเช่นที่ทำทุกเช้า ‘หวังว่าเธอจะสบายดี’ ชายหนุ่มคิดเพียงเท่านั้น แล้วขยับลุกจากเตียงนอนกว้างเพื่อทำหน้าที่ของตน
หน้าที่...ที่ไม่เคยผิดแผกแตกต่างไปจากทุกวัน
เวลาก็ยังคงเดินไปข้างหน้า...เช่นเดียวกับชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไป
โครงการคอนโดมิเนียมสุดหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถูกเปิดตัวอย่างสวยงามท่ามกลางบรรดาแขกกิตติมศักดิ์ระดับท็อปคลาสที่ถูกเชิญมาจากทั่วประเทศ สิงหาในชุดสูทสีดำเป็นทางการกำลังทอดมองวิวแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านกำแพงกระจกบานกว้างที่กินพื้นที่ยาวตลอดแนวด้วยสายตาเบื่อหน่าย งานเลี้ยงหรูหราที่มีผู้จนมากมายสวมหน้ากากเข้าหากันเพื่อผลประโยชน์ ทำให้วิวทิวทัศน์ตรงหน้าที่ควรค่าแก่การประทับใจดูไม่น่าอภิรมย์ไปถนัดตา
“แหมๆ ดูสิ...หรูหราหมาเห่าสมคำกล่าวอ้างจริงๆ ซะด้วย” พายัพบอกอย่างชื่นชมแกมเหน็บแนม ก่อนจิบแชมเปญสีสวยด้วยท่าทีสบายอารมณ์ พลางกวาดสายตามองสาวสวยมากมายในงานด้วยความเคยชินตามประสาหนุ่มเจ้าสำราญ
“มึงเคยเห็นคนอย่างไอ้ภพ ทำอะไรธรรมดาๆ เป็นด้วยหรือไง”
สิงหาบอกด้วยน้ำเสียงติดจะกระด้างในท้ายประโยคเล็กน้อย พลางมองวิวทิวทัศน์ภายนอกด้วยสายตาไร้อารมณ์ ใจจริงชายหนุ่มไม่ได้อยากมาร่วมงานนี้ แต่ติดมารยาททางสังคมที่ต้องรักษาจึงยากจะเลี่ยง เพราะปกติคนที่จะออกงานเช่นนี้จะเป็นภาสกรเสียมากกว่า แต่เมื่อเพื่อนรักยังอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามันจึงจำต้องปล่อยไป
“ก็จริงของมึง...แต่เอาจริงงานวันนี้ก็ไม่ได้แย่ กูชอบนะ มันครื้นเครงดี”
“งานหน้ามึงไปคนเดียวเลยนะ เพราะกูไม่ชอบ” สิงหาเอ่ยราบเรียบ สายตากวาดมองวิวทิวทัศน์ที่งดงามยามค่ำคืนราวกับสนใจเสียเต็มประดา แม้ว่าในความเป็นจริง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นจะเหม่อมองไกลอย่างไร้จุดหมาย
ภาพความฝันเมื่อคืนยังติดในห้วงของความรู้สึกไม่จางหาย หลังจากวันนั้นผ่านมาเกือบห้าปีแล้วที่เขายังเฝ้าตามหาเธอ แต่สุดท้ายก็ยังคงไร้วี่แวว…เธอก้าวเข้ามาในช่วงเวลาที่เขาไม่คิดว่าจะได้มีลมหายใจต่อไป ช่วยชีวิตเขาไว้แล้วก็แค่หายตัวไปเฉยๆ ราวกับไม่เคยมีตัวตน?
