Mag-log inการท่องบ่นซ้ำๆ ทุกวันเช่นนี้ คือความพยายามในแบบของเขาที่จะไขว่คว้าเศษเสี้ยวของอดีตที่หล่นหาย และถึงแม้ความทรงจำที่ปรารถนาจะยังไม่กลับคืนมาอย่างปาฏิหาริย์ แต่อย่างน้อยการฝึกฝนนี้ก็ทำให้เขารู้หนังสือมากขึ้น สามารถอ่านและเขียนอักษรต่างๆ ได้คล่องแคล่วขึ้นกว่าเดิมวันแล้ววันเล่านอกจากตำราพันอักษรแล้ว เขายังพยายามทบทวนตำราอื่นๆ ที่พอจะระลึกเค้าโครงได้บ้างจากส่วนลึกของจิตใจ อาจเป็นบทกวีโบราณ หลักปรัชญาขงจื๊อ หรือแม้แต่ตำราพิชัยสงครามที่เขาไม่รู้ว่าเคยเรียนมาจากที่ใด แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดบางวัน ในช่วงบ่ายอันเงียบสงบเช่นนี้ ท่านกุนซือชราคู่ใจของแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจิน ก็จะปลีกเวลาจากการวางแผนกลยุทธ์ในกระโจมใหญ่ เดินทางมาเยี่ยมเยียนเขาถึงข้างคอกม้า ท่านกุนซือผู้มีแววตาเปี่ยมเมตตา และมองการณ์ไกล มักจะนำตำรับตำราต่างๆ มาอ่านให้เขาฟังบ้าง หรือบางครั้งก็ช่วยชี้แนะความหมายของตัวