Share

บทที่ 2

Author: ซีโจว
มิน่าเล่าตั้งแต่บุตรสาวลืมตาดูโลกจนถึงยามนี้ เซี่ยฉือจึงไม่เคยอุ้มลูกเลยสักครั้ง พอนึกถึงบุตรสาวที่ถูกเซี่ยฉือปฏิเสธนับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งที่พบหน้า ลูกก็ยังคงยื่นมือออกไปและอ้อนวอนขออ้อมกอดจากเขาด้วยแววตาเป็นประกาย

เสิ่นหมิงเวยรู้สึกอัดอั้นจนปวดร้าวในอก

นางเพียงคิดว่าเซี่ยฉือเป็นคนนิสัยเคร่งขรึม ไม่ชอบหยอกล้อกับเด็กน้อย ดังนั้นนางจึงพยายามสั่งสอนบุตรสาวตัวน้อยไม่ให้ไปรบกวนผู้เป็นบิดา

ที่แท้เขาก็ยิ้มให้เด็กเป็น ทั้งยังปะเหลาะเด็กด้วยความใจเย็น เพียงแต่บุตรสาวของนางไม่ได้เกิดจากสตรีที่เขารัก จึงไม่ได้รับความรักความเมตตาจากเขาเลยแม้แต่น้อย

เสิ่นหมิงเวยรู้สึกเพียงว่าภาพเบื้องหน้าค่อย ๆ พร่ามัว ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่ใบหน้าคลอไปด้วยหยาดน้ำตา

นางหลับตาลงอย่างสั่นเทา เช็ดน้ำตาจนแห้ง ยามลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาก็กลับมากระจ่างใส

นางมองดูสตรีในเรือนที่สุดท้ายก็โอบกอดเซี่ยฉือไว้อย่างอดไม่ได้ ร้องไห้โฮจนไม่เป็นตัวเอง ส่วนเซี่ยฉือกอดนางไว้แนบแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความทะนุถนอมประหนึ่งได้ของรักกลับคืนมา

เสิ่นหมิงเวยหันหลังเดินจากไป ก้าวไปอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย

เมื่อกลับถึงจวนเซี่ย นางไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า แต่มุ่งตรงไปยังลานฝึกยุทธ์ประจำของนางทันที

นางออกหมัดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ท่อนแขนเริ่มบวมแดง แต่กลับเหมือนไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด ในหัวมีแต่เรื่องราวในอดีตร่วมกับเซี่ยฉือวนเวียนอยู่

มารดาของนางตกเลือดตายตั้งแต่กำเนิดนาง นางจึงเติบโตมาในแดนซีเป่ยตามติดผู้เป็นบิดามาตั้งแต่เยาว์วัย

อาจเพราะสืบทอดสายเลือดขุนศึกมาจากบิดา นางจึงชอบจับทวนจับขวานมาตั้งแต่เด็ก ทั้งการยิงธนูบนหลังม้า เชี่ยวชาญศาสตราวุธทุกชนิด อีกทั้งเติบโตในแดนซีเป่ย จึงหล่อหลอมให้นางมีนิสัยรักอิสระไร้พันธนาการ

คราแรกที่มาเมืองหลวง เพียงนางปรากฏตัว ก็ถูกบรรดาคุณหนูผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวงหัวเราะเยาะ พวกนางรังเกียจว่านางหยาบกระด้างป่าเถื่อน เข้าสังคมชั้นสูงไม่ได้

ส่วนเสิ่นหมิงเวยก็รู้สึกว่าพวกนางเสแสร้งแกล้งทำ ทุกครั้งที่พบหน้ากันสองฝ่ายจึงมักมีปากเสียงกันเสมอ

จนกระทั่งมีอยู่ครั้งหนึ่ง เซี่ยฉือออกปากปกป้องนาง "คุณหนูเสิ่นเติบโตมาในชายแดนซีเป่ยตั้งแต่เด็ก ปกป้องบ้านเมืองให้สงบสุขร่วมกับท่านแม่ทัพเสิ่น พวกเจ้าเรียกตัวเองว่าเป็นคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ อ่านเรียนพิธีการและตำรามาอย่างดี แต่กลับนินทากล่าวร้ายผู้อื่นต่อหน้าธารกำนัล ไม่ใช่กิริยาของกุลสตรีตระกูลใหญ่เลยสักนิด"

คุณหนูเหล่านั้นถูกเขาตักเตือนจนอับอายหน้าแดง พากันหนีหน้าไปทันที

นับแต่นั้นมาก็ไม่มีใครกล้ากล่าวว่าร้ายนางต่อหน้าอีก

ทว่านางกลับเริ่มเก็บซ่อนความมุทะลุนั้นไว้ แล้วเริ่มเรียนรู้กิริยามารยาทของคุณหนูในเมืองหลวง

ต่อมา เมื่อนางรู้ว่าเซี่ยฉือคือบุรุษที่มีสัญญาหมั้นหมายกับนาง นางก็ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับทั้งคืน

จู่ ๆ มีอยู่วันหนึ่ง บิดาเอ่ยเรียกนางเข้าห้องหนังสือด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แล้วถามนางว่า "เวยเอ๋อร์ การหมั้นหมายนี้...ยกเลิกเสียดีหรือไม่"

นางไม่ยอม จึงซักไซ้บิดาว่าเพราะเหตุใด

บิดาจ้องมองนางอยู่นาน ในที่สุดก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งแล้วกล่าวเพียงว่า "ช่างเถิด มีพ่ออยู่ทั้งคน ไม่ปล่อยให้เจ้าต้องได้รับความอยุติธรรมแน่"

ยามนั้นนางเพียงคิดว่าบิดาอาลัยอาวรณ์ไม่อยากให้นางแต่งงานออกเรือน

มาคิดดูยามนี้ บิดาคงได้ยินเรื่องราวระหว่างเซี่ยฉือกับเฉิงเยวี่ยโหรวมาบ้างแล้ว เพียงแต่ตัดใจทำลายความฝันอันงดงามของนางไม่ลง

พอคิดถึงท่าทีของเซี่ยฉือที่มีต่อสองแม่ลูกเฉิงเยวี่ยโหรว เสิ่นหมิงเวยก็ยิ้มเย้ยตนเอง

บิดาคงรักนางมากจนเผลอทำอะไรผิดไป หากนางรู้แต่แรกว่าเซี่ยฉือมีคนในใจอยู่แล้ว ต่อให้นางชอบเซี่ยฉือมากเพียงใดก็ไม่มีวันแต่งให้เขาเด็ดขาด

ยามนี้บิดากำลังทำศึกอยู่ที่แดนซีเป่ย นางจะทำให้เขาเป็นกังวลไม่ได้

เมื่อหนึ่งเดือนก่อน บิดาส่งจดหมายบ้านมา บอกว่าสงครามอย่างมากอีกสามเดือนก็จะสิ้นสุดลง

รอจนสงครามจบลง บิดากลับมา นางก็จะหย่าขาดกับเซี่ยฉือ

วันต่อมา เซี่ยฉือพาแม่ลูกเฉิงเยวี่ยโหรวกลับมายังจวนเซี่ยทันทีโดยไม่ได้ส่งสัญญาณล่วงหน้าใด ๆ

ข่าวสารแพร่สะพัดไปทั่วทั้งจวนเซี่ยราวกับสายลม บ่าวไพร่ต่างพากันนินทากันไปต่าง ๆ นานา

"แม่นางเฉิงผู้นี้เคยเป็นยอดดวงใจของใต้เท้าเซี่ยเชียวนะ หากไม่ใช่เพราะตระกูลเฉิงตกต่ำลง ฮูหยินเฒ่าไม่ยินยอมการแต่งงานนี้ คงไม่มีเรื่องของฮูหยินคนปัจจุบันหรอก

ยามนี้ใต้เท้าพาแม่นางเฉิงมาที่จวนเซี่ย ทั้งยังให้อยู่เรือนทิงจู๋ซึ่งอยู่ใกล้เขาที่สุด เห็นได้ชัดว่าใต้เท้ายังมีใจให้แม่นางเฉิงเช่นเดิม ท้องฟ้าของจวนเซี่ยคงใกล้จะเปลี่ยนสีแล้ว..."