ทั้งที่ทุกอย่างควรเป็นเพียงความประทับใจที่เก็บไว้ในความทรงจำ ควรเป็นความรู้สึกขอบคุณและอยากตอบแทนบุญคุณของผู้ที่ถูกช่วยชีวิตไว้ในตอนนั้น แต่ทว่าในความเป็นจริงกลับไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อเวลาผ่านเลยไป และเขาได้เรียนรู้ว่า ‘ความคิดถึง’ มันเอาแต่ใจตัวเองเก่งแค่ไหน? แถมมันยังค่อยๆ เพิ่มพูนตัวเองขึ้นมาโดยไม่สนใจว่าเขาจะคิดอย่างไร ซ้ำยังกอดเก็บความรู้สึกเหล่านั้นเอาไว้อย่างหวงแหน
เคยคิดว่าอีกไม่นานเธอคงจะจางหายไปตามกาลเวลา
แต่เปล่าเลย...ความรู้สึกเหล่านั้นมันค่อยๆ ตอกย้ำฝังรากลึกลงในหัวใจของเขา
‘คุณอยู่ที่ไหนกันนะ...คุณป่าน’
“ไอ้สิงห์...มึงดูผู้หญิงคนนั้นดิ อย่างแจ่ม!”
พายัพที่กวาดมองหาสาวสวยรอบๆ งาน สะดุดหยุดสายตากับร่างระหงที่กำลังก้าวผ่านซุ้มประตูที่เต็มไปด้วยดอกกุหลาบเข้ามา พร้อมกับสายตาอีกหลายสิบคู่ที่กำลังจับจ้องไปยังเธอคนนั้นเช่นกัน
สิงหาปรายตามองเพื่อนสนิทที่ดู ‘ยินดีปรีดา’ เสียจนออกนอกหน้าอย่างระอา ก่อนจะกวาดสายตาไปยังทิศทางที่เพื่อนสนิทกำลังมองอย่างเบื่อหน่าย แต่วินาทีที่เขามองสบกับร่างระหงของผู้มาเยือน หัวใจที่ไม่เคยเต้นแรงให้ใครมานานกว่าห้าปีแล้ว กลับเต้นรัวเร็วขึ้นจนสัมผัสได้?
ร่างบางระหงในชุดราตรีสีดำสนิทเข้ารูปจนเผยให้เห็นสัดส่วนชวนมอง เธอก้าวเดินเข้ามาในงานอย่างมั่นคงและสง่างาม เมื่ออยู่ในระยะสายตา สิงหาต้องยอมรับว่าดวงหน้าหวานสวยที่ถูกเคลือบไว้ด้วยเครื่องสำอางเพียงบางเบานั้น มันช่างพอเหมาะพอดี และช่วยส่งเสริมให้ความงดงามของเธอโดดเด่นขึ้นมาได้อย่างน่าประทับใจอีกด้วย
หญิงสาวกลายเป็นจุดสนใจในทันทีที่ก้าวเข้ามาในงาน แต่กระนั้นสิ่งที่เรียกความสนใจของสิงหากลับไม่ใช่ความงดงามที่แสนจะดึงดูด แต่เป็นดวงตาคู่หวานที่ซ่อนรอยเศร้าและดูไร้ประกายจนน่าใจหาย? และหากไม่ใช่เพราะดวงหน้าหวานล้ำที่มองสบมา ไม่บังเอิญละม้ายคล้ายใครบางคนที่เขาเฝ้าตามหามานานแสนนาน
“...คุณป่าน?”
เด็กชายณเรศไม่ได้ตอบคำถามแต่ก็มองสบตาของคนตรงหน้าโดยไม่หลบ แม้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอิดโรยจะเรียบเฉยจนยากจะอ่าน แต่ดวงตาคู่หม่นที่มองตอบมากลับอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเข้าใจ อีกทั้งยังคงหลงเหลือร่องรอยของความแตกร้าวและเต็มไปด้วยความทุกข์โศก...ความสูญเสียและการพลัดพราก“ทำไมถึงทำเหมือนว่าตัวเองเข้าใจความรู้สึกของฉัน? เธอเข้าใจมันจริงๆ หรือเปล่า?”“...ผมแค่คิดว่ามันคงคล้ายกัน” ในที่สุดเด็กน้อยที่นั่งเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียงก็เริ่มตอบคำถาม“จะช่วยเล่าเรื่องของเธอให้ฉันฟังได้ไหม”เด็กน้อยพยักหน้ารับ“ตอนที่แม่ของผมตาย ผมเสียใจมากๆ เสียใจที่แม่ไม่ยอมพาผมไปอยู่ด้วยกัน”มือเล็กที่ถือผ้าขยับหยุกหยิกคล้ายทำตัวไม่ค่อยถูก“แต่ก็คิดได้ว่าผมยังมีน้องสาวอยู่ แม่คงอยากให้ผมอยู่เป็นเพื่อนน้องครับ”เด็กชายณเรศพูดมาถึงตรงนี้ก็เริ่มน้ำตาคลอหน่วย มือเล็กปาดน้ำตาลวกๆ จนใบหน้าเล็กเกิดรอยแดงเป็นริ้วขึ้นให้เห็น ก่อนจะสูดน้ำมูกแล้วตั้งตัวตรงขึ้นอีกครั้งเพื่อเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่พยายามสดใสขึ้นอีกนิด“ผมเลยสัญญากับแม่ที่อยู่บนสวรรค์ แล้วก็สัญญากับน้องว่าจะดูแลน้องให้ดี..” รอยยิ้มจืดเจื่อนลงเล็กน้อย แต่ก็ยังเต็มไปด
ยามดึกสงัดช่างเต็มไปด้วยความรู้สึกหนาวเหน็บจนเย็นจัดไปถึงขั้วหัวใจ ปราลีขดร่างที่สั่นไหวไปกับผ้าห่มคล้ายต้องการไออุ่น แต่ในเวลาเดียวกันภายในร่างกายกลับรู้สึกร้อนราวกับถูกไฟเผา ลำคอแหบแห้งและเจ็บระบมทุกครั้งที่ฝืนกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะไอโขลกๆ ออกมาเพราะเสมหะเหนียวหนืดในลำคอเธอกำลังจะตายแล้วสินะ?ตายไปเสียเลยก็ดีเหมือนกัน เธอไม่อยากอยู่บนโลกนี้ต่อไปอีกแล้ว...ให้มันจบเสียตรงนี้เถอะ“...คุณแม่ คุณแม่ลุกขึ้นมากินยาก่อนนะครับ” น้ำเสียงแหบเล็ก และบางเบาราวกับกลัวจะรบกวนคนที่กำลังหลับใหล แต่ในเวลาเดียวกันก็พยายามจะปลุกให้อีกฝ่ายลืมตาตื่น “กินก่อน ค่อยนอนต่อนะครับ”“..อ.ออกไป..”ปราลีแค่นเสียงทั้งที่ยังกึ่งหลับกึ่งตื่น“กินยาเถอะนะครับ” เด็กชายณเรศยังคงยืนยันคำเดิม แต่น้ำเสียงกลับสั่นเครือจนเกือบจะกลายเป็นการอ้อนวอน “แค่กินยาเท่านั้น”“ฉันไม่กิน!” คนที่อยากจากโลกนี้ไปมากกว่าอยากจะอยู่ตวาดเสียงแหบแห้ง ก่อนจะไอโขลกๆ จนหน้าดำหน้าแดงเพราะใช้เสียงมากเกินไป แต่ก็ยังไม่ลดความเกรี้ยวกราดลง “ฉัน.อยาก.ตาย!”“...” เด็กน้อยนิ่งไป แต่ก็ยังคงมองมาที่คนป่วยไม่วางสายตาแม้จะเห็นไม่ชัดเพราะพิษไข้ทำให้สายตาพร่า
