ANMELDEN
ณ โรงแรมแห่งหนึ่ง“อยากได้แม่บ้านไปดูแลบ้าน ไม่ใช่ผู้หญิงอย่างว่า”
ภูมิพยัตโวยวายหัวเสียอยู่ในห้องพักของโรงแรม จากโรงงานมาในเมืองไกลร่วมร้อยกิโลเมตร หากได้เข้าเมืองมาทำธุระอะไรก็ตามแล้วเย็นย่ำนักเขาก็มักจะนอนค้างที่โรงแรม ไม่มีความจำเป็นต้องฝืนขับรถกลับแบบเมื่อยๆให้เหนื่อยเกินความจำเป็น ก็เขาเป็นเจ้าของ “โรงงานแปรรูปไม้ภูมิพยัต” เงินทุนจดทะเบียนมากกว่า 36 ล้านบาทนี่ เขาจะนอนไหนจะทำอะไรก็ได้ เหมือนกับที่เขากำลังเสียงดังใส่เจนนี่ สาวประเภทสองที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ในห้องพักของเขา
“เจนนี่ขอโทษค่ะคุณพยัต”
เสียงแหลมพูดขึ้นทั้งที่ปากคอสั่น ผู้ชายคนนี้แม้จะอายุเพียงสามสิบต้นๆ แต่ดูน่าเกรงขาม และชื่อเสียงความโหดเหี้ยมเอาแต่ใจก็ดังกระฉ่อนพอๆ กับความร่ำรวยของเขาเองด้วย
“ไม่อยากได้คำขอโทษ อยากได้แม่บ้าน ทำความสะอาดบ้าน ทำกับข้าว โทรมาสั่งแล้วว่าให้หาไว้ให้ ผมจะกลับโรงงานเย็นนี้แล้วจะได้ไหม?”
ภูมิพยัตพูดน้ำเสียงราบเรียบแต่แววตาดุดันทำให้หญิงสาวอรชรในชุดรัดรูปเน้นสัดสวนไม่กล้าสบตาด้วย ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจ
ใช่! เขาเคยใช้บริการเจนนี่ ให้จัดหาคู่นอนมาปรนเปรอเป็นครั้งคราว แต่ที่เขาโทรศัพท์สั่งเจนนี่ไว้ตั้งแต่สองวันก่อนว่า จะเข้ามาทำธุระในเมือง และอยากให้เจนนี่ช่วยหาแม่บ้านไปทำงานบ้านนั้น กลับกลายเป็นว่าเจนนี่หาคู่ขาให้เขาเสียนี่ ป้าประนอมก็ลาออกไปเลี้ยงหลานแล้ว ตอนนี้ที่บ้านไม่มีใครคอยดูแลเรื่องทำความสะอาด จะหาแบบไปกลับก็คงไม่ได้เพราะบ้านไกลผู้ไกลผู้คนนัก ไอ้ตอนที่โทรมาก็รับปากเสียดิบดีว่าจะจัดการให้ แต่พอเอาเข้าจริงกลับได้คนละอย่างที่ต้องการ
“อีกสักสองสามวันได้ไหมคะคุณพยัต เจนนี่หาแม่บ้านจริงๆให้”
“จะกลับคืนนี้ ถ้าไม่ได้ก็ไม่เอาแล้ว แล้วก็อย่าหวังว่าจะได้เงินจากผมอีกไม่ว่ากรณีใดก็ตาม”
“อย่านะคะคุณพยัต ให้โอกาสเจนนี่แก้ตัวอีกหน่อยนะคะ”
“เสียเวลาเปล่า ผมให้อีกชั่วโมงเดียว ผมอาบน้ำเสร็จจะเช็กเอ้าท์ออกแล้ว คุณก็รู้ว่าผมพูดคำไหนคำนั้น ออกไปได้แล้ว ไป!”
“ค่ะๆ” เจนนี่รีบคว้าผู้หญิงที่พามาให้ภูมิพยัตออกจากห้องไปทันที
ชายหนุ่มได้แต่เสยผมอย่างหงุดหงิด มาคุยกับลูกหนี้ก็ไม่ได้เรื่องได้ราว เสียเวลาขับรถมาแท้ๆ ไปกลับก็สองร้อยกว่ากิโลเมตรเข้าไปแล้ว อยากได้แม่บ้านแม่ครัวก็ไม่ได้ หายากหาเย็นเสียจริง เขาโคลงศีรษะไปมาแล้วถอดเสื้อยืดคอวีออกโยนไปบนเตียงนอน ตามด้วยกางเกงยีนที่สวมอยู่ เหลือเพียงกางเกงชั้นในตัวเดียวเดินเข้าห้องอาบน้ำไป ขากลับแวะซื้อไม้ถูพื้นก็แล้วกัน นี่คงถึงคราวที่ต้องกวาดบ้านถูบ้านแล้วล่ะมั้ง
ร่างกายเปลือยเปล่ายืนใต้ฝักบัว ผิวสีเข้มแบบหนุ่มลูกทุ่งกับความสูง185เซนติเมตร มันดึงดูดสายตาสาวๆนัก แต่หลายคนเมื่อเห็นรอยแผลเป็นตามร่างกายของเขามักหวาดกลัว เขาอายุเพียง32ปีเป็นเจ้าของโรงงานแปรรูปไม้ภูมิพยัต เขาสืบทอดกิจการต่อจากบิดาที่เดิมที่เป็นเพียงโรงงานแปรรูปไม้เล็กๆ มีโต๊ะเลื่อยไม้แต่โต๊ะเดียว แต่เดี๋ยวนี้เนื้อนี่เกือบหกไร่ เครื่องจักรเต็มรูปแบบ แปรรูปไม้ยางพาราเป็นไม้แผ่นแบบต่างๆ ตามแต่โรงงานฟอร์นิเจอร์สั่งทำ บางส่วนส่งขายต่างประเทศ และเขากำลังขยายตลาดไปญี่ปุ่นและโซนยุโรป
หลังจากที่เขาตัดสินใจสืบทอดกิจการของพ่อ เขาทำงานหนัก เรียนรู้งานตั้งแต่วัยรุ่น ไม่ได้เที่ยวเล่นเหมือนคนอื่น แต่มันก็คุ้มค่ากับตัวเลขในบัญชีธนาคาร เมื่อการเงินคงที่เขาปลูกบ้านใหม่ให้พ่อกับแม่ ส่วนบ้านของเขาอยู่ห่างกันราวยี่สิบเมตร เขาไม่ใช่เด็ก ไม่ได้อยากได้แค่ห้องส่วนตัว แต่การพื้นที่ของตัวเอง แน่นอนว่าอายุขนาดนี้แล้วแม่มักเคี่ยวเข็ญถามเรื่องผู้หญิงที่จะมาอยู่เป็นคู่ชีวิตเสมอ
แม่คงลืมไปว่าผู้หญิงมีเยอะ แต่คนที่จะอยู่ด้วยนั้นมันไม่ง่ายเอาเสียเลย ใครจะอยากอยู่ไกลแสงสี ไม่มีห้างสรรพสินค้า ไม่มีโรงภาพยนตร์ คนอย่างภูมิพยัตไม่ขาดแคลนผู้หญิง แต่คนที่อยู่กับเขาโดยไม่หวังเงินนะ เขาอยู่จนอายุ 32 แล้วยังไม่เจอเลย
ภูมิพยัตสระผมแล้วปิดน้ำ เขารู้สึกได้ยินเสียงประตูห้องของเขาเปิดหรือปิดลง ไม่แน่ใจว่าตัวเองล็อกห้องก่อนเข้าห้องน้ำหรือเปล่า เขาหยิบผ้าขนหนูพับท่อนล่างที่เปลือยเปล่า และหยิบอีกผืนเช็ดผมสั้นรองทรงของตัวเองแล้วเดินออกมา แล้วเขาก็ต้องขมวดคิ้วที่เห็นด้านหญิงสาวร่างเล็กยืนแอบที่ประตู โดยที่ยังแง้มหน้าโผล่ดูด้านนอก
“ทำอะไรนะ”
“ว้าย!” หญิงสาวร้องอย่างตกใจ รีบหมุนตัวมาดู แต่พอเห็นอีกฝ่ายอยู่ในชุดผ้าขนหนูผืนเดียวก็ก้มหน้างุดทันที
“เป็นอะไรของคุณ”