ครั้นรู้ว่าเซี่ยฉือจัดสรรให้แม่ลูกเฉิงเยวี่ยโหรวพักที่เรือนทิงจู๋ สายตาของเสิ่นหมิงเวยก็วูบไหวเล็กน้อย

เมื่อก่อนนางถูกใจเรือนหลังนี้และอยากเก็บไว้ให้บุตรสาว แต่เซี่ยฉือกลับปฏิเสธโดยอ้างว่าจะรบกวนความสงบของเขา

พอมาเห็นวันนี้ เรือนหลังนี้เกรงว่าเขาคงเตรียมไว้ให้เฉิงเยวี่ยโหรวเสีย

ชั่วพริบตาเดียว แก้วแหวนเงินทองและอาหารชั้นดีต่างทยอยถูกส่งไปยังเรือนทิงจู๋ไม่ขาดสาย

คนทั้งจวนต่างตั้งตารอดูว่าเสิ่นหมิงเวยผู้เป็นฮูหยินเอกจะมีปฏิกิริยาอย่างไร

ทว่าใครจะรู้ว่าตลอดสามวันนี้ เสิ่นหมิงเวยกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ เลย

จนกระทั่งสามวันผ่านไป ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง

เซี่ยฉือถึงเพิ่งนึกถึงนางที่เป็นฮูหยินเอกได้ เขาเดินมาที่เรือนของนาง นิ่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่ถึงเอ่ยปาก

"เจ้าคงรู้เรื่องแล้ว หากตอนนั้นท่านย่าไม่ได้กำหนดการหมั้นหมายเจ้ากับข้าโดยที่ข้าไม่ยินยอม เยวี่ยโหรวก็คงไม่จากไปโดยไม่บอกกล่าว ยามนี้ได้พบนางอีกครั้ง ข้าไม่มีทางปล่อยให้นางจากไปอีกแล้ว"

เซี่ยฉือจ้องมองนางอย่างล้ำลึกปราดหนึ่ง แล้วกล่าวต่อ "แต่เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะรับเยวี่ยโหรวเป็นอนุเอก จะไม่กระทบถึงตำแหน่งฮูหยินเอกของเจ้าแน่"

เสิ่นหมิงเวยสบตากับเขา อดพูดประชดไม่ได้ "ใต้เท้าเซี่ย ท่านก็รับคนเข้าจวนมาตั้งนานแล้ว เหตุใดต้องลำบากมาปรึกษากับข้าให้เสียเวลาอีกเล่า"

เซี่ยฉือฟังออกถึงน้ำเสียงประชดประชัน อดขมวดคิ้วไม่ได้ และกล่าวอย่างไม่พอใจ "เยวี่ยโหรวจิตใจดีงามที่สุด นางไม่มีวันสั่นคลอนตำแหน่งฮูหยินเอกของเจ้า เจ้าไม่จำเป็นต้องตั้งตนเป็นศัตรูกับนางเช่นนี้"

เมื่อได้ยินถ้อยคำปกป้องของเขา เสิ่นหมิงเวยรู้สึกแสบจมูกขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

เพียงแต่ผ่านไปครู่เดียว นางก็เก็บซ่อนอารมณ์ทั้งหมดไว้ แล้วตอบกลับอย่างนอบน้อม "ทุกอย่างแล้วแต่ใต้เท้าจะจัดการเจ้าค่ะ"

สุดท้ายคิ้วที่ขมวดแน่นของเซี่ยฉือก็ผ่อนคลายลง ทิ้งท้ายไว้ว่า "พิธีรับอนุในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า ฝากเจ้าช่วยจัดการด้วย"

