สถานการณ์ปัจจุบัน
“ฮึกๆๆ ฮืออออ!!” “เฮ้อออ!!” เป็นเวลาราวสิบนาทีกว่าแล้ว ที่ผมต้องมาทนนั่งฟังเสียงร้องไห้ของเกวลินอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก ตั้งแต่ผมก้าวเข้ามาในบ้านเมื่อสิบนาทีก่อน ยัยเด็กนั่นก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นดังลั่นบ้านไม่หยุดสักที เสียงร้องของเกวลินมันกวนใจผมมากเกินไป มันทำให้ผมอยากจะรู้…ว่าเกวลินจะร้องไห้สะอึกสะอื้นแบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหนกันเชียว “ฮึกๆฮือออ ไอ้บ้าคิมหันต์! ฮือออ ไอ้คนเฮงซวย!! ฮึกๆฮือออ! ไอ้คนใจร้าย! ฮืออออ” “หึ! นี่เธอจงใจพูดออกมาให้ฉันได้ยินรึไง?” ยัยเด็กนั่นร้องตะโกนออกมาซะดังลั่นห้องขนาดนี้ ไม่รู้ว่าห้องมันไม่เก็บเสียงหรือจงใจจะให้ฉันได้ยินคำด่าของตัวเองกันแน่ “ฮือออ~ ไอ้คนฉวยโอกาส!! ฮึกๆฮืออ นั่นมันจูบแรกของฉันเลยนะ! ฮืออออ กล้าดียังไงมาขโมยจูบแรกของฉันแบบนี้ฮ่ะ! ฮือออออ~” สิ่งที่ได้ยินแทรกขึ้นมาจากเสียงสะอื้นของยัยเด็กนั่นทำผมยกยิ้มมุมปากขึ้นมา “หึ! จูบแรกงั้นเหรอ? ก็ไม่เลวนี่” ผมเองก็ไม่ได้อยากจะทำแบบนั้นหรอก แต่ใครใช้ให้มาทำท่าทีจองหองแบบนั้นกับฉันล่ะ? ผมยังคงนั่งฟังเสียงร้องสะอื้นของเกวลินที่ร้องดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่รู้จักเหนื่อย เธอร้องอยู่อย่างนั้นต่อไปได้ราวๆยี่สิบนาที หลังจากผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีแล้ว เสียงร้องของยัยเด็กนั่นก็ดูเหมือนจะเงียบลงไปได้สักที ”หึ! แค่สามสิบนาทีเองเหรอ? นึกว่าจะร้องได้นานกว่านี้ซะอีก!” ฟุ่บ!! ผมลุกขึ้นมาจากโซฟาทันทีที่เสียงสะอื้นเงียบหายไป ในเมื่อเสียงร้องของเกวลินเงียบลงแล้วก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมต้องนั่งอยู่ตรงนี้อีกต่อไป “หืม?” ผมกำลังจะเดินไปขึ้นห้องอยู่แล้วเชียว แต่กลับต้องมาหยุดชะงักเมื่อก้มลงไปเห็นคราบเลือดที่หยดไปตามพื้นบ้านเป็นทาง แล้วไปหยุดอยู่ที่หน้าห้องยัยเด็กนั่น เฮ้อออ! นี่อย่าบอกนะว่ายัยเด็กนั่นยังไม่ได้ทำอะไรกับแผลที่มือของตัวเอง ที่เสียงร้องเงียบไปแบบนี้ คงไม่ใช่เพราะเสียเลือดตายไปแล้วหรอกใช่มั้ย? แอ๊ดดด!! ผมเปิดประตูเข้ามาในห้องของเกวลินพร้อมกับถืออุปกรณ์ทำแผลติดมือเข้ามาด้วย ถึงจะไม่ค่อยอยากจะสนใจเท่าไร แต่ผมก็ไม่อยากปล่อยให้มีคนเป็นอะไรไปในบ้านตัวเองหรอกนะ “เฮอะ! วุ่นวายจริงๆเลย” ผมบ่นขึ้นมาทันทีที่เปิดประตูเข้ามาในห้องแล้ว ก็เจอเข้ากับร่างของเกวลินที่กำลังนั่งผงกหัวอยู่ข้างๆเตียง หึ! เป็นอย่างที่ผมคิดไว้จริงๆ ยัยเด็กนี่มัวแต่ร้องไห้จนหลับไป แล้วทิ้งให้เลือดจากแผลที่มือไหลเลอะเสื้อผ้าเลอะพื้นเต็มไปหมด หมับ!! ผมเดินเข้าไปอุ้มร่างของเกวลินขึ้นมา ก่อนจะวางร่างไร้สติของเธอลงบนเตียง “เลือดไหลจะหมดตัวอยู่แล้วยังจะหลับลงอีก” ผมมองไปยังคนตรงหน้าที่ตอนนี้นอนหลับไม่ได้สติเลยสักนิด แม้จะหลับตาอยู่แต่ผมก็สังเกตเห็นดวงตาของเกวลินที่บวมปูดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ร้องไห้นานเกือบครึ่งชั่วโมงขนาดนั้น ก็ไม่แปลกหรอกที่ตาจะบวมปูดขนาดนี้ หมับ!! ผมนั่งลงข้างๆร่างไร้สติของเกวลิน ก่อนจะคว้ามือที่เป็นแผลของคนตรงหน้าขึ้นมาทำแผลให้ “อือ เจ็บ~” ร่างไร้สติตรงหน้าละเมอพูดออกมา พร้อมทั้งยังนอนดิ้นพลิกตัวไปมาไม่เลิก “ตอนตื่นไม่เจ็บ มาเจ็บอะไรตอนนี้” ขวับ!! ผมละสายตาจากมือของเกวลินไปมองร่างของเธอที่นอนไร้สติอยู่บนเตียง เพราะแรงดิ้นจากการละเมอเมื่อกี้ ทำให้ตอนนี้สภาพเสื้อผ้าของคนตรงหน้ามันเลิ่กขึ้นสูงจนเห็นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว สถานการณ์ตอนนี้มันทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อน คืนที่ผมบุกไปหาเกวลินที่ห้อง ตั้งแต่คืนนั้น…มันมีอยู่ความคิดหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวไม่หยุด เกวลิน…เด็กน้อยในวันนั้น โตขึ้นมาได้ดีขนาดนี้เลยสินะ หึ! ต่อไป…ผมคงจะเรียกเธอว่าเด็กน้อยไม่ได้แล้วล่ะ ผมเหลือบไปมองริมฝีปากบางที่แดงก่ำของเกวลิน พลางนึกถึงความนุ่มนิ่มของริมฝีปากบางนั่นที่ผมได้สัมผัสไปก่อนหน้านี้ ถ้านั่นเป็นจูบแรกของผู้หญิงคนนี้ มันก็คงจะเป็นประสบการณ์จูบแรกที่แย่พอสมควร แต่สำหรับผมรสจูบจากริมฝีปากของผู้หญิงคนนี้ มันน่าพึงพอใจมากเลยล่ะ คงจะดีไม่น้อยถ้าได้ลิ้มลองมันอีกสักครั้ง หึ! แต่ไม่ใช่ตอนนี้หรอก “คุณคิมหันต์~” “…” ผมเลิ่กคิ้วขึ้นมา เมื่อจู่ๆคนที่นอนไม่ได้สติตรงหน้าก็ละเมอเรียกชื่อผมขึ้นมา “ทำไมคุณถึงเกลียดฉันมากขนาดนั้นกัน~” สิ่งที่คนตรงหน้าละเมอพูดออกมาทำผมหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง “…เพราะเธอ…เหมือนผู้หญิงคนนั้นมากเกินไป” ผู้หญิงคนนั้นคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ของฉัน แม่ที่ทั้งรัก ทั้งซื่อสัตย์ และภักดีต่อพ่อมาตลอด คนที่ยอมเสียสละความสุขของตัวเองเพื่อคนเห็นแก่ตัวอย่างพ่อ ทั้งๆที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าสุดท้ายแล้วตัวเองจะต้องเสียใจ แต่แม่ก็ยังเลือกที่จะจงรักภักดีไม่เปลี่ยน แม้กระทั่งช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตตัวเอง แม่ก็ยังเสียมันไปเพราะคนเห็นแก่ตัวแบบพ่อ หึ! มันน่าสมเพชเกินไป เพราะเธอเหมือนผู้หญิงที่น่าสมเพชคนนั้นไงล่ะ…เกวลิน ทั้งๆที่เธอไม่รู้อะไรเลย แต่กลับให้ทั้งความซื่อสัตย์ ทั้งความภักดีต่อผู้ชายคนนั้น สุดท้ายแล้ว…เธอก็คงจะต้องเสียใจเพราะผู้มีพระคุณของเธอไม่ต่างอะไรจากแม่ฉัน แบบนั้นมัน…น่าสมเพชเกินไป“อ้ะ!” ฉันร้องลั่นขึ้นมาเมื่อคนตัวสูงกระแทกเอวสวนจนรู้สึกจุกไปหมด“แต่ฉันชอบสุดๆไปเลยล่ะ~” เสียงกระซิบบองชอบที่แหบพร่า บวกกับแววตาหื่นกระหายของคนตรงหน้าทำให้ความเขินอายที่มีในตอนแรก เลแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนรุ่มที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมไปอีก“จุ๊บ!! อื้ม~” ฉันก้มลงไปประทับริมฝีปากของตัวเองลงบนริมฝีปากหนา จู่ๆฉันก็เกิดความคิดประหลาดๆขึ้นมา คราวนี้ฉันอยากจะลองเป็นคนเดินเกมส์ดูบ้าง ฉันอยากจะรู้…ว่าฉันสามารถทำให้คนตรงหน้าเสียสติได้มาก เท่ากับที่เขา…ทำให้ฉันเสียสติจวนจะบ้าตายอย่างในตอนนี้รึเปล่านะ?ฉันส่งเรียวลิ้นของตัวเองเข้าไปเกี่ยวตระหวัดดูดเม้มกับเรียวลิ้นของเขาอย่างร้อนแรง เหมือนกันที่เขาทำกับฉัน และช่วงชิมรสหวานจากปากของเขาอย่างหื่นกระหาย เหมือนกันที่เขาทำกับฉัน“อืมมม~” เสียงครวญครางที่ดังออกมาจากในลำคอของคนใต้ร่าง มันทำให้ฉัพอใจมากเลยล่ะ แต่แค่นี้ยังไม่พอหรอก ฉันอยากเห็นเขา…พอใจสัมผัสของฉันมากกว่านี้“อ่าส์ เกว~” ฉันเปลี่ยนตำแหน่จาริมฝีปากของคนตัวสูง มาซุกไซร้ซอกคอแกร่งของเขาแทน ฉันใช้เรียวลิ้นของตัวเองไล้เลียและดูดเม้มไปตามผิวเนียนของเขาอย่างหื่นกระหาย ให้เหมือนกับที่เขาทำกับฉัน
วันต่อมาเมื่อวานหลังจากกลับมาจากห้องของคุณคิมหันต์แล้ว ฉันก็นั่งทำโอทียาวมาจนถึงเช้าเลยล่ะ ยังไม่ได้นอนมาตั้งแต่เมื่อคืนเลย ง่วงจนตาจะปิดอยู่แล้วเนี่ยกริ๊งงง!! ระหว่างที่กำลังนั่งเฝ้าล็อบบี้รอเวลาออกกะอยู่นั้น เสียงมือถือที่วางอยู่หน้าล็อบบี้ก็ดังขึ้นมา รินณ์ที่นั่งทำงานอยู่ใกล้ๆเลยทำหน้าที่รับสายแทน“สวัสดีค่ะ”“อาหารเช้าสองที่เหรอคะ?”“ได้ค่ะ เดี๋ยวทางเราจะเตรียมไว้ให้นะคะ”“ให้ใครไปเสริฟ์นะคะ?”