FAZER LOGINไหนลองเริ่มลุกขึ้นด้วยการเล่าเรื่องแย่ๆ ของคุณวันนี้มาสิ ผมจะช่วยรับฟัง”
รับฟัง? คำพูดคำจาของเขาช่างนุ่มนวลใจดี ไม่เข้ากันกับแววตาดุดันคู่นั้นเลยสักนิด มวลเมฆสูงขึ้นไปเหนือศีรษะเคลื่อนคล้อยมาบังแสงจันทร์ทีละน้อย ยิ่งพรางตัวชายลึกลับผู้นั้นมากขึ้น สะกิดความสงสัยให้เธอลืมนึกถึงความตายไปชั่วครู่ เพราะตอนนี้เธออยากรู้ว่าใครยืนอยู่ตรงนั้น
“อาหมวยน้อย” เขาเรียก ตั้งแต่เกิดมาไม่มีใครบังอาจเรียกเธอว่าหมวย
“ฉันไม่ใช่อาหมวยน้อย ฉันโตแล้ว”
“ถ้าโตแล้วจริงๆ ก็ลงมาคุยก่อน เอาล่ะ ตอนนี้ชักจะเริ่มดึกมากแล้ว ผมอยากจะกลับไปอาบน้ำนอนเต็มทน มีอะไรอยากจะเล่าก็เล่ามา อย่ามัวแต่พิรี้พิไร”
แล้วใครใช้ให้มายืนจู้จี้ใส่เธอแบบนี้กันเล่า?!
เธอกัดริมฝีปากด้วยความไม่มั่นใจ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร อยู่ดีๆ ก็เข้ามาพูดนั่นพูดนี่แถมข่มขู่อีกต่างหาก เธอหันหลังให้เขา พยายามกลั้นสะอื้น ทั้งโมโหทั้งเศร้าสองอารมณ์ตีกันจนหน้ามุ่ย ส่วนเขาอดทนฟังเธอร้องไห้สลับกับคำรามเสียงฮึดฮัดจนกว่าจะพอใจ
“คนรักของฉัน... เขานอกใจฉันมาตลอด”
เธอตอบแผ่วเบาอย่างเหนื่อยอ่อน ส่ายหน้าไปมาเพราะอยากจะปฏิเสธความจริง แต่ตอนนี้มันเจ็บลึกไปถึงกระดูก “เขาแอบมีผู้หญิงคนอื่น แล้วเขาก็เชิญผู้หญิงคนนั้นมาที่งานแต่งด้วย... พวกเขาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันในวันแต่งงาน เขาทำร้ายฉันสาหัสเหลือเกิน ที่เจ็บไปกว่านั้นคือฉันไม่มีอะไรไปสู้ผู้หญิงคนนั้นได้เลยสักอย่าง”
ชายคนนั้นคราง
“โอ... วันนี้เป็นวันที่แย่มากของคุณ เขาทำไม่ถูกเลยจริงๆ สมควรแล้วที่คุณจะเสียใจ...”
“ฉันมันโง่ คิดว่าเขารัก ที่แท้ฉันมันก็แค่ตัวตลก” เธอระบายความหม่นเศร้าออกมาด้วยความเสียใจ ร้องไห้ฟูมฟาย “ทั้งๆ ที่ฉันทุ่มเทให้เขาหมดใจ แต่เขาทำกับฉันแบบนี้ได้ลงคอ ไอ้เลว ฮือๆ”
“ใจเย็นๆ อาหมวย”
“เอ๊ะ! บอกแล้วไงว่าไม่ใช่หมวย”
ชายคนนั้นหัวเราะ ถ้ามีแรงตวาดแบบนี้ตายยาก แล้วอีกอย่างจะไม่ให้เขาเรียกหมวยได้ยังไง ในเมื่อเจ้าหล่อนตาหยี บางทีมองผ่านๆ นึกว่าหลับตาอยู่ด้วยซ้ำ เขาจ้องมองแก้มขาวป่องๆ เหมือนซาลาเปา มองใบหน้าอ่อนเยาว์งดงามและผิวขาวกระจ่างใต้แสงจันทร์ เธอคืออาหมวยอย่างไม่ต้องปฏิเสธ ขนาดเธอถลึงตาแยกเขี้ยวใส่เขาเหมือนแม่ลิงอยู่ตอนนี้ก็ยังหน้าหมวยอยู่ดี
