เข้าสู่ระบบบทที่ 3: เงื่อนแค้นใต้แสงฟ้าแลบ (ต่อ)
แสงรุ่งอรุณของวันใหม่ค่อยๆ ฉายทาขอบฟ้า ทิ้งให้พายุร้ายเมื่อคืนกลายเป็นเพียงฝันร้ายในอดีต ทว่าคราบเลือดบนศาลาริมน้ำและรอยช้ำระบมทั่วร่างของพราวฟ้ากลับเป็นความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ภายในห้องรับแขกของเรือนไทยโบราณ บรรยากาศเงียบสงบแต่แฝงด้วยความตึงเครียด ภีมภูมินั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สักตรงข้ามกับพราวฟ้าที่สวมเสื้อแขนยาวมิดชิด ชายหนุ่มส่งถ้วยชาสมุนไพรต้มอุ่นๆ ที่ผสมน้ำมนต์พุทธคุณให้เธอ พราวฟ้ารับมาถือไว้ ความอบอุ่นแผ่ซ่านผ่านฝ่ามือช่วยบรรเทาอาการหนาวสั่นลงได้บ้าง “ทานซะหน่อยครับ มันจะช่วยสมานแผลภายในและขับกระแสจิตอาฆาตที่แทรกซึมในร่างกายคุณออก” น้ำเสียงของภีมภูมิทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่าสายตาที่เขามองเธอเต็มไปด้วยความอาทรที่ซ่อนไว้ไม่มิด “ขอบคุณค่ะ... คุณภีม” พราวฟ้าจิบชาช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา “ที่คุณพูดเมื่อคืน... เรื่อง ‘ของสำคัญ’ ที่ซ่อนอยู่ใต้เรือนไทยหลังนี้ มันคืออะไรเหรอคะ?” นิกส์ที่นั่งเช็กเอกสารโบราณอยู่ข้างๆ เป็นฝ่ายตอบแทน “มันคือ ‘เครื่องศิราภรณ์ดิ้นทอง’ ของพิกุลครับพราว... ในประวัติศาสตร์ที่ฉันไปค้นมา คืนที่โรงละครถูกเผา พิกุลไม่ได้เสียชีวิตแค่เพราะไฟคลอก แต่เธอถูกทำร้ายและถูกถอดเครื่องศิราภรณ์ประจำตัวซึ่งเป็นของขวัญชิ้นเดียวที่ขุนศรีวิสารมอบให้เธอ นำไปฝังไว้ใต้ตลิ่งริมน้ำเพื่อไม่ให้ใครหาเจอ” ภีมภูมิพยักหน้าเสริม “ความแค้นของพิกุลไม่ได้ฝังอยู่แค่ในจิตวิญญาณ แต่มันถูกตรึงไว้กับวัตถุชิ้นนั้น... ศิราภรณ์ดิ้นทองที่เปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตและแรงอาฆาต มันกลายเป็น ‘หมุดกักขัง’ สัจจะวาจาคำสาปแช่งของเธอ ยิ่งเวลาผ่านไปร้อยกว่าปี พลังจิตวิญญาณของเธอก็ยิ่งผูกติดอยู่กับมัน หากเราไม่ขุดมันขึ้นมาเพื่อประกอบพิธีถอนคำสาป ต่อให้ผมใช้พุทธคุณปราบเธอจนสลายไป คำสาปเบญจเพสที่ตราอยู่บนหน้าของคุณก็ไม่มีวันหายไป” พราวฟ้าเอื้อมมือขึ้นแตะผ้าก๊อซบนแก้มซ้ายเบาๆ “แล้ว... เราจะหามันเจอได้ยังไงคะ? โคนตมริมน้ำกว้างขนาดนั้น แถมเวลาผ่านมาตั้งร้อยกว่าปีแล้ว” “ผมนัดทีมขุดสำรวจพิเศษไว้แล้วครับ” ภีมภูมิเอ่ยพลางลุกขึ้นยืน นำพาความน่าเกรงขามแบบนักธุรกิจใหญ่กลับมาอีกครั้ง “ระหว่างนี้ คุณต้องย้ายไปพักที่บ้านของผมก่อน” “เอ๊ะ? ไปบ้านคุณภีมเหรอคะ?” พราวฟ้าชะงัก “ใช่ครับ ที่เรือนไทยหลังนี้อาศัยบารมีอดีตชาติของคุณและแรงแค้นของพิกุล ทำให้พลังของเธอแข็งแกร่งที่สุด หากคุณยังอยู่ที่นี่ในคืนวันโกนหรือวันพระใหญ่ ผมคงคุ้มครองคุณได้ไม่เต็มที่” ภีมภูมิจ้องสบตาเธออย่างจริงจัง “ที่บ้านของผมมีข่ายเวทมนตร์และเขตแดนอาคมที่บรรพบุรุษสร้างไว้ มันปลอดภัยพอที่จะประวิงเวลาให้เราเตรียมพิธีถอนคำสาป” พราวฟ้าลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อมองเห็นรอยช้ำที่ข้อมือและนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน เธอจึงพยักหน้ารับอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ คฤหาสน์ทรงร่วมสมัยของภีมภูมิตั้งอยู่ในเขตเงียบสงบของกรุงเทพฯ ทันทีที่พราวฟ้าก้าวเท้าเข้าไปภายในบริเวณบ้าน เธอรู้สึกได้ถึงความนิ่งสงบและร่มเย็น รอยแผลที่เคยเต้นตุบๆ บนใบหน้ากลับลดความเจ็บปวดลงอย่างน่าประหลาด พี่บีซึ่งถูกนิกส์ช่วยคุยและกลบข่าวให้ เดินทางมาหาพราวฟ้าที่คฤหาสน์พร้อมกับกระเป๋าเดินทางของดาราสาว ผู้จัดการส่วนตัวร้องไห้โฮทันทีที่เห็นสภาพของพราวฟ้า แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศอย่าง ‘ภีมภูมิ’ เป็นผู้มาดูแลดาราสาวด้วยตัวเอง “คุณภีมคะ... พราวฟ้าน้องสาวของดิฉัน ไม่ได้ไปก่อเรื่องรบกวนอะไรคุณใช่ไหมคะ?” พี่บีถามอย่างเกรงใจ “ไม่เลยครับพี่บี คุณพราวฟ้าเป็นผู้มีพระคุณทางจิตใจของตระกูลผมในอดีต” ภีมภูมิโกหกอย่างเนียนกริบด้วยสีหน้านิ่งสงบ “พี่บีไม่ต้องห่วงนะครับ เรื่องข่าวของเธอในวงการ ผมให้ทีม PR ของบริษัทช่วยจัดการออกแถลงการณ์แล้วว่าคุณพราวฟ้าประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ต้องพักฟื้นและรักษาตัวระยะยาว ลูกค้าโฆษณาทุกเจ้าผมยินดีชดใช้ค่าเสียหายและจ่ายค่าปรับแทนให้ทั้งหมดครับ” คำพูดของภีมภูมิทำเอาทั้งพี่บีและพราวฟ้าตะลึงไปตามๆ กัน การสวมบทบาทนักธุรกิจทรงอิทธิพลของเขาสามารถบดบังและปกป้องดาราสาวจากกระแสข่าวด้านลบในวงการได้อย่างหมดจด เมื่ออยู่กันตามลำพังในห้องพักบนชั้นสอง พราวฟ้าก้าวออกไปยืนที่ระเบียง มองออกไปที่สวนกว้าง ภีมภูมิเดินเข้ามายืนข้างๆ เธอ ลมเย็นยามเย็นพัดผ่านเส้นผมสลวยของดาราสาว “ขอบคุณนะคะคุณภีม... เรื่องค่าเสียหายโฆษณา พราวจะทำงานหาเงินมาใช้คืนคุณเอง” “ไม่ต้องหรอกครับ” ภีมภูมิเบือนหน้ามามองเธอ สายตาของเขาอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด “ถ้าเทียบกับความเจ็บปวดที่คุณต้องเจอเพราะความเมินเฉยของผมในอดีตชาติ เงินแค่นี้มันไม่ได้เศษเสี้ยวเลยด้วยซ้ำ” “คุณภีม... ในอดีต ขุนศรีวิสารรักใครเหรอคะ?” พราวฟ้าถามคำถามที่ติดอยู่ในใจออกมาเบาๆ “รักแม่หญิงพราวผกา... หรือรักพิกุลกันแน่?” ภีมภูมินิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ชายหนุ่มถอนหายใจยาว “ขุนศรีวิสารในชาตินั้น... รักแม่หญิงพราวผกาด้วยใจจริงครับ แต่เพราะความเป็นขุนนางและความทระนงตน ทำให้เขาเลือกที่จะมองข้ามความริษยาและความร้ายกาจของเธอ เขาคิดว่าการเพิกเฉยต่อพิกุลคือการตัดปัญหา แต่แท้จริงแล้วมันกลับเป็นการจุดไฟแค้นให้เผาไหม้ทุกคน” เขายื่นมือไปจับมือเรียวของพราวฟ้าไว้เบาๆ ครั้งนี้เธอไม่ได้ถอนมือหนี ความอบอุ่นจากฝ่ามือของชายหนุ่มส่งผ่านเข้ามาถึงหัวใจที่เคยสิ้นหวัง “ในชาตินี้... ผมจะไม่ยอมเมินเฉยอีกแล้ว พราวฟ้า” สามสัปดาห์ต่อมา... การขุดค้นบริเวณศาลาริมน้ำของเรือนไทยโบราณเป็นไปอย่างลับๆ ภายใต้การควบคุมของนิกส์และทีมงานของภีมภูมิ จนกระทั่งในบ่ายวันหนึ่ง โทรศัพท์ของภีมภูมิดังขึ้น ปลายสายคือนิกส์ที่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “พี่ภีม! เจอแล้วครับ! เราพบกลักไม้สักโบราณฝังอยู่ใต้โคลนตมลึกสามเมตรตรงหน้าศาลาจริงๆ!” ภีมภูมิและพราวฟ้ารีบเดินทางไปยังเรือนไทยทันที ที่ริมแม่น้ำ กลักไม้สักโบราณสภาพเปื่อยพังถูกยกขึ้นมาวางบนผ้าขาว ภีมภูมิใช้พระขรรค์เงินสลักอักขระแตะลงบนกลักไม้เพื่อสลายอาคมที่ผูกไว้ ก่อนจะค่อยๆ เปิดฝาออก ภายในกลักไม้... ปรากฏ ‘ศิราภรณ์ดิ้นทอง’ สภาพเก่าแก่แต่ยังคงเห็นความประณีต ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องสูดหายใจด้วยความช็อก คือคราบเลือดสีดำแห้งกรังที่เกาะแน่นอยู่บนศิราภรณ์ และพลังงานความแค้นสีดำมืดที่พวยพุ่งออกมาจากวัตถุชิ้นนั้นทันทีที่สัมผัสกับอากาศ! กริ๊ง... กริ๊ง... เสียงกระพรวนจากศิราภรณ์ดังขึ้นเองโดยไม่มีลมพัด! พร้อมกันนั้น ท้องฟ้าเหนือเรือนไทยที่เคยสว่างสดใสก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำครึ้มอย่างรวดเร็ว ลมพายุพัดกรรโชกรุนแรง เสียงกรีดร้องสยดสยองของพิกุลดังก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณ! “พวกมึงขุดมันขึ้นมา... ก็เท่ากับเปิดทางให้กูได้ลงมือชำระแค้นอย่างสมบูรณ์!” วิญญาณของพิกุลปรากฏกายขึ้นกลางแดดจ้า! ใบหน้าเน่าเฟะฉานไปด้วยโลหิต หล่อนพุ่งตรงเข้ามาหมายจะคว้าศิราภรณ์ชิ้นนั้นเพื่อเพิ่มพลังอาฆาต! “พราวฟ้า! ถอยไป!” ภีมภูมิตะโกนลั่น ชักพระขรรค์เงินออกมาก้าวบังตัวเธอไว้ “นิกส์! เตรียมลานพิธีถอนคำสาปเดี๋ยวนี้!” การปะทะกันครั้งสุดท้ายเพื่อปลดล็อกบ่วงกรรมข้ามภพชาติกำลังจะเริ่มขึ้น โดยมีชีวิตและอนาคตของพราวฟ้าเป็นเดิมพัน!หลังพิธีประจุธาตุและการประสานกายในเงามืดอันเร่าร้อน นลินเคลิ้มหลับไปในอ้อมกอดอันอบอุ่นของคเชนทร์ ทว่าในมโนนิทรา... จิตของเธอที่ถูกเปิดออกด้วยกระแสอาคมกลับดิ่งลึกลงสู่อดีตชาตินับร้อยปี อื้ออึง... เสียงมโหรีและดนตรีมงคลโบราณดังกังวาน ภาพตรงหน้าของนลินแปรเปลี่ยนเป็นคุ้มหลวงอันยิ่งใหญ่แห่ง ‘นครสาบสูญ’ ในอดีต เธอมองเห็นตัวเองสวมชุดผ้าแถบไหมทอง ศิราภรณ์และเครื่องประดับอัญมณีงดงามประดอยไปทั่วร่าง ใบหน้าสวยสะกดตาแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและทะเยอทะยาน เธอคนนั้น... คือ ‘เจ้าจอมขวัญ’ นลินในร่างวิญญาณเฝ้ามองเหตุการณ์ในอดีตด้วยหัวใจที่สั่นสะท้าน เจ้าจอมขวัญกำลังยืนจ้องมองหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่ถูกมัดพันธนาการไว้กับเสาเรือนไม้... หญิงสาวผู้นั้นคือ ‘เจ้านางสร้อยสายคำ’ เจ้าหญิงแห่งเมืองขึ้นผู้มีใบหน้าอ่อนหวานงดงาม “เจ้าจอมขวัญ! ปล่อยข้า! เจ้าไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนี้กับข้า!” สร้อยสายคำร้องตะโกนทั้งน้ำตา “สิทธิ์งั้นรึ?” เจ้าจอมขวัญหัวเราะเสียงแหลม ยื่นหน้าเข้าใกล้ “แม่ทัพสิงหราชหลงใหลในความซื่อซื่อของเจ้างั้นรึ? แต่ตราบใดที่ข้ายังอยู่... ไม่มีผู้หญิงหน้าไหนจะเสน่หาเหนือกว่าข้าได้!” เจ้าจอมขวั
รถเอสยูวีสีดำทรงพลังแล่นเข้ามาจอดสนิทที่หน้าสตูดิโอถ่ายแบบ คเชนทร์ในเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนก้าวลงจากรถด้วยสีหน้าเครียดขรึม นัยน์ตาคู่คมกริบฉายแววว้าวุ่น ทันทีที่เห็นนลินเดินสะโอดสะองออกมาในสภาพใช้ผ้าพันคอแบรนด์เนมปิดบังใบหน้าซีกขวาและลำคอ ร่างกายของเธอสั่นสะท้านอย่างน่าสงสาร ชายหนุ่มก็ถลันเข้ามาประคองร่างระหงไว้ในอ้อมแขนทันทีโดยไม่แคร์สายตาของใคร “ฉันเชื่อแล้ว... ฉันเชื่อคุณแล้ว ดร.คเชนทร์!” นลินสะอื้นไห้โฮ ซุกใบหน้าลงกับอกกว้างของเขาอย่างไร้ที่พึ่งพิง “ช่วยฉันด้วย... หน้าฉันพังหมดแล้ว มันจะฆ่าฉัน! มันตามฉันมาจริงๆ!” “ผมเตือนคุณแล้ว นลิน” คเชนทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแฝงความรวดร้าว เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นเพื่อมอบความอบอุ่นและปลอดภัย “ขึ้นรถก่อน อยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว” คเชนทร์ขับรถออกนอกเมืองด้วยความเร็วสูง มุ่งหน้าสู่แถบปริมณฑลริมแม่น้ำสายใหญ่ รถเลี้ยวเข้าสู่เขตสวนอันร่มรื่นและเงียบสงบ ลึกเข้าไปจนถึงริมคลองโบราณ ที่ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของ ‘เรือนไม้สักทรงไทยโบราณหมู่ใหญ่’ อายุเก่าแก่นับร้อยปี บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบและเต็มไปด้วยบารมีอาคม สายสิญจน์ถักอักขระสีครามล้อมรอบอาณา