“พนักงานที่ชื่อ…เกวลิน”“ได้ค่ะ อีกสามสิบนาทีเราจะเอาอาหารไปให้นะคะ”ทันทีที่วางสายฉันกับรินณ์หันมาสบตากันอย่างไม่ได้นัดหมาย“มีอะไรเหรอรินณ์?” “ก็แฟน…เอ่อ…คุณคิมหันต์อ่ะ เขาขอให้เกวเอาอาหารเช้าเสริฟ์ให้น่ะสิ” รินณ์มองซ้ายมองขวาก่อนจะเขยิบมากระซิบใกล้ๆฉันคุณคิมหันต์ให้ฉันเอาอาหารไปเสริฟ์ให้เนี่ยนะ? คิดจะแกล้งอะไรฉันอีกล่ะเนี่ย?ห้องพักกริ๊งงง!! ฉันกดออดที่หน้าห้องพักของคุณคิมหันต์ หลังจากที่เข็นรถเข็นอาหารมาส่งให้เขาถึงหน้าห้อง ตามคำสั่งที่สั่งไว้ก่อนหน้านี้แอ๊ดดด!! ผ่านไปเพียงไม่กี่วิ คนตัวสูงก็เปิดประตูห้องออกมา แต่ทันทีที่ฉันเห็นร่างของคนที่อยู่ในห้อง ฉันถึงกับเบิกตาโ
ห้องพักวีไอพีกริ๊งงง!! ฉันตัดสินใจกดออดหน้าประตูห้องพักวีไอพีห้องหนึ่ง หลังจากที่ยืนทำให้อยู่หน้าห้องมาได้สักพักหนึ่งแล้วแอ๊ดดด!! ผ่านไปไม่กี่วินาที ประตูห้องก็ถูกเปิดออกมาช้าๆ ก่อนจะปรากฏร่างของคนตัวสูงที่ยืนยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์อยู่หลังประตู“ฉันเอากระเป๋ามาให้…”หมับ!! ยังไม่ทันที่จะพูดจบ คนตัวสูงก็คว้าร่างฉันเข้าไปในห้องอย่างไม่ทันตั้งตัว พร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่ที่ลากเข้ามาในห้องด้วยกันอีกทีปัง!! ฉันสะดุ้งตกใจเสียงปิดประตูที่ดังขึ้นมาซะลั่นห้อง “คุณคิมหันต์! คุณจะทำอะไรเนี่ย?”ตุบ!! คนตัวสูงเตะกระเป๋าใชเดินทางใบใหญ่ของตัวเอทีกันเองมาด้วยออกไป ก่อนจะดันตัวฉันให้ติดกับประตห้องไม่ให้ไปไหน“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเกวลิน”“นั่นน่ะสิค่ะ เกวก็ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณที่นี่ในฐานะแขกวีไอพีด้วยเหมือนกันค่ะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงและสายตาที่ออกจะดุนิดหน่อย “คุณมาทำอะไรที่นี่คะ?”“ฉันคิดถึงเธอเกว~”ตึกตักๆๆ!! คนตัวสูงเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องเลี่ยงตอบคำถามของฉัน เป็นการกระซิบเบาที่ข้างหูฉันแทน ซึ่งวิธีนี้ก็ถือว่าเป็นวิธีทำให้ฉันใจสั่นขึ้นมาได้ดีเลยล่ะ“เราไม่ได้เจอกันตั้งเดือนนึงเลยนะเก
