คำถามนั้นทำให้เมฆินทร์เงียบไป เขาไม่อาจอธิบายเรื่องสายเลือดและแรงสะท้อนของอาคมให้คนทั่วไปฟังได้และยิ่งไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าหยดเลือดของตนกำลังเชื่อมกับรอยบนตัวริสาอย่างอ่อน ๆ
“เธอพยายามโทรหาผม”
พลอยขมวดคิ้ว “แต่โทรศัพท์พี่ริสาตกอยู่ข้างเตียง ยังไม่ได้กดโทรออกเลยนะคะ”
เมฆินทร์สบตาเธอนิ่งก่อนตอบเสียงเรียบ “บางทีเธออาจโทรก่อนอาการหนัก”
คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้พลอยหายสงสัยแต่ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออกเสียก่อน แพทย์เวรเดินออกมาพร้อมสีหน้าเคร่งเครียด
“ใครเป็นญาติของคุณริสาครับ”
พลอยรีบยกมือ “ฉันเป็นเพื่อนร่วมงานค่ะ ครอบครัวอยู่กรุงเทพฯ กำลังติดต่ออยู่”
“ตอนนี้ชีพจรกับความดันกลับมาคงที่ชั่วคราวแล้วแต่เรายังหาสาเหตุของอาการไม่ได้ ผลเลือดเบื้องต้นไม่พบการติดเชื้อรุนแรง ไม่พบสารพิษทั่วไป และภาพเอ็กซเรย์ก็ไม่พบความผิดปกติที่อธิบายอาการได้”
“แล้วรอยดำที่ขาล่ะคะ”
“เรากำลังส่งตรวจเพิ่มเติม แต่มีเรื่องแปลกอย่างหนึ่ง” แพทย์เวรขมวดคิ้ว “รอยที่เห็นชัดเมื่อครู่จางลงหลังจากชีพจรกลับมาทั้งๆที่ยังไม่ได้ให้ยาที่ควรทำให้เกิดผลเช่นนั้น”
พลอยหันไปมองเมฆินทร์โดยอัตโนมัติแต่ชายหนุ่มยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย
“คนไข้รู้สึกตัวหรือยังครับ” เขาถาม
“ยังไม่เต็มที่ เราจะรับไว้สังเกตอาการก่อน คืนนี้คงต้องอยู่โรงพยาบาล”
เมฆินทร์มองผ่านช่องกระจกเข้าไปภายในห้อง ริสานอนนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้ายังคงซีด มีสายออกซิเจนพาดอยู่ใต้จมูก แม้เครื่องมือแพทย์จะประคองร่างกายไว้ได้แต่อาคมสีดำยังฝังอยู่ใต้ผิวหนังและกำลังรอเวลาฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง
“เธออยู่ที่นี่ไม่ได้”
แพทย์เวรหันมามอง “หมายความว่าอย่างไรครับ”
“อาการจะกลับมาอีก”
“คุณเป็นแพทย์หรือเป็นญาติของคนไข้ครับ”
“ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง”
“ถ้าอย่างนั้นผมคงให้คุณพาคนไข้ออกไปไม่ได้ โดยเฉพาะหลังเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง”
เมฆินทร์กำมือแน่นแต่ไม่ได้โต้เถียง เขารู้ดีว่าต่อให้พยายามอธิบายเรื่องอาคมไป ก็ไม่มีใครยอมให้ย้ายริสาออกจากโรงพยาบาลในสภาพแบบนี้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือเฝ้าจนกว่าเธอจะรู้สึกตัวแล้วให้เจ้าตัวเป็นคนตัดสินใจเอง
พลอยมองชายหนุ่มสลับกับแพทย์ก่อนกล่าวขึ้นอย่างระมัดระวัง “คุณหมอคะ ขอให้เขาเข้าไปเยี่ยมพี่ริสาสักครู่ได้ไหมคะ เขาน่าจะรู้เรื่องรอยที่ขามากกว่าพวกเรา”
แพทย์เวรมีสีหน้าลังเลแต่สุดท้ายก็ยอมให้เข้าเยี่ยมได้ครั้งละหนึ่งคนหลังย้ายคนไข้ไปยังห้องสังเกตอาการ เกือบครึ่งชั่วโมงต่อมา เมฆินทร์จึงได้เข้าไปในห้อง ริสายังคงหลับอยู่โดยที่ใบหน้าดูผ่อนคลายขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ชายหนุ่มลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียงก่อนเปิดผ้าห่มตรวจดูรอยบริเวณข้อเท้า เส้นดำจางลงจริงแต่ไม่ได้หายไป มันเพียงหดกลับไปซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังเพื่อรอให้แรงกดจากเลือดของเขาอ่อนลงก็เท่านั้น