เสียงรัว shutter ของกล้องถ่ายภาพราคาหลักแสนดังก้องสลับกับแสงไฟสปอตไลท์กำลังสูงที่ส่องสว่างจับไปทั่วร่างทรงเสน่ห์ของนลิน ภายในสตูดิโอถ่ายแบบสุดหรูใจกลางเมืองใหญ่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเร่งรีบของเหล่าทีมงานมืออาชีพ วันนี้ไฮโซสาวและอินฟลูเอนเซอร์อันดับหนึ่งอยู่ในชุดเดรสราตรีเกาะอกสีทองปักเลื่อมระยิบระยับที่เน้นเรือนร่างเพรียวระหง อกอิ่มฟู และเอวคอดกิ่วอย่างสมบูรณ์แบบ แม้อาการหวาดผวาจากเหตุการณ์ประหลาดเมื่อคืนจะทำให้เธอแทบไม่ได้ล้มตัวลงนอน และลำคอขาวเนียนยังคงมีรอยปื้นช้ำสีเลือดซุกซ่อนอยู่ใต้ชั้นคอนซีลเลอร์เนื้อหนาพิเศษ แต่ด้วยสัญชาตญาณความทะนงตนและจิตวิญญาณความเป็นมืออาชีพ นลินจึงฝืนปั้นยิ้มทรงเสน่หา เชิดหน้าขึ้นรับแสงไฟอย่างมั่นใจ เธอพยายามบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าเรื่องของ ‘ดร.คเชนทร์’ และ ‘เจ้านางสร้อยสายคำ’ เป็นเพียงเรื่องไร้สาระที่คนบ้าคนหนึ่งอุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อล่อลวงเธอ ส่วน 'ตระกรุดเงิน' ที่ชายหนุ่มแปลกหน้าทิ้งไว้ให้ นลินทำเพียงขว้างมันลงไปในซอกลึกสุดของกระเป๋าถือแบรนด์เนมราคาแพงที่วางอยู่ข้างเซตถ่ายทำ เธอไม่เชื่อ... และไม่มีวันยอมรับเรื่องงมงายพวกนี้เด็ดขาด “ดีมากครับคุณนลิน! ขอสายตาย
ตอนที่ 2: ชายผู้สืบสายสิญจน์ ความเงียบสงัดภายในเพนท์เฮาส์หรูชั้นสูงสุดชวนให้กดดันจนแทบหายใจไม่ออก นลินก้าวถอยหลังหนีจนแผ่นหลังชนเข้ากับขอบโต๊ะกระจกกลางห้องรับแขก สายตาจ้องมองชายหนุ่มแปลกหน้าตรงหน้าอย่างหวาดระแวง มือเรียวยังคงกำแจกันแก้วทรงสูงไว้แน่นจนข้อสลักขาว ชายตรงหน้าเธอสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำพับแขนขึ้นถึงข้อแขน เผยให้เห็นข้อมือหนาที่ผูก ‘ด้ายสายสิญจน์สีครามถักอักขระ’ ไว้อย่างประณีต ใบหน้าของเขาคมคาย รอยสันกรามเด่นชัด นัยน์ตาสีเข้มลึกซึ้งฉายแววทรงอำนาจจนยากจะคาดเดาความคิด แต่สิ่งที่ทำให้นลินรู้สึกขนลุกซู่ คือบรรยากาศบางอย่างรอบตัวเขา... บรรยากาศที่ดูลึกลับ ลึกล้ำ และน่าเกรงขามคล้ายกับไม่มีอยู่จริงในยุคปัจจุบัน “ออกไปจากห้องฉันเดี๋ยวนี้!” นลินตวาดเสียงแข็ง พยายามปั้นหน้ามั่นใจกลบเกลื่อนความกลัว “เจ้านางสร้อยสายคำ? บ่วงกรรมอดีตชาติ? เหอะ! คุณเป็นพวก stalker หรือจิตป่วยหลุดมาจากไหนกันแน่! ฉันจะโทรแจ้งนิติและตำรวจเดี๋ยวนี้!” เธอรีบเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะ แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะได้แตะหน้าจอ... ฟึ่บ! คเชนทร์ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอด้วยความเร็วที่ไร้เสียง ร่าง