บุรุษหนุ่มล้วงบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ จุดไฟแช็คสว่างวาบ เขาสูดควันกลิ่นหวานขมลงปอดแล้วระบายควันก่อมะเร็งออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบ ล่องลอยมารมใส่หน้าอาหมวยราวกับจงใจยียวน
“จะว่าไปแล้วผมเองก็เคยมีวันที่แย่ๆ แบบนี้เหมือนกัน”
เขาเอ่ยขึ้นโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายกำลังโกรธ เธอหยุดสะอึกสะอื้นและหันมาหาชายหนุ่มในเงามืด
“อะไรหรือ” เธอพบว่าตัวเองเริ่มสนใจเขา นึกชมน้ำเสียงนุ่มๆ มีจังหวะจะโคนไพเราะดีและสำเนียงของเขาแปลกมาก ดวงตาของเขาเฉียบขาดดุดัน แค่กราดมองก็ทำให้ไหล่เปล่าเปลือยของหญิงสาวสะท้านเฮือก บอกไม่ถูกว่าทำไม อาจจะเป็นสายลมราตรีพัดโหมหรืออาจจะเป็นเพราะสายตาคมกริบซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เธอเริ่มรู้สึกสนใจเขาขึ้นหลายเท่าเมื่อรู้ว่าเขาก็เคยทรมานเช่นเดียวกันมาก่อน
“คุณก็ถูกแฟนนอกใจเหมือนกันเหรอ”
“เปล่า... ผมทำให้คนอื่นจบชีวิตเพราะความอ่อนหัดของผม และคนคนนั้นเป็นคนที่ผมรักมากที่สุด” ร่างสูงสง่าถอนหายใจเบาๆ อดีตมักจะทำให้เจ็บปวดเสมอ
“ตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบหมอใหม่ๆ ผมหยิ่งเกินไป อยากจะโชว์ความสามารถเกินไป มั่นใจในฝีมือตัวเองมากเกินไป... การผ่าตัดเกิดข้อผิดพลาดขึ้นเพราะผมสะเพร่า ย่าของผมก็เลยสิ้นลมบนเตียงผ่าตัด”
ย่าแท้ๆ ตายด้วยสองมือของเขา? แล้วเขาจะมองหน้าครอบครัวได้สนิทใจอีกหรือ จากเป็นก็ว่าน่าเศร้า แต่จากตายนั้นทรมานไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า มิน่าเล่า... สายตาของเขาถึงได้เย็นเยียบขนาดนั้น
“ฉะ...ฉันเสียใจด้วยค่ะ” เธอมองเขาอย่างเห็นใจ “แล้วคุณผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ยังไง”
“ผมมีสองทางเลือก หนึ่งคือจะตายตามย่าไปซะ หรือสอง ผมจะฝึกฝนตัวเองให้หนักขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องแย่ๆ นั้นขึ้นอีก คุณคิดว่าผมเลือกทางไหน?”
“สอง”
“ใช่... เชื่อผมสิ โลกใบนี้ยังมีอะไรเหมาะสมสำหรับคุณอีกมากมาย วันนี้คุณโง่ คุณไม่มีค่า คุณมันน่าสมเพชที่โดนเจ้าบ่าวหักหลัง แล้วไหนจะยังหางานทำไม่ได้ ถ้ายอมแต่งเข้าบ้านเขาไปก็ต้องยอมทนรองมือรองเท้าแม่สามี ไม่แน่ว่าเผลอๆ จะกลายเป็นคนใช้ในบ้านสามีอีก โธ่ๆๆ แย่”
“คุณ... คุณรู้เรื่องฉันได้ยังไง ฉัน... ฉันรักเขา เรารักกัน! เขาต้องปกป้องดูแลฉัน” เธอกัดฟันเถียง ไม่ทันสังเกตว่าแววตาของเขาเข้มขึ้น
“ถ้าเขารักคุณ ปกป้องคุณ... แล้วทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?”