เมฆินทร์หยิบผ้ายันต์แผ่นเล็กออกจากกระเป๋าแล้วสอดไว้ใต้หมอนของหญิงสาว จากนั้นจึงแตะสองนิ้วลงบนข้อมือเพื่อตรวจชีพจร ทันทีที่ทือของเขาสัมผัสกับผิวบาง เปลือกตาของริสาก็ขยับเล็กน้อยก่อนค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างยากลำบาก
ดวงตาพร่ามัวกะพริบหลายครั้งจนมองเห็นใบหน้าคมเข้มของคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงชัดขึ้น
“คุณ...มาได้ยังไง” น้ำเสียงของเธอแหบแห้งจนแทบไม่มีเสียง
เมฆินทร์มองเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
“ผมเตือนคุณแล้ว”
ริสาหลับตาลงอย่างอ่อนแรง “รู้แล้ว...ไม่ต้องซ้ำ”
“ถ้ารู้จริง คุณคงไม่ทิ้งตะกรุดไว้แล้วมาโรงพยาบาล”
หญิงสาวลืมตาขึ้นอีกครั้ง “คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันทิ้งไว้”
“ถ้าคุณพกมันอยู่ อาการคงไม่ทรุดเร็วขนาดนี้”
“ฉันคิดว่าหมอจะช่วยได้”
“หมอช่วยร่างกายคุณได้ แต่อาคมไม่ใช่สิ่งที่ตรวจเจอในเลือดหรือภาพเอ็กซเรย์”
ริสาเม้มริมฝีปาก สีหน้าของเธอแสดงความไม่พอใจแต่ครั้งนี้กลับไม่มีแรงพอจะเถียงเช่นเดิม เมฆินทร์มองท่าทางนั้นแล้วถอนหายใจเบา ๆ
“รอยถูกกดไว้ชั่วคราว คุณยังไม่ปลอดภัย”
“ชั่วคราวอีกแล้วหรือ”
“เพราะคุณไม่ยอมทำตามที่ผมบอก”
“ฉันไม่สามารถเชื่อทุกอย่างที่คนแปลกหน้าพูดได้ทันที”
“แต่คุณเชื่อข้อความจากเบอร์แปลกหน้าแล้วเดินเข้าป่าคนเดียว”
ริสาเงียบไปทันที เมฆินทร์จึงลุกขึ้น เตรียมเดินออกจากห้องแต่หญิงสาวกลับยกมือคว้าชายเสื้อของเขาไว้เบา ๆ แรงของเธอแทบไม่มีแต่ว่าเพียงพอให้ชายหนุ่มหยุดฝีเท้า
“จะไปไหน”
“ไปเอาของที่คุณทิ้งไว้”
“ตอนนี้หรือ”
“ก่อนรอยจะตื่นขึ้นมาอีก”
ริสาค่อย ๆ คลายมือออกจากชายเสื้อ ท่าทางคล้ายไม่อยากยอมรับว่าตนรู้สึกไม่สบายใจเมื่อเขากำลังจะจากไป เมฆินทร์มองมือของหญิงสาวก่อนเลื่อนสายตากลับไปยังใบหน้าซีดเผือด
“ผมจะกลับมา”
“ฉันไม่ได้ถามว่าจะกลับมาหรือเปล่า”
“คุณแน่ใจหรือ”
ริสาขมวดคิ้ว “คุณชอบคิดเองจริง ๆ”
“นอนพักไปเถอะ ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนใจปล่อยให้หมอรักษาคุณตามลำพัง”
เขากล่าวจบก็เดินออกจากห้อง ปล่อยให้ริสามองตามแผ่นหลังกว้างไปจนประตูปิดลง หญิงสาวเอนศีรษะกลับลงบนหมอน ความอ่อนล้าทำให้เปลือกตาหนักขึ้นอีกครั้งแต่ก่อนที่เธอจะหลับ เธอกลับสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่วางอยู่ใต้หมอน
ริสาสอดมือเข้าไปหยิบออกมา มันคือผ้ายันต์แผ่นเล็กที่พับเป็นรูปสามเหลี่ยมและผูกด้วยด้ายสีขาว หญิงสาวมองของในมืออยู่ครู่หนึ่งก่อนกำมันไว้แน่นโดยไม่คิดจะวางคืน
ด้านนอกห้อง เมฆินทร์เดินผ่านทางเดินยาวของโรงพยาบาลแต่เมื่อมาถึงหน้าลิฟต์ เขากลับหยุดฝีเท้าอย่างกะทันหัน บนพื้นกระเบื้องสีขาว มีรอยเท้าเปียกชื้นปรากฏอยู่เป็นทางยาว รอยเท้าเปล่าของผู้หญิงเริ่มต้นจากหน้าห้องของริสาก่อนทอดตรงไปยังบันไดหนีไฟซึ่งปิดสนิท
ทุกย่างก้าวมีคราบดินสีดำติดอยู่และตรงกลางรอยเท้าสุดท้ายมีเส้นผมยาวเปียกน้ำขดอยู่หนึ่งเส้น เมฆินทร์ก้มลงมองอย่างระมัดระวัง ดวงตาคมของเขาเย็นลงทันที สิ่งนั้นไม่ได้ตามเพียงร่างของริสามาที่โรงพยาบาล แต่มันกำลังมองหาทางพาเธอกลับไปจริง ๆ