FAZER LOGINบทที่ 3: เงื่อนแค้นใต้แสงฟ้าแลบ
ดาราสาวเริ่มร่ายรำไปตามทำนองเพลงโหยหวน น้ำตาผสมปนเปไปกับสายฝนที่สาดซัด ทุกท่วงท่าที่ขยับเจ็บปวดระบมเจียนตาย แต่เธอก็ไม่หยุดรำ วิญญาณของพิกุลจ้องมองภาพตรงหน้านิ่ง พลังความแค้นรอบตัวระเบิดออกจนน้ำในแม่น้ำแตกกระเซ็น! “กูไม่รับ! คำขอขมาจากปากนางแพศยาอย่างมึงมันไร้ค่า!” เสียงกรีดร้องของพิกุลดังสนั่นสะเทือนปฐพี สายลมพายุหมุนเกลียวพุ่งเข้ากระแทกศาลาริมน้ำจนเสาไม้ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด ร่างระหงของพราวฟ้าถูกแรงดันมหาศาลกระชากจนลอยลิ่วไปปะทะกับเสาเรือนอย่างแรง อัก! พราวฟ้ากระอักเลือดออกมาคำใหญ่ จุกจนแทบสิ้นสติ ชุดรำไทยโบราณสีแดงชาดเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและรอยโคลนตม ความพยายามที่จะใช้จิตเมตตาและรำขอขมากลับไม่ได้ช่วยให้วิญญาณที่ถูกไฟแห่งความอาฆาตเผาไหม้มานับร้อยปีสงบลงเลยแม้แต่น้อย พิกุลลอยต่ำลงมา ดวงตาสีเลือดฉายแววสาใจ ร่างกายน่าเกลียดน่ากลัวนั้นแผ่รังสีดำมืดครอบงำไปทั่วศาลา เล็บแหลมคมยาวเฟื้อยเงื้อขึ้นสูง หมายจะเสียบแทงลงกลางขั้วหัวใจของพราวฟ้าเพื่อจบชีวิตเธอในคืนนี้ “หยุดนะ!” เปรี้ยง! ก่อนที่เล็บผีสางจะทันได้แตะต้องเนื้อหนังของดาราสาว แสงวาบสีทองเจิดจรัสพร้อมกับเสียงอักขระเวทมนตร์ภาษาขอมโบราณก็ดังก้องขึ้นปะทะเข้ากลางอกของพิกุลอย่างจัง! ร่างของวิญญาณร้ายถูกแรงกระแทกจากพลังพุทธคุณเหวี่ยงกระเด็นออกไปนอกศาลาริมน้ำ เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแผดลั่นแข่งกับเสียงสายฟ้า พราวฟ้าปรือตาขึ้นมองผ่านความมืดมิดและสายฝน... เบื้องหน้าของเธอ ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้มแสนเนี๊ยบก้าวเข้ามาบดบังตัวเธอไว้ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแฝงไว้ด้วยความเย็นชาและน่าเกรงขาม มือขวาของเขากำ ‘พระขรรค์เงินโบราณ’ ลวดลายประณีตไว้แน่น แสงเวทมนตร์สีทองยังคงสว่างวูบวาบอยู่บนปลายอาวุธนั้น ข้างกายของเขาคือ ‘นิกส์’ เพื่อนสนิทของเธอที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าตระหนกสุดขีด “พราว! แกเป็นยังไงบ้าง!” นิกส์ถลันเข้ามาประคองร่างที่บอบช้ำของเพื่อนสาว “ฉันบอกแล้วไงว่าอย่ามาคนเดียว! ดีนะที่ฉันไปตาม ‘พี่ภีม’ มาทัน!” พราวฟ้ามองชายหนุ่มแปลกหน้าด้วยความสับสน... ‘ภีมภูมิ’ หรือที่วงการธุรกิจรู้จักกันดีในนามประธานบริหารเครืออสังหาริมทรัพย์ระดับแสนล้าน ชายหนุ่มผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในหน้าข่าวเศรษฐกิจว่าเป็นนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ทว่าภาพของเขาในยามนี้ที่ยืนถืออาวุธลงอาคมสู้กับผีสาง กลับเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน! “พี่ภีม... เป็นญาติผู้พี่ของนิกส์เอง” นิกส์รีบอธิบาย “เบื้องหน้าเขาคือนักธุรกิจ แต่เบื้องหลัง... เขาคือหมอธรรมสายขาว และเป็นสำนักปราบวิญญาณที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ มีแค่คนวงในไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้” ภีมภูมิต้นสายตาคมกริบลงมองพราวฟ้าที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น ความรู้สึกบางอย่างที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาดแล่นปราดเข้าสู่หัวใจของเขา... ความรู้สึกผิดอันหนักอึ้งที่ฝังลึกในจิตวิญญาณมานานนับร้อยปี “ออเจ้า...” ภีมภูมิพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สายตาที่มองพราวฟ้าเต็มไปด้วยความรวดร้าวที่พราวฟ้าไม่เข้าใจ ทว่าไม่มีเวลาให้ซักถาม... สายลมพายุหมุนพัดกรรโชกขึ้นอีกครั้ง วิญญาณของพิกุลลอยตัวขึ้นมาจากผิวน้ำ ใบหน้าเน่าเฟะบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นคูณเท่าทวีคูณ เมื่อหล่อนจ้องมองไปยังใบหน้าของชายหนุ่มผู้มาใหม่ “มึง! อีขุนศรีวิสาร! มึงก็มาด้วยรึ!” เสียงผีพิกุลตวาดกร้าวด้วยความแค้นจัด “ชาติตอนโน้นมึงรักมัน! มึงเข้าข้างมัน! มึงเมินเฉยต่อความจริงจนกูต้องตาย! ชาตินี้มึงยังจะมาปกป้องมันอีกรึ!” พราวฟ้าเบิกตากว้างเมื่อได้ยินชื่อนั้น... ขุนศรีวิสาร? ภีมภูมิหลับตาลงนิ่ง สูดหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์ที่ตีรวนในอก อดีตชาติอันมืดดำฉายซ้ำเข้ามาในสมองของเขาเช่นกัน... ในอดีต เขาคือ ‘ขุนศรีวิสาร’ ขุนนางหนุ่มผู้เป็นหมั้นหมายและเจ้าของเรือนไทยหลังนี้ และเขา... คือต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ความแค้นระหว่างพราวผกาและพิกุลระเบิดออกจนกลายเป็นหุบเหวนรก! เพราะความรักที่เขามีต่อพราวผกา ทำให้เขาปิดหูปิดตาต่อความร้ายกาจของเธอ และเพราะความเหินห่างและเมินเฉยของเขาต่อพิกุล ทำให้ความริษยาและกิเลสครอบงำคนทั้งสองจนเกิดเหตุการณ์เผาโรงละครในคืนนั้น! “พิกุล...” ภีมภูมิเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงพลัง “บาปกรรมที่ข้าเคยทำไว้กับออเจ้า ข้ายอมรับ... แต่การที่ออเจ้าจะเอาชีวิตของพราวฟ้าในชาตินี้ มันไม่ใช่การแก้ปัญหา มันคือการผูกเวรไม่จบสิ้น” “กูไม่ฟัง! พวกมึงต้องตายด้วยกันทั้งคู่!” พิกุลกรีดร้อง พุ่งตัวเข้าหาภีมภูมิด้วยความเร็วสูง ควันดำมหาศาลขยายตัวเป็นรูปมือผีขนาดใหญ่หมายจะบดขยี้คนทั้งสาม! “นิกส์! พานางเข้าไปในศาลา!” ภีมภูมิตะโกนสั่ง ชายหนุ่มก้าวไปข้างหน้า ตวัดพระขรรค์เงินสลักอักขระกลางอากาศ พร้อมกับท่องพระคาถาปราบวิญญาณเสียงดังฟังชัด “นโม พุทธายะ...” แสงสีทองจากพระขรรค์พุ่งออกจากปลายดาบ กลายเป็นกำแพงเวทมนตร์กั้นกลางระหว่างวิญญาณร้ายกับศาลาริมน้ำ ตึง! ควันดำกระแทกเข้ากับกำแพงเวทจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่น ภีมภูมิเซถอยหลังไปสองก้าว เคลื่อนไหวรวดเร็วหยิบ ‘ด้ายสายสิญจน์ลงอาคมเจ็ดสี’ ออกมาจากเสื้อสูท ท่องคาถาแล้วขว้างออกไปพันธนาการร่างของพิกุลไว้กลางอากาศ! “อ๊ากกก!” พิกุลกรีดร้องเมื่อสายสิญจน์สัมผัสเนื้อ ควันสีเทาพวยพุ่งออกจากร่างผีสางราวกับถูกน้ำกรดราด “พี่ภีม! จะฆ่าผีตัวนี้เลยไหม!” นิกส์ตะโกนถามขณะพยุงพราวฟ้า “ไม่ได้!” พราวฟ้าร้องห้ามสุดเสียง แม้ร่างกายจะเจ็บปวดจนแทบสิ้นสติ “อย่าทำร้ายพิกุลนะ! ทั้งหมดมันเป็นเพราะฉัน... เพราะฉันในอดีตชาติ!” ภีมภูมิหันมามองพราวฟ้า แววตาของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความสงสาร “ผมไม่ได้คิดจะทำลายวิญญาณของเธอ... แต่คำสาปพยาบาทนี้มันฝังลึกอยู่ในดวงจิตของพิกุล หากไม่ถอนคำสาปกรรมตรงจุดเริ่มต้น ต่อให้ปราบเธอได้ คืนวันเบญจเพสของคุณ เธอก็จะกลับมาเอาชีวิตคุณอยู่ดี” ชายหนุ่มเดินตรงเข้ามาหาพราวฟ้า คุกเข่าลงข้างๆ เธอ ยื่นมือหนาไปแตะที่แก้มซ้ายซึ่งมีรอยแผลข่วนและรอยอักษรโบราณ แสงอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาช่วยบรรเทาความแสบร้อนให้เธออย่างน่าอัศจรรย์ “คุณพราวฟ้า... คืนนี้พลังของเธอแข็งแกร่งเกินไปเพราะลมพายุและวันพระใหญ่ ผมทำได้แค่คุ้มกันและสะกดเธอไว้ชั่วคราว” ภีมภูมิเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง “เราเหลือเวลาอีกไม่ถึงสองเดือนก่อนจะถึงวันเกิดอายุครบยี่สิบห้าของคุณ... เราต้องร่วมกันสะสางเงื่อนกรรมนี้” “สะสาง... ยังไงคะ?” พราวฟ้าถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “คำสาปของพิกุลเกิดจากความแค้นสามประการ... ความเสียโฉม ความสูญเสีย และความรักที่ถูกทรยศ” ภีมภูมิจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “ผม ในฐานะคนที่ทำผิดต่อพวกคุณทั้งสองในอดีต และคุณ ในฐานะผู้ก่อกรรม จะต้องร่วมกันปลดล็อกกรรมนี้ทีละข้อ... โดยเริ่มจากการค้นหา ‘ของสำคัญ’ ชิ้นสุดท้ายที่ถูกซ่อนไว้ใต้เรือนไทยหลังนี้” วิญญาณของพิกุลที่ถูกสายสิญจน์พันธนาการไว้กรีดร้องอย่างคลั่งแค้น “พวกมึงไม่มีวันถอนคำสาปกูได้! เมื่อถึงวันเกิดของมึง... เลือดของมึงจะต้องทาทั่วเรือนหลังนี้!” ภีมภูมิไม่สนใจเสียงขู่ เขารวบร่างของพราวฟ้าขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนอย่างมั่นคง ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มซาลง ชายหนุ่มก้มลงมองใบหน้าที่ซูบซีดของดาราสาว “ผมจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายคุณอีกแล้ว... ไม่ว่าจะในอดีต หรือในชาตินี้” พราวฟ้านั่งซุกอกกว้างของนักธุรกิจหนุ่มผู้เป็นพ่อหมอลึกลับ ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนทำให้เธอค่อยๆ หลับตาลงอย่างหมดแรง วงจรแห่งความแค้นข้ามภพชาติบัดนี้มีผู้ร่วมชะตากรรมคนที่สามเข้ามาเกี่ยวพัน... และสงครามเพื่อล้างคำสาปเบญจเพสกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง!หลังพิธีประจุธาตุและการประสานกายในเงามืดอันเร่าร้อน นลินเคลิ้มหลับไปในอ้อมกอดอันอบอุ่นของคเชนทร์ ทว่าในมโนนิทรา... จิตของเธอที่ถูกเปิดออกด้วยกระแสอาคมกลับดิ่งลึกลงสู่อดีตชาตินับร้อยปี อื้ออึง... เสียงมโหรีและดนตรีมงคลโบราณดังกังวาน ภาพตรงหน้าของนลินแปรเปลี่ยนเป็นคุ้มหลวงอันยิ่งใหญ่แห่ง ‘นครสาบสูญ’ ในอดีต เธอมองเห็นตัวเองสวมชุดผ้าแถบไหมทอง ศิราภรณ์และเครื่องประดับอัญมณีงดงามประดอยไปทั่วร่าง ใบหน้าสวยสะกดตาแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและทะเยอทะยาน เธอคนนั้น... คือ ‘เจ้าจอมขวัญ’ นลินในร่างวิญญาณเฝ้ามองเหตุการณ์ในอดีตด้วยหัวใจที่สั่นสะท้าน เจ้าจอมขวัญกำลังยืนจ้องมองหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่ถูกมัดพันธนาการไว้กับเสาเรือนไม้... หญิงสาวผู้นั้นคือ ‘เจ้านางสร้อยสายคำ’ เจ้าหญิงแห่งเมืองขึ้นผู้มีใบหน้าอ่อนหวานงดงาม “เจ้าจอมขวัญ! ปล่อยข้า! เจ้าไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนี้กับข้า!” สร้อยสายคำร้องตะโกนทั้งน้ำตา “สิทธิ์งั้นรึ?” เจ้าจอมขวัญหัวเราะเสียงแหลม ยื่นหน้าเข้าใกล้ “แม่ทัพสิงหราชหลงใหลในความซื่อซื่อของเจ้างั้นรึ? แต่ตราบใดที่ข้ายังอยู่... ไม่มีผู้หญิงหน้าไหนจะเสน่หาเหนือกว่าข้าได้!” เจ้าจอมขวั
รถเอสยูวีสีดำทรงพลังแล่นเข้ามาจอดสนิทที่หน้าสตูดิโอถ่ายแบบ คเชนทร์ในเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนก้าวลงจากรถด้วยสีหน้าเครียดขรึม นัยน์ตาคู่คมกริบฉายแววว้าวุ่น ทันทีที่เห็นนลินเดินสะโอดสะองออกมาในสภาพใช้ผ้าพันคอแบรนด์เนมปิดบังใบหน้าซีกขวาและลำคอ ร่างกายของเธอสั่นสะท้านอย่างน่าสงสาร ชายหนุ่มก็ถลันเข้ามาประคองร่างระหงไว้ในอ้อมแขนทันทีโดยไม่แคร์สายตาของใคร “ฉันเชื่อแล้ว... ฉันเชื่อคุณแล้ว ดร.คเชนทร์!” นลินสะอื้นไห้โฮ ซุกใบหน้าลงกับอกกว้างของเขาอย่างไร้ที่พึ่งพิง “ช่วยฉันด้วย... หน้าฉันพังหมดแล้ว มันจะฆ่าฉัน! มันตามฉันมาจริงๆ!” “ผมเตือนคุณแล้ว นลิน” คเชนทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแฝงความรวดร้าว เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นเพื่อมอบความอบอุ่นและปลอดภัย “ขึ้นรถก่อน อยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว” คเชนทร์ขับรถออกนอกเมืองด้วยความเร็วสูง มุ่งหน้าสู่แถบปริมณฑลริมแม่น้ำสายใหญ่ รถเลี้ยวเข้าสู่เขตสวนอันร่มรื่นและเงียบสงบ ลึกเข้าไปจนถึงริมคลองโบราณ ที่ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของ ‘เรือนไม้สักทรงไทยโบราณหมู่ใหญ่’ อายุเก่าแก่นับร้อยปี บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบและเต็มไปด้วยบารมีอาคม สายสิญจน์ถักอักขระสีครามล้อมรอบอาณา
เสียงรัว shutter ของกล้องถ่ายภาพราคาหลักแสนดังก้องสลับกับแสงไฟสปอตไลท์กำลังสูงที่ส่องสว่างจับไปทั่วร่างทรงเสน่ห์ของนลิน ภายในสตูดิโอถ่ายแบบสุดหรูใจกลางเมืองใหญ่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเร่งรีบของเหล่าทีมงานมืออาชีพ วันนี้ไฮโซสาวและอินฟลูเอนเซอร์อันดับหนึ่งอยู่ในชุดเดรสราตรีเกาะอกสีทองปักเลื่อมระยิบระยับที่เน้นเรือนร่างเพรียวระหง อกอิ่มฟู และเอวคอดกิ่วอย่างสมบูรณ์แบบ แม้อาการหวาดผวาจากเหตุการณ์ประหลาดเมื่อคืนจะทำให้เธอแทบไม่ได้ล้มตัวลงนอน และลำคอขาวเนียนยังคงมีรอยปื้นช้ำสีเลือดซุกซ่อนอยู่ใต้ชั้นคอนซีลเลอร์เนื้อหนาพิเศษ แต่ด้วยสัญชาตญาณความทะนงตนและจิตวิญญาณความเป็นมืออาชีพ นลินจึงฝืนปั้นยิ้มทรงเสน่หา เชิดหน้าขึ้นรับแสงไฟอย่างมั่นใจ เธอพยายามบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าเรื่องของ ‘ดร.คเชนทร์’ และ ‘เจ้านางสร้อยสายคำ’ เป็นเพียงเรื่องไร้สาระที่คนบ้าคนหนึ่งอุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อล่อลวงเธอ ส่วน 'ตระกรุดเงิน' ที่ชายหนุ่มแปลกหน้าทิ้งไว้ให้ นลินทำเพียงขว้างมันลงไปในซอกลึกสุดของกระเป๋าถือแบรนด์เนมราคาแพงที่วางอยู่ข้างเซตถ่ายทำ เธอไม่เชื่อ... และไม่มีวันยอมรับเรื่องงมงายพวกนี้เด็ดขาด “ดีมากครับคุณนลิน! ขอสายตาย
ตอนที่ 2: ชายผู้สืบสายสิญจน์ ความเงียบสงัดภายในเพนท์เฮาส์หรูชั้นสูงสุดชวนให้กดดันจนแทบหายใจไม่ออก นลินก้าวถอยหลังหนีจนแผ่นหลังชนเข้ากับขอบโต๊ะกระจกกลางห้องรับแขก สายตาจ้องมองชายหนุ่มแปลกหน้าตรงหน้าอย่างหวาดระแวง มือเรียวยังคงกำแจกันแก้วทรงสูงไว้แน่นจนข้อสลักขาว ชายตรงหน้าเธอสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำพับแขนขึ้นถึงข้อแขน เผยให้เห็นข้อมือหนาที่ผูก ‘ด้ายสายสิญจน์สีครามถักอักขระ’ ไว้อย่างประณีต ใบหน้าของเขาคมคาย รอยสันกรามเด่นชัด นัยน์ตาสีเข้มลึกซึ้งฉายแววทรงอำนาจจนยากจะคาดเดาความคิด แต่สิ่งที่ทำให้นลินรู้สึกขนลุกซู่ คือบรรยากาศบางอย่างรอบตัวเขา... บรรยากาศที่ดูลึกลับ ลึกล้ำ และน่าเกรงขามคล้ายกับไม่มีอยู่จริงในยุคปัจจุบัน “ออกไปจากห้องฉันเดี๋ยวนี้!” นลินตวาดเสียงแข็ง พยายามปั้นหน้ามั่นใจกลบเกลื่อนความกลัว “เจ้านางสร้อยสายคำ? บ่วงกรรมอดีตชาติ? เหอะ! คุณเป็นพวก stalker หรือจิตป่วยหลุดมาจากไหนกันแน่! ฉันจะโทรแจ้งนิติและตำรวจเดี๋ยวนี้!” เธอรีบเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะ แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะได้แตะหน้าจอ... ฟึ่บ! คเชนทร์ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอด้วยความเร็วที่ไร้เสียง ร่าง
เสียงดนตรีบีตหนักๆ ดังกังวานก้องไปทั่วเลานจ์หรูชั้นบนสุดของโรงแรมระดับห้าดาวใจกลางกรุงเทพฯ แสงไฟสปอตไลท์ย้อนแสงและไฟนีออนสีม่วงสว่างวาบสะท้อนกับแก้วแชมเปญราคาแพง ‘นลิน’ หญิงสาวเจ้าของเรือนร่างเพรียวระหงในชุดราตรีสายเดี่ยวสีแดงเพลิง กำลังหัวเราะต่อกระซิบอยู่กับกลุ่มเพื่อนไฮโซและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง วงหน้าสวยคมเข้ม ดวงตากลมโตเฉี่ยวคม และริมฝีปากอวบอิ่มที่ทาลิปสติกสีแดงสด ทำให้เธอโดดเด่นและกลายเป็นจุดศูนย์กลางของงานปาร์ตี้คืนนี้อย่างสมบูรณ์แบบ “ชนแก้วให้คุณนลินหน่อยค่ะ! อินฟลูเอนเซอร์ยอดเยี่ยมแห่งปี แถมคืนนี้ยังเป็นวันเกิดอายุครบยี่สิบห้าปีเต็มอีกต่างหาก!” เสียงเพื่อนสาวไฮโซร้องตะโกนขึ้นพร้อมเสียงเฮฮา นลินยกแก้วทรงสูงขึ้นจิบแชมเปญด้วยรอยยิ้มมั่นใจ “ขอบคุณทุกคนมากนะ คืนนี้ไม่อั้น นลินจ่ายเองทั้งหมด!” ความสุข ชื่อเสียง และเงินทอง ทุกอย่างดูเพียบพร้อมจนไม่มีใครคาดคิดว่า ชะตากรรมของเธอกำลังจะพลิกผันดิ่งลงสู่นรกในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ตื๊ด... ตื๊ด... นาฬิกาเรือนหรูบนข้อมือของเธอแจ้งเตือนเวลา 00:00 น. เข้าสู่เช้าวันใหม่ของวันเกิดเบญจเพสอย่างเป็นทางการ จู่ๆ... ไฟนีออนและแสงสปอตไลท์ในเลา
บทที่ 4: ปลุกเงื่อนอดีตในกองเพลิง สายฝนกระหน่ำซัดสาดลงมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงฟ้าร้องเปรี้ยงปร้างสลับกับแสงสายฟ้าที่ผ่าลงบนยอดไม้ใหญ่รอบเรือนไม้โบราณ ลมพายุหมุนกรรโชกแรงจนกระเบื้องหลังคาโบราณปลิวว่อน เสียงดนตรีปี่พาทย์โหยหวนดังรัวกระชั้นชิดทวีความถี่บีบคั้นประสาท “กรี๊ดดด! พราว! ลูกพราว!” เสียงพี่บีกรีดร้องแทบขาดใจ ภาพตรงหน้าทำให้ทีมงานและนักแสดงนับสิบชีวิตที่ติดอยู่บนเรือนไม้อยู่ในอาการขวัญผวา ร่างระหงของพราวฟ้าในชุดไทยโบราณเปียกปอนแนบเนื้อ เธอกำลังเยื้องกรายร่ายรำอยู่ตรงขอบระเบียงที่ไร้ราวกั้น แขนเรียวทั้งสองข้างถูกกลุ่มควันสีดำกระชากและดึงดัดท่วงท่าอย่างหักโหม ข้อต่อกระดูกส่งเสียงลั่น กร๊อบ... แกร๊บ... อย่างน่ากลัว ใบหน้าสวยซูบซีดไร้สีเลือด ปากแผลบนนวลแก้มทั้งสองข้างปริแยกออกจนเลือดสดๆ ไหลอาบลงมาผสมปนเปไปกับสายฝน “พราวฟ้า! ตั้งสติไว้ลูก!” ผู้กำกับพยายามจะถลันเข้าไปช่วย แต่เพียงแค่ก้าวเข้าใกล้เขตระเบียง ลมพายุสีดำมืดก็พุ่งกระแทกร่างของเขาลอยกระเด็นกลับมาชนผนังเรือนอย่างแรง! วิญญาณของพิกุลลอยเด่นอยู่เบื้องหลังของพราวฟ้า ใบหน้าเน่าเฟะกึ่งหนึ่งแสยะยิ้มสะใจ เล็บยาวสีดำแหลมคมแทรกเข้าไป