ย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อนตอนที่รู้ว่าสามีของเธอแอบรับเอาเด็กจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาอุปการะโดยไม่บอกกล่าว ก็เพียงแค่นึกขุ่นใจเล็กน้อยเท่านั้น เพราะณเรศเป็นเด็กที่ค่อนข้างเรียบร้อยและพึ่งพาได้ แตกต่างจากบุตรชายเพียงคนเดียวที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน...สิงหานั้นซุกซนราวกับลิงค่าง ซ้ำยังชอบเล่นแรงๆ ตามประสาเด็กผู้ชาย จนทำให้คนเป็นแม่อดหวั่นใจไม่ได้เพราะตนเองกำลังตั้งท้องอ่อนๆการมีณเรศเข้ามาช่วยเบี่ยงความสนใจและคอยเป็นเพื่อนเล่นของสิงหาจึงทำให้ปราลีเบาแรงและเบาใจลงมาก แม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกสนิทใจ แต่ก็วางใจในตัวเด็กชายไม่น้อย...จวบจนเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เธอเดินสะดุดของเล่นที่บุตรชายวางทิ้งไว้จนเกือบล้ม แต่เคราะห์ยังดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเพราะณเรศเอาตัวเองเข้ามารองรับไว้ได้ทันแต่เมื่อไปตรวจที่โรงพยาบาลกลับพบว่าเด็กหยุดหายใจไปแล้ว! ภาวะครรภ์เป็นพิษพรากเอาลูกน้อยที่ยังไม่มีโอกาสได้พบหน้าไปจากเธอและครอบครัวการสูญเสียที่ได้รับมาในเวลาที่เราไม่ทันได้ตั้งรับนั้นรุนแรงเกินไปรุนแรงจนรู้สึกเหมือนทุกอย่างมันพังทลายลง ปราลีขอห่างจากสามีและบุตรชายสักพัก เธอไม่อาจกอบเก็บความปวดร้าวไว้กับตัวแล้
ใบหน้างดงามเปื้อนน้ำตากำลังเหม่อมองไกลอย่างไร้จุดหมาย หญิงสาวอยู่ในชุดคลุมท้องที่ดูจะใหญ่เกินขนาดตัวของหล่อนไปหลายไซซ์ทีเดียว ร่างบางนั่งอยู่บนพื้นเย็นเฉียบแทนที่จะเป็นโซฟากว้างหนานุ่มข้างกาย มือซีดขาวราวไร้สีเลือดยังคงลูบหน้าท้องแบนราบของตัวเองซ้ำไปซ้ำมาเหมือนที่ทำมาตลอดหลายสัปดาห์ สักพักน้ำตาเม็ดกลมก็เริ่มร่วงเผาะจากดวงตาคู่งามที่เคยเปี่ยมสุขอีกระลอกลูกไม่อยู่กับเธอแล้ว..แค่ลูกคนเดียวก็ดูแลไม่ได้ เธอเป็นแม่แบบไหนกัน?คำถามซ้ำๆ ดังก้องในความคิดและบาดลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ ทำให้หญิงสาวที่เพิ่ง ‘แท้ง’ ลูกไปรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองกำลังจะแตกสลาย น้ำตายังคงอาบแก้มนวลไร้สีเลือดจนเปียกปอน‘แอ๊ดดดด...’เสียงประตูไม้บานใหญ่ที่ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง แต่เพราะมันเป็นไม้สักทั้งบานทำให้น้ำหนักของมันมีมากจนทำให้เกิดเสียงทุกครั้งที่มีคนใช้งานปราลีผินหน้ามองดูผู้มาเยือนเพียงเล็กน้อย ก่อนดวงตาอับแสงจะเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวและชิงชัง มือบางคว้ากล่องไม้ที่ใช้บรรจุกระดาษทิชชูขว้างใส่ผู้มาเยือนในทันที จนเกิดเสียงดัง ‘โครม!’ ก่อนจะตามด้วยข้าวของมากมายที่เรียกได้ว่าเป็น ‘อะไรก็ได้’ ที่เ