“พอๆ นี่คุณรู้จักฉันด้วยเหรอ คุณเป็นใคร”
เธอเคี้ยวฟันกรอด ผู้ชายอะไรปากจัดยิ่งกว่าแม่ค้าปากตลาด ซ้ำเติมผู้หญิงฉอดๆ ฟังชัดเลยว่าเขาหัวเราะไปพูดไป แต่ดวงตาคมกร้าวของเขาไม่ได้หัวเราะตามเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าคำพูดเยาะเย้ยเมื่อครู่เป็นการจงใจพูดขึ้นมาให้เธอตื่นจากความงมงาย เขาตบหน้าเธอด้วยคำพูดฉาดใหญ่ ไม่ตื่นก็ต้องตื่นแหละ ตื่นขึ้นมาด้วยความเจ็บจุก
“ฉันมันโง่จริงๆ”
“คุณอาจจะเป็นเช่นนั้นจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเป็นแบบนั้นตลอดไปนี่ วันนี้ก็เป็นแค่วันแย่ๆ วันหนึ่งซึ่งเดี๋ยวมันก็ผ่านไป”
“คุณไม่ใช่ฉัน คุณก็พูดง่ายนี่”
เขาก้มดูนาฬิกาข้อมือแล้วพูดต่อโดยไม่สนใจโต้เถียง “ตอนนี้อีกสามสิบวินาทีจะเข้าสู่วันใหม่ ผมจะนับถอยหลังล่ะนะ... ยี่สิบเก้า... ยี่สิบแปด...”
เขานับถอยหลังวันแย่ๆ ของเธอไปเรื่อยๆ จนกระทั่งนาฬิกาแจ้งว่า ณ บัดนี้โลกได้หมุนตัวเข้าสู่วันใหม่เรียบร้อยแล้ว เขาไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากยื่นมือออกมาพ้นขอบแสงสว่าง มือของเขาใหญ่ราวกับจะบีบท่อเหล็กนั่นให้บุบได้ มือนั้นคล้ำเข้ม สากกระด้างเหมือนคนที่ต้องจับมีดผ่าตัดมาเป็นสิบๆ ปี แค่สบดวงตาคมกร้าว เธอก็สัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามจนสะท้านเฮือก
“เรื่องแย่ๆ กลายเป็นอดีตของเมื่อวานนี้ไปแล้ว วันนี้คุณต้องเลือกแล้วว่าจะให้มันเป็นวันที่แย่หรือวันที่ดี”
“วันที่ดีสิ ฉันอยากมีวันที่ดีๆ”
“เยี่ยม! งั้นเราไปดื่มเหล้าฉลองวันดีๆ นี้เถอะ” ชายในเงามืดชวนอย่างมีน้ำใจ “พอได้เมาแล้วตื่นมาแฮ้งก์อ้วกแตกอ้วกแตนสักครั้ง คุณจะรู้เองว่าวันแย่ๆ ที่ผ่านมามันแค่จิ๊บๆ”
“เออจริง แค่จิ๊บๆ” เธอหลุดหัวเราะคิกทั้งที่น้ำตายังไม่หยุดไหล ในเมื่อมีหมอที่มีกลิ่นอายแผ่ซ่านเหมือนพญามัจจุราชได้ เจ้าสาวอย่างเธอก็ต้องแปลงร่างเป็นนางร้ายได้เหมือนกัน
“คุณเป็นนักเจรจาต่อรองที่ดี ฉันไม่อยากตายแล้ว ฉันอยากจะไปกินเหล้า”
เธอซวนเซอยู่บนขอบปูน รู้สึกวิงเวียนมากขึ้นทุกที
“ฟังดูแล้วน่าเบื่อนะ เอะอะร้องหาเหล้า เอะอะอยากเมาแก้กลุ้ม ผมว่าเหล้าไม่ใช่ทางออกที่ดีเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นผมจะให้คุณดื่มคืนนี้คืนเดียว” เขาเจ้ากี้เจ้าการขึ้นมาทันใดราวกับถือสิทธิ์ว่าชีวิตที่เขาบังเอิญช่วยนี้เป็นของเขาแล้ว “คุณอยากจะทานอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าล่ะ หรืออยากจะให้ผมพาคุณไปส่งครอบครัวมั้ย”
