LOGINขบวนทัพของตระกูลฟู่กลับเข้าเมืองหลวงอย่างองอาจน่าเกรงขาม ชาวบ้านต่างพากันมารอต้อนรับส่งเสียงร้องด้วยดีใจ ภาพแม่ทัพน้อยนามฟู่หรงซินนั่งอยู่บนหลังม้าแสนองอาจ ชุดเกราะที่สวมใส่สะท้อนแสงตะวันยิ่งเสริมบารมีให้แม่ทัพน้อยผู้มีใบหน้าเรียงนิ่ง ฟู่หรงซินเป็นแม่ทัพหญิงที่อายุเพียงสิบแปดทว่ากลับเก่งกล้าสามารถไม่น้อยกว่าบิดาหรือพี่ชายของนางเลยสักนิด สมกับที่เกิดมาในตระกูลนักรบ
แผ่นหลังของแม่ทัพหญิงเหยียดตรง มือที่กำบังเหียนชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทุกอย่างไม่ต่างจากในความฝันอันแสนยาวนานนั้น ตอนนี้นางเชื่อแล้วว่านางได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความเมตตาจากสวรรค์หรือเพราะบรรพชนไม่ต้องการให้สูญสิ้นสกุลฟู่ นางจึงได้มายืนตรงนี้อีกครั้ง
ม้าศึกงามสง่ามุ่งหน้ามาที่จวนสกุลฟู่ เงาร่างของมารดาที่ยืนรอต้อนรับอยู่ในสายตาของฟู่หรงซิน หญิงสาวบังคับให้ม้าหยุดแล้วกระโดดลงอย่างรวดเร็วแทบจะพุ่งเข้าไปในทันที ฟู่หรงซินรู้ดีว่าเรี่ยวแรงนางมีมากกว่าสตรีทั่วไปจึงยั้งมือได้ทัน แต่กระนั้นนางก็วาดวงแขนกอดมารดาแนบแน่น กลิ่นเครื่องหอมจางๆ ที่คุ้นเคยนี้ทำให้อยากหลั่งน้ำตา มีเพียงการกอดมารดาเท่านั้นที่ย้ำเตือนว่านางได้กลับมาแล้วจริงๆ
ในชาติก่อน หลังจากนางเข้าถูกแต่งตั้งเป็นมารดาแผ่นดินได้ไม่นาน ชายแดนเกิดความไม่สงบ บิดากลับคืนสู่สมรภูมิอีกครั้ง ทว่าศึกที่คิดว่าง่ายดายกลับคราชีวิตบิดาและพี่ชายทั้งสอง มารดาเสียใจร่ำไห้จนดวงตามืดบอด จากนั้นสองปีมารดาจึงติดตามบิดาไป
“ท่านแม่ ลูกกลับมาแล้ว”
ซูหลานผู้เป็นมารดาตกตะลึงไปครู่ใหญ่ แม้แต่บิดาผู้เป็นเจิ้งกั๋วโหวยังนิ่งงันไปชั่วขณะ ผู้เป็นพ่อแม่ย่อมรู้นิสัยบุตรีเป็นอย่างดี ฟู่หรงซินมีนิสัยรักอิสระไม่ยึดถือธรรมเนียมสตรีปฏิบัติตัวเช่นเดียวกับบุรุษ นางเย่อหยิ่งทะนงตน เรื่องที่จะทำตัวใกล้ชิดสนิทสนมกับบิดามารดานั้นเป็นเรื่องยากยิ่ง แต่เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้แม้ประหลาดใจเพียงใดแต่ก็ไม่ซักถาม กระทั่งรถม้าของสกุลฟู่มาหยุดหน้าประตูจวน ฟู่หรงซิน จึงเงยตัวขึ้นแล้วหมุนตัวไปเดินไปรับผู้เป็นอาลงจากรถม้ากระทั่งมานั่งบนรถเข็นด้วยตนเอง จากนั้นจึงให้อาจั่วเข็นรถให้ท่านอาต่อ
