LOGINเดิมทีจวนเจิ้งกั๋วโหวต้องจัดงานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของแม่ทัพน้อย ทว่าบัดนี้ทั้งจวนกลับตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพร ประตูจวนปิดไม่ต้อนรับแขก แม้กระทั่งการเข้าวังหลวงก็ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ข่าวลือแพร่สะพัดว่าแม่ทัพน้อยบาดเจ็บสาหัส
เจิ้งกั๋วโหวสีหน้าไม่สู้ดีนัก เขาไม่ได้เอ่ยวาจากับผู้ใดตลอดทางจนกระทั่งก้าวเท้าเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูลง สายตาคมปลาบของบุรุษวัยสี่สิบก็เห็นบุตรีต้นเรื่องนอนหนุนตักฮูหยินของตนอยู่ เขาอ้าปากกำลังต่อว่าแต่ซูหลานผู้เป็นมารดายกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากไม่ให้ส่งเสียง ทำเอาอดีตแม่ทัพใหญ่ถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว
“นี่เจ้าเล่นตลกอะไรอยู่”
“ท่านพี่” ซูหลานดุสามีของตน ขณะที่มือนั้นลูบศีรษะบุตรสาวอย่างเอาใจ อยู่ต่อหน้าผู้อื่นนางย่อมให้ความเคารพสามี แต่เมื่ออยู่กันเองในครอบครัว นางก็ไม่ต้องเกรงว่าผู้ใดจะนินทา
“หรงซิน! ตัวเจ้าหนักจะตาย ลุกขึ้นมานั่งดีๆ”
ฟู่หรงซินเป็นผู้ฝึกยุทธ ก่อนประตูจะถูกเปิดออกย่อมรู้ว่าบิดาเดินเข้ามา นางเพียงแค่แสร้งหลับตาทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น แต่นั้นก็ยิ่งทำให้ฟู่เทียนจิ้งเกิดโทสะจนระเบิดออกมา แต่นางก็หาได้กลัวไม่ หญิงสาวขยับตัวนั่งหลังตรง ดวงตางามเป็นประกายซุกซน
“ท่านแม่ไม่พูดสักครึ่งคำ เหตุใดท่านพ่อช่างบ่นนัก” ฟู่หรงซินไม่พูดเปล่ายังเอนตัวซบไหล่มารดาแล้วส่งสายตาหยอกล้อบิดา
คนเป็นพ่อแม้โกรธแต่ก็โกรธไม่ลงนัก ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจแล้วเดินเข้าไปใกล้ๆ
“ตกลงเจ้าทำสิ่งใดกันแน่”
“ท่านพ่อนั่งก่อน” ฟู่หรงซินรู้ว่าหัวเข่าของบิดายังเจ็บอยู่ อาการบาดเจ็บเรื้อรังตั้งแต่ออกรบในวัยหนุ่มและละเลยในการรักษา ต่อมาจึงบาดเจ็บหนักในบั่นปลายนั้นถึงกับลุกลงจากเตียงไม่ได้ ชาติที่แล้วนางติดค้างท่านพ่อและท่านแม่มากมายเหลือเกิน แต่จะให้นางทำเปลี่ยนตัวเองแบบพลิกฝ่ามือก็เกรงว่ามารดาและบิดาจะไม่เข้าใจ