“นอนกับฉัน”
“อะไรนะ” เขากำลังก้าวออกจากเงามืดถึงกับชะงัก
ศศินพงศ์หลับกลางอากาศตั้งแต่พูดจบไปแล้ว ส่วนอเล็กซานเดอร์ต้องรับศึกใหม่ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากใจเมื่อพระมารดาชูแก้วไวน์อยู่ห่างๆ พลางผายมือบอกใบ้ว่าให้ลูกชายเลือกใครสักคนตามสบายเลยจ้า ส่วนโนแอลมองซ้ายมองขวา หาทางช่วยพี่ชาย จังหวะที่ราชินีเกรซกำลังตรงดิ่งมาหาเจ้าชายอเล็กซานเดอร์ โนแอลจึงปราดเข้ามาตัดหน้า “เสด็จแม่เพคะ เสด็จพ่อถามหาเสด็จแม่นะเพคะ” “ตอนนี้น่ะเหรอ เรื่องอะไรล่ะ” “ก็เรื่องวันครบรอบอภิเษกปีที่สี่สิบของเสด็จแม่กับเสด็จแม่ยังไงล่ะเพคะ ลูกได้ยินแว่วๆ ว่าเสด็จพ่อจะพาเสด็จแม่ไปเที่ยวด้วยนะ” เด็กสาวป้องปากกระซิบ “แบบสองต่อสอง” “อะไรนะ” “ลูกคิดว่าจะช่วยเสด็จพ่อเตรียมงานนี้ เสด็จน้าเคยเล่าให้ฟังว่าเสด็จพ่อเคยมอบช่อกุหลาบป่าให้เสด็จแม่ตอนที่พบหน้ากันครั้งแรก ตอนนี้ทุ่งดอกไม้แถบเชิงเขาในฝรั่งเศสใกล้จะเบ่งบานงดงามมากๆ ถ้าเสด็จแม่ชอบใจ ลูกจะเตรียมตะกร้าปิกนิกใบเล็กๆ ให้ มีคุกกี้ เค้ก ขนมปังอบใหม่ๆ แล้วก็แซนวิชแฮม ไส้กรอกย่างทานคู่กับสลัดผัก อ้อ แล้วก็ต้องไม่ลืมเครื่องดื่ม เอาเป็นชาฉีเหมินจากปักกิ่งดีมั้ยเพคะ เข้มข้น ดื่มแล้วชุ่มฉ่ำ หอมติดปา
“โอ... ดูมือของเจ้าชายสิเพคะ นั่นเป็นมือแสนอ่อนโยนและมอบพลังชีวิตให้ผู้คนมากมาย”“ดูพระองค์สิ งามสง่าอะไรเช่นนี้ ฉันเข้าใจแล้วทำไมพระองค์ถึงเป็นหมอรักษาหัวใจ” หญิงสาวจากตระกูลผู้ดีบางคนถูกบังคับให้มาร่วมงานเลี้ยงวันนี้ เมื่อเห็นโฉมพระพักตร์ของเจ้าชายองค์ที่สาม ความคิดก็เปลี่ยนไปโดยทันทีเขาคือต้นแบบของชายหนุ่มที่หญิงสาวใฝ่ฝันหา อเล็กซานเดอร์หล่อเหลาเด็ดขาด ดวงตาคมเข้ม บุคลิกดุดันตามแบบฉบับทหารซึ่งหล่อหลอมให้เขาแข็งแกร่งผึ่งผาย ไม่มีหญิงสาวคนใดที่มองเห็นเขาแล้วไม่เหลียวมองซ้ำ แม้ว่าอเล็กซานเดอร์จะดูนิ่งขรึมยามอยู่ตามลำพัง คล้ายว่าจะโดดเดี่ยวออกจากกลุ่มพี่ชายแต่มองดูให้ดีเขาก็ยังเป็นอันหนึ่งอันเดียวในกลุ่ม อเล็กซานเดอร์ก้มลงซ่อมล้อรถของเล่นให้หลานอยู่เงียบๆ ไม่พูดไม่จา แต่รอยยิ้มอุ่นละไมที่เขามอบให้หลานตัวน้อยมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างร้ายกาจผมไม่เหมาะที่จะมีครอบครัวหรอกครับ หน้าที่การงานของผมมักจะไม่มีเวลาว่างเขามักจะพูดเช่นนี้เสมอ แต่สาวๆ ยังคงไม่ย่อท้อ ต่อให้ต้องรอเวลาว่างของเจ้าชายรูปงามนานแค่ไหนก็จะรอ การอุทิศตัวทำงานในโรงพยาบาลตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เขาแทบจะไม่มีข่าวคราวกับหญิงสาวคนใ
สีหน้าของพี่อเล็กซ์มักจะดูเรียบเฉยเย็นชาเหมือนคนไม่มีหัวใจตลอดเวลาเพราะเขาเป็นศัลยแพทย์หัวใจฝีมือไร้เทียมทาน ดังนั้นไม่แปลกที่งานอดิเรกของพี่อเล็กซ์คือนอนประหนึ่งซ้อมตาย เจ้าหญิงโนแอลเคยดื้อตามไปดูพี่ชายทำงานที่โรงพยาบาลแค่วันเดียว โนแอลก็ส่ายหน้าแล้วเพราะไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าอาชีพหมอจะมีงานหนักเหนื่อยจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อนขนาดนี้ “พี่อเล็กซ์เพิ่งได้วันหยุดยาว ลูกจะขอไปเที่ยวกับพี่นะเพคะ” “ไม่ได้จ๊ะแม่ CNN น้อย” ราชินีเกรซดึงตัวลูกสาวมาจัดโบเบี้ยวๆให้เข้าที่ “แม่มีแผนการล่องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับคนรู้ใจให้พี่เขาแล้ว” เจ้าหญิงโนแอลเหลือบมองขบวนหญิงงามที่พระมารดาเป็นผู้พามา แต่ละคนงามแตกต่างกันไปตามแบบฉบับของตนเอง แต่งกายเพริศพริ้งขับเน้นความงามออกมาประชันกันเต็มที่ โนแอลยิ้มทักทายให้ขณะที่ทุกคนย่อตัวถวายความเคารพ เมื่อเจ้าหญิงพิจารณาดูแล้วจึงลงความเห็น“เสด็จแม่เพคะ เชื่อลูกเถอะ ถ้ายิ่งยัดเยียด พี่อเล็กซ์ก็ยิ่งเดินหนีนะเพคะ เรื่องแบบนี้ต้องปล่อยไปตามธรรมชาติ ดูอย่างเมื่อปีที่แล้วสิคเพะ” “แต่ปีนี้มันจะต้องสำเร็จ” “ลองพนันกันดูก็ได้เพคะเส
บทที่ 1 อเล็กซานเดอร์ เคอร์ติสสามวันก่อนหน้านั้น... เรนเดล, ราชอาณาจักรแห่งหนึ่งในทวีปยุโรป “ถนนทุกสายมุ่งสู่โรม” คำกล่าวอันน่าภาคภูมิใจนี้เป็นของชาวโรมันผู้ก่อกำเนิดอารยธรรมสำคัญในยุโรป และหนึ่งในเมืองบริวารตามประกาศเขตแดนของซีซาร์ก็คือเรนเดล เมืองแห่งขุนเขาและชายทะเลซึ่งแทรกตัวอย่างเงียบสงบในอ้อมกอดของทวีปยุโรป ถนนโบราณของชาวโรมันซึ่งสร้างจากหินแกรนิตคงทนสวยงามทอดตัวจากเรนเดลสู่กรุงโรมมาตั้งแต่สมัยพันปีก่อนคริสตศักราชเรนเดลแห่งนี้เป็นเมืองป้อมปราการโบราณซึ่งถูกสร้างขึ้นเป็นเมืองท่าสำคัญ ก่อนจะยกระดับขึ้นเป็นประเทศโดยมีกษัตริย์เป็นผู้ปกครอง สืบทอดยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน ยามเช้าตรู่... กลิ่นหอมของดอกกุหลาบโชยกรุ่นขณะดวงตะวันสีทองกำลังไขแสง และเหนือขึ้นไปบนกิ่งก้านซึ่งแพรวพราวไปด้วยหยาดน้ำค้างนั้น ป้อมปราการโบราณปรากฏเลือนรางท่ามกลางสายหมอกสายลมจากทางตะวันตกพัดมาจากขุนเขาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ พัดพานกนางนวลให้โบยบินไกลออกไปบนฟากฟ้าของชายฝั่งทะเลทางตะวันออก เกลียวคลื่นสีเขียวอมฟ้าโหนตัวขึ้นกระแทกเชิงผาและหาดทราย งดงามและมีมนต์เสน่ห์ราวกับหยุดเวล
