登入Chapter
1คำสั่งเนรเทศ! 1กลิ่นกาแฟเอสเพรสโซที่เพิ่งสกัดเสร็จใหม่ ๆ อบอวลแข่งกับไอหอมบางเบาของน้ำหอมกลิ่นโรสดามัสก์ประจำตัววันวิวาห์ มันเป็นกลิ่นสะอาด หอมละมุน ทว่าทิ้งปลายกลิ่นลึกซึ้งไว้ในอากาศ จังหวะที่ปลายนิ้วเรียวยาวที่ตัดแต่งเล็บอย่างเนียนกริบเคาะลงบนคีย์บอร์ดเร็วกระชับเสียงคลิ๊กหนักแน่นเป็นจังหวะสอดรับกับไอเย็นเฉียบยี่สิบเอ็ดองศาจากเครื่องปรับอากาศที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ฝ้าเพดาน
บนหน้าจอจอความละเอียดสูง ปรากฏตารางงบประมาณโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับมัลติมิเลียน ตัวเลขหลักร้อยล้านจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบตามหมวดหมู่ ความผิดพลาดเท่ากับศูนย์
วันวิวาห์เอนหลังพิงเบาะหนังแท้ สูดลมหายใจเข้าลึกจนทรวงอกอิ่มยกรวดเร็ว ก่อนจะผ่อนออกยาว ๆ ผ่านเรียวปากสีชมพูกลีบบัว ที่ทาลิปสติกเนื้อแมทไว้เป๊ะทุกองศา เรือนร่างเพรียวระหงในชุดสูทเข้ารูปสีเบจขับผิวขาวเนียนให้ดูผุดผ่องเป็นยองใย แม้ในดวงตาคู่คมหวานนั้นจะมีรอยฝ้าบวมแดงเล็ก ๆ จากการอดหลับอดนอนติดต่อกันถึงสามคืนติดต่อกัน แต่นั่นก็ไม่อาจลดทอนเสน่ห์อันโดดเด่นของนักวิเคราะห์การเงินมือหนึ่งประจำบริษัท
ได้เลย เธอหยิบแก้วกระเบื้องสีครีมขึ้นจิบ น้ำดำรสเข้มข้นสัมผัสปลายลิ้น มันรสชาติขมปร่า ทว่าชุ่มคอในเวลาต่อมา“ยังไม่กลับอีกเหรอยัยวาห์?” เสียงใส ๆ พร้อมสัมผัสอุ่นที่ไหล่ขวาทำให้วันวิวาห์ละสายตาจากตารางตัวเลข พราวฟ้า เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในออฟฟิศยิ้มจนตาหยี พลางวางถุงครัวซองต์อบสดใหม่ลงข้างแป้นพิมพ์ กลิ่นเนยเนรมิตหอมฟุ้งลอยปะทะจมูกวันวิวาห์ทันที
“เหลือตรวจงบดุลของทางฝั่งซัพพลายเออร์อีกหน่อยน่ะพราวฟ้า” วันวิวาห์เอ่ย นัยน์ตาคมพราวระยับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่ริมฝิปาก
“ถ้าวาห์ไม่เคลียร์ให้เสร็จคืนนี้ พรุ่งนี้เช้าตอนประชุมใหญ่คุณภานุเดชคงต้องคอยตอบคำถามพวกบอร์ดบริหารจนหัวหมุนแน่”
“แกนี่นะ...” พราวฟ้าถอนหายใจยาว ดึงเก้าอี้หมุนข้าง ๆ มานั่งลง
“ขยันจนฉันอยากจะกราบแทบเท้า อยากเอาแกใส่กรอบแล้วห้อยคอบูชาซะเลย สวยระดับดารา หน้าตาอย่างกับนางเอกซีรีส์เกาหลี แถมยังเก่งจนประธานบริษัทเอ่ยปากชมทุกไตรมาส บางทีฉันก็คิดนะวาห์ ว่าแกแบ่งสมองกับความเพียบพร้อมมาจากไหนเยอะแยะ”
“ถ้าวาห์ไม่พยายามเก่ง ก็อยู่ออฟฟิศนี้ยากนะพราวฟ้า” วันวิวาห์ตอบพลางหมุนปากกาโลหะในมือเล่นเป็นจังหวะ พฤติกรรมเล็ก ๆ เวลาที่เธอเริ่มรู้สึกถึงความกดดันที่ก่อตัว
“งานการเงินพลาดนิดเดียว หมายถึงเงินสะพัดเป็นล้าน ๆหลุดมือ”
“ก็นั่นแหละ! เพราะแกเพียบพร้อมไปหมดทุกอย่างไง ถึงได้มีคนตาบูดตาเบี้ยวมองแกอยู่แถวนี้” น้ำเสียงของพราวฟ้าลดระดับลงเหลือเพียงเสียงกระซิบเบาหวิว สายตามองเลยไปทางประตูห้องทำงานกระจกฝ้าที่ปิดสนิท
“แกไม่สังเกตเหรอ ช่วงนี้ยัยศศิรินทร์ เดินเฉียดมาแถวโต๊ะแกวันละกี่รอบ?”
ชื่อนั้นทำให้ปลายนิ้วของวันวิวาห์ที่กำลังหมุนปากกาหยุดชะงักไปครึ่งจังหวะ เสียงเคาะปากกากับโต๊ะไม้โอ๊กเงียบหายไปในทันที
“ยัยนั่น ก็เป็นเพื่อนสมัยมัธยมของแกแท้ ๆ แต่ตั้งแต่เข้ามาทำตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายภาพลักษณ์ขององค์กร ก็ชอบมองแกด้วยสายตาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อทุกวัน” พราวฟ้าขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีก
“ล่าสุดตอนที่แกเดินถือเอกสารไปให้คุณภานุเดชในห้องทำงานส่วนตัว ฉันเห็นยัยศศิรินทร์ยืนกำมือแน่นอยู่หน้าห้องประชุม ตานี่เขียวปั๊ดเลยนะยัยวาห์”
“ศศิรินทร์เขาก็แค่ห่วงมาตรฐานงานของบริษัทนั่นแหละ”วันวิวาห์ตอบ นัยน์ตาคู่สวยลดต่ำมองปลายปากกาบนโต๊ะ น้ำเสียงราบเรียบไม่ฉายแวววูบไหว แม้ในอกจะรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างประหลาด
“ห่วงงานหรือหวงพี่ชายกันแน่!” พราวฟ้าแค่นหัวเราะ
“ยัยนั่นกรอกหูคนในแผนกการตลาดไปทั่ว ว่าแกพยายามจะเป็นหนูตกถังข้าวสาร ใช้หน้าตาเสน่ห์ยวนยั่วอ่อยคุณภานุเดช เพื่อหวังขยับตำแหน่ง ทั้ง ๆ ที่แกทำงานหนักแทบตาย จนได้ผลงานมาด้วยตัวเองแท้ ๆ ความริษยามันบังตาเพื่อนเก่าแกไปหมดแล้วยัยวาห์”
วันวิวาห์ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เธอเพียงแต่มองภาพสะท้อนของตัวเองบนกระจกโต๊ะ หน้าตาที่หมดจด รูปร่างที่โดดเด่น และความสามารถที่สร้างผลงานจนชินตาคนทั้งองค์กร สำหรับคนอื่น มันคือความเพียบพร้อมที่น่าอิจฉา แต่สำหรับศศิรินทร์ เพื่อนร่วมรุ่นสมัยมัธยมที่เคยแข่งกันมาตลอด และเป็นถึงน้องสาวแท้ ๆ ของประธานบริษัท วันวิวาห์ก็คือเสี้ยนหนามที่ต้องตัดทิ้ง ทุกครั้งที่ภานุเดชประธานบริหารหนุ่มหล่อสายตาอ่อนโยน เอ่ยปากชมเธอในที่ประชุม หรือเรียกเธอไปหารือเรื่องแผนงานเป็นการส่วนตัว สายตาคุโชนด้วยความเกลียดชังของศศิรินทร์มักจะทอดมองมาจากมุมใดมุมหนึ่งเสมอ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะกระจกหนาหนักดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมการปรากฏตัวของร่างเพรียวระหงในชุดเดรสสีแดงเพลิง ศศิรินทร์ก้าวเข้ามาในแผนกการเงินด้วยท่วงท่าแสนเย่อหยิ่ง กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกแนวดอกไม้เข้มข้นฉีดอัดมาจนกลบกลิ่นกาแฟหอมละมุนในห้องไปเสียสิ้น
