로그인แสงสว่างจากหลอดไฟนีออนบนเพดานที่กลับมาติดสว่างอีกครั้ง มันไม่ได้ช่วยให้ความเย็นเยียบในใจของพราวฟ้าลดน้อยลงไปเลย ดาราสาวนั่งกอดเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนเตียงหนานุ่ม สายตาก็จับจ้องไปยังจุดที่ร่างของวิญญาณผู้หญิงคนนั้นเพิ่งสลายตัวไปอย่างไมวางตา เสียงหอบหายใจอย่างแรงและเหนื่อยหอยเป็นดสียงเดียวที่ดังอยู่ในห้องมันดังแข่งกับเสียงซ่าของเม็ดฝนภายนอกเรือนไม้ไทยโบราณหลังนี้
พราวฟ้าก้มลงมองข้อมือของตัวเองอีกครั้ง รอยปื้นเขียวซ้ำอมม่วงเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ราวกับแขนของเธอถูกบดขยี้อย่างรุนแรง มันเจ็บปวดลึกเข้าไปถึงกระดูกจนเธอต้องขบฟันแน่น น้ำใสๆ ไหลรินออกจากหางตาอย่างคนไม่รู้ตะทำนังไง ความหวาดกลัวที่เข้าขั้นขีดสุดทำให้สมองของเธอมึนชาไปหมด
“ทำไม... ชาติก่อนงั้นเหรอ? ฉันไปทำอะไรให้เธอกัน...” เธอกระซิบถามออกมากับความว่างเปล่าด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและสั่นกลัว
พราพราวฟ้าใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงในการรวบรวมความกล้าและกำลังใจอันน้อยนิด เธอพยายามพยุงร่างกายที่ระบมไปทั้งตัวลงจากเตียงอย่างยากลำบาก ขาทั้งสองข้างสั่นเทาจนแทบรับน้ำหนักของเธอไม่ไหว ทุกก้าวที่เรียวขาสวยเดินผ่านพื้นไม้สักทองส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดชวนให้ประสาทเสีย พราวฟ้าเดินตรงไปยังห้องน้ำ ก้าวผ่านกระจกบานใหญ่ที่มันกำลังสะท้อนภาพดาราสาวผู้สง่างามในจอทีวี แต่บัดนี้กลับมีสภาพไม่ต่างจากศพเดินได้เลย
พราวฟ้ายกมือที่สั่นเล็กน้อยขึ้นเปิดก๊อกน้ำ วักน้ำเย็นจัดขึ้นลูบหน้าล้างตาเพื่อเรียกสติ แต่ทว่าเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองกระจกภาพเงาตรงหน้าทำให้ พราวฟ้าต้องชะงักกึก
แสงไฟในห้องน้ำสะท้อนให้เห็นลอยขีดข่วนจางๆ สามสี่รอยที่ปรากฏขึ้นบนแก้มซ้าย มันมีลักษณะคล้ายรอยเล็บข่วนลึก... แม้จะยังไม่มีเลือดไหลซึมออกมา แต่รอยแดงนั้นมันเริ่มปริแยกออกทีละน้อยพราวฟ้ามือสั่นระริก เธอยื่นปลายนิ้วออกไปแตะรอยแผลนั้นเบาๆ ก่อนที่ความเจ็บแสบจะแล่นปราดเข้าสู่สมองทันที
‘ทุกรอยแผลที่มึงฝากไว้ในชาติตอนโน้น กูจะกรีดคืนบนหน้ามึงในชาตินี้!’
คำอาฆาตของวิญญาณนางรำตนนั้นดังก้องกลับเข้ามาในหัว ของพราวฟ้าจนเธอสะดุ้งสุดตัว และถอยหลังไปชนกับผนังห้องน้ำอย่างแรง ความเจ็บปวดที่แผ่นหลังย้ำเตือนว่านี่ไม่ใช่ความฝัน เธอพูดจริง...และเธอกำลังจะทำลายรูปร่างหน้าตาของเธอ ทำลายสิ่งที่เป็นทั้งชีวิตและอาชีพของเธอในชาตินี้ ใบหน้าของพราวฟ้าซีดเผือดขึ้นมาทันที
เวลาตีห้าครึ่แสงสีทองของเช้าวันใหม่เริ่มจับขอบฟ้า แต่ท้องฟ้ายังคงมืดครึ้มเต็มไปด้วยกลุ่มก้อนเมฆฝน พราวฟ้านั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เธอใช้เครื่องสำอางรองพื้นเนื้อหนาและคอนซีลเลอร์ยี่ห้อดังพยายามกลบรอยช้ำที่ข้อมือและรอยเล็บข่วนบนใบหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย มือของเธอสั่นจนการแต่งหน้าที่ปกติเป็นงานง่ายๆสำหรับเธอแต่ตอนนี้เธอกลับแต่งหน้าอย่างลำบาก น้ำตาคอยจะไหลออกมาทำลายเครื่องสำอางอยู่ร่อยหร่อ
“ต้องไม่มีใครเห็น... ถ้าพี่บีเห็น ต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่” เธอบ่นพึมพำกับตัวเองพร้อมกับพยามกลบรอยบนหน้าไปด้วย
ในวงการบันเทิงที่มีแข่งขันกันอย่างสูงลิ่ว ข่าวลือเรื่องอาการละเมอ รอยแผลลึกลับ หรืออาการป่วยทางจิตมันอาจทำให้อนาคตของเธอดับวูบได้ในพริบตา พราวฟ้าสูดหายใจเข้าลึกๆ เธอพยายามเรียกสัญชาตญาณความเป็นนักแสดงมืออาชีพกลับคืนมา เธอเลือกสวมเสื้อแขนยาวผ้าไหมเนื้อดีเพื่อปกปิดรอยช้ำที่แขน และใช้เทคนิคการแต่งหน้าขั้นสูงจนรอยข่วนบนแก้มดูจางลงราวกับเป็นเพียงรอยเงา
ปี๊ด! ปี๊ด!
เสียงแตรถตู้ที่คุ้นเคยดังขึ้นที่หน้าประตูรั้วบ้าน พราวฟ้ารู้ดีว่านั่นคือรถของกองถ่ายและพี่บีผู้จัดการส่วนตัวที่มารับเธอตามเวลา เธอหยิบกระเป๋าถือแบรนด์เนมคู่ใจ ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องนอน ทว่าก่อนที่เท้าจะพ้นประตูบ้านเรือนไทย เธอกลับรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่มองลงมาจากขื่อคานด้านบนบ้าน... มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความพยาบาทและเสียงหัวเราะเยาะในลำคอที่แว่วมาตามสายลมหนาว
พราวฟ้าไม่หันกลับไปมอง เธอรีบวิ่งลงจากเรือนไทยอย่างรวดเร็ว และมุ่งตรงไปยังรถตู้ที่จอดรออยู่ทันที
ภายในรถตู้ปรับอากาศ VIP ที่เย็นฉ่ำ พี่บี ผู้จัดการส่วนตัวของพราวฟ้ารูปร่างท้วมๆของเธอที่สวมเสื้อผ้าสีสันสดใสกำลังนั่งเช็กคิวงานในไอแพดอย่างเคร่งเครียด ทันทีที่พราวฟ้าก้าวขาขึ้นมาบนรถและทิ้งตัวลงนั่งเบาะข้างๆ พี่บีก็หันมามองเธอด้วยสายตาจับผิดทันที
“ตายแล้ว ยายพราว!!!.. ทำไมหน้าตาดูอิดโรยเหมือนคนไม่ได้นอนขนาดนั้นล่ะลูก? นี่คือแต่งหน้ากลบมาแล้วใช่ไหมคะเนี่ย? ตาโบ๋เป็นหมีแพนด้าเลย!” พี่บีร้องทักออกมาเสียงหลง พร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาจ้องหน้าเธอใกล้ๆ จนพราวฟ้าต้องเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อไม่ให้พี่บีจับสังเกตเห็นรอยแผลบนหน้าของเธอ
“คือ.พราว... พราวนอนไม่ค่อยหลับน่ะค่ะพี่บี ช่วงนี้พายุเข้าลมก็แรงแล้วก็ ฝนตกฟ้าร้องทั้งคืนเลย” เธอโกหกออกไปคำโต พยายามที่จะทำน้ำเสียงให้เป็นปกติมากที่สุด
“พี่บอกแล้วใช่ไหมคะว่าให้หาคอนโดอยู่! บ้านเรือนไทยโบราณหลังนั้นของตระกูลคุณใหญ่อะไรนั่นน่ะ สวยก็จริงอยู่หรอก แต่มันดูแล้ววังเวงจะตายไป แถวนั้นต้นไม้ก็เยอะอีก ลมพัดทีเสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าด น่ากลัวจะตาย พี่ไปส่งเราวันก่อนยังขนลุกอยู่เลย” พี่บีบ่นออกมายาวเหยียดขณะส่งขวดน้ำแร่ให้เธอ “เอ้า ดื่มน้ำซะหน่อยน่ะ แล้วก็นอนพักสายตาไปเลยก็ได้ อีกตั้งกว่าสี่สิบนาทีถึงจะถึงกองถ่าย โฆษณาตัวนี้เป็นแป้งพัฟแบรนด์ระดับโลกเลยนะพราว หน้าของเราต้องผ่อง ต้องเด้ง ห้ามพลาดเด็ดขาดเลย!”
“ค่ะพี่บี...”
พราวฟ้ารับคำสั้นๆ ก่อนที่เธอจะเอนเบาะนอนลงแล้วหลับตาลง แต่ทว่าความเจ็บปวดทั่วทั้งร่างกายมันกลับไม่ยอมทุเลาลงเลยสักนิด มันระบมเหมือนมีใครบางคนเอาไม้มาทุบตีตามข้อต่อ และสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ ทุกครั้งที่เธอหลับตาลง ภาพใบที่หน้าเน่าเฟะของผีผู้หญิงคนนั้นมันก็จะลอยเด่นขึ้นมาในมโนภาพเสมอ พร้อมกับเสียงดนตรีปี่พาทย์ที่หลอนประสาทอยู่ลึกๆ ในหัว
กองถ่ายโฆษณาวันนี้จัดขึ้นที่สตูดิโอหรูในใจกลางเมือง บรรยากาศของที่นี่เต็มไปด้วยความ
เร่งรีบ ทีมงานนับสิบชีวิตเดินว่อนกันไปมาเพื่อเตรียมไฟและฉาก พราวฟ้าถูกพาตัวเข้าห้องแต่งหน้าทันทีที่มาถึงเพื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งกายและเติมหน้าให้เข้ากับคอนเซปต์ ‘นางพญาผู้เลอโฉม’
พราวฟ้ามองกระจกเงาบานใหญ่ที่ฉายภาพสะท้อนของตัวเองเธอลูบไปบนแก้มเบาๆก่อนที่มือเรียวจะ ค่อยๆ แกะผ้าก๊อซที่แก้มซ้ายออกช้าๆ ปรากฏรอยแผลที่เคยอักเสบเป็นสีแดงก่ำตอนนี้มันดูแห้งลงเล็กน้อยด้วยอานุภาพของสายสิญจน์มงคล แต่ทว่ารอยขูดขีดที่ดูคล้ายกับตัวอักษรโบราณนั้นมันยังคงเด่นชัดไม่จาง พราวฟ้ารีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกด ถ่ายรูปบาดแผลนั้นเอาไว้ แล้วกดส่งไลน์ไปหา ‘นิกส์’ เพื่อนสนิทตอนสมัยมหาวิทยาลัยที่เป็นถึงอาจารย์โบราณคดีและผู้ที่เชี่ยวชาญด้านอักษรศาสตร์โบราณ พราวฟ้า:{ ‘นิกส์... แกช่วยดูให้ฉันหน่อยได้ไหมว่ารอยพวกนี้ มันคล้ายกับตัวอักษรโบราณชิ้นไหนที่แกรู้จักหรือเปล่า?’} เวลาผ่านไปไม่ถึงสามนาทีหลังพราวฟ้ากดส่วข้อความ ปลายสายก็โทรสวนกลับเข้ามาทันทีด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนก [“เฮ้ยพราว!.....นี่หน้าของแกไปโดนอะไรมาว่ะ? ทำไมมันเป็นแผลแบบนั้นได้ แล้วรอยนั่นมัน...”] น้ำเสียงของนิกส์ที่ปลายสายดูเคร่งเครียดขึ้นมาทันตา “มันทำไมเหรอนิกส์? แกอ่านออกใช่ไหม..” พราวฟ้าถามขึ้นพลางบีบมือของตัวเองจนแน่น {“พราว... รอยข่วนบนหน้าของแกมันไม่ใช่รอยเล็บธรรมดา แล้วน่ะ แต่มันคือการจงใจขูดขีดให้เป็นอักษ
“ชาตินี้โยมจำอะไรไม่ได้... แต่ว่ากระแสจิตแห่งความแค้นของเขาไม่เคยลืม” พระอาจารย์หลับตาลงนั่งนิ่งระลึกจิตอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ท่านจะลืมตาขึ้น “ในอดีตชาตินั้น... โยมเคยเป็นนางละครหลวงผู้ที่มีชื่อเสียงอย่ทงมาก และเป็นที่โปรดปรานจนทำให้เกิดความทะนงตน และได้ลงมือทำการกระทำอันโหดร้ายยิ่ง โยมตัดสินใจที่จะทำลายชีวิตและใบหน้าของนางรำอีกคน ด้วยความอิจฉาริษยา จนหล่อนต้องตายตกลงไปพร้อมความทุกข์ทรมานในชุดรำ” คำบอกเล่าของพระอาจารย์มันคล้ายกับสายฟ้า ที่ผ่าลงมากลางใจของพราวฟ้าอย่างแรง ภาพสะท้อนของวิญญาณร้ายที่กรีดร้องว่า ‘ทุกรอยแผลที่มึงฝากไว้ในชาติตอนโน้น กูจะกรีดคืนบนหน้ามึงในชาตินี้!’ ลอยวาบผ่านเข้ามาในสมองของเธออย่างชัดเจน “แล้ว... แล้วพราวต้องทำยังไงคะหลวงพ่อ ถ้าพราวทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เขาๆจะยอมอโหสิกรรมให้ไหมคะ?” เธอกราบพระอาจารย์ถามด้วยความหวัง พระอาจารย์บุญส่งมองใบหน้าของพราวฟ้าก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ “จิตที่ผูกไปด้วยความอาฆาตและความแค้นมันไม่ได้แก้ได้ง่ายๆด้วยการ กรวดน้ำธรรมดาหรอกนะโยมพราวฟ้า บ่วงกรรมนี้มันผูกด้วยเงื่อนตาย ฝ่ายนั้นเขาไม่ได้ต้องการบุญ... เขาต้องการ ‘ชีวิต’ และ ต้อง
ตื๊ด..ตื๊ด... เสียงสัญญาณเตือนของเครื่องวัดชีพจรดังขึ้นมาเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดและกลิ่นยาที่ฉุนจนขึ้นจมูกของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังของกรุงเทพฯที่ลอยมาแตะจมูก พราวฟ้าค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก เปลือกตาของเธอหนักอึ้งราวกับว่าถูกถ่วงด้วยก้อนหิน แสงไฟสีขาวนวลจากเพดานห้องพักฟื้นสว่างจ้าจนทำให้เธอต้องหยีตาเพื่อปรับแสงอยู่ครู่ใหญ่ ความรู้สึกแรกที่จู่โจมเข้ามาทันทีที่เธอตั้งสติได้คือ ความเจ็บปวด มันไม่ใช่แค่เป็นอาการปวดเมื่อยธรรมดาๆ แต่มันทั้งเจ็บและระบมลึกเข้าไปถึงในกระดูกของเธอราวกับว่าร่างกายนี้ถูกบดขยี้ ข้อมือและข้อเท้าทั้งสองข้างก็เช่นเดียวกันมันระบมจนแทบระเบิดทุกครั้งที่ขยับเธอขยับแค่นิดเดียว และที่สำคัญคือ ความรู้สึกที่แสบร้อน ตรงแก้มซ้ายมันเด่นชัดกว่าทุกส่วน “พราว!..พราวฟื้นแล้วเหรอลูก!..” เสียงอุทานด้วยความดีใจของพี่บีผู้จัดการสาวดังขึ้นพร้อมกับร่างท้วมที่รีบเดินเข้ามาเกาะขอบเตียง ใบหน้าของพี่บีตัวซีดเผือดและเต็มไปด้วยความเป็นห่วงปนวิตกกังวล ตาทั้งสองข้างของพี่บีบวมเป่งเหมือนกับว่าเธอพึ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก “พี่... พี่บีพราวเป็นอะ
“น้องพราวคะ ผิวหน้าแห้งมากเลยน่ะค่ะวันนี้ แถมนี่อีก... รอยอะไรคะตรงแก้มซ้าย? มันเหมือนรอยข่วนเลยค่ะ” ช่างแต่งหน้ามือหนึ่งของวงการทักขึ้นในขณะใช้แปรงปัดเบาๆ บนใบหน้าของเธอ หัวใจของพราวฟ้าหล่นวูบ “อ๋อ... พอดีแมวที่บ้านมันกระโดดใส่น่ะค่ะพี่ต้อย พราวก็หลบไม่ทัน” เธอรีบแก้ตัว น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “อุ๊ย...ตายจริง! คราวหน้าก็ระวังหน่อยสิคะ หน้าตาระดับพันล้านเลยนะลูก ดีนะที่พี่ต้อยใช้รองพื้นสูตรพิเศษช่วยพราง ไม่งั้นถ้าลูกค้าเห็นคงได้บ่นแย่” ช่างแต่งหน้าเอ่ยขึ้นอย่างเอ็นดู ก่อนจะหันไปหยิบอุปกรณ์ชิ้นอื่นต่อ พราวฟ้านั่งนิ่งๆ เธอมองดูตัวเองในกระจกเงาที่มีไฟส่องสว่างล้อมรอบ แต่ทว่าในจังหวะที่ช่างแต่งหน้าหันหลังไปนั้นเอง แสงไฟรอบกระจกมันกลับกระพริบวูบวาบอยู่สองสามครั้ง ก่อนที่ภาพในกระจกที่ควรจะเป็นใบหน้าของพราวฟ้า... แต่มันกลับซ้อนทับด้วยภาพของหญิงสาวในอดีตโบราณที่สวมศิราภรณ์หักๆ บนศีรษะ ใบหน้าซีกหนึ่งของเธอถูกไฟคลอกจนเนื้อสุกพอง ดวงตาสีเลือดข้างนั้นจ้องเขม็งมาที่เธอผ่านกระจก! กรี๊ด! พราวฟ้าเผลอร้องอุทานออกมาเสียงดังลั่นห้อง เธอรีบยันตัวลุกขึ้นยืนจนเก้าอี้ล้มคว่ำเสียงดังโครม “พรา
แสงสว่างจากหลอดไฟนีออนบนเพดานที่กลับมาติดสว่างอีกครั้ง มันไม่ได้ช่วยให้ความเย็นเยียบในใจของพราวฟ้าลดน้อยลงไปเลย ดาราสาวนั่งกอดเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนเตียงหนานุ่ม สายตาก็จับจ้องไปยังจุดที่ร่างของวิญญาณผู้หญิงคนนั้นเพิ่งสลายตัวไปอย่างไมวางตา เสียงหอบหายใจอย่างแรงและเหนื่อยหอยเป็นดสียงเดียวที่ดังอยู่ในห้องมันดังแข่งกับเสียงซ่าของเม็ดฝนภายนอกเรือนไม้ไทยโบราณหลังนี้ พราวฟ้าก้มลงมองข้อมือของตัวเองอีกครั้ง รอยปื้นเขียวซ้ำอมม่วงเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ราวกับแขนของเธอถูกบดขยี้อย่างรุนแรง มันเจ็บปวดลึกเข้าไปถึงกระดูกจนเธอต้องขบฟันแน่น น้ำใสๆ ไหลรินออกจากหางตาอย่างคนไม่รู้ตะทำนังไง ความหวาดกลัวที่เข้าขั้นขีดสุดทำให้สมองของเธอมึนชาไปหมด “ทำไม... ชาติก่อนงั้นเหรอ? ฉันไปทำอะไรให้เธอกัน...” เธอกระซิบถามออกมากับความว่างเปล่าด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและสั่นกลัว พราพราวฟ้าใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงในการรวบรวมความกล้าและกำลังใจอันน้อยนิด เธอพยายามพยุงร่างกายที่ระบมไปทั้งตัวลงจากเตียงอย่างยากลำบาก ขาทั้งสองข้างสั่นเทาจนแทบรับน้ำหนักของเธอไม่ไหว ทุกก้าวที่เรียวขาสวยเดินผ่านพื้นไม้สักทองส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดชวนให้ประ
พราวฟ้ายกมือที่สั่นเทาขึ้นอย่างช้าๆแล้วเกาะขอบประตูไม้สักเอาไว้เพื่อ พยุงร่างกายขอวตัวเองที่ปวดร้าวราวกับว่าจะแตกเป็นออกเสี่ยงๆ ก่อนที่เธอจะเดินกลับเข้ามาในห้องนอนอย่างเชื่องช้า ทันทีที่ประตูกระจกบานเลื่อนริมระเบียงปิดลง เสียงพายุฟ้าฝนที่โหมกระหน่ำภายนอกก็ซาลงไปบ้างเเล้ว แต่ทว่ากลับเป็นความเงียบสงัดที่เข้ามาแทนที่และมันทำให้อุณหภูมิภายในห้องนอนของพราวฟ้าลดฮวบลงจนเธอเริ่มหนาวสั่นมากขึ้นกว่าเดิมจนเธอมองเห็นได้ว่าลมหายใจของตัวเองที่พ่นออกมาเป็นไอขาวจางๆ กริ๊ก... กริ๊ก... พราวฟ้าพยายามกดเปิดสวิตช์ไฟฟ้าข้างผนังห้อง แต่ความมืดก็ยังคงครอบงำอยู่ดี มีเพียงแค่แสงไฟสลัวจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือของเธอที่วางอยู่บนหัวเตียงสว่างวาบขึ้นมา พราวฟ้าเดินไปตามแสงนั่นก่อรเธอจะยกมือถือขึ้นมาเปิดดู เป็นการแจ้งเตือนข้อความจากผู้จัดการส่วนตัวของเธอเอง พี่บี {พราวลูก...หนูอย่าลืมนะจ๊ะ ว่าวันพรุ่งนี้จะมีกองถ่ายโฆษณาเครื่องสำอางในตอนแปดโมงเช้า ตัวนี้สำคัญมากเลยน่ะ ลูกค้าขอแบบหน้าเป๊ะๆห้ามโทรมเด็ดขาดเลยน่ะ นอนไวๆ นะลูก ฝันดีจ้ะ} หน้าเป๊ะงั้นเหรอ พราวฟ้ายิ้มหยันให้กับตัวเอง สภาพแบบนี้ของเธอจะเอาอะไรมาหน้าเป๊ะ