แล้วก็หันตัวเดินจากไป

มองดูแผ่นหลังของเซี่ยฉือที่ลับตาไป เสิ่นหมิงเวยจึงสั่งให้แม่นมอุ้มบุตรสาวมาหา

ยามมองดูบุตรสาว แววตาของเสิ่นหมิงเวยก็อ่อนโยนลงในทันตา นางโอบกอดบุตรสาวไว้ในอ้อมอก

หลังจากนิ่งเงียบไปนาน จึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง "เนี่ยนเนี่ยน หากวันหน้าท่านแม่แยกทางกับท่านพ่อ เจ้ายินดีจะไปกับท่านแม่หรือไม่"

เสิ่นหมิงเวยรู้ดีว่าการให้เด็กตอบคำถามเช่นนี้มันโหดร้ายเพียงใด แต่บุตรสาวของนางไม่ใช่ดอกกุหลาบบอบบางที่เติบโตภายใต้การทะนุถนอม

"เป็นเพราะอนุเฉิงที่เพิ่งเข้าจวนมาใช่หรือไม่เจ้าคะ" น้ำเสียงของบุตรสาวหดหู่ลงในทันที

เสิ่นหมิงเวยจุกแน่นในลำคอ ตอนไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี ก็ถูกบุตรสาวโอบกอดไว้แน่น

"ท่านแม่ ลูกจะไปกับท่านแม่ ท่านพ่อไม่ได้รักเนี่ยนเนี่ยน..."

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นหมิงเวยรู้สึกเหมือนหัวใจถูกหินก้อนใหญ่ทับไว้จนอึดอัดแทบอายใจไม่ออก

ที่แท้บุตรสาวรับรู้ถึงความเหินห่างชินชาที่บิดามีต่อนางมาโดยตลอด

เสิ่นหมิงเวยเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของบุตรสาว บีบปลายจมูกนางเบา ๆ แล้วเอ่ยเสียงอ่อนโยน "อย่าร้องเลย เจ้าแมวน้อย แม่จะพาเจ้าไปดูลูกม้าตัวน้อยที่ท่านตาส่งมาให้!"

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ประกายแสงหลังเหมันต์ หวนคืนแดนตะวันตก   บทที่ 17

    ช่วงเวลาต่อจากนั้น เซี่ยฉือก็คล้ายจะหายหน้าไปจากสายตาของพวกเขา แต่เสิ่นหมิงเวยรู้ดีว่าหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ นางสัมผัสได้ว่ามีคนคอยซุ่มลอบมองพวกเขาอยู่ในที่ลับเว่ยเจิงเองก็สัมผัสได้เช่นกัน หลังจากเขาพบว่าเป็นเซี่ยฉือ จึงเอ่ยถามเสิ่นหมิงเวย "ต้องให้ข้าไปไล่เขาหรือไม่""ไม่ต้องหรอก ขอเพียงดูแลเนี่ยนเนี่ยนให้ปลอดภัย เขาอยากจะมองก็ปล่อยให้มองไปเถิด" เสิ่นหมิงเวยสั่นศีรษะ นางรู้ดีถึงความยึดติดมัวเมาของเซี่ยฉือในเมื่อยามนั้นเขาตั้งหน้าตั้งตาลงไปเจียงหนานทุกปีเพื่อตามหาเฉิงเยวี่ยโหรวได้ ยามนี้ก็คงขัดขวางการตามติดของเขาไม่ได้เช่นกันทว่านางก็ยังประเมินเซี่ยฉือต่ำเกินไปนางคิดไม่ถึงเลยว่าคราวนี้เซี่ยฉือจะกล้าลงมือกับนางโดยตรงครั้งหนึ่งตอนที่เสิ่นหมิงเวยพาบุตรสาวออกไปรับลมชมทิวทัศน์ นางถูกเซี่ยฉือที่เตรียมการไว้ล่วงหน้ามอมยาจนสลบแล้วพาตัวไปพอตื่นขึ้นมา นางก็พบว่าตนเองถูกกักขังอยู่ในห้องที่แปลกตาแห่งหนึ่งมือและเท้าทั้งสองข้างถูกมัดไว้แน่นหนาในไม่ช้าเสียงฝีเท้าก็ดังมาจากหน้าประตู ก่อนประตูบานใหญ่จะถูกผลักเปิดออกเซี่ยฉือเดินเข้ามาด้านในยามเสิ่นหมิงเวยเห็นเขาปรากฏตัว สายตากลับไร

  • ประกายแสงหลังเหมันต์ หวนคืนแดนตะวันตก   บทที่ 16

    ยามนึกถึงเรื่องที่เฉิงเยวี่ยโหรวทำ เขาก็เอ่ยโทษตัวเอง "เรื่องที่เฉิงเยวี่ยโหรวทำ ข้าสืบรู้หมดแล้ว นางจงใจส่งคนไปปล่อยข่าวลือใส่ร้ายเจ้า ทั้งยังติดสินบนยายแก่ในหอนางโลมให้มาสั่งสอนเจ้า... เจ้าวางใจได้ ข้าส่งคนพวกนั้นเข้าคุกไปหมดแล้ว"เสิ่นหมิงเวยรู้สึกเพียงว่ามันน่าขันสิ้นดีขณะที่นางมองดูเซี่ยฉือที่กำลังเจ็บปวดและโทษตัวเองอยู่ตรงหน้า ในใจไม่เหลือความรู้สึกใด ๆ อีกต่อไป"แล้วอย่างไรเล่า"เสิ่นหมิงเวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "พอเจ้าเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเฉิงเยวี่ยโหรว แล้วจู่ ๆ ก็พบว่าข้าคือคนที่หวังดีและรักเจ้าจากใจจริง พอเจ้าหวนกลับมาขอโทษ ข้าก็ต้องยกโทษให้เจ้าอย่างนั้นหรือ เมื่อก่อนเจ้าทิ้งข้าไปในคืนเข้าห้องหอเพราะเฉิงเยวี่ยโหรว อาสาขอลงใต้ไปตรวจราชการที่เจียงหนานทุกปี แต่แท้จริงแล้วไปตามหาเฉิงเยวี่ยโหรว ซ้ำยังเชื่อคำใส่ร้ายของนางจนส่งข้าไปขังไว้ในหอนางโลม เรื่องพวกนี้ข้าไม่ติดใจถือสาเจ้าก็ได้"แต่เจ้าไม่ควรละทิ้งเนี่ยนเนี่ยนเพื่อกู้เฉิงโจว ลูกคือเส้นตายของข้า"เซี่ยฉืออ้าปากตั้งใจจะอธิบายบางอย่าง ทว่ากลับพบว่าตนเองไม่อาจแก้ตัวสิ่งใดได้เลยตอนนั้นเป็นเพราะเขาดูคนไม่ออก แล

  • ประกายแสงหลังเหมันต์ หวนคืนแดนตะวันตก   บทที่ 15

    เช้าตรู่ ยามแสงแรกของวันเริ่มสว่างรำไรเหยี่ยวที่บิดาฝึกเลี้ยงไว้โฉบลงมาจากท้องฟ้าสูง และเกาะลงบนไหล่ของเสิ่นหมิงเวยบนปีกของมันเปรอะเปื้อนรอยเลือด และในซอกกรงเล็บยังหนีบจดหมายลับม้วนเล็กจิ๋วไว้ฉบับหนึ่งนางเปิดออกดู เป็นข้อความส่งมาจากเว่ยเจิง "กองทัพเสริมมาถึงแล้ว"ตัวอักษรสี่ตัวอันคุ้นเคย ทำเอาเสิ่นหมิงเวยที่เหนื่อยล้าจากการอดนอนมาตลอดทั้งคืนกลับมากระปรี้กระเปร่าขึ้นทันทีนางนำข่าวอันน่ายินดีนี้ไปบอกแก่ทุกคนเสียงโห่ร้องยินดีพลันดังขึ้นรอบทิศพวกเขารู้ดีว่าความมืดมิดได้สิ้นสุดลงแล้ว รุ่งอรุณกำลังจะมาถึงไม่นาน เสิ่นหมิงเวยก็นำทหารที่เหลืออยู่ ร่วมมือกับกองทัพเสริมที่เว่ยเจิงนำมา ตีขนาบทั้งหน้าหลังจนกวาดล้างกองทัพศัตรูลงได้ในคราวเดียวกระทั่งฟันแม่ทัพของฝ่ายศัตรูตกจากหลังม้า เสิ่นหมิงเวยจึงไม่อาจฝืนร่างกายไว้ได้และหมดสติไปในที่สุดก่อนที่จะหมดสติไป นางรู้สึกว่ามีคนโอบรับร่างของนางไว้อย่างมั่นคงข้างหูดังขึ้นด้วยเสียงอันคุ้นเคย "วางใจเถิด มีข้าอยู่ทั้งคน"เป็นเว่ยเจิงมุมปากของเสิ่นหมิงเวยยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แล้วปล่อยให้ตัวเองดิ่งจมลงสู่ความมืดมิดอย่างแท้จริงยามที่นางตื่

  • ประกายแสงหลังเหมันต์ หวนคืนแดนตะวันตก   บทที่ 14

    "เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่" เสิ่นหมิงเวยเอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อยเว่ยเจิงยื่นม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งให้เสิ่นหมิงเวย "ข้าได้รับจดหมายจากเหยี่ยวข้างกายท่านพ่อบุญธรรมในเรือน ตอนท่านพ่อบุญธรรมกับคนอื่น ๆ เดินทางกลับเมือง ถูกซุ่มโจมตีที่ด่านหุบเขา เขาโดนพิษประหลาดจากซีอวี้ ตอนนี้ชีวิตตกอยู่ในอันตราย"นางรับม้วนกระดาษมา ตัวอักษรสั่นไหวทว่ายังคงมองออกว่าเป็นลายมือของบิดา คาดว่าคงเป็นข้อความที่เขาเขียนไว้ก่อนจะหมดสติไปนางพยายามข่มความสับสนวุ่นวายในใจ แล้วเอ่ยกับเว่ยเจิง "ในจวนยังมียาถอนพิษพระราชทานที่แก้ได้สารพัดพิษอยู่เม็ดหนึ่ง ข้าจะนำคนเอายาไปส่งเดี๋ยวนี้ เจ้าจงเฝ้ารักษาเมืองไว้ให้ดี ข้ากลัวพวกมันอาจจะฉวยโอกาสนี้ลงมือ""เจ้าอยู่นี่ ข้าไปเอง" เว่ยเจิงขมวดคิ้วไม่เห็นด้วย "ไม่ได้! บนตัวเจ้ายังมีบาดแผลอยู่" เสิ่นหมิงเวยปฏิเสธเสียงแข็ง นางมองเว่ยเจิง "เว่ยเจิง เชื่อใจข้า...อีกอย่าง ช่วยดูแลเนี่ยนเนี่ยนให้ข้าด้วย"เว่ยเจิงมองนางด้วยสายตาลึกซึ้ง สุดท้ายจึงสั่งให้คนไปนำเกราะเบาไหมทองที่เตรียมไว้ให้เสิ่นหมิงเวยออกมา และเฝ้ามองนางสวมใส่มันจนเสร็จถึงได้ยินยอมไม่นานเสิ่นหมิงเวยก็นำยาถอนพิษ พร้อมด้วยทั

