Share

บทที่ 16

Author: TanyaT
last update publish date: 2026-09-03 17:18:07

รถกระบะสีดำพุ่งไปตามถนนสายเล็กด้วยความเร็ว แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านแนวต้นไม้เป็นริ้วสลับกับเงามืดบนพื้นถนน เมฆินทร์กำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดนูน ความเจ็บที่กลางอกยังคงบีบรัดเป็นจังหวะ บางครั้งรุนแรงจนลมหายใจสะดุดแต่นั่นก็ไม่ทำให้เขายอมผ่อนคันเร่งแม้แต่น้อย

ความรู้สึกที่แล่นเข้ามาเมื่อครู่ไม่ใช่เพียงลางสังหรณ์ หากเป็นแรงสะท้อนจากหยดเลือดของเขาซึ่งใช้กดรอยอาคมให้ริสาเมื่อคืน แม้จะไม่ได้ลงยันต์ผูกวิญญาณอย่างสมบูรณ์แต่เลือดของผู้สืบวิชาได้สัมผัสกับรอยบนร่างของหญิงสาวแล้ว มันจึงทิ้งสายเชื่อมบางเบาเอาไว้ มากพอให้เขารับรู้ได้เมื่ออาคมในตัวเธอกำลังคุกคามถึงชีวิต

เมฆินทร์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหมายเลขที่ริสาโทรเข้ามาทิ้งไว้เมื่อคืน เสียงสัญญาณดังเพียงครั้งเดียวแล้วจึงถูกตัดไป ก่อนหน้าจอจะขึ้นแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้ เขากัดกรามแน่นแล้วกดโทรซ้ำอีกครั้งแต่ผลยังคงเหมือนเดิม

“ดื้อจนได้เรื่อง”

เขาพึมพำเสียงต่ำพลางหักพวงมาลัยเข้าสู่ถนนใหญ่ ความรู้สึกปวดร้าวกลางอกแล่นขึ้นมาอีกระลอก คราวนี้รุนแรงจนภาพตรงหน้าพร่ามัวไปชั่วขณะ เมฆินทร์จึงต้องชะลอรถเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อเรียกสติ ก่อนภาพบางอย่างจะวาบเข้ามาในหัวอีกครั้ง ผนังสีขาว แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ ป้ายตัวอักษรสีน้ำเงินเหนือทางเดินและเสียงประกาศเรียกชื่อแพทย์เวรดังแทรกอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย

โรงพยาบาลประจำอำเภอ

เขาเหยียบคันเร่งลงอีกครั้งและในขณะเดียวกัน ภายในห้องฉุกเฉิน แพทย์และพยาบาลหลายคนกำลังล้อมรอบเตียงของริสา จอมอนิเตอร์ส่งเสียงเตือนถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ตัวเลขชีพจรบนหน้าจอเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งสูงผิดปกติแล้วลดฮวบลงในเวลาไม่กี่วินาที ความดันโลหิตตกต่ำทั้งที่ไม่พบเลือดออกหรืออาการแพ้ใด ๆ

“ออกซิเจนลดค่ะ”

พยาบาลรายงานพร้อมรีบนำหน้ากากออกซิเจนครอบลงบนใบหน้าซีดเผือดของริสาในทันที

“เปิดเส้นเพิ่ม ส่งเลือดซ้ำ แล้วเตรียมยา”

แพทย์เวรออกคำสั่งต่อเนื่อง เขาใช้ไฟฉายส่องตรวจรูม่านตาของหญิงสาวก่อนขมวดคิ้วเมื่อพบว่าร่างกายของเธอเย็นจัดเกินกว่าจะอธิบายได้ด้วยค่าต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่บนเครื่องมือ

ริสาไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้นอย่างชัดเจนอีกแล้ว สติของเธอกำลังลอยห่างออกไปเรื่อย ๆ เสียงคนรอบข้างฟังคล้ายดังมาจากใต้น้ำ ขณะที่เงาดำตรงปลายเตียงค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ แขนยาวผิดรูปของมันยื่นออกมาเหนือร่างของเธอ นิ้วมือซีดเทาทั้งห้ากางออกช้า ๆ ก่อนจะหยุดอยู่ตรงกลางอก

ความเย็นจัดแทรกผ่านผิวหนังเข้าไปถึงหัวใจ ริสาพยายามขยับแขน พยายามดิ้นหนีแต่ร่างกายกลับหนักอึ้งจนแม้แต่ปลายนิ้วยังไม่อาจกระดิกได้

“กลับไป...”

เสียงของหญิงสาวดังก้องอยู่ในศีรษะ

“ที่นั่นเป็นของเจ้า...”

ภาพศาลาร้างวาบขึ้นมาในความมืด ประตูไม้เปิดอ้า ต้นตะเคียนใหญ่สั่นไหวท่ามกลางสายฝนและจี้เงินห้อยแกว่งอยู่กลางอากาศราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังถือมันไว้

“กลับมาเสียที...”

ริสาพยายามส่ายหน้าปฎิเสธคำพูดเหล่านั้น ความกลัวทำให้สติที่กำลังเลือนรางดิ้นรนกลับเข้าสู่ร่าง เธอนึกถึงคำเตือนของเมฆินทร์ นึกถึงสายตาเย็นชาของเขาในตอนที่บอกว่าหากรอยดำลามให้รีบกลับไปหา และนึกถึงตะกรุดที่ตนทิ้งไว้ในลิ้นชักเพราะคิดว่าเป็นเพียงของงมงาย

‘ผมบอกคุณแล้ว’...หากเขาอยู่ตรงนี้ก็คงจะพูดกับเธอเช่นนั้นแน่ๆ ความคิดนั้นทำให้เธอทั้งหงุดหงิดและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน เงาดำโน้มตัวลงมาใกล้มากขึ้นจนความมืดจากร่างของมันปกคลุมใบหน้าของเธอทั้งหมดก่อนเสียงหนึ่งจะดังขึ้นแทรกเข้ามาจากที่ไกลแสนไกล

“ริสา!”

ไม่ใช่เสียงของหญิงในศาล เสียงนั้นทุ้ม หนักแน่น และเต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างที่เธอจำได้ดี เงาดำชะงักไปในทันทีเมื่อได้ยินเสียงนั้น ร่างของมันบิดเบี้ยวไปชั่วขณะราวกับเสียงเรียกนั้นทำให้แรงดึงซึ่งพันรอบดวงจิตของเธอคลายตัวลงเล็กน้อย ริสาพยายามเพ่งมองผ่านความมืดแต่ยังไม่ทันเห็นสิ่งใด เสียงเครื่องมือรอบตัวก็ดังชัดเจนขึ้นอีกครั้ง

“ชีพจรลดค่ะ!”

จังหวะนั้นเอง ประตูห้องฉุกเฉินถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เมฆินทร์ก้าวเข้ามาพร้อมกระเป๋าผ้าสีดำในมือ เสื้อของเขาเปียกชื้นด้วยเหงื่อจากการรีบเร่ง ดวงตาคมกวาดมองผ่านผู้คนเพียงครั้งเดียวก็หยุดอยู่ที่ร่างของริสาบนเตียง

พยาบาลคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาขวาง “ญาติเข้าไม่ได้นะคะ”

“ผมต้องเข้าไปหาเธอ”

“คุณต้องรอข้างนอกค่ะ ทีมแพทย์กำลังช่วยคนไข้”

เมฆินทร์มองผ่านไหล่ของอีกฝ่ายไปยังจอมอนิเตอร์ เส้นชีพจรกำลังอ่อนลงขณะที่เงาสีดำบางอย่างซึ่งไม่มีใครนอกจากเขามองเห็น กำลังทอดยาวจากพื้นใต้เตียงขึ้นไปพันรอบลำคอของริสา