หนึ่งเดือนผ่านไปวันเวลาผ่านไปเร็วราวกับพลิกหน้ากระดาษ ตอนนี้ก็ผ่านมาเดือนกว่าแล้วที่ฉันมาฝึกงานที่นี่ ทุกๆวันที่อยู่ที่นี่ไม่เคยมีวันไหนที่ฉันจะไม่คิดถึงคนที่ตัวเองรักอย่างคุณคิมหันต์ แต่ถึงอย่างนั้น…ฉันก็ยังสนุกกับการฝึกงานที่นี่อยู่นั่นแหละและดูเหมือนว่าใกล้ถึงเวลาที่ฉันจะกลับไปหาคนที่ตัวเองรักสักที“เอ้า! ทุกคน ใกล้ถึงเวลาที่แขกวีไอพีขอบโรงแรมจะมาแล้ว รีบออกมาต้อนรับกันเร็ว” เสียงของผู้จัดการตะโกนร้องเรียกพนักงานทุกคนที่อยู่ในล็อบบี้โรงแรมเมื่อสองวันก่อนผู้จัดการแจ้งมาว่าในวันนี้จะมีแขกวีไอพีมาพักที่โรงแรม ซึ่งแขกคนนี้เป็นแขกคนสำคัญมากๆเลยล่ะ ลือกันว่าเขาเป็นเพื่อนของท่านประธานคนใหม่ของที่นี่ ดังนั้นเราจึงต้องให้การต้อนรับแขกวีไอพีคนนี้ให้ดีที่สุดและห้ามทำอะไรผิดพลาดโดยเด็ดขาด“ไปกันเถอะเกว” เสียงของรินณ์ที่ยืนอยู่หน้าล็อบบี้เรียกให้ออกไปยืนรอด้วยกัน“อื้อ!” ฉันกันรินณ์ออกไปรอต้อนรับแขกวีไอพีคนดังกล่าวที่หน้าประตูโรงแรม พร้อมกับผู้จัดการและพี่แอนเอี๊ยดดด!! ยืนรอกันได้อยู่พักหนึ่ง ไม่นานก็มีรถหรูคันหนึ่งเข้ามาจอดเทียบที่หน้าประตูโรงแรมพนักงานชายเดินไปเปิดประตูรถ ก่อนท
หลังจากได้ฟังคำตอบจากปากของเกวลินแล้ว สิ่งที่ค้างคาใจผมในตอนแรกก็คลายลง ผมตัดสินใจเดินออกมาจากร้านนั้น แล้วก็มาเดินเล่นที่ริมหาดกับไอ้กวินท์แทนระหว่างที่เดินเล่นอยู่ผมก็ทบทวนคำพูดของเกวลินอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมาสิ่งที่เกวลินต้องการมาตลอดก็คืออิสระ เพราะเธอโตมากับตระกูลของผม เลยทำให้เธอคิดว่าตัวเองติดหนี้บุญคุณตระกูลของผม ไอ้สิ่งที่ผูกมัดเกวลินมาตลอดคือ…ตระกูลอัศวนันทร์ และตัวผมนี่แหละผมไม่อยากสูญเสียเกวลินไป ผมอยากให้เกวลินอยู่กับผมไปตลอดเลยด้วยซ้ำ เพราะผมรักเธอ แต่มันคงไม่ง่ายสำหรับเกวลิน แม้เธอจะรักผม แต่เธอก็มีความต้องการเหมือนกัน และสิ่งที่เธอต้องการก็คือ…อิสระ เธอต้องการอิสระมาโดยตลอด เพราะงั้น…ผมตัดสินใจแล้วว่าผม…จะยอมให้อิสระกับเกวลิน อย่างที่เธอต้องการ“ดูเหมือนแกกับเด็กคนนั้นจะรักกันมากเลยนะ” ไอ้กวินท์พูดเหมือนเด็กฝึกงานที่มากับเกวลินไม่มีผิด“ไม่ใช่เรื่องของแก”“ครั้งแรกเลยนะที่ฉันเห็นแกร้อนรนแบบนี้อ่ะ”“อย่ามาทำเป็นรู้ดีหน่อยเหอะ”“นี่! ฉันกำลังเตือนสติแกอยู่นะเว้ย! ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเพราะอะไรน้องเขาถึงหนีมาอยู่ที่นี่ได้อ่ะ แต่จากที่ฟังเมื่อกี้…น้องเขาคงจะรัก