ไม่ว่าใครในสกุลฟู่ก็ล้วนประหลาดใจกับการกระทำของแม่ทัพน้อย ทว่าย่อมไม่มีใครกล้าพูด แม้แต่ฟู่เจ๋ออวี่ ผู้เป็นอาและกุนซือยังชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ฟู่หรงซินก็เอาอกเอาใจเขาทุกอย่าง ที่นั่งในรถม้าก็สั่งให้คนปูพรมเนื้อหนาไม่ให้เขาได้รับความกระทบเทือน เวลาที่เจ้าวัวดื้อผู้นี้เอาใจใส่ผู้อื่นนั้นกลับทำให้คนนึกหวาดหวั่นความคิดของนางมากกว่าดีใจเสียอีก
“ท่านอาสาม โปรดระวัง”
“อื้ม”
ฟู่เจ๋ออวี่สบตากับฟู่เทียนจิ้งเป็นผู้พี่ชายและบิดาของเจ้าวัวดื้อตัวนั้น ฟู่เทียนจิ้งค้อมเอวลงกระซิบถามน้องชายเบาๆ
“มีเรื่องใดเกิดขึ้นหรือ? ในจดหมายบอกว่าราบรื่นดีมิใช่รึ”
“เรื่องนั้น...เข้าไปคุยในบ้านเถิด”
“จริงสิ พวกเจ้าเพิ่งเดินทางมาถึง เข้าจวนพักผ่อนเสียก่อน” ฟู่เทียนจิ้ง หรือเจิ้งกั๋วโหวพยักหน้ารับแล้วเงยตัวขึ้น ทว่าเมื่อสบตากับดวงตาคู่งามของบุตรสาวพลันรู้สึกเย็นวาบเสียวสันหลัง เขาโบกมือให้ทุกคนเข้าจวน
บ่าวไพร่ทั้งจวนต่างเกรงกลัวคุณหนู เอ่อ แม่ทัพน้อยเป็นที่สุด นอกจากนิสัยมุทะลุดุดันและวรยุทธล้ำเลิศแล้วยังมีพละกำลังเหนือสตรีทั่วไป ต่อให้นางแค่ใช้นิ้วดีดเบาๆ ก็ทำให้คนกระดูกหักโดยง่าย แต่สิ่งที่เห็นตอนนี้คือแม่ทัพน้อยประคองฮูหยินใหญ่เดินเข้าจวนอย่างระวัง บ่าวไพร่เองก็ต่างลุ้นระทึกหวังใจว่าจะไม่ทำให้กระดูกของฮูหยินใหญ่แตกหักคามือ
ยามนี้ฟู่หรงซินไม่คิดเรื่องอื่นใด ขอแค่ได้ดูแลปรนนิบัติมารดาบิดาให้สมกับที่ตนได้มีโอกาสกลับมาในครอบครัวนี้อีกครั้ง นางรู้ว่าที่ผ่านมาตนนั้นผิดต่อสกุลฟู่มากยิ่งนัก การกลับมาครั้งนี้นางกลับมาเพื่อสกุลฟู่เท่านั้น
ส่วนชายที่นางเคยรัก...ก็แค่ก้อนกรวดที่ติดรองเท้าของนางเท่านั้น
ชาวเมืองต่างพากันพูดถึงทัพอันเกรียงไกรของแม่ทัพน้อยฟู่หรงซิน จนไม่มีผู้ใดทันสังเกตว่าท้ายขบวนของทหารเหล่านั้นคือรถม้าขององค์ชายและองค์หญิงที่ถูกส่งมาที่แคว้นเหลียนอวิ๋น ในฐานะ ‘ตัวประกัน’
ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือดขององค์ชายเซี่ยหลินจากแคว้นจิ่นหลัวไม่บ่งบอกอารมณ์ใด ยามนี้ริมฝีปากของเขาแห้งรวมทั้งลำคอที่ราวกับฝุ่นทราย หากไม่ได้รับอนุญาตแม้แต่น้ำหยดเดียวก็ไม่ได้ดื่มกิน
ชายหนุ่มหลุบตาลง นอกจากถูกทำลายวรยุทธแล้วยังถูกบังคับให้ดื่มยาพิษ ชีวิตของเขาคนเดียวแลกกับความสงบสุขของแคว้นจิ่นหลัว ก็ถือว่าชีวิตนี้คุ้มค่าแล้ว แม้ว่า...ตัวเขาจะไม่รู้จักคำว่าอิสรภาพเลยก็ตาม