“ถ้าผมไม่เข้าไป เธอจะตาย”

“คุณคะ กรุณาออกไปรอก่อน”

เจ้าหน้าที่อีกคนขยับเข้ามาเตรียมพาเขาออกแต่เมฆินทร์ไม่ยอมถอย เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า หยิบสายสิญจน์เส้นหนึ่งขึ้นมาพันรอบข้อมือก่อนบริกรรมถ้อยคำสั้น ๆ ใต้ลมหายใจ

เปลวไฟในหลอดไฟเหนือศีรษะกะพริบวูบหนึ่ง อากาศภายในห้องเย็นลงอย่างฉับพลันจนหลายคนชะงักไป เมฆินทร์อาศัยจังหวะนั้นก้าวผ่านพยาบาลเข้าไปหยุดข้างเตียงของริสา เขาไม่แตะเครื่องมือใด ไม่ขัดขวางการรักษาของแพทย์ เพียงใช้มือข้างหนึ่งกุมข้อมือของริสาไว้แน่น ส่วนอีกมือหยิบตะกรุดเส้นเล็กจากกระเป๋าวางลงกลางอกของเธอ

“คุณทำอะไรครับ” แพทย์เวรถามเสียงเข้ม

“ช่วยเธอในส่วนที่เครื่องของคุณมองไม่เห็น”

“กรุณาถอยออกไปก่อน”

เมฆินทร์ไม่ตอบ เขาหลับตาลงก่อนใช่ปลายนิ้วกดลงตรงชีพจรอันเบาบางและเริ่มบริกรรมคาถาด้วยน้ำเสียงต่ำจนแทบกลืนไปกับเสียงเครื่องมือ

“นะเรียกขวัญ โมเรียกจิต พุทผูกลม ธาประคองชีพ ยะคืนกาย เจ้าของนามคือริสา เจ้าของร่างยังมิสิ้นอายุ ขวัญใดถูกฉุดจงคืน จิตใดถูกลวงจงกลับ อย่าตามเสียงผู้ใด จงกลับเข้าร่างเดี๋ยวนี้”

เส้นสีดำที่พันรอบลำคอของริสากระตุกอย่างรุนแรง เงาดำตรงปลายเตียงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แม้ไม่มีใบหน้า แต่เมฆินทร์กลับรู้สึกได้ว่ามันกำลังจ้องมองเขาอยู่

เสียงกระซิบเย็นเยียบค่อยๆดังขึ้นข้างหูของชายหนุ่ม

“นางเลือกทางของนางแล้ว”

เมฆินทร์ลืมตา ดวงตาคมของเขาแข็งกร้าวขึ้นทันที

“เธอยังไม่ได้เลือกอะไรทั้งนั้น”

ไม่มีใครในห้องได้ยินประโยคนั้นนอกจากสิ่งที่ยืนอยู่ตรงปลายเตียง เงาดำบิดตัวและกระชากสายที่พันอยู่รอบวิญญาณของริสาแรงขึ้น จอมอนิเตอร์ส่งเสียงยาว ตัวเลขชีพจรลดลงจนเกือบเป็นศูนย์

แพทย์เวรรีบขยับเข้ามา “เตรียมกู้ชีพ!”

พยาบาลดึงเมฆินทร์ออกห่างจากเตียงแต่เขายังจับข้อมือริสาไว้ไม่ยอมปล่อย ความเจ็บปวดจากแรงอาคมแล่นผ่านฝ่ามือขึ้นมาถึงหัวใจ รุนแรงจนเลือดซึมออกจากแผลเก่าบริเวณกลางฝ่ามือ

หยดเลือดหนึ่งตกลงบนสายสิญจน์ที่พันรอบข้อมือของริสาและทันทีที่เลือดสัมผัสเส้นด้าย อักขระที่เมฆินทร์ลงไว้เมื่อคืนก็ปรากฏแสงสีแดงจาง ๆ เส้นดำบนขาของหญิงสาวหยุดเคลื่อนไหวชั่วขณะ ขณะที่เงาตรงปลายเตียงชะงักไป