“นอนกับฉัน”“อะไรนะ” เขากำลังก้าวออกจากเงามืดถึงกับชะงัก“นอนกับฉัน ในเมื่อคนรักของฉันไม่ต้องการเวอร์จิ้นของฉัน ฉันจะยกให้ใครก็เรื่องของฉัน นี่แหละวันดีๆ” หญิงสาวจ้องเขาตรงๆ ด้วยดวงตาวาววับ อากาศเย็นจัดทำให้สองแก้มมีเลือดฝาดระเรื่อ มองไปมองมาเหมือนลูกท้อ แววตาคู่งามไหวระริกด้วยความเก้อเขินแต่เธอข่มมันไว้ เขาเองก็จ้องมองเธอโดยนิ่งงันไปอึดใจหนึ่งเช่นกัน เริ่มสังเกตว่าเธอเมา “คุณรู้จักผมแล้วงั้นหรือ” ชายในเงามืดเอ่ยถาม “ไม่รู้” เธอสะอื้น “แล้วทำไมถึงมีข้อเสนอแบบนั้นให้ผม” “คุณพูดถูกเรื่องวันแย่ๆ ฉันจะไม่ยอมมีวันแย่ๆ อีกต่อไปแล้ว ฉันอายุยี่สิบสี่...”“แล้วไง”“ก็แปลว่าโตแล้วจะทำอะไรก็ได้” เจ้าสาวเอ่ยเสียงต่ำเบา ความเศร้าสุดขีดแปรเปลี่ยนเป็นแค้นสุดใจ ชีวิตรักที่ผ่านมามันบัดซบจนน่าอับอาย น้ำเสียงของเธอจึงขาดห้วง เข่าอ่อนฮวบ “โตแล้วจะมีผัวกี่คนก็ด้าย... เศร้าว้อย...”นั่นปะไร... เหตุผลข้างๆ คูๆ เขายังไม่คิดจะแต่งเมียด้วยวิธีนี้จึงพยายามรักษาท่าทีนิ่งเฉย“ใจเย็นๆ เย็นไว้ๆ หายใจเข้าลึกๆ คุณผู้หญิง แล้วนับตามผม” ร่างสูงสง่าค่อยๆ ก้าวออกมาจากเงามืดอย่างรวด
ไหนลองเริ่มลุกขึ้นด้วยการเล่าเรื่องแย่ๆ ของคุณวันนี้มาสิ ผมจะช่วยรับฟัง”รับฟัง? คำพูดคำจาของเขาช่างนุ่มนวลใจดี ไม่เข้ากันกับแววตาดุดันคู่นั้นเลยสักนิด มวลเมฆสูงขึ้นไปเหนือศีรษะเคลื่อนคล้อยมาบังแสงจันทร์ทีละน้อย ยิ่งพรางตัวชายลึกลับผู้นั้นมากขึ้น สะกิดความสงสัยให้เธอลืมนึกถึงความตายไปชั่วครู่ เพราะตอนนี้เธออยากรู้ว่าใครยืนอยู่ตรงนั้น“อาหมวยน้อย” เขาเรียก ตั้งแต่เกิดมาไม่มีใครบังอาจเรียกเธอว่าหมวย“ฉันไม่ใช่อาหมวยน้อย ฉันโตแล้ว”“ถ้าโตแล้วจริงๆ ก็ลงมาคุยก่อน เอาล่ะ ตอนนี้ชักจะเริ่มดึกมากแล้ว ผมอยากจะกลับไปอาบน้ำนอนเต็มทน มีอะไรอยากจะเล่าก็เล่ามา อย่ามัวแต่พิรี้พิไร”แล้วใครใช้ให้มายืนจู้จี้ใส่เธอแบบนี้กันเล่า?!เธอกัดริมฝีปากด้วยความไม่มั่นใจ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร อยู่ดีๆ ก็เข้ามาพูดนั่นพูดนี่แถมข่มขู่อีกต่างหาก เธอหันหลังให้เขา พยายามกลั้นสะอื้น ทั้งโมโหทั้งเศร้าสองอารมณ์ตีกันจนหน้ามุ่ย ส่วนเขาอดทนฟังเธอร้องไห้สลับกับคำรามเสียงฮึดฮัดจนกว่าจะพอใจ“คนรักของฉัน... เขานอกใจฉันมาตลอด”เธอตอบแผ่วเบาอย่างเหนื่อยอ่อน ส่ายหน้าไปมาเพราะอยากจะปฏิเสธความจริง แต่ตอนนี้มันเจ็บลึกไปถึงกระดูก “