[คิมหันต์]ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่งผมขับรถตามรถของเกวลินมาเรื่อยๆ จนมาถึงที่ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ริมทะเลร้านหนึ่ง เกวลินกันเพื่อนของเธอคงจะมากินอาหารกันที่นี่ ผมไม่อยากให้เกวบินคลาดสายตาผมไป เลยตามเกวลินเข้ามาในร้านด้วยเหมือนกันแต่ผมไม่เข้าใจว่าไอ้กวินท์มันจะตามผมมาถึงที่นี่ด้วยทำไมเนี่ย?“นั่งตรงนี้มั้ยเกว?”“ได้สิ” เกวลินกับเพื่อนของเธอเลือกนั่งลงบนโต๊ะๆหนึ่งในร้านอาหาร ฟุ่บ!! ผมที่เดินตามอยู่ห่างๆ เลยเดินเข้าไปนั่งใกล้กับโต๊ะของเกวลิน ซึ่งระยะห่างระหว่างผมกันเกวลินก็ห่างกันเพียงแค่โต๊ะอาหารคั่นกลางไว้แค่โต๊ะเดียวเท่านั้นตุบ!! ส่วนไอ้กวินท์ที่ตามติดมาด้วยก็ดันเลือกที่จะมานั่งข้างๆผมอีกซะงั้น ที่มีตั้งเยอะแยะจะมานั่งติดผมทำไมเนี่ย?“แกจะตามฉันมาด้วยทำไมเนี่ย?”“ฉันไม่ได้ตามแกมาซะหน่อย ลืมไปแล้วรึไงว่ารถที่แกขับมาน่ะ รถฉันเว้ย!” มันพูดด้วยท่าทีเลิ่กลั่ก ความจริง ผมสังเกตเห็นตั้งแต่ที่โรงแรมล่ะ ไอ้กวินท์เอาแต่ชะเง้อมองตามใครสักคนอยู่ตลอดเวลา ไม่ต่างจากผมเลยสักนิด และผมก็เดาว่าคนที่มันกำลังตามอยู่คงจะเป็นเพื่อนที่อยู่กับเกวลินตอนนี้แน่ๆ“ใครว่ะ? แฟนเหรอ?” ผมเป็นฝ่ายเอ่ยปากถาม
[คิมหันต์]ณ บริษัท เอ.เอส.เอ็นก๊อกๆๆ!! เสียงเคาะประตูห้องทำงานหน้าห้องของผมดังขึ้น“เข้ามา” ธนินเดินเข้ามาในห้องหลังจากได้รับอนุญาตจากผมแล้ว“เรื่องที่ให้ไปสืบเป็นไงบ้าง?“ ทันทีที่เห็นหน้าของธนินผมก็เอ่ยถามถึงงานที่ผมมอบหมายไปให้เมื่อวานนี้ “ได้ที่อยู่ของคุณเกวลินมาแล้วครับ” ซึ่งก็เป็นเรื่องไหนไม่ได้เลน นอกจากเรื่องของเกวลิน ยัยตัวแสบที่แอบหนีผมไปไงล่ะ เมื่อวานทันทีที่รู้ว่าเกวลินหนีไป ผมก็รีบยกหูโทรหาให้ธนินไปสืบหาที่อยู่ของเกวลินทันที “เกวลินอยู่ไหน?”“คุณเกวลิน ย้ายไปฝึกงานอยู่ที่โรงแรมพาวิลเลียนที่ต่างจังหวัดครับ” ได้ยินชื่อโรงแรมที่ธนินเอ่ยแล้วผมถึงกับต้องขมวดคิ้วขึ้นมาทันที เพราะเหมือนว่าชื่อโรงแรมนี้จะฟังดูคุ้นหูเอามากเลยล่ะ“โรงแรมพาวิลเลียนเหรอ?”“ครับ โรงแรมในเครือตระกูลอัครวานิชครับ” และผมก็อดที่จะยกยิ้มมุมปากขึ้นมาไม่ได้ เมื่อสิ่งที่ผมสงสัยได้รับการยืนยันจากธนินโรงแรมพาวิลเลียน ในเครือตระกูลอัครวานิช คือโรงแรมที่ไอ้กวินท์ เพื่อนสนิทสมัยเรียนมหาลัยของผมบริหารอยู่นี่เอง ตืดๆๆ!! ทันทีที่รู้ว่าเกวลินอยู่ที่นั่น ผมก็ไม่รอช้ารีบยกหูกดโทรออกหาไอ้กวินท์มันอย่า