เจิ้งกั๋วโหวนั่งลงข้างฮูหยิน หากไม่เพราะช่วงที่บุตรสาวเกิดเป็นช่วงบ้านเมืองวุ่นวาย เขาคงไม่เลี้ยงดูนางให้เติบโตในค่ายทหาร หรืออาจเพราะนางมีพรสวรรค์ในเรื่องเพลงยุทธ์ซึ่งเป็นเรื่องที่สืบทอดในตระกูลฟู่ บุตรีที่ตระกูลฟู่เฝ้ารอกลับพละกำลังเช่นบุรุษ นางดื้อรั้นฝึกฝนเพลงยุทธ์ไม่เหมือนเด็กหญิงทั่วไป ซ้ำยังเก่งกาจกล้าหาญในสนามรบทั้งที่อายุยังน้อย แต่นั้นกลับฟูมฟักนิสัยหยิงทะนงเอาแต่ใจตนเองให้บุตรีผู้นี้ เขาผู้ผ่านโลกมามากย่อมกังวลว่าสักวันเรื่องนี้จะเป็นภัยกับฟู่หรงซินเอง
“ท่านพี่อย่าดุลูกนัก ซินเอ๋อร์ทำสิ่งใดย่อมมีเหตุผล”
“ท่านแม่เข้าใจลูกที่สุด”
ฟู่หรงซินฉีกยิ้มประจบประแจง ชาติที่แล้วนางไม่ได้ใส่ใจมารดามองมารดาเป็นเพียงสตรีเรียบร้อนอ่อนหวานและมาจากตระกูลหมอชาวบ้านที่ไร้ฐานะ ท่านพ่อพบท่านแม่ที่ชายแดน ทั้งสองรักใคร่กันอย่างดียิ่ง บิดาไม่มีภรรยารองหรือรับอนุให้ท่านแม่ต้องเหนื่อยใจ แต่ชาติที่แล้วนางถูกคู่หมั้นเป่าหูให้ดูแคลนฐานะของมารดา ทำให้นางละเลยไม่ใส่ใจ หารู้ไม่ว่า คนที่รักนางที่สุดก็คือสตรีที่อยู่เบื้องหน้านางในยามนี้
“เจ้าไม่อยากเข้าวังหลวงก็สามารถให้เหตุผลที่ดีได้” ผู้เป็นพ่อถอนหายใจเฮือกใหญ่ “แต่เหตุใดเจ้าต้องการให้ผุ้อื่นเข้าใจผิดว่าบาดเจ็บหนัก ปิดจวนไม่รับแขกเช่นนี้”
“ลูกก็แค่ไม่อยากไปไหนไกลท่านแม่กับท่านพ่ออีก” นางแสร้งตีหน้าเศร้า “ศึกครั้งนี้ลูกผ่านความเป็นความตายมา ในเสี้ยวเวลาที่คิดว่าตนเองจะไปเยือนประตูผีแล้วนั้น กลับนึกได้ว่าไม่ได้ตอบแทนบุญคุณท่านพ่อท่านแม่เลย เมื่อทุกอย่างผ่านมาได้ ลูกจึงอยากใช้เวลาอยู่กับท่านพ่อท่านแม่ให้มากหน่อยเจ้าค่ะ”
“ก็....” เจิ้งกั๋วโหวถึงกับนิ่งงันไป แต่ข่าวที่ได้มา ศึกครั้งนี้ง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก หากเป็นศึกครั้งก่อนที่นางเพลี้ยพล้ำถูกจับตัวไป...นั้นยัง...เฮ้อ...เขาไม่อยากคิดถึงเรื่องเลวร้ายนั้นอีก
“ก็ดีแล้ว แคว้นของเราไม่ขาดแคลนแม่ทัพ เจ้าอยู่กับแม่ก็ดีแล้ว” ซูหลานผู้เป็นมารดาแม้ภายนอกดูบอบบางและเชื่อฟังสามี แต่แท้จริงนางเป็นคนเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว เรื่องในจวนเป็นนางที่ดูแลจัดการได้ยอดเยี่ยม รวมทั้งกิจการการค้าต่างๆ ที่นางหวังให้เป็นสินเดิมของบุตรสาว ทั้งที่รู้ว่าวันข้างหน้าฟู่หรงซินจะได้เป็นฮองเฮาก็ตาม แต่นางก็หวังว่าว่าลูกสาวจะเลือกหนทางนี้ด้วยตนเอง มิใช่เงื่อนไขที่บรรพชนสร้างขึ้น
“แสร้งทำเป็นป่วยหนักเพื่อไม่ถูกเรียกใช้งาน เจ้าก็ช่างกล้าคิด”
“ลูกไม่ได้กล้าคิด แต่ลูกลงมือทำจริงๆ” นางแสร้งพูดแก้ไขถ้อยคำของบิดา ทำให้เจิ้งกั๋วโหวขึงตาใส่ แต่นางกลับหัวเราะเสียงใสออกมา เสียงหัวเราะหวานใสนี้ละลายใจบิดายิ่งนัก เขารักนางเป็นดั่งแก้วตาดวงใจย่อมตามใจนางที่สุด แม้ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของฟู่หรงซิน แต่บุตรสาวชิงลงมือทำไม่ปรึกษา เรื่องเลยเถิดมาเช่นนี้จึงได้แต่ไหลไปตามน้ำ
พ่อบ้านแซ่อู่ชื่อคำเดียวว่าเฉิง ในจวนเจิ้งกั๋วโหวเรียกเขาว่าพ่อบ้านอู่ผู้รับมือได้ทุกสถานการณ์ แต่ครั้งนี้พ่อบ้านถึงกับถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า กระทั่งร่างเพรียมบางที่สวมชุดรัดกุมสีดำเดินเข้ามา เขาจึงหยุดถอนหายใจ “มีเรื่องใดหรือ?” ฟู่หรงซินถามไม่อ้อมค้อม ด้านหลังนางคือเซี่นหลินและอาจั่วกับเสี่ยวสือที่ถูกลากให้ตามมาด้วยกัน “แม่ทัพน้อยมาเสียที” พ่อบ้านอู่ผายมือไปยังบนโต๊ะที่มีเทียบเชิญวางอยู่มากมาย “เทียบเชิญของแม่ทัพน้อยขอรับ” “เทียบเชิญ? ของข้า?” หญิงสาวชี้นิ้วที่หน้าตัวเอง “ข้าเพิ่งกลับมาเมืองหลวงไม่นาน ไม่รู้จักใครเสียหน่อย เหตุใดมีเทียบเชิญถึงข้ามากมายเพียงนี้” ‘นี่มันภูเขาย่อมๆ เลยนะเนี้ย!’ “ตั้งแต่แม่ทัพน้อยประกาศเลือกคู่ครองด้วยตนเอง ก็มีคนส่งเทียบเชิญมามากมาย แล้วสามวันมานี้ท่านแม่ทัพน้อยไม่ให้ผู้ใดเข้าพบ เทียบเชิญจึงสะสมเป็นกองภูเขาเช่นนี้” แค่นางกลับมาถึงเรือน พ่อบ้านอู่ก็รู้ได้ทันที สมแล้วที่เคยเป็นทหารฝีมือดีมาก่อน ฟู่หรงซินได้แต่ชื่นชมในใจ แต่ชื่นชมก็ส่วนหนึ่ง ทว่าปัญหาตรงหน้าก็อีกส่วน
ชาติก่อนฟู่หรงซินไม่เคยสนใจเรื่องที่สตรีควรรู้ แม้เป็นพระชายาก็ยังยุ่งกับเรื่องปกป้องชายแดน จนกระทั่งอี้หยางเซินขึ้นเป็นฮ่องเต้และนางนั่งตำแหน่งฮองเฮา นางบกพร่องไม่รู้เรื่องวังหลัง กิจการงานที่สตรีควรรู้ก็ไม่รู้ กลายเป็นที่หัวเราะขบขันของคนไปทั่ว ในครั้งนั้น หลี่เมิ่งหยุน ถูกแต่งตั้งเป็นสนมเข้ามาและช่วยงานวังหลัง ครานั้นนางกลับคิดไปว่าอี้หยางเซินหวังดีกับนางที่ไม่รู้จะจัดการเรื่องเหล่านั้นอย่างไร แท้ที่จริงเขาปูเส้นทางให้หญิงในดวงใจของเขาเอง เมื่อมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง นางจึงตั้งใจจะเรียนรู้เรื่องที่สตรีควรรู้ อย่างน้อยก็ไม่ให้ผู้อื่นมาหัวเราะเยาะนางได้ เซี่ยหลินไม่เข้าใจความคิดของฟู่หรงซิน สำหรับเขาที่เคยได้ยินชื่อเสียงของนางผู้คนต่างเรียกขานว่า ‘แม่ทัพปีศาจ’ แต่ไม่คิดว่าตัวจริงของนางก็มีแง่มุมที่ดูไร้เดียงสาเช่นนี้ ไร้เดียงสา...นี่เขากล้าใช้คำนี้กับแม่ทัพปีศาจรึ? มุมปากของชายหนุ่มยกยิ้มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ฟู่หรงซินมองใบหน้าที่ระบายยิ้มน้อยๆ อย่างพอใจ คนผู้นี้ทำหน้าเหมือนแบกโลกไว้บนบ่า เอ่อ...ก้จริง เขามาอยู่ที่แคว้นเหลียนอวิ๋น ในฐานะตัวประกัน จะให้หน้าตาเบิกบานก็