พ่อบ้านแซ่อู่ชื่อคำเดียวว่าเฉิง ในจวนเจิ้งกั๋วโหวเรียกเขาว่าพ่อบ้านอู่ผู้รับมือได้ทุกสถานการณ์ แต่ครั้งนี้พ่อบ้านถึงกับถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า กระทั่งร่างเพรียมบางที่สวมชุดรัดกุมสีดำเดินเข้ามา เขาจึงหยุดถอนหายใจ “มีเรื่องใดหรือ?” ฟู่หรงซินถามไม่อ้อมค้อม ด้านหลังนางคือเซี่นหลินและอาจั่วกับเสี่ยวสือที่ถูกลากให้ตามมาด้วยกัน “แม่ทัพน้อยมาเสียที” พ่อบ้านอู่ผายมือไปยังบนโต๊ะที่มีเทียบเชิญวางอยู่มากมาย “เทียบเชิญของแม่ทัพน้อยขอรับ” “เทียบเชิญ? ของข้า?” หญิงสาวชี้นิ้วที่หน้าตัวเอง “ข้าเพิ่งกลับมาเมืองหลวงไม่นาน ไม่รู้จักใครเสียหน่อย เหตุใดมีเทียบเชิญถึงข้ามากมายเพียงนี้” ‘นี่มันภูเขาย่อมๆ เลยนะเนี้ย!’ “ตั้งแต่แม่ทัพน้อยประกาศเลือกคู่ครองด้วยตนเอง ก็มีคนส่งเทียบเชิญมามากมาย แล้วสามวันมานี้ท่านแม่ทัพน้อยไม่ให้ผู้ใดเข้าพบ เทียบเชิญจึงสะสมเป็นกองภูเขาเช่นนี้” แค่นางกลับมาถึงเรือน พ่อบ้านอู่ก็รู้ได้ทันที สมแล้วที่เคยเป็นทหารฝีมือดีมาก่อน ฟู่หรงซินได้แต่ชื่นชมในใจ แต่ชื่นชมก็ส่วนหนึ่ง ทว่าปัญหาตรงหน้าก็อีกส่วน
ชาติก่อนฟู่หรงซินไม่เคยสนใจเรื่องที่สตรีควรรู้ แม้เป็นพระชายาก็ยังยุ่งกับเรื่องปกป้องชายแดน จนกระทั่งอี้หยางเซินขึ้นเป็นฮ่องเต้และนางนั่งตำแหน่งฮองเฮา นางบกพร่องไม่รู้เรื่องวังหลัง กิจการงานที่สตรีควรรู้ก็ไม่รู้ กลายเป็นที่หัวเราะขบขันของคนไปทั่ว ในครั้งนั้น หลี่เมิ่งหยุน ถูกแต่งตั้งเป็นสนมเข้ามาและช่วยงานวังหลัง ครานั้นนางกลับคิดไปว่าอี้หยางเซินหวังดีกับนางที่ไม่รู้จะจัดการเรื่องเหล่านั้นอย่างไร แท้ที่จริงเขาปูเส้นทางให้หญิงในดวงใจของเขาเอง เมื่อมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง นางจึงตั้งใจจะเรียนรู้เรื่องที่สตรีควรรู้ อย่างน้อยก็ไม่ให้ผู้อื่นมาหัวเราะเยาะนางได้ เซี่ยหลินไม่เข้าใจความคิดของฟู่หรงซิน สำหรับเขาที่เคยได้ยินชื่อเสียงของนางผู้คนต่างเรียกขานว่า ‘แม่ทัพปีศาจ’ แต่ไม่คิดว่าตัวจริงของนางก็มีแง่มุมที่ดูไร้เดียงสาเช่นนี้ ไร้เดียงสา...นี่เขากล้าใช้คำนี้กับแม่ทัพปีศาจรึ? มุมปากของชายหนุ่มยกยิ้มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ฟู่หรงซินมองใบหน้าที่ระบายยิ้มน้อยๆ อย่างพอใจ คนผู้นี้ทำหน้าเหมือนแบกโลกไว้บนบ่า เอ่อ...ก้จริง เขามาอยู่ที่แคว้นเหลียนอวิ๋น ในฐานะตัวประกัน จะให้หน้าตาเบิกบานก็