[เกวลิน]“ยินดีต้อนรับน้องๆฝึกงานทุกคนเลยนะคะ” เสียงของผู้จัดการโรงแรมเอ่ยขึ้น หลังจากที่พาพวกเราที่เป็นเด็กฝึกงานใหม่ ไปแนะนำสถานที่ต่างๆในโรงแรมเสร็จแล้ว“ต่อไปนี้ก็ตั้งใจทำงาน แล้วก็ขอให้โชคดีกับการฝึกงานนะคะ” พี่แอนพี่พนักงานอีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้น“ขอบคุณค่ะ” ฉันและเพื่อนอีกคนที่เป็นเด็กฝึกงานเหมือนกันเอ่ยขอบคุณผู้จัดการและพี่แอนพร้อมๆกัน“วันนี้ก็คงไม่มีอะไรแล้วล่ะ เราสองคนกลับไปพักผ่อนกันก่อนเถอะ แล้วเดี๋ยวค่อยมาเริ่มงานพรุ่งนี้อีกที”“ได้ค่ะ”“งั้นพี่ไปก่อนนะ” ร่ำลากันเสร็จผู้ตัดการกับพี่แอนก็เดินกลับไปทำงานของตัวเองกันต่อ เหลือไว้แค่ฉันกับเพื่อนร่วมฝึกงานกันอยู่สองคน“หวัดดี เราชื่อรินณ์นะ” เพื่อนอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ หันมาทักทายด้วยสีหน้าที่สดใส“หวัดดี เราชื่อเกว”“เกวมาจากกรุงเทพเหรอ?”“อื้อ แล้วรินณ์อ่ะ?”“เราเรียนที่นี่แหละ แล้วก็อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็กแล้วด้วย” อ่อ เป็นคนที่นี่สินะ“อ่อ อื้ม!”“แล้วนี่…เกวจะกลับเลยรึเปล่า? เราไปกินข้าวกันมั้ย?”“โทษทีนะ พอดีเราเพิ่งย้ายมาที่นี่เมื่อวานเองอ่ะ คงต้องขอตัวกลับไปจัดของที่ห้องก่อน” “อ่อ งั้นไม่เป็นไร ไว้ไปกินข้าวกั
[คิมหันต์]เช้าวันต่อมา พรึ่บ!! ผมลืมตาขึ้นมาช้าๆ หลังจากที่หลับพักผ่อนจากกิจกรรมอันเหน็ดเหนื่อยเมื่อคืนไปทั้งคืนอย่างเต็มที่แล้ว แสงแดดที่เล็ดลอดผ่านผ้าม่านสีดำในห้องของตัวเองสาดส่องเข้ามา ทำผมถึงกับต้องหรี่ตาลงเพื่อปรับสายตาของตัวเองให้คงที่ขวับ!! เมื่อสายตากลับมาอยู่ในสภาพคงที่แล้ว ผมจึงพลิกตัวมาอีกฝั่งหนึ่งของเตียง ด้วยความหวังที่ว่าจะเจอกันคนตัวเล็กอย่างเกวลินนอนอยู่ข้างๆกาย"..." แต่แล้วสิ่งที่ผมเจอมีเพียงแค่รอยยับของผ้าปูที่ว่างเปล่าและไร้ซึ่งร่างของคนตัวเล็กเกวลินตื่นแล้วเหรอ?ฟุ่บ!! ผมคิดว่าคนตัวเล็กคนจะตื่นก่อนผมไปแล้ว ผมจึงลุกออกจากเตียง ก่อนจะเดินหยิบกางเกงนอนของตัวเองมาใส่ แล้วเดินออกไปจากห้อง ด้วยความหวังที่ว่าเกวลินคงจะอยู่ข้างนอกห้อง หรือที่ไหนสักที่ในบ้านนั่นแหละ"..." แต่ผมกลับต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจมากกว่าเดิม เมื่อลงมาแล้วไม่เจอกับเกวลินอยู่ที่ชั้นล่างของบ้าน ในครัวก็ไม่อยู่ ในห้องรับแขกก็ไม่เจอ "เกวลิน!" ผมลองตะโกนร้องเรียกชื่อของคนตัวเล็ก แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงใดๆตอบรับกลับมาใจผมเริ่มสั่นไหวขึ้นมา จู่ๆความคิดที่ไม่ดีก็ดันโผล่เข้ามาในหัว ตอนนี้ผมกำลังคิดว่า