“ยังขยันไม่เปลี่ยนเลยนะวันวิวาห์” เสียงแหลมสูงเอ่ยขึ้น นัยน์ตาตาดำคมกริบจ้องมองวันวิวาห์ตั้งแต่หัวจรดเท้า รอยยิ้มที่มุมปากไม่ได้ปิดบังความรังเกียจเดียจฉันท์ที่สะสมมานานเลยแม้แต่น้อย พราวฟ้ารีบขยับตัวลุกขึ้นยืนหลังตรง ก่อนจะก้มหน้าทำทีเป็นจัดเอกสาร แต่มือที่กำขอบโต๊ะแน่นจนข้อขาวแสดงถึงความตึงเครียดที่ปกคลุมอยู่บรรยากาศ
“พราวฟ้า ถ้างานส่วนของเธอเสร็จแล้วก็กลับไปก่อนได้นะ”ศศิรินทร์ปัดมือไล่เบา ๆ สายตายังคงไม่ละไปจากวันวิวาห์
“ฉันมีเรื่องสำคัญที่เป็นเรื่องภายในการบริหาร จะคุยกับวันวิวาห์เป็นการส่วนตัวหน่อยน่ะ”
พราวฟ้าหันมามองวันวิวาห์ด้วยสีหน้าห่วงใย วันวิวาห์สบตาเพื่อนเบา ๆ พยักหน้าเป็นสัญญาณให้วางใจ พราวฟ้าจึงจำใจกอดกระเป๋าถือแล้วเดินเลี่ยงออกไป แต่ก็ไม่ลืมที่จะเหลียวกลับมามองเป็นระยะ จนกระทั่งประตูบานเลื่อนกระจกปิดลง ความเงียบทิ้งตัวลงหนักอึ้ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ครางหึ่ง ๆ
วันวิวาห์ค่อย ๆ ประสานมือไว้บนโต๊ะ นั่งหลังตรง สง่างามสมกับเป็นผู้หญิงที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครตามสัญชาตญาณ
“คุณศศิรินทร์มีงานด่วนอะไรให้ฉันรับใช้เหรอคะ?”
“อย่ามาทำเป็นเรียกคุณศศิรินทร์หน่อยเลยวันวิวาห์” ศศิรินทร์เดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะทำงาน กอดอกเอียงหน้ามองอย่างถือดี
“อยู่ที่นี่กันสองคน ไม่ต้องเสแสร้งทำเป็นพนักงานแสนดีหรอกสมัยมัธยมเธอเป็นยังไงฉันก็รู้ดี เธอมันชอบทำตัวโดดเด่น ชอบเรียกร้องความสนใจจากผู้ชายไปทั่ว!”
วันวิวาห์สูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด จังหวะการหายใจเริ่มติดขัดเล็กน้อย แต่นัยน์ตายังคงนิ่งสนิท
“ถ้าคุณศศิรินทร์จะมาพูดเรื่องสมัยเรียน ฉันคิดว่าตอนนี้ทุ่มครึ่งแล้ว มันไม่ใช่เวลาสำหรับการฟื้นความหลังค่ะ”
“เหอะ!” ศศิรินทร์แค่นเสียงเหยียด โยนซองเอกสารสีน้ำตาลหนาตราชื่อบริษัทลงบนโต๊ะทำงานของวันวิวาห์ เสียงดังตับ! จนแก้วกาแฟสั่นสะเทือน
“ผลงานดีเยี่ยม ประเมินระดับ A+ สามปีซ้อน เก่งจริงนะ”ศศิรินทร์โน้มตัวลงมาใกล้ กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกปะทะจมูกวันวิวาห์จนทำเอาเธอรู้สึกเวียนหัว
“เก่งทั้งเรื่องงาน แล้วก็เก่งทั้งเรื่องปะคบประหงมออเซาะพี่ภานุจนพี่ชายของฉันมองเธอด้วยสายตาเคลิบเคลิ้มขนาดนั้น!”
“ฉันกับคุณภานุเดช มีความสัมพันธ์แค่ประธานบริหาร กับพนักงานบัญชีเท่านั้น” วันวิวาห์ตอบทันควัน น้ำเสียงเน้นหนักทว่าเย็นเยียบ
“ฉันทำงานด้วยความสามารถ ไม่เคยใช้วิธีทางลัดอย่างที่คุณกำลังกล่าวหานะคะคุณศศิรินทร์”
“อย่ามาปากแข็งหน่อยเลยวันวิวาห์!” ศศิรินทร์แผดเสียงขึ้นนิดหนึ่ง นัยน์ตาฉายแววเกลียดชังออกมาอย่างเปิดเผย
“คิดว่าฉันดูไม่ออกเหรอว่าเธอต้องการอะไร? หงส์กระดาษอย่างเธอ คิดจะจับพี่ชายของฉันเพื่ออยากเป็นหนูตกถังข้าวสาร ชูคอขึ้นเป็นคุณนายประธานบริษัทงั้นสิ? ยอมอ่อย ยอมอยู่ดึกดื่นเพื่อที่จะได้อยู่กับพี่ภานุแบบสองต่อสองบ่อย ๆ คิดว่าคนอื่นเขาโง่จนมองความร่านของเธอไม่ออกหรือยังไง!”
ฝ่ามือของวันวิวาห์ที่ประสานอยู่ใต้โต๊ะกำแน่นจนเล็บจิกลงไปในเนื้อ ความร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาที่ขอบตาด้วยความอับอายและแค้นเคือง แต่เธอไม่ยอมให้น้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว เธอสบตาศศิรินทร์กลับอย่างท้าทาย
“ถ้าคุณศศิรินทร์มั่นใจในตัวพี่ชายของคุณมาก คุณคงไม่จำเป็นต้องระแวงฉันขนาดนี้หรอกค่ะ ความคิดต่ำ ๆ แบบนั้น มันสะท้อนตัวตนคนพูดมากกว่าคนฟังนะคะ”
เพี๊ยะ!
ฝ่ามือของศศิรินทร์ตบลงบนโต๊ะทำงานอย่างแรง จนเอกสารกระจายว่อน
“ปากดีไปเถอะ!” ศศิรินทร์หน้าดำหน้าแดงด้วยความโมโห
“งั้นก็ดูซะว่าในซองนั่นมันคืออะไร! คำสั่งอนุมัติโยกย้ายบุคลากรด่วน มีผลทันทีต้นเดือนหน้า!”
วันวิวาห์ขมวดคิ้วมุ่น ลมหายใจสะดุดกึก เธอยื่นมือที่เริ่มสั่นน้อย ๆ ไปเปิดซองเอกสารสีน้ำตาล สายตาไล่อ่านข้อความบนกระดาษปอนด์เนื้อหนา การย้ายไปประจำการ ณ เหมืองภูคำ อำเภอห่างไกลในจังหวัดทางเหนือ ในตำแหน่งผู้ดูแลระบบบัญชีและคุมสต็อกสินค้า
“เหมืองภูคำ...?” วันวิวาห์ทวนคำ เสียงเหือดหายไปในลำคอ
“งานของฉันคือวางแผนการเงินให้สำนักงานใหญ่ โครงการเฟสสองที่กำลังจะเปิดตัว ฉันเป็นคุมงบทั้งหมด...”
“งานที่โน่นก็ต้องการคนไปคุมงบและดูแลจัดการเรื่องบัญชี ที่นั่นขาดคนดูแลการเงินเก่ง ๆ แบบเธอไง เก่งมากนักนี่ งั้นก็ช่วยไปดูแลบัญชีที่นั่นหน่อยละกัน!” ศศิรินทร์ขัดขึ้นทันที ยิ้มกว้างด้วยความสะใจเมื่อเห็นรอยแตกร้าวบนใบหน้าที่เคยสมบูรณ์แบบของวันวิวาห์
“และบอร์ดบริหาร ซึ่งรวมถึงพี่ภานุก็ด้วย ได้อนุมัติแล้ว! พี่ภานุยังบอกเองเลยว่าถ้าเธอเก่งจริง ก็ควรไปช่วยงานที่เหมืองของน้าชายของพวกเรา เพราะที่โน่นกำลังขาดคนเก่ง ๆ ไปช่วยบริหารงบประมาณและบัญชี”
คำว่าพี่ภานุอนุมัติ เหมือนค้อนหนัก ๆ ทุบลงกลางอกของวันวิวาห์ ความจงรักภักดี ความทุ่มเทตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ที่เธอเคารพและตั้งใจทำงานให้ภานุเดชพังทลายลงในวินาทีนั้น ภานุเดชอาจไม่ได้เป็นคนใจร้าย แต่เขาเป็นพี่ชายที่ยอมตามใจน้องสาวเสมอมา และในเกมอำนาจของตระกูลเจ้าของบริษัท พนักงานที่ไม่มีเส้นสายอย่างเธอ ย่อมเป็นเพียงขยะที่พร้อมถูกปัดทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ เพื่อตัดปัญหาความรำคาญใจของน้องสาว
“เธอจะปฏิเสธก็ได้นะวันวิวาห์...” ศศิรินทร์ใช้นิ้วเรียวยาวสะกิดไหล่ของวันวิวาห์เบา ๆ
“แค่ยื่นใบลาออกไปซะ แต่จำไว้ว่าการลาออกโดยปฏิเสธการโยกย้ายตามโครงสร้าง ฉันจะบันทึกประวัติการทำงานของเธอไว้ในระบบประเมินประวัติการทำงาน ว่าเธอมีปัญหาด้านการปรับตัวและสร้างความแตกแยกในองค์กร ดูซิว่าบริษัทไหนในกรุงเทพฯ จะกล้ารับเธอเข้าทำงานอีก!”
ความตึงเครียดในห้องกระจกเงียบกริบจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นตึกตักวันวิวาห์ก้มลงมองซองเอกสารตรงหน้า ภาพแม่ที่ป่วยเรื้อรังต้องการเงินรักษารายเดือน ค่าผ่อนคอนโด และภาระหนี้สินที่เธอกำลังแบกรับวิ่งวนเข้ามาในหัวราวกับภาพยนตร์เรื่องยาว คำว่า 'ลาออก' ไม่เคยเป็นตัวเลือกในชีวิตของเธอตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
ศศิรินทร์กอดอกมองความทรมานทางจิตวิทยาของวันวิวาห์ด้วยความเพลิดเพลิน
“อ้อ...แล้วก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้หน่อยนะวันวิวาห์ ที่เหมืองภูคำน่ะ อยู่ในป่าในเขา ไม่มีห้างสรรพสินค้า ไม่มีแอร์เย็นฉ่ำให้เธอได้นั่งชูคอหรอกนะ และที่สำคัญที่สุด ‘พ่อเลี้ยงแสนผา’ น้าชายของฉัน เขาเป็นเจ้าของเหมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องความดิบห่าม ปากร้าย และเกลียดผู้หญิงเมืองกรุงเหยาะแหยะที่สุด!” ศศิรินทร์หัวเราะในลำคออย่างสะใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินหันหลังกลับ ส้นสูงกระทบพื้นดัง ก๊อก ก๊อก ห่างออกไปจนกระทั่งเสียงประตูบานเลื่อนปิดลง
ความเงียบสนิทเข้าครอบคลุมห้องทำงานอันกว้างใหญ่อีกครั้งวันวิวาห์ค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนัง แผ่นหลังที่เคยตรงสง่าเริ่มคุดคู้ลง มือสองข้างยกขึ้นกุมใบหน้า ลมหายใจติดขัดและสั่นระริก หยดน้ำตาแห่งความคับแค้นไหลซึมผ่านง่ามนิ้วมือ แตะลงบนซองเอกสารสีน้ำตาลจนกระดาษด่างเป็นวง
ริมฝีปากบางสวยเม้มแน่นจนได้รสเลือดเค็มปร่าในลำคอ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอดอีกครั้ง เช็ดน้ำตาออกจากแก้วเนียนอย่างรวดเร็วด้วยความเด็ดเดี่ยว ดวงตาคู่คมที่เคยหวานหยด บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นและแข็งแกร่ง
“คิดว่าส่งฉันไปทรมานงั้นเหรอยัยศศิรินทร์...” วันวิวาห์พึมพำกับความว่างเปล่า น้ำเสียงสั่นเทาแต่หนักแน่น
“ฉันไม่ยอมแพ้แค่นี้หรอก”
★¸.•☆•.¸★ . ★⡀.•☆•.★โปรดติดตามตอนต่อไป เรื่องนี้พระเอกปากหมา พูดจาหยาบคาย เชื่อคำพูดของคนอื่น เกลียดนางเอกตั้งแต่ยังไม่รู้จัก ฝากเอาใจช่วยน้องวาห์ของไรท์ด้วยนะคะ (─‿‿─)