“คุณชายเซี่ยอยู่ที่นี่ถือว่าเป็นแขกของข้า รับคำสั่งของข้าเพียงผู้เดียวไม่ต้องสนใจคำพูดของผู้ใด” ‘เป็นแขก แต่ให้รับคำสั่ง แม่ทัพน้อยช่างใช้ถ้อยคำได้ย้อนแย้งสิ้นดี’ “ผู้น้อยทราบแล้ว” “ปกติข้าเองก็ไม่ค่อยได้กินขนมเท่าไรนัก” หญิงสาวเปลี่ยนเรื่องแล้วหยิบขนมขึ้นมาพลิกไปมา “นี่เรียกว่าอะไร?” “ขนมดอกกุ้ยฮวาเจ้าค่ะ” เสี่ยวสือออกจะแปลกใจที่แม่ทัพน้อยไม่รู้จักขนมธรรมดาๆ อย่างนี้ “เอ่อ...ปกติแม่ทัพน้อยใช้ชีวิตในค่ายทหาร ทหารกินอยู่อย่างไรแม่ทัพน้อยก็ทำเช่นเดียวกัน ก็เลยไม่ค่อยได้กินขนมหน้าตาสวยงามเช่นนี้” อาจั่วรีบพูดขึ้นเพราะเกรงว่าคนอื่นจะเข้าใจแม่ทัพน้อยของเขาผิดไป แต่ที่เขาพูดไปก็เป็นความจริง เนื้อแห้ง หมันโถวแข็งๆ แม่ทัพน้อยก็กินได้โดยไม่ปริปากบ่นสักคำ ทำให้เป็นที่รักใคร่ของทหารทุกระดับชั้น เรื่องที่อาจั่วพูดก็เป็นเรื่องจริง แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะฟู่หรงซินไม่ค่อยกินขนมหวาน นางใช้ชีวิตในกองทัพ หากเลือกได้ก็กินอาหารที่หนักท้อง เมื่อได้กลับมาอยู่เมืองหลวงจึงอยากเปลี่ยนจากแม่ทัพน้อยมาเป็นคุณหนูฟู่หรงซ
ฟู่หรงซินมองชายหนุ่มยกมือวางบนโต๊ะไร้ท่าทีอิดออดหรือตั้งคำถาม มีเพียงการทำตามคำสั่ง ซึ่งการกระทำนี้ทำให้มุมปากของแม่ทัพยิ้มยกยิ้มน้อยๆ ดวงตางามมองข้อมือที่มีรอยช้ำตรงหน้า นางเลิกคิ้วเล็กน้อย หากจำไม่ผิดน่าจะเป็นรอยโซ่ตรวนตั้งแต่วันที่นางพบเขาครั้งแรกแล้ว ฟู่หรงซินวางนิ้วของตนจับชีพจร เซี่ยหลินรู้สึกถึงสัมผัสอุ่นที่สัมผัสผิวกาย เขาเข้าใจไปว่านางต้องการรู้ว่าร่างกายของเขาถูกทำลายวรยุทธจริงหรือไม่ แม่ทัพหญิงพยักหน้ากับตัวเองแล้วชักมือกลับเพื่อหยิบตลับยาเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ นางใช้นิ้วโป้งดีดฝาตลับยาออกแล้วหยิบยาลูกกลอนสีดำจ่อที่ริมฝีปากของชายหนุ่ม ซึ่งเขาก็อ้าปากรับและกลืนยาลงคอโดยไม่ถามอะไร ปลายนิ้วของนางสัมผัสริมฝีปากที่แห้งเป็นขุย นางขมวดคิ้วยุ่งเหยิงก่อนเอ่ยปากสั่งการอย่างรวดเร็ว “อาจั่วไปหาชารากบัวมาให้คุณชายเซี่ย” “อ่า...” “หรือเจ้าจะให้ข้าไปทำเอง” “ขอรับ!” อาจั่วกลัวแม่ทัพน้อยเป็นที่สุด แค่ถูกถลึงตาใส่เขาก็วิ่งหนีอย่างรวดเร็ว “เสี่ยวสือไปดูในครัว มีของว่างอะไรก็ยกมา” “เจ้าค่ะ”
ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง อ่า...ไม่ซิ จะเรียกข่าวลือได้อย่างไร ในเมื่อเป็นความจริง และความจริงที่ว่าก็คือแม่ทัพน้อยฟู่หรงซิน ขอเลือกบุรุษที่จะเป็นสามีด้วยตนเอง ทั้งที่มีคู่หมั้นคู่หมายเป็นถึงรัชทายาทแห่งแคว้น แต่น้อยคนนักจะพูดถึงเรื่องที่แม่ทัพน้อยขอตัวองค์ชายตัวประกัน เซี่ยหลินเองก็ยังไม่เข้าใจ ตัวเขาไม่มีสัมภาระใด เมื่อถูกส่งมาอยู่กับแม่ทัพน้อยฟู่หรงซิน ก็แค่ถูกจับยัดใส่รถม้าแล้วนำมาส่งถึงจวนเจิ้งกั๋วโหว เดิมทีเขาก็คิดว่าคงถูกส่งตัวไปค่ายทหาร แต่สามวันแล้วยังคงอยู่ที่เรือนเล็กข้างเรือนหลักของแม่ทัพน้อย จะเรียกว่าถูกคุมตัวก็ไม่เชิง มีอาหารส่งมาให้ทั้งสามมื้อ รวมทั้งเสื้อผ้าชุดใหม่สำหรับผลัดเปลี่ยน ที่หลับนอนก็สะอาดดี ขาดก็แค่บ่าวรับใช้ ไม่เช่นนั้นเขาคงลืมตัวว่าตนอยู่ในฐานะเชลยตัวประกัน เสียงเคาะประตูปลุกเซี่ยหลินตื่นจากภวังค์ เขาย้ายสายตาจากนอกหน้าต่างมาที่ประตูห้อง ชายหนุ่มรูปร่างปราดเปรียวก้าวเข้ามา แม้ไม่ได้มีท่าทีนอบน้อมแต่ก็ไม่ถึงกับดูแคลนฐานะของเขา “องค์ชายเซี่ยหลิน...” “ตอนนี้ข้าอยู่ในฐา
เสียงอื้ออึงยังคงดังไปทั่ว ฟู่เทียนจิ้งรู้ว่าไม่อาจเปลี่ยนใจบุตรสาวได้จึงลุกขึ้นแล้วก้าวออกมาค้อมเอวขออภัยต่อหน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้ “เป็นความผิดของกระหม่อมที่ตามใจบุตรสาวมากเกินไป..พ่ะย่ะค่ะ” “ช่างเถอะ เราก็เอ็นดูหรงซินราวกับเป็นลูกสาวของตนเอง ย่อมเข้าใจความรู้สึกของผู้เป็นพ่อดี ไม่มีพ่อคนไหนกล้าขัดใจลูกสาวสุดที่รักได้” ฮ่องเต้ทรงหัวเราะขึ้น “หยางเซินเล่า เจ้าคิดอย่างไร” รัชทายาทหยางเซินได้ยินก็ลุกขึ้นและก้าวมายืนใกล้กับฟู่หรงซิน ถูกถามเช่นนี้เขาจะพูดได้หรือว่า ‘ไม่ยินยอม’ หากพูดไปก็เหมือนว่าตนเองไม่มั่นใจว่าหัวใจของแม่ทัพหญิงอยู่ที่เขา “เรื่องนี้...” “กระหม่อมเห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ” สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังองค์ชายสามที่ส่งเสียงขึ้นก่อนจะก้าวออกมาด้านหน้า สายตาของเขาปะทะกับรัชทายาทแล้วยิ้มน้อยๆ “เจ้ามีสิทธิ์อันใดเอ่ยวาจาเช่นนี้” รัชทายาทหยางเซินเลิกคิ้วเล็กน้อย “ข้ารู้ว่าไม่มีสิทธิ์ แต่เมื่อครู่ได้ยินแม่ทัพฟู่หรงซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจึงรู้สึกชื่นชมยิ่งนัก หา