เสียงดนตรีบีตหนักๆ ดังกังวานก้องไปทั่วเลานจ์หรูชั้นบนสุดของโรงแรมระดับห้าดาวใจกลางกรุงเทพฯ แสงไฟสปอตไลท์ย้อนแสงและไฟนีออนสีม่วงสว่างวาบสะท้อนกับแก้วแชมเปญราคาแพง ‘นลิน’ หญิงสาวเจ้าของเรือนร่างเพรียวระหงในชุดราตรีสายเดี่ยวสีแดงเพลิง กำลังหัวเราะต่อกระซิบอยู่กับกลุ่มเพื่อนไฮโซและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง วงหน้าสวยคมเข้ม ดวงตากลมโตเฉี่ยวคม และริมฝีปากอวบอิ่มที่ทาลิปสติกสีแดงสด ทำให้เธอโดดเด่นและกลายเป็นจุดศูนย์กลางของงานปาร์ตี้คืนนี้อย่างสมบูรณ์แบบ “ชนแก้วให้คุณนลินหน่อยค่ะ! อินฟลูเอนเซอร์ยอดเยี่ยมแห่งปี แถมคืนนี้ยังเป็นวันเกิดอายุครบยี่สิบห้าปีเต็มอีกต่างหาก!” เสียงเพื่อนสาวไฮโซร้องตะโกนขึ้นพร้อมเสียงเฮฮา นลินยกแก้วทรงสูงขึ้นจิบแชมเปญด้วยรอยยิ้มมั่นใจ “ขอบคุณทุกคนมากนะ คืนนี้ไม่อั้น นลินจ่ายเองทั้งหมด!” ความสุข ชื่อเสียง และเงินทอง ทุกอย่างดูเพียบพร้อมจนไม่มีใครคาดคิดว่า ชะตากรรมของเธอกำลังจะพลิกผันดิ่งลงสู่นรกในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ตื๊ด... ตื๊ด... นาฬิกาเรือนหรูบนข้อมือของเธอแจ้งเตือนเวลา 00:00 น. เข้าสู่เช้าวันใหม่ของวันเกิดเบญจเพสอย่างเป็นทางการ จู่ๆ... ไฟนีออนและแสงสปอตไลท์ในเลา
บทที่ 4: ปลุกเงื่อนอดีตในกองเพลิง สายฝนกระหน่ำซัดสาดลงมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงฟ้าร้องเปรี้ยงปร้างสลับกับแสงสายฟ้าที่ผ่าลงบนยอดไม้ใหญ่รอบเรือนไม้โบราณ ลมพายุหมุนกรรโชกแรงจนกระเบื้องหลังคาโบราณปลิวว่อน เสียงดนตรีปี่พาทย์โหยหวนดังรัวกระชั้นชิดทวีความถี่บีบคั้นประสาท “กรี๊ดดด! พราว! ลูกพราว!” เสียงพี่บีกรีดร้องแทบขาดใจ ภาพตรงหน้าทำให้ทีมงานและนักแสดงนับสิบชีวิตที่ติดอยู่บนเรือนไม้อยู่ในอาการขวัญผวา ร่างระหงของพราวฟ้าในชุดไทยโบราณเปียกปอนแนบเนื้อ เธอกำลังเยื้องกรายร่ายรำอยู่ตรงขอบระเบียงที่ไร้ราวกั้น แขนเรียวทั้งสองข้างถูกกลุ่มควันสีดำกระชากและดึงดัดท่วงท่าอย่างหักโหม ข้อต่อกระดูกส่งเสียงลั่น กร๊อบ... แกร๊บ... อย่างน่ากลัว ใบหน้าสวยซูบซีดไร้สีเลือด ปากแผลบนนวลแก้มทั้งสองข้างปริแยกออกจนเลือดสดๆ ไหลอาบลงมาผสมปนเปไปกับสายฝน “พราวฟ้า! ตั้งสติไว้ลูก!” ผู้กำกับพยายามจะถลันเข้าไปช่วย แต่เพียงแค่ก้าวเข้าใกล้เขตระเบียง ลมพายุสีดำมืดก็พุ่งกระแทกร่างของเขาลอยกระเด็นกลับมาชนผนังเรือนอย่างแรง! วิญญาณของพิกุลลอยเด่นอยู่เบื้องหลังของพราวฟ้า ใบหน้าเน่าเฟะกึ่งหนึ่งแสยะยิ้มสะใจ เล็บยาวสีดำแหลมคมแทรกเข้าไป