Chapter 3กับดักที่ยังไม่เห็นหน้า 2ภานุเดชเม้มริมฝิปากแน่น ลมหายใจของเขาหนักแน่นทว่าทอดถอนยาวอยู่ในอก เขาถอนสายตากลับมามองจานสเต๊กที่ยังเหลือเนื้ออยู่ครึ่งหนึ่ง รสชาติของอาหารราคาแพงในปากบัดนี้กลายเป็นความหวานเลี่ยนและขมปร่าไปเสียแล้ว เขาเกลียดการสนทนาในบ้าน เกลียดความระแวงไร้สาระของน้องสาว แต่เขารู้ดีว่าการขัดใจพ่อและแม่เพื่อพนักงานบริษัทเพียงคนเดียว ย่อมหมายถึงความวุ่นวายที่จะตามมาแบบไม่สิ้นสุด เขาจึงเลือกที่จะเงียบและปล่อยให้วันวิวาห์กลายเป็นเหยื่อรับบาปในเรื่องนี้“แล้วย้ายไปที่ไหน?” เกริกเกียรติถามขึ้น สายตาจับจ้องที่ลูกสาวคนเล็ก“เหมืองภูคำค่ะพ่อ เหมืองหินของน้าผา” ศศิรินทร์ยิ้มกว้าง นัยน์ตาประกายความสะใจแบบเปิดเผย“กิ๊กเห็นว่าน้าผากำลังขาดคนคุมงบที่เหมือง แล้วก็ที่สำคัญน้าผาไม่ชอบพวกคนเมืองเหยาะแหยะใช่ไหมล่ะคะ? ปากดุ ห่าม เกลียดพวกผู้หญิงดัดจริตเป็นที่สุด ถ้ายัยวันวิวาห์ไปอยู่ที่โน่น โดนน้าผาดัดนิสัยซะบ้าง คงจะได้รู้ซะทีว่าตัวเองอยู่ระดับไหน!”เกริกเกียรติฟังแล้วพยักหน้าช้า ๆ อย่างเห็นด้วย รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้าของชายวัยชรา เขาหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูบนโต๊ะขึ้นมา ก่อ
Chapter3กับดักที่ยังไม่เห็นหน้า 1เสียงช้อนส้อมเงินแท้กระทบจานกระเบื้องเนื้อดีดังแกร๊กสั้น ๆ ท่ามกลางความเงียบงันอันหนักอึ้งภายในห้องอาหาร โคมไฟคริสตัลขนาดใหญ่ โคมไฟเจียระไนระยิบระยับสะท้อนแสงสีส้มอุ่นลงบนโต๊ะไม้มะฮอกกานีขัดเงาวับ ที่ยาวร่วมสี่เมตร กลิ่นหอมของสเต๊กเนื้อวากิวซอสพริกไทยดำปะปนกับกลิ่นไวน์แดงบอร์กโดซ์ปีเก่าแก่ แต่ทว่าบรรยากาศรอบโต๊ะกลับเย็นชืดไม่ต่างจากห้องแช่แข็งภานุเดชขยับมีดตัดชิ้นเนื้อในจานอย่างพิถีพิถัน จังหวะการกดน้ำหนักมือสม่ำเสมอจนเกิดเสียงเนื้อกระทบจานเป็นจังหวะเบา ๆ เขาไม่ได้ยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มในทันที และไม่ได้สบตากับใคร นัยน์ตาคู่เรียวภายใต้กรอบแว่นสายตาทอดมองเพียงความเป๊ะของจานอาหารตรงหน้า ลมหายใจเข้าออกแผ่วเบาจนแทบไร้ความรู้สึก“เชฟของบ้านเรายังหมักเนื้อได้ดีนี่คะคุณแม่...” ศศิรินทร์จิ้มเนื้อเข้าปาก เคี้ยวอย่างละเมียดละไมพลางเอ่ยขึ้น จังหวะการละเลียดอาหารของเธอเต็มไปด้วยความรื่นรมย์ที่ไม่ได้มาจากรสชาติของเนื้อในจาน หากแต่มาจากความสาแก่ใจที่กำลังอัดแน่นอยู่ในอก เดรสสีขาวครีมราคาแพงขับให้เธอดูน่าทะนุถนอมในสายตาของพ่อและแม่เกริกเกียรติ ผู้เป็นพ่อในวัยหกสิบกว่
Chapter2กลิ่นขนมปังอบและคำล่ำลากลิ่นวานิลลาหอมหวานอบอวลปะปนกับกลิ่นเนยสดที่กำลังละลายในเตาอบ อุณหภูมิอบอุ่โฉมฉายยในร้าน ‘วิวาห์คาเฟ่’ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับไอเย็นชืดของเครื่องปรับอากาศในออฟฟิศใจกลางเมืองกรุง เสียงนาฬิกาเรือนเก่าบนผนังไม้ดัง ติ๊ก ติ๊ก เป็นจังหวะสม่ำเสมอ แข่งกับเสียงฟองนมที่กำลังถูกสตรีมด้วยแรงดันจากเครื่องชงกาแฟวันวิวาห์มองทอดสายตาผ่านกระจกหน้าต่างร้าน ออกไปทางถนนสายเล็ก ๆ ในชุมชนเก่า แสงแดดอุ่นยามเช้าทอดเงายาวผ่านทิวไม้ สัมผัสอุ่นจากถ้วยเซรามิคในมือไม่ได้ช่วยให้ความตึงเครียดที่แล่นเกร็งอยู่บริเวณลำคอเลือนหายไป นิ้วโป้งของเธอใช้วิธีลูบขอบแก้ววนไปมาจังหวะเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า“วาห์ กาแฟเย็นหมดแล้วลูก”เสียงทุ้มหวานทว่าแฝงความเหนื่อยล้าอิดโรยดังขึ้นข้างกาย โฉมฉาย ผู้เป็นแม่ วางถาดไม้บรรจุจานขนมปังกระเทียมหอมกรุ่นลงบนโต๊ะ ร่างผอมบางในชุดเอี๊ยมผ้าฝ้ายสีครีมสวมทับเสื้อแขนยาว มีรอยคราบแป้งสาลีแต้มอยู่ตรงปลายจมูกและข้างแก้ม ริมฝิปากของแม่ระบายยิ้ม แต่นัยน์ตาคู่ฝ้าฟางกลับฉายแววหม่นแสงด้วยความอิดโรยจากโรคร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ภายในวันวิวาห์รีบวางแก้วกาแฟลง ยื่นมือไปกุมมือที่ข
Chapter 1คำสั่งเนรเทศ! 2“แกจะบ้าเหรอยัยวาห์! ยอมย้ายไปเหมืองภูคำเนี่ยนะ?!” เสียงโวยวายของพราวฟ้าดังขึ้นกลางร้านอาหารริมทาง กลิ่นควันจากเตาปิ้งหมูสะเต๊ะและเสียงรถยนต์บนถนนใหญ่ไม่ได้ช่วยลดความตึงเครียดบนโต๊ะอาหารลงได้เลย พราวฟ้าจับมือเพื่อนสนิทแน่นด้วยความกังวลใจแทน“ถ้าฉันไม่ยอมย้ายไป ฉันก็โดนบีบให้ออกอยู่ดีน่ะสิพราวฟ้า” วันวิวาห์ใช้ช้อนคนต้มยำในถ้วยไปมา โดยไม่ได้ตักเข้าปากเลยสักคำ“แม่ของฉันต้องใช้เงินค่ายาเดือนละหลายหมื่น ถ้าย้ายไปเริ่มงานใหม่ตอนโดนป้ายสีประวัติ ฉันจะเอาเงินที่ไหนเลี้ยงครอบครัว?”“แต่นี่มันการแกล้งกันชัด ๆ!” พราวฟ้าทุบโต๊ะเบา ๆ“ยัยศศิรินทร์นั่นมันประสาท! หึงพี่ชายจนกลายเป็นบ้า แล้วน้าชายยัยนั่น ชื่ออะไรนะ ไอ้พ่อเลี้ยงแสนผาอะไรนั่นน่ะ ฉันเคยยินพวกแผนกขนส่งคุยกันว่าเขาดุอย่างกับเสือ ปากเสีย ดิบห่าม คนงานกลัวกันจนหัวหด แกเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ สวย ๆ แบบนี้ จะไปทนมือทนเท้าเขาได้ยังไง!”“ฉันไม่ได้ไปเป็นเบ๊ให้เขา ฉันไปทำงานบัญชี เขาทำอะไรฉันไม่ได้หรอกน่ะยัยพราวฟ้า” วันวิวาห์สบตาพราวฟ้า น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเด็ดเดี่ยว“ถึงเขาจะปากร้าย จะห่ามแค่ไหน มันก็เรื่องของเขา ถ้
Chapter 1 คำสั่งเนรเทศ! 1กลิ่นกาแฟเอสเพรสโซที่เพิ่งสกัดเสร็จใหม่ ๆ อบอวลแข่งกับไอหอมบางเบาของน้ำหอมกลิ่นโรสดามัสก์ประจำตัววันวิวาห์ มันเป็นกลิ่นสะอาด หอมละมุน ทว่าทิ้งปลายกลิ่นลึกซึ้งไว้ในอากาศ จังหวะที่ปลายนิ้วเรียวยาวที่ตัดแต่งเล็บอย่างเนียนกริบเคาะลงบนคีย์บอร์ดเร็วกระชับเสียงคลิ๊กหนักแน่นเป็นจังหวะสอดรับกับไอเย็นเฉียบยี่สิบเอ็ดองศาจากเครื่องปรับอากาศที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ฝ้าเพดานบนหน้าจอจอความละเอียดสูง ปรากฏตารางงบประมาณโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับมัลติมิเลียน ตัวเลขหลักร้อยล้านจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบตามหมวดหมู่ ความผิดพลาดเท่ากับศูนย์วันวิวาห์เอนหลังพิงเบาะหนังแท้ สูดลมหายใจเข้าลึกจนทรวงอกอิ่มยกรวดเร็ว ก่อนจะผ่อนออกยาว ๆ ผ่านเรียวปากสีชมพูกลีบบัว ที่ทาลิปสติกเนื้อแมทไว้เป๊ะทุกองศา เรือนร่างเพรียวระหงในชุดสูทเข้ารูปสีเบจขับผิวขาวเนียนให้ดูผุดผ่องเป็นยองใย แม้ในดวงตาคู่คมหวานนั้นจะมีรอยฝ้าบวมแดงเล็ก ๆ จากการอดหลับอดนอนติดต่อกันถึงสามคืนติดต่อกัน แต่นั่นก็ไม่อาจลดทอนเสน่ห์อันโดดเด่นของนักวิเคราะห์การเงินมือหนึ่งประจำบริษัทได้เลย เธอหยิบแก้วกระเบื้องสีครีมขึ้นจิบ น้ำดำรสเข้มข้น
บทนำโดนกลั่นแกล้งให้ระเห็จมาไกลถึงเหมืองบ้านนอก คิดว่าชีวิตตกอับแล้ว แต่กลับต้องมาเจอเจ้าของเหมืองปากร้าย ห่าม และดิบขยี้ใจ ที่คอยต้อนเธอเข้ามุมห้องทุกครั้งที่มีโอกาส!“ผู้หญิงเมืองกรุงเหยาะแหยะอย่างเธอ อยู่เหมืองนี้ไม่ได้นานหรอก เว้นแต่จะยอมมาเป็นเด็กฉัน!”การถูกเนรเทศออกจากสังคมเมืองอันหรูหรา เพราะความเข้าใจผิด เป็นสิ่งที่ ‘วันวิวาห์’ ไม่เคยคาดคิด แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว เมื่อเธอถูกส่งตัวไปประจำการที่ เหมืองภูคำ เหมืองหินและแร่อันห่างไกลความเจริญทางภาคเหนือ เพียงเพราะลูกสาวเจ้าของบริษัทระแวงว่าเธอจะอ่อยพี่ชายเพื่อหวังตกถังข้าวสารจากนักวิเคราะห์การเงินมือหนึ่งผู้กุมบัญชีของบริษัทใหญ่โตต้องก้าวเข้าสู่ดินแดนแห่งทิวเขา ฝุ่นหิน และความเงียบสงบที่แฝงไปด้วยความอันตราย แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าสภาพแวดล้อมคือ พ่อเลี้ยงแสนผา เจ้าของเหมืองภูคำ หนุ่มใหญ่ผู้เป็นน้าชายของคนที่แกล้งเธอ เขาคือชายหนุ่มลุคดิบห่าม ปากร้าย ไม่ชอบพวกคนเมืองเหยาะแหยะ และไร้ซึ่งความอ่อนโยนท่ามกลางสายฝนและควันหมอกบนยอดดอย และความตึงเครียดในไซด์งาน บททดสอบทางอารมณ์และเสน่หาอันดิบเถื่อนจึงเริ่มต้นขึ้น เมื่อคนหนึ่งยิ่งหนี แต่