ดวงตาหวานกะพริบขึ้นลงช้าๆ เพื่อขับไล่ความง่วงที่มี มือบางยังควานหาอ้อมกอดอบอุ่นที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายยามหลับ แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า? ปาหนันลุกขึ้นจากที่นอนหนานุ่มอย่างเกียจคร้าน เพราะถึงแม้ว่าเธอจะไม่เหนื่อยจนแทบหมดสภาพเช่นที่สิงหาเป็น แต่ก็อ่อนล้าไม่น้อย การนอนหลับไปอย่างยาวนานหลายชั่วโมงทำให้ร่างกายที่อ่อนล้าได้พักผ่อนและฟื้นฟูพลังกายที่สูญเสียไปจากการโหมงานหนักติดต่อกันร่วมสามเดือนได้อย่างดีเยี่ยม“ขี้เซาจริงนะครับ คุณภรรยา”เสียงทุ้มเจือรอยเย้าแหย่กระซิบแนบริมหูสวยของคนที่นั่งบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงนุ่ม“ก็มันเหนื่อยสะสมนี่ค่ะ คุณสามี” ปาหนันตอบอย่างหยอกล้อ ก่อนจะคล้องแขนรอบคอของคนที่รวบเอวบางของเธอไว้ทันที เหมือนลูกแมวน้อยที่พร้อมจะคลอเคลียเจ้าของอยู่ตลอดเวลาเมื่อยามเข้ามาใกล้“...” เมื่อแน่ใจว่าคนที่กลายร่างเป็นลูกแมวน้อยชอบคลอเคลีย ไม่ได้ตื่นตระหนกยามตนเองเข้าใกล้ ซ้ำยังออดอ้อนจนยากจะอดใจไหว จนต้องเอ่ยถามออกไปทั้งที่ความคิดล่วงเลยไปไกลเกินกู่“ถ้าเกิดว่า...ต้องเหนื่อยกว่านี้จะไหวเหรอ?”คนฟังหัวเราะเสียงใสกับคำถามที่ชวนใจเตลิด ก่อนจะครุ่นคิดเพียงครู่แล้วตอบกลับตามใจคิด“ก็ต้อ
จังหวัดเชียงใหม่ อากาศยามเช้าของเมืองเหนือทำให้หญิงสาวที่เพิ่งมาถึงยิ้มสดใส ต่างจากคนข้างกายที่ใบหน้าบูดบึ้งราวกับโกรธใครมาร่วมร้อยปี วันนี้เป็นเช้าวันแรกหลังจากพิธีแต่งงานอันแสนเหน็ดเหนื่อยที่เพิ่งผ่านพ้นไป ด้วยเพราะหน้าที่การงานของคนทั้งคู่ ทำให้ในช่วงเตรียมงานแต่งตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมาวุ่นวายจนแทบจะเรียกได้ว่า ‘ยุ่งจนหัวหมุน’ เมื่อรวมกับพิธีการต่างๆ ที่แสนยาวนานตั้งแต่เช้าจรดเย็น พอเข้าห้องหอคนทั้งคู่ก็แทบจะสลบในทันที ซ้ำยังต้องตื่นมาขึ้นเครื่องตั้งแต่เช้ามืดตามตารางที่วางไว้แต่แรก ทำให้ความเหน็ดเหนื่อยที่สะสมแสดงออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจนเจ้าบ่าวหมาดๆ ยังนึกขอบคุณกิตติภพและดารินทร์ที่รับคำขอร้องในการฝากเลี้ยงเด็กหญิงดาหลาร่วมสองสัปดาห์ของการมาฮันนีมูนครั้งนี้ แต่จริงๆ ต้องบอกว่ากิตติภพยินดีเสียยิ่งกว่ายินดีเพราะตั้งแต่เกิดเรื่องมากมายจนได้รับรู้ว่าหนูน้อยเป็นบุตรสาวของตนเอง เขาก็แทบจะมาเฝ้าแม่หนูน้อยเช้าเย็นจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว พอเอ่ยปากฝากหนูน้อยไว้ คนรับฝากก็ยิ้มกว้างราวกับเด็กที่ได้ของขวัญชิ้นใหญ่ที่รอคอยมานานอย่างไรอย่างนั้น “คุณสิงห์ทำไมทำหน้าอ