เมฆินทร์ใช้โอกาสนั้นกำข้อมือของเธอแน่นขึ้นก่อนเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ริสา มองผม”

ท่ามกลางความมืด หญิงสาวได้ยินเสียงนั้นชัดเจนยิ่งกว่าเสียงใด เธอพยายามเพ่งมองก่อนจะเห็นแสงเล็ก ๆ ปรากฏอยู่ไกลออกไป ภายในแสงนั้นมีเงาของชายคนหนึ่งยืนอยู่และมือของเขายื่นมาตรงหน้า

“กลับมา” ริสามองมือที่ยื่นมาให้ ความเหนื่อยล้าทำให้เธอแทบไม่เหลือแรงดิ้นรนแต่ทันทีที่เสียงหญิงในศาลากระซิบเรียกเธออีกครั้ง เธอกลับนึกถึงความรู้สึกตอนถูกลากไปตามพื้นไม้ นึกถึงรอยดำที่ค่อย ๆ กัดกินร่างและนึกถึงคำพูดเย็นชาของเมฆินทร์ที่สั่งให้จำเสียงเขาไว้

ไม่ว่าในฝันจะได้ยินใครเรียก เสียงนั้นจะไม่ใช่เขา ริสาจึงรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายยื่นมือออกไปหาแสงตรงหน้า ทันทีที่ปลายนิ้วแตะมือของเมฆินทร์ ความมืดรอบตัวก็แตกร้าวราวกับกระจก เงาดำส่งเสียงกรีดร้องแหลมก่อนสลายหายไปพร้อมกับแรงดึงที่พันรอบร่าง

ริสาสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนร่างทั้งร่างจะกระตุกขึ้นบนเตียง จอมอนิเตอร์กลับมาส่งเสียงเป็นจังหวะอีกครั้ง ตัวเลขชีพจรค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้นจนเข้าสู่ระดับที่พอควบคุมได้

“ชีพจรกลับมาแล้วค่ะ!”

เสียงพยาบาลดังขึ้นท่ามกลางความเร่งรีบ แพทย์เวรยังคงตรวจอาการต่อโดยไม่ลดความระวัง ขณะที่เมฆินทร์ถูกพาออกมารอด้านนอกในที่สุด เขาไม่ได้ขัดขืนอีกเพราะรับรู้ได้แล้วว่าสติของริสากลับเข้าสู่ร่างแม้อาคมจะยังไม่ถูกถอนออกก็ตาม

ชายหนุ่มยืนพิงผนังหน้าห้องฉุกเฉิน มือข้างหนึ่งกุมกลางอก ลมหายใจยังคงหนักจากแรงสะท้อนของอาคม เลือดที่ฝ่ามือหยดลงบนพื้นกระเบื้องทีละหยดแต่เขากลับไม่สนใจจะทำแผล

ไม่นานนัก พลอยกับมนัสก็เดินกึ่งวิ่งมาตามทางเดิน สีหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความกังวล เมื่อพลอยเห็นเมฆินทร์ยืนอยู่หน้าห้องฉุกเฉินก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนถามเขา

“คุณคือคนที่ช่วยพี่ริสาเมื่อคืนหรือคะ”

เมฆินทร์มองหญิงสาวตรงหน้า “เธอเล่าให้ฟังหรือ”

“เล่าไม่มากค่ะ บอกแค่ว่ารถมีปัญหาและมีคนช่วยไว้” พลอยเหลือบมองเลือดบนมือของเขา “แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าพี่ริสาอยู่โรงพยาบาล”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 222