  • ประกายแสงหลังเหมันต์ หวนคืนแดนตะวันตก   บทที่ 13

    เสิ่นหมิงเวยเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของเว่ยเจิง จนไม่มีเวลาคิดว่าเซี่ยฉือมาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างไรนางมองเซี่ยฉือด้วยสายตาเย็นชา ตะคอกด้วยเสียงร้อนรน "หลีกไป!"เมื่อเห็นเซี่ยฉือชะงักไป เสิ่นหมิงเวยก็ไม่สนใจเขาอีก พาเว่ยเจิงอ้อมเขาเข้าไปข้างในทันทีพอเข้าสู่เขตเรือน นางก็ร้องสั่งเสียงดัง "แม่นมอู๋ รีบไปเชิญหมอประจำจวนมาเดี๋ยวนี้!"เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับของแม่นมอู๋ นางจึงเพิ่งรู้สึกตัว ว่าแม่นมอู๋ได้ออกจากจวนแม่ทัพไปแล้วเพราะกลัวความผิดสีหน้าของเสิ่นหมิงเวยชะงักไปชั่วครู่ แต่ก็ดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว แล้วสั่งให้สาวใช้ไปเชิญหมอประจำจวนยามมองดูเว่ยเจิงขมวดคิ้วแน่นอย่างเจ็บปวดแสนสาหัส เม็ดเหงื่อไหลผุดซึมขมับไม่หยุด เสิ่นหมิงเวยก็ไม่อาจปิดบังความปวดใจในดวงตาไว้ได้เลยนางเห็นเว่ยเจิงขยับริมฝีปาก จึงรีบก้มตัวยื่นหูเข้าไปใกล้ได้ยินเพียงเสียงพึมพำแผ่วเบาของเว่ยเจิง "เวยเวย…"เสิ่นหมิงเวยชะงักงัน นางกุมมือของเขาไว้แน่นตามสัญชาตญาณ เอ่ยตอบเสียงเบา "ข้าอยู่นี่"หยดเหงื่ออุ่นร้อนหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนมือนาง คล้ายกับลวกเข้ามาในใจนางนางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา เตรียมจะเช็ดเหงื่อบนหน้าผากให้เ

  • ประกายแสงหลังเหมันต์ หวนคืนแดนตะวันตก   บทที่ 12

    ลมตะวันออกคลายความหนาวเหน็บ ฤดูใบไม้ผลิหวนคืนสู่ชายแดนวันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว วนมาถึงวันงานบวงสรวงวสันต์เสิ่นหมิงเวยนำกลุ่มขุนนางเดินทางไปยังแท่นบูชาทางทิศตะวันออกของเมืองเพื่อเซ่นไหว้เทพแห่งพื้นดินและเทพแห่งธัญญาหาร อธิษฐานให้การเกษตรและการเลี้ยงสัตว์บริเวณชายแดนเจริญรุ่งเรืองและสงบสุขไร้ภัยตลอดปีชาวบ้านทั้งใกล้ทั้งไกลต่างพากันเดินทางมาเซ่นไหว้ขอพรท่ามกลางฝูงชนอันคึกคัก มีผู้คุ้มกันในชุดลำลองแฝงตัวอยู่ไม่น้อย คอยอารักขาขบวนเดินทางอย่างแน่นหนาเว่ยเจิงสวมชุดรัดกุม เหน็บกระบี่ไว้ที่เอว คอยเคียงข้างเสิ่นหมิงเวยไม่ห่างกายทว่าขบวนเดินทางออกนอกเมืองไปได้เพียงไม่กี่หลี่ เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นทันที!ม้าที่เสิ่นหมิงเวยควบอยู่พลันคลั่งเตลิด หลุดจากการควบคุมแล้วสลัดสายเชือก วิ่งตะบึงไปยังป่ารกร้างนอกเมืองอย่างบ้าคลั่งก่อให้เกิดความโกลาหลขึ้นในทันทีทว่าเสิ่นหมิงเวยกลับไร้ความตื่นตระหนก เพียงเอียงหน้าเหลือบตาขึ้นประสานมองกับเว่ยเจิงในดวงตาทั้งสองสื่อถึงกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดนับแต่วันที่เสิ่นหมิงเวยให้เว่ยเจิงไปช่วยครอบครัวของแม่นมอู๋ออกมา นางก็เปิดอกคุยกับแม่นมอู๋ตรง ๆ แ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status