รถกระบะสีดำพุ่งไปตามถนนสายเล็กด้วยความเร็ว แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านแนวต้นไม้เป็นริ้วสลับกับเงามืดบนพื้นถนน เมฆินทร์กำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดนูน ความเจ็บที่กลางอกยังคงบีบรัดเป็นจังหวะ บางครั้งรุนแรงจนลมหายใจสะดุดแต่นั่นก็ไม่ทำให้เขายอมผ่อนคันเร่งแม้แต่น้อย
ความรู้สึกที่แล่นเข้ามาเมื่อครู่ไม่ใช่เพียงลางสังหรณ์ หากเป็นแรงสะท้อนจากหยดเลือดของเขาซึ่งใช้กดรอยอาคมให้ริสาเมื่อคืน แม้จะไม่ได้ลงยันต์ผูกวิญญาณอย่างสมบูรณ์แต่เลือดของผู้สืบวิชาได้สัมผัสกับรอยบนร่างของหญิงสาวแล้ว มันจึงทิ้งสายเชื่อมบางเบาเอาไว้ มากพอให้เขารับรู้ได้เมื่ออาคมในตัวเธอกำลังคุกคามถึงชีวิต
เมฆินทร์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหมายเลขที่ริสาโทรเข้ามาทิ้งไว้เมื่อคืน เสียงสัญญาณดังเพียงครั้งเดียวแล้วจึงถูกตัดไป ก่อนหน้าจอจะขึ้นแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้ เขากัดกรามแน่นแล้วกดโทรซ้ำอีกครั้งแต่ผลยังคงเหมือนเดิม
“ดื้อจนได้เรื่อง”
เขาพึมพำเสียงต่ำพลางหักพวงมาลัยเข้าสู่ถนนใหญ่ ความรู้สึกปวดร้าวกลางอกแล่นขึ้นมาอีกระลอก คราวนี้รุนแรงจนภาพตรงหน้าพร่ามัวไปชั่วขณะ เมฆินทร์จึงต้องชะลอรถเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อเรียกสติ ก่อนภาพบางอย่างจะวาบเข้ามาในหัวอีกครั้ง ผนังสีขาว แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ ป้ายตัวอักษรสีน้ำเงินเหนือทางเดินและเสียงประกาศเรียกชื่อแพทย์เวรดังแทรกอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย
โรงพยาบาลประจำอำเภอ
เขาเหยียบคันเร่งลงอีกครั้งและในขณะเดียวกัน ภายในห้องฉุกเฉิน แพทย์และพยาบาลหลายคนกำลังล้อมรอบเตียงของริสา จอมอนิเตอร์ส่งเสียงเตือนถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ตัวเลขชีพจรบนหน้าจอเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งสูงผิดปกติแล้วลดฮวบลงในเวลาไม่กี่วินาที ความดันโลหิตตกต่ำทั้งที่ไม่พบเลือดออกหรืออาการแพ้ใด ๆ
“ออกซิเจนลดค่ะ”
พยาบาลรายงานพร้อมรีบนำหน้ากากออกซิเจนครอบลงบนใบหน้าซีดเผือดของริสาในทันที
“เปิดเส้นเพิ่ม ส่งเลือดซ้ำ แล้วเตรียมยา”
แพทย์เวรออกคำสั่งต่อเนื่อง เขาใช้ไฟฉายส่องตรวจรูม่านตาของหญิงสาวก่อนขมวดคิ้วเมื่อพบว่าร่างกายของเธอเย็นจัดเกินกว่าจะอธิบายได้ด้วยค่าต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่บนเครื่องมือ
ริสาไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้นอย่างชัดเจนอีกแล้ว สติของเธอกำลังลอยห่างออกไปเรื่อย ๆ เสียงคนรอบข้างฟังคล้ายดังมาจากใต้น้ำ ขณะที่เงาดำตรงปลายเตียงค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ แขนยาวผิดรูปของมันยื่นออกมาเหนือร่างของเธอ นิ้วมือซีดเทาทั้งห้ากางออกช้า ๆ ก่อนจะหยุดอยู่ตรงกลางอก
ความเย็นจัดแทรกผ่านผิวหนังเข้าไปถึงหัวใจ ริสาพยายามขยับแขน พยายามดิ้นหนีแต่ร่างกายกลับหนักอึ้งจนแม้แต่ปลายนิ้วยังไม่อาจกระดิกได้
“กลับไป...”
เสียงของหญิงสาวดังก้องอยู่ในศีรษะ
“ที่นั่นเป็นของเจ้า...”
ภาพศาลาร้างวาบขึ้นมาในความมืด ประตูไม้เปิดอ้า ต้นตะเคียนใหญ่สั่นไหวท่ามกลางสายฝนและจี้เงินห้อยแกว่งอยู่กลางอากาศราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังถือมันไว้
“กลับมาเสียที...”
ริสาพยายามส่ายหน้าปฎิเสธคำพูดเหล่านั้น ความกลัวทำให้สติที่กำลังเลือนรางดิ้นรนกลับเข้าสู่ร่าง เธอนึกถึงคำเตือนของเมฆินทร์ นึกถึงสายตาเย็นชาของเขาในตอนที่บอกว่าหากรอยดำลามให้รีบกลับไปหา และนึกถึงตะกรุดที่ตนทิ้งไว้ในลิ้นชักเพราะคิดว่าเป็นเพียงของงมงาย
‘ผมบอกคุณแล้ว’...หากเขาอยู่ตรงนี้ก็คงจะพูดกับเธอเช่นนั้นแน่ๆ ความคิดนั้นทำให้เธอทั้งหงุดหงิดและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน เงาดำโน้มตัวลงมาใกล้มากขึ้นจนความมืดจากร่างของมันปกคลุมใบหน้าของเธอทั้งหมดก่อนเสียงหนึ่งจะดังขึ้นแทรกเข้ามาจากที่ไกลแสนไกล
“ริสา!”
ไม่ใช่เสียงของหญิงในศาล เสียงนั้นทุ้ม หนักแน่น และเต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างที่เธอจำได้ดี เงาดำชะงักไปในทันทีเมื่อได้ยินเสียงนั้น ร่างของมันบิดเบี้ยวไปชั่วขณะราวกับเสียงเรียกนั้นทำให้แรงดึงซึ่งพันรอบดวงจิตของเธอคลายตัวลงเล็กน้อย ริสาพยายามเพ่งมองผ่านความมืดแต่ยังไม่ทันเห็นสิ่งใด เสียงเครื่องมือรอบตัวก็ดังชัดเจนขึ้นอีกครั้ง
“ชีพจรลดค่ะ!”
จังหวะนั้นเอง ประตูห้องฉุกเฉินถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เมฆินทร์ก้าวเข้ามาพร้อมกระเป๋าผ้าสีดำในมือ เสื้อของเขาเปียกชื้นด้วยเหงื่อจากการรีบเร่ง ดวงตาคมกวาดมองผ่านผู้คนเพียงครั้งเดียวก็หยุดอยู่ที่ร่างของริสาบนเตียง
พยาบาลคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาขวาง “ญาติเข้าไม่ได้นะคะ”
“ผมต้องเข้าไปหาเธอ”
“คุณต้องรอข้างนอกค่ะ ทีมแพทย์กำลังช่วยคนไข้”
เมฆินทร์มองผ่านไหล่ของอีกฝ่ายไปยังจอมอนิเตอร์ เส้นชีพจรกำลังอ่อนลงขณะที่เงาสีดำบางอย่างซึ่งไม่มีใครนอกจากเขามองเห็น กำลังทอดยาวจากพื้นใต้เตียงขึ้นไปพันรอบลำคอของริสา
“ถ้าผมไม่เข้าไป เธอจะตาย”
“คุณคะ กรุณาออกไปรอก่อน”
เจ้าหน้าที่อีกคนขยับเข้ามาเตรียมพาเขาออกแต่เมฆินทร์ไม่ยอมถอย เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า หยิบสายสิญจน์เส้นหนึ่งขึ้นมาพันรอบข้อมือก่อนบริกรรมถ้อยคำสั้น ๆ ใต้ลมหายใจ
เปลวไฟในหลอดไฟเหนือศีรษะกะพริบวูบหนึ่ง อากาศภายในห้องเย็นลงอย่างฉับพลันจนหลายคนชะงักไป เมฆินทร์อาศัยจังหวะนั้นก้าวผ่านพยาบาลเข้าไปหยุดข้างเตียงของริสา เขาไม่แตะเครื่องมือใด ไม่ขัดขวางการรักษาของแพทย์ เพียงใช้มือข้างหนึ่งกุมข้อมือของริสาไว้แน่น ส่วนอีกมือหยิบตะกรุดเส้นเล็กจากกระเป๋าวางลงกลางอกของเธอ
“คุณทำอะไรครับ” แพทย์เวรถามเสียงเข้ม
“ช่วยเธอในส่วนที่เครื่องของคุณมองไม่เห็น”
“กรุณาถอยออกไปก่อน”
เมฆินทร์ไม่ตอบ เขาหลับตาลงก่อนใช่ปลายนิ้วกดลงตรงชีพจรอันเบาบางและเริ่มบริกรรมคาถาด้วยน้ำเสียงต่ำจนแทบกลืนไปกับเสียงเครื่องมือ
“นะเรียกขวัญ โมเรียกจิต พุทผูกลม ธาประคองชีพ ยะคืนกาย เจ้าของนามคือริสา เจ้าของร่างยังมิสิ้นอายุ ขวัญใดถูกฉุดจงคืน จิตใดถูกลวงจงกลับ อย่าตามเสียงผู้ใด จงกลับเข้าร่างเดี๋ยวนี้”
เส้นสีดำที่พันรอบลำคอของริสากระตุกอย่างรุนแรง เงาดำตรงปลายเตียงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แม้ไม่มีใบหน้า แต่เมฆินทร์กลับรู้สึกได้ว่ามันกำลังจ้องมองเขาอยู่
เสียงกระซิบเย็นเยียบค่อยๆดังขึ้นข้างหูของชายหนุ่ม
“นางเลือกทางของนางแล้ว”
เมฆินทร์ลืมตา ดวงตาคมของเขาแข็งกร้าวขึ้นทันที
“เธอยังไม่ได้เลือกอะไรทั้งนั้น”
ไม่มีใครในห้องได้ยินประโยคนั้นนอกจากสิ่งที่ยืนอยู่ตรงปลายเตียง เงาดำบิดตัวและกระชากสายที่พันอยู่รอบวิญญาณของริสาแรงขึ้น จอมอนิเตอร์ส่งเสียงยาว ตัวเลขชีพจรลดลงจนเกือบเป็นศูนย์
แพทย์เวรรีบขยับเข้ามา “เตรียมกู้ชีพ!”
พยาบาลดึงเมฆินทร์ออกห่างจากเตียงแต่เขายังจับข้อมือริสาไว้ไม่ยอมปล่อย ความเจ็บปวดจากแรงอาคมแล่นผ่านฝ่ามือขึ้นมาถึงหัวใจ รุนแรงจนเลือดซึมออกจากแผลเก่าบริเวณกลางฝ่ามือ
หยดเลือดหนึ่งตกลงบนสายสิญจน์ที่พันรอบข้อมือของริสาและทันทีที่เลือดสัมผัสเส้นด้าย อักขระที่เมฆินทร์ลงไว้เมื่อคืนก็ปรากฏแสงสีแดงจาง ๆ เส้นดำบนขาของหญิงสาวหยุดเคลื่อนไหวชั่วขณะ ขณะที่เงาตรงปลายเตียงชะงักไป
เมฆินทร์ใช้โอกาสนั้นกำข้อมือของเธอแน่นขึ้นก่อนเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ริสา มองผม”
ท่ามกลางความมืด หญิงสาวได้ยินเสียงนั้นชัดเจนยิ่งกว่าเสียงใด เธอพยายามเพ่งมองก่อนจะเห็นแสงเล็ก ๆ ปรากฏอยู่ไกลออกไป ภายในแสงนั้นมีเงาของชายคนหนึ่งยืนอยู่และมือของเขายื่นมาตรงหน้า
“กลับมา” ริสามองมือที่ยื่นมาให้ ความเหนื่อยล้าทำให้เธอแทบไม่เหลือแรงดิ้นรนแต่ทันทีที่เสียงหญิงในศาลากระซิบเรียกเธออีกครั้ง เธอกลับนึกถึงความรู้สึกตอนถูกลากไปตามพื้นไม้ นึกถึงรอยดำที่ค่อย ๆ กัดกินร่างและนึกถึงคำพูดเย็นชาของเมฆินทร์ที่สั่งให้จำเสียงเขาไว้
ไม่ว่าในฝันจะได้ยินใครเรียก เสียงนั้นจะไม่ใช่เขา ริสาจึงรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายยื่นมือออกไปหาแสงตรงหน้า ทันทีที่ปลายนิ้วแตะมือของเมฆินทร์ ความมืดรอบตัวก็แตกร้าวราวกับกระจก เงาดำส่งเสียงกรีดร้องแหลมก่อนสลายหายไปพร้อมกับแรงดึงที่พันรอบร่าง
ริสาสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนร่างทั้งร่างจะกระตุกขึ้นบนเตียง จอมอนิเตอร์กลับมาส่งเสียงเป็นจังหวะอีกครั้ง ตัวเลขชีพจรค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้นจนเข้าสู่ระดับที่พอควบคุมได้
“ชีพจรกลับมาแล้วค่ะ!”
เสียงพยาบาลดังขึ้นท่ามกลางความเร่งรีบ แพทย์เวรยังคงตรวจอาการต่อโดยไม่ลดความระวัง ขณะที่เมฆินทร์ถูกพาออกมารอด้านนอกในที่สุด เขาไม่ได้ขัดขืนอีกเพราะรับรู้ได้แล้วว่าสติของริสากลับเข้าสู่ร่างแม้อาคมจะยังไม่ถูกถอนออกก็ตาม
ชายหนุ่มยืนพิงผนังหน้าห้องฉุกเฉิน มือข้างหนึ่งกุมกลางอก ลมหายใจยังคงหนักจากแรงสะท้อนของอาคม เลือดที่ฝ่ามือหยดลงบนพื้นกระเบื้องทีละหยดแต่เขากลับไม่สนใจจะทำแผล
ไม่นานนัก พลอยกับมนัสก็เดินกึ่งวิ่งมาตามทางเดิน สีหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความกังวล เมื่อพลอยเห็นเมฆินทร์ยืนอยู่หน้าห้องฉุกเฉินก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนถามเขา
“คุณคือคนที่ช่วยพี่ริสาเมื่อคืนหรือคะ”
เมฆินทร์มองหญิงสาวตรงหน้า “เธอเล่าให้ฟังหรือ”
“เล่าไม่มากค่ะ บอกแค่ว่ารถมีปัญหาและมีคนช่วยไว้” พลอยเหลือบมองเลือดบนมือของเขา “แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าพี่ริสาอยู่โรงพยาบาล”