“คุณชายเซี่ยอยู่ที่นี่ถือว่าเป็นแขกของข้า รับคำสั่งของข้าเพียงผู้เดียวไม่ต้องสนใจคำพูดของผู้ใด” ‘เป็นแขก แต่ให้รับคำสั่ง แม่ทัพน้อยช่างใช้ถ้อยคำได้ย้อนแย้งสิ้นดี’ “ผู้น้อยทราบแล้ว” “ปกติข้าเองก็ไม่ค่อยได้กินขนมเท่าไรนัก” หญิงสาวเปลี่ยนเรื่องแล้วหยิบขนมขึ้นมาพลิกไปมา “นี่เรียกว่าอะไร?” “ขนมดอกกุ้ยฮวาเจ้าค่ะ” เสี่ยวสือออกจะแปลกใจที่แม่ทัพน้อยไม่รู้จักขนมธรรมดาๆ อย่างนี้ “เอ่อ...ปกติแม่ทัพน้อยใช้ชีวิตในค่ายทหาร ทหารกินอยู่อย่างไรแม่ทัพน้อยก็ทำเช่นเดียวกัน ก็เลยไม่ค่อยได้กินขนมหน้าตาสวยงามเช่นนี้” อาจั่วรีบพูดขึ้นเพราะเกรงว่าคนอื่นจะเข้าใจแม่ทัพน้อยของเขาผิดไป แต่ที่เขาพูดไปก็เป็นความจริง เนื้อแห้ง หมันโถวแข็งๆ แม่ทัพน้อยก็กินได้โดยไม่ปริปากบ่นสักคำ ทำให้เป็นที่รักใคร่ของทหารทุกระดับชั้น เรื่องที่อาจั่วพูดก็เป็นเรื่องจริง แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะฟู่หรงซินไม่ค่อยกินขนมหวาน นางใช้ชีวิตในกองทัพ หากเลือกได้ก็กินอาหารที่หนักท้อง เมื่อได้กลับมาอยู่เมืองหลวงจึงอยากเปลี่ยนจากแม่ทัพน้อยมาเป็นคุณหนูฟู่หรงซ
ฟู่หรงซินมองชายหนุ่มยกมือวางบนโต๊ะไร้ท่าทีอิดออดหรือตั้งคำถาม มีเพียงการทำตามคำสั่ง ซึ่งการกระทำนี้ทำให้มุมปากของแม่ทัพยิ้มยกยิ้มน้อยๆ ดวงตางามมองข้อมือที่มีรอยช้ำตรงหน้า นางเลิกคิ้วเล็กน้อย หากจำไม่ผิดน่าจะเป็นรอยโซ่ตรวนตั้งแต่วันที่นางพบเขาครั้งแรกแล้ว ฟู่หรงซินวางนิ้วของตนจับชีพจร เซี่ยหลินรู้สึกถึงสัมผัสอุ่นที่สัมผัสผิวกาย เขาเข้าใจไปว่านางต้องการรู้ว่าร่างกายของเขาถูกทำลายวรยุทธจริงหรือไม่ แม่ทัพหญิงพยักหน้ากับตัวเองแล้วชักมือกลับเพื่อหยิบตลับยาเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ นางใช้นิ้วโป้งดีดฝาตลับยาออกแล้วหยิบยาลูกกลอนสีดำจ่อที่ริมฝีปากของชายหนุ่ม ซึ่งเขาก็อ้าปากรับและกลืนยาลงคอโดยไม่ถามอะไร ปลายนิ้วของนางสัมผัสริมฝีปากที่แห้งเป็นขุย นางขมวดคิ้วยุ่งเหยิงก่อนเอ่ยปากสั่งการอย่างรวดเร็ว “อาจั่วไปหาชารากบัวมาให้คุณชายเซี่ย” “อ่า...” “หรือเจ้าจะให้ข้าไปทำเอง” “ขอรับ!” อาจั่วกลัวแม่ทัพน้อยเป็นที่สุด แค่ถูกถลึงตาใส่เขาก็วิ่งหนีอย่างรวดเร็ว “เสี่ยวสือไปดูในครัว มีของว่างอะไรก็ยกมา” “เจ้าค่ะ”
ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง อ่า...ไม่ซิ จะเรียกข่าวลือได้อย่างไร ในเมื่อเป็นความจริง และความจริงที่ว่าก็คือแม่ทัพน้อยฟู่หรงซิน ขอเลือกบุรุษที่จะเป็นสามีด้วยตนเอง ทั้งที่มีคู่หมั้นคู่หมายเป็นถึงรัชทายาทแห่งแคว้น แต่น้อยคนนักจะพูดถึงเรื่องที่แม่ทัพน้อยขอตัวองค์ชายตัวประกัน เซี่ยหลินเองก็ยังไม่เข้าใจ ตัวเขาไม่มีสัมภาระใด เมื่อถูกส่งมาอยู่กับแม่ทัพน้อยฟู่หรงซิน ก็แค่ถูกจับยัดใส่รถม้าแล้วนำมาส่งถึงจวนเจิ้งกั๋วโหว เดิมทีเขาก็คิดว่าคงถูกส่งตัวไปค่ายทหาร แต่สามวันแล้วยังคงอยู่ที่เรือนเล็กข้างเรือนหลักของแม่ทัพน้อย จะเรียกว่าถูกคุมตัวก็ไม่เชิง มีอาหารส่งมาให้ทั้งสามมื้อ รวมทั้งเสื้อผ้าชุดใหม่สำหรับผลัดเปลี่ยน ที่หลับนอนก็สะอาดดี ขาดก็แค่บ่าวรับใช้ ไม่เช่นนั้นเขาคงลืมตัวว่าตนอยู่ในฐานะเชลยตัวประกัน เสียงเคาะประตูปลุกเซี่ยหลินตื่นจากภวังค์ เขาย้ายสายตาจากนอกหน้าต่างมาที่ประตูห้อง ชายหนุ่มรูปร่างปราดเปรียวก้าวเข้ามา แม้ไม่ได้มีท่าทีนอบน้อมแต่ก็ไม่ถึงกับดูแคลนฐานะของเขา “องค์ชายเซี่ยหลิน...” “ตอนนี้ข้าอยู่ในฐา
เสียงอื้ออึงยังคงดังไปทั่ว ฟู่เทียนจิ้งรู้ว่าไม่อาจเปลี่ยนใจบุตรสาวได้จึงลุกขึ้นแล้วก้าวออกมาค้อมเอวขออภัยต่อหน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้ “เป็นความผิดของกระหม่อมที่ตามใจบุตรสาวมากเกินไป..พ่ะย่ะค่ะ” “ช่างเถอะ เราก็เอ็นดูหรงซินราวกับเป็นลูกสาวของตนเอง ย่อมเข้าใจความรู้สึกของผู้เป็นพ่อดี ไม่มีพ่อคนไหนกล้าขัดใจลูกสาวสุดที่รักได้” ฮ่องเต้ทรงหัวเราะขึ้น “หยางเซินเล่า เจ้าคิดอย่างไร” รัชทายาทหยางเซินได้ยินก็ลุกขึ้นและก้าวมายืนใกล้กับฟู่หรงซิน ถูกถามเช่นนี้เขาจะพูดได้หรือว่า ‘ไม่ยินยอม’ หากพูดไปก็เหมือนว่าตนเองไม่มั่นใจว่าหัวใจของแม่ทัพหญิงอยู่ที่เขา “เรื่องนี้...” “กระหม่อมเห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ” สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังองค์ชายสามที่ส่งเสียงขึ้นก่อนจะก้าวออกมาด้านหน้า สายตาของเขาปะทะกับรัชทายาทแล้วยิ้มน้อยๆ “เจ้ามีสิทธิ์อันใดเอ่ยวาจาเช่นนี้” รัชทายาทหยางเซินเลิกคิ้วเล็กน้อย “ข้ารู้ว่าไม่มีสิทธิ์ แต่เมื่อครู่ได้ยินแม่ทัพฟู่หรงซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจึงรู้สึกชื่นชมยิ่งนัก หา