    “ทำไมคุณไม่เคยบอกฉัน” “รอยนั้นหายไปภายในไม่กี่ชั่วโมง ผมเลยคิดว่าอาจเป็นเพียงรอยกดจากผ้าห่อตัว” “คุณไม่ได้คิดแบบนั้นจริง ๆ” เมฆินทร์นิ่ง ริสารู้จักเขาดีพอจะมองออกว่า ชายหนุ่มปิดบังความกังวลนี้มานานเพียงใด “แล้วมีอะไรอีกไหมคะ” “ตอนอายุสองขวบ รดาเคยเดินเข้าไปในห้องเก็บของ” “ห้องที่คุณเก็บสมุดข่อ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 221

    รินรดาในวัยเจ็ดขวบป่วยบ่อยกว่าภูริณมาก บางครั้งเป็นเพียงไข้ต่ำในช่วงหัวค่ำ แต่พอตกดึก อุณหภูมิกลับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เด็กหญิงตัวเล็กจะนอนกระสับกระส่าย เหงื่อซึมเต็มหน้าผาก มือทั้งสองกำผ้าห่มแน่น ริมฝีปากพึมพำถ้อยคำซึ่งไม่มีใครฟังเข้าใจ หมอตรวจไม่พบความผิดปกติร้ายแรง ผลเลือดปกติ ไม่มีการติดเชื้อและ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 220

    “โอ๊ย!” “บอกแล้วว่าอย่าวิ่งเร็ว” ภูริณหันไปจับไหล่รินรดาไว้ไม่ให้ล้มก่อนมองไปยังพาขวัญที่กำลังวิ่งมาหา เด็กหญิงวัยห้าขวบสะดุดก้อนหินจนร่างเล็กเซไปข้างหน้าแต่โชคดีที่ภูริณรีบก้าวเข้าไปรับตัวไว้ได้ทันทำให้พาขวัญตกใจจนสองแขนกอดคอพี่ชายแน่น “เกือบล้มแล้วค่ะ” “เพราะวิ่งไม่ดูทาง” เขาอุ้มเด็กหญิงขึ้นม

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 219

    “พี่ภูริณอย่าแกล้งน้องนะคะ” รินรดากางแขนปกป้องคนตัวเล็กทันที ภูริณเลิกคิ้ว “ยังไม่ได้ทำอะไรเลย” “พี่ทำหน้าน่ากลัว” “หน้าพี่เป็นแบบนี้อยู่แล้ว” “งั้นพี่ก็หน้าดุอยู่แล้วค่ะ” คำตอบตรงไปตรงมาของรินรดาทำให้ริสาหลุดหัวเราะ ส่วนเมฆินทร์ยกมือขึ้นปิดมุมปาก กลั้นรอยยิ้มเอาไว้ ภูริณมองเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 218

    ภรันยังไม่หลับ เขาจ้องมองลูกสาวอยู่เงียบ ๆ จนพลอยเอื้อมมือมาวางทับหลังมือของเขา “พี่กลัวไหม” หญิงสาวถามเบา ๆ “กลัว” คำตอบตรงไปตรงมาทำให้พลอยชะงัก “พี่ก็กลัวเป็นด้วยเหรอ” “กลัวสิ” เขาหันมองเธอ “พี่กลัวเสียเธอกับขวัญไป” ดวงตาของเธอค่อย ๆ แดงขึ้น “พี่จะไม่เสียใครไปหรอก” “อืม” ภรันก้มลงมองพาขวัญ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 217

    เสียงฝนตกกระทบหลังคาเรือนไม้ดังสม่ำเสมอตั้งแต่หัวค่ำ ลมเย็นพัดลอดช่องหน้าต่างเข้ามาเป็นระยะ ทำให้ม่านสีขาวบางขยับไหวราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยแตะต้อง พลอยนั่งพิงหัวเตียง มือหนึ่งลูบเส้นผมดำขลับของเด็กหญิงตัวน้อยที่นอนขดอยู่ข้างกาย พาขวัญเพิ่งอายุครบห้าขวบได้ไม่กี่เดือน ใบหน้ากลมละม้ายคล้ายแม่ แต่ด

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status