ภูมิพยัตกอดอก ก้มมองตัวเองด้วยความแปลกใจ ปกติผู้หญิงคนไหนเห็นเขาในสภาพนี้ก็มีแต่อ่อนระทวยทั้งนั้น เพิ่งจะมียัยเด็กผอมกะหร่องคนนี้ที่เอาแต่ก้มหน้า ดวงตาคมกริบจ้องมองอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เธอสวมชุดกระโปรงดูน่ารักเหมือนเด็กสาว ยืนกอดกระเป๋าเหมือนกระเป๋าเสื้อผ้าใบย่อม เขารู้สึกถึงคนที่วิ่งผ่านหน้าห้องของเขาไปพร้อมเสียงพูดคุยที่ฟังไม่ถนัดนัก แต่กลับทำให้ผู้หญิงคนนั้นกระเถิบกายเข้ามาในห้องมากขึ้น ราวกับกลัวคนอื่นจะรู้ว่าเธออยู่ตรงนี้
“เจนนี่ส่งมาใช่ไหม” เขาถามทำลายความเงียบตรงหน้าทิ้ง
“อ่ะ...เอ่อ...” เธอเงยหน้ามองเขา อึกอักพูดไม่ออกเหมือนคนติดอ่าง
“ที่จะมาทำงานเป็นแม่บ้านใช่ไหม”
“ค่ะ ทำงานค่ะ เป็นแม่บ้านค่ะ” แล้วเธอก็พูดออกมาจนได้ “ฉันทำอาหารได้ ทำความสะอาดบ้าน ซักเสื้อผ้าหรือรดน้ำพราดดินต้นไม้ก็ได้ค่ะ”
“โอเค อยากได้แค่คนทำความสะอาดบ้านกับทำอาหาร เสื้อผ้านี่มีเครื่องซักผ้าคิดว่าคงไม่หนักหน้ากับเด็กอย่างเธอ” เขาประเมินด้วยสายตา
“อายุเท่าไหร่แล้ว ฉันจะโดนข้อหาพรากผู้เยาว์หรือเปล่า”
“ยี่สิบสี่แล้วค่ะ” เธอทำตาดุใส่ แต่ประโยคของหญิงสาวทำให้เขาหัวเราะพรืดออกมา
“ตัวเล็กเหมือนเด็กขาดสารอาหาร”
“ก็คุณมันตัวโตเป็นยักษ์เองนี่” เธอเถียงเขา แต่พอรู้ตัวก็หุบปาก
ภูมิพยัตรู้สึกชอบใจ ไม่ค่อยมีใครกล้าต่อปากต่อคำกับเขาบ่อยนัก เอาเถอะ ตัวเล็กๆแบบนี้ทำงานบ้านคงพอไหว ไม่ได้ให้ไปทำงานในโรงงานนี่คงไม่เป็นอะไร เอาไว้ถ้าทำไม่ไหวค่อยส่งกลับละกัน ไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว
“อยู่กินที่บ้านผม ส่วนเงินเดือนนี่ผมให้ได้เดือนล่ะเก้าพัน กินอยู่ที่บ้านพร้อม ถ้าทำงานดีค่อยเพิ่มให้แต่ถ้าไม่ไหวส่งกลับอย่างเดียว”
“ได้ค่ะได้”
“คุณเอาเสื้อผ้ามาแล้วใช่ไหม” เขามองไปที่กระเป๋าใบย่อมของเธอ
“ค่ะ ไปได้เลยค่ะ” เธอรีบพูดเหมือนกลัวเขาจะเปลี่ยนใจ
“ดี ผมก็ไม่อยากขับรถกลางคืน” เขาพยักหน้า “ช่วยเก็บกระเป๋าให้ผมด้วย ขอใส่เสื้อผ้าเดี๋ยว จะได้เช็กเอ้าท์ออกไปเลย”
“ค่ะๆ ได้ค่ะ”
สั่งอะไรก็ทำ ภูมิพยัตนึกในใจเมื่อเห็นหญิงสาววางกระเป๋าตัวเองแล้วเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า หยิบเป้ของเขาออกมากับเสื้อผ้าที่แขวนไว้สองสามตัวมาพับ เขามองเพลินจนลืมไปว่าตัวเองต้องไปนุ่งผ้าให้เรียบร้อย
“อ้อ! คุณชื่ออะไร”
“ไปรยาค่ะ เรียกปรายก็ได้” หญิงสาวหันมายิ้มให้ “แล้วคุณละคะ ต้องเรียกเจ้านายหรือคุณผู้ชายไหม?”
ชานนท์อยากเขกหัวน้อยๆ ของหญิงสาวนัก! แต่เห็นสีหน้าเคร่งเครียดจริงจังของณิชาแล้ว เขาก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมา ยื่นหน้าไปใกล้ทำให้ณิชาเอนหลังถอยหนีอย่างไม่รู้ตัว ทำให้อีกฝ่ายตามติด จนกระทั้งแผ่นหลังของหญิงสาวแนบชิดไปกับเบาะโซฟาณิชาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นรัว ตั้งแต่ตัดสินใจคบหากันอย่างเป็นทางการและมาอาศัยพักค้างคืนที่คอนโดของเขาทุกครั้งที่เข้ากรุงเทพฯ แม้จะนอนเตียงเดียวกัน นอกจากจูบแล้วเขายังไม่เคยล่วงเกินเธอเลย“เป็นพี่ต่างหากที่กลัวว่าจะทำให้น้องเตยไม่พอใจ”“อะไรนะคะ” หญิงสาวทำหน้างุนงง ลืมไปว่าตอนนี้ตัวถูกร่างกายของเขากักขังไว้“พี่อายุมากกว่าเตยตั้งสิบปีเชียวนะ” เมื่อหมาป่าอยู่ใกล้ลูกแกะน้อย ก็อดสูดดมกลิ่นหอมจากเรือนกายสาวไม่ได้“เตยไม่อายเหรอมีแฟนแก่”“พี่นนท์แก่ที่ไหนกัน” ณิชาหัวเราะเบาๆ แล้วยื่นหน้าไปหอมแก้มเขาอย่างเอาใจ แต่เมื่อเธอผละจากแก้มของเขา ชายหนุ่มฉวยโอกาสประกบริมฝีปากกดจูบทันทีเมื่อร่างกายบดเบียนแนบชิด ชานนท์ก็ไม่ต้องการให้เธอคิดเหลวไหลอะไรอีก เพียงแค่ได้จูบคนที่เขารัก ร่างกายก็ตื่นตัวอย่างแข็งขัน หลายเดือนมานี่เขาต้องทนอดกลั้นเพียงเพราะรอให้หญิงสาวคุ้นเคยกับเ
“ห้ามคิดอะไรทั้งนั้น” เขาห้ามเธอไว้ก่อน “พี่กับวีว่าไม่ได้เป็นอะไรกัน”“แต่เคยมีอะไรกัน” เธอไม่ใช่เด็กเรื่องแบบนี้เข้าใจได้“มันเป็นอดีตไปแล้วนะครับ” เขายื่นมือไปกุมมือเธอไว้“เราจะมีปัจจุบันด้วยกันใช่ไหมครับที่รักของพี่”หญิงสาวเพียงถอนหายใจเบาๆ ไม่มีใครไม่มีอดีต เธอก็หวังว่าตัวเองจะรับมือกับเรื่องเหล่านี้ได้ เธอพยักหน้ารับอย่างจนใจ เขาเปิดประตูรถให้เธอเข้าไปนั่งแล้วรีบเดินอ้อมรถไปฝั่งคนขับ เห็นหญิงสาวนิ่งไปก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เขายื่นหน้าไปใกล้แต่พออยู่ใกล้ก็อดใจไม่ไหว หอมแก้มและคลอเคลียจนหญิงสาวสะท้าน “พี่นนท์”“ว่าไงจ๊ะ คนดีของพี่” “เตย...เตยไม่เก่งนะ”“หือ?” เขาถอยกลับมาเล็กน้อย สีหน้าแปลกใจ “เรื่องอะไรครับ”“เรื่องนั้น...” “เรื่องไหน?” เขาจนใจกับคำพูดของเธอ“เรื่อง...เรื่องนั้นนั่นแหละ เตยกลัวทำให้พี่นนท์ไม่มีความสุข” พอเห็นอาการเขินอายหน้าแดงลามไปทั้งตัว เขาก็เข้าใจความหมาย“เรื่องนั้น พี่สอนให้ก็ได้” ชานนท์ยกมือเรียวขึ้นมาจูบฝ่ามือของเธอเบาๆ แต่สายตายังจ้องมองที่ใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้า“พี่รักเตย มันไม่มีอะไรมีความสุขได้มากเท่ากับการได้อยู่กับคนที่เรารัก”หญิงสาว
“ทำไมคะ” คราวนี้ณิชาสีหน้ากังวล เกรงว่าตัวเองจะทำอะไรไม่ถูกกาลเทศะ“ก็น้องเตยจะทำให้ผู้ชายคนอื่นเกลียดพี่ที่ได้แฟนสวยขนาดนี้ไงล่ะ” เขายิ้มกริ่มส่งสายตาเจ้าชู้“บ้าแล้ว” หญิงสาวยิ้มเขินแล้วอาหารก็ยกมาเสิร์ฟ เพราะเขาสั่งไว้รอแล้ว เป็นดินเนอร์ใต้แสงเทียนที่เพลิดเพลินอาหารอร่อย และไวน์แดงก็หอมหวานจนเธอหน้าแดง“เตยขอตัวไปห้องน้ำสักเดี๋ยวนะคะ”“ให้พี่ไปเป็นเพื่อนไหม”“เตยไปเองได้ค่ะ ไม่ได้เมาเสียหน่อย” เธอลุกขึ้นแล้วเดินออกไปชานนท์รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชายที่น่าอิจฉาเสียจริง เขารู้ว่าณิชาเป็นคนสวยแต่ไม่คิดว่า เธอจะสวยและมีเสน่ห์มากขนาดนี้ ขณะยกแก้วไวน์ขึ้นเดิม หญิงสาวในชุดสีดำก็เดินเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมของน้ำหอมราคาแพงทำให้เขาฉุนจมูก ชานนท์เงยหน้าขึ้นมองแล้วก็ต้องทำประหลาดใจที่เห็นวีว่าปรากฏตัวตรงหน้า“จะไม่เชิญให้นั่งหรือคะ” วีว่าส่งถามแล้วส่งสายตาเย้ายวน“ผม...” เขาต้องไล่เธอไปใช่ไหม แต่ระหว่างเขากับเธอไม่ได้เป็นอะไรกันนอกจากคู่ขาที่ต่างมีความสุขด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าไล่ไปดื้อๆ ก็จะเหมือนคนร้อนตัวไปหน่อย“วันนี้ผมมากับคนรัก” เขาพูดตรงไปตรงมาจนวีว่าตกใจ ผู้ชายอย่างชานนท์นะหร
“ก็ระดับวีว่าแล้ว ปกติใส่แต่ของนอก นี่เพราะรุ่นพี่ที่รู้จักกันแนะนำมาถึงได้ยอมมาหรอกนะ” “ค่ะๆ” พนักงานยิ้มแย้มแต่ในใจตรงข้าม ทำไปเพราะหน้าที่ทั้งนั้น“วีว่าเอาชุดนี่แหละค่ะ จ่ายด้วยบัตรค่ะ”หญิงสาวกระตุกยิ้มที่มุมปาก ไม่แน่ใจหรอกว่าเรื่องที่สองคนนั้นพูดจริงเท็จแค่ไหน แต่เรื่องที่ชานนท์ไปพักฟื้นร่างกายต่างจังหวัดไม่ได้บอกใครในช่วงนั้นเป็นเรื่องจริง แต่จะเป็นอะไรไปถ้าเธอจะแวะไปเยี่ยมเยือนคู่ขาสักหน่อยณิชาถูกเพื่อนสาวจับแปลงโฉมเสียจนเจ้าตัวได้แต่ยืนจ้องเงาตัวเองในกระจกตรงหน้า ชุดเดรสสีม่วงเป็นแบบปาดไหล่ เธอไม่เคยใส่เสื้อเปิดเปลือยช่วงไหล่แบบนี้ ตัวกระโปรงยาวคลุมเข่า มันไม่ดูเซ็กซี่อย่างที่ข้าวหอมพูดจริงๆ นั้นแหละ เพียงแค่เธอไม่คิดว่าผู้หญิงในกระจกเป็นเธอ“สวยมาก” ข้าวหอมพูดอย่างภูมิใจ“แค่ไปกินข้าว ต้องแต่งตัวขนาดนี้เหรอ”“ดินเนอร์ใต้แสงเทียน โรงแรมหรู วิวสวย มันสุดยอดที่สุดเลยนะเตย” ข้าวหอมจิ้มหน้าผากเพื่อนเบาๆ ผมยาวของณิชาถูกปล่อยให้ยาวสยายเพราะเจ้าตัวอายที่จะอวดไหล่เนียน“ฉันต้องไปแล้วล่ะ”“รอเดี๋ยวนะ รอคนขับรถก่อน”“เตยมีรถ เตยขับไปเองก็ได้” ณิชาคิดแบบนั้นเลยไมได้ให้ชานนท
ปกรณ์เดินเข้ามาในร้านกาแฟข้างโรงพยาบาลเอกชนที่เขาทำงานอยู่ ใบหน้าของมีรอยยิ้มทันที่ที่เห็นหญิงสาวที่นัดไว้นั่งรออยู่ก่อนแล้ว แต่เจอครั้งนี้ดูแววตาเป็นประกายทั้งสุขและทุกข์ปนกันอยู่“เตยเอาเงินมาคืนค่ะ”“จ๊ะ เป็นลูกหนี้ที่น่ารักที่สุดที่พี่เคยเจอมาเลย” เขายิ้มแล้วยื่นมือไปรับเงินโดยไม่นับมาใส่กระเป๋า“กาแฟไหมคะ เตยเลี้ยงได้นะ” เธอหัวเราะจนตาหยี“นี่แหละที่ต้องการ” เขาดีดนิ้วแล้วมองหญิงสาวตรงหน้า “เอาอะไรดี”“วันนี้เตยกินไปสองแก้วแล้วค่ะ ขอเป็นนมปั่นได้ไหมคะ”“ได้ครับ พี่จัดให้” ปกรณ์ลุกขึ้นไปสั่งเครื่องดื่มแล้วเดินกลับมานั่งที่เดิม“วันนี้มาขายของเหรอครับ เป็นไงขายดีไหม?” เขาชวนคุย“ค่ะเกลี้ยงเลย” เธอยิ้มกว้างแล้วหยิบถุงกระดาษส่งให้ “คราวนี้กระปุกใหญ่ค่ะ เชิญกินให้เต็มที่เลย” ปกรณ์รับถุงกระดาษลายสวยมาดู ข้างในเป็นกระปุกน้ำพริกหลายชนิด ชายหนุ่มหัวเราะอารมณ์ดีและรับไว้ด้วยความเต็มใจอย่างมาก“ไปขายที่ไหนบ้าง คราวหน้าพี่จะไปอุดหนุน”“วันนี้ไปที่บริษัทของพี่นนท์มาค่ะ”“พี่นนท์? ไอ้ชานนท์นะเหรอ” “ค่ะ พี่ปกรณ์ยังเจอพี่นนท์อยู่ไหม” “อ้อ! ก็เจอกันบ้าง” ปกรณ์รับแก้วกาแฟของตั
ราวกับชานนท์ล่วงรู้ความคิดของคนรัก เขาสั่งให้พนักงานเคาน์เตอร์ฝ่ายประชาสัมพันธ์คอยส่งข่าว ทันทีที่เห็นว่าณิชาขายข้าวเสร็จ เขาไม่โกรธหรอกหากเธอจะวิ่งหนี พ่อกับแม่ของเขาทำอะไรไว้เยอะ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เขาจริงใจกับณิชาและสัญญากับพ่อของเธอไปแล้วว่าจะไม่ทำให้ลูกสาวคนเดียวของท่านต้องเสียใจมันไม่ใช่คำว่าช้าหรือเร็ว เพราะสามปีที่ผ่านมา เขาทนทุกข์กับความคิดถึงและเข้าใจผิดมาตลอด ชีวิตที่เคยป่วยเฉียดตายมาแล้วทำให้รู้ซึ้งถึงคุณค่าของชีวิตใหม่ที่ได้คืนมา เขาอยากจะรักษาทุกนาทีที่มีไว้กับคนที่เขารักหลังประชุมผู้บริหารระดับสูงแล้ว พ่อกับแม่ร้อนใจจะพูดเรื่องผู้หญิงคนที่ลูกเรียกว่าแฟนคนนั้น เมื่อได้อยู่ตามพร้อมหน้าสามคนพ่อแม่ลูก แม่ก็เปิดฉากทันที“แกอย่าบอกแม่นะว่าแกจริงจังกับยัยเด็กคนนั้น” แม่พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอย่างมาก“ครับ”“เรื่องนี้เรากลับไปคุยกันที่บ้านไม่ดีกว่าเรอะ” พ่อถอนหายใจเบาๆ ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ ตัดหางไอ้ลูกคนนี้ไปแล้ว ไม่คิดว่าจะมีวันที่มัน เอ๊ย! ลูกหันมาสนใจงานในครอบครัวแบบนี้เลยด้วยซ้ำ“ฉันร้อนใจ แบกกลับบ้านไม่ไหวหรอก” ดุพ่อเสร็จก็หันไปดุลูก “ผู้หญิงที่แม่เลือกให้ตั้
“ไอ้เสือ หนูปรายเขาก็ทักทายก็ตอบเขาหน่อยซิ” คุณบุญมาดุลูกชาย“ต้องพูดอะไร ก็เห็นอยู่แล้วว่ายืนอยู่ตรงนี้ก็แสดงว่ากลับมาแล้วซิ คนถามนั้นแหละถามอะไรไม่รู้จักคิด”“เขาไม่ได้ถามเขาเรียกคำทักทาย” คราวนี้คุณรำเพยช่วยอธิบาย แต่ไม่หรอกนางเข้าข้างไปรยาสุดฤทธิ์ “พ่อแม่ครับ นั่นแม่บ้านนะครับ แล้วนี่ผมเป็นลู
“เป็นแม่บ้านจริงๆ ผมหาคนมาแทนป้าประนอมได้แค่นี้ล่ะ” เขาเสยผมทำหน้าเบื่อหน่าย แต่พอเหลือบมองใบหน้าคนข้างๆ ที่เขินหน้าแดงจัดก็อดยอมรับไม่ได้ว่าเธอมีใบหน้าสวย ดวงตากลมโต ปากนิด จมูกหน่อย มีอะไรให้ชวนมองไม่น้อยเหมือนกัน“ชื่ออะไรล่ะหนู” ผู้เป็นพ่อถามด้วยความเอ็นดู“ไปรยาค่ะ เรียกปรายก็ได้” เธอยกมือไหว
“ห้าล้าน! คุณอาเล่นพนันเสียเงินไปห้าล้าน! ทำไมคุณอาไม่เอาบ้านเอารถไปเข้าธนาคารละคะ? ทำไมต้องให้ปรายมาที่นี่”“อาหมุนเงินไม่ทันหรอก ทั้งบ้านทั้งรถก็ติดไฟแนนซ์ไปหมดแล้ว ปรายต้องช่วยอานะ”“จะช่วยอายังไงคะ ปรายไม่มีเงินขนาดนั้นหรอกค่ะ”“ก็หนูไง”“อะไรนะคะ ปรายไม่เข้าใจ”“ก็เอาตัวปรายไปใช้หนี้แทนก่อนไง”
“ผมภูมิพยัต เรียกพยัตก็พอ อ้อชื่อผมเขียนด้วยพานยักษ์ไม้หันอากาศตอเต่า พยัตที่แปลว่าฉลาดเฉียบแหลม อย่าสะกดผิดล่ะ” เขาบอกแล้วหยิบกางเกงยีนมาสวม“คุณ!ไปใส่เสื้อผ้าในห้องน้ำซิ!” หญิงสาวยกมือขึ้นปิดหน้า“อะไรกันคุณนี่ก็...” เขาพลอยเขินไปด้วย จำใจต้องหยิบเสื้อผ้าเข้าไปในห้องน้ำอีกรอบ นึกแปลกใจทำไมต้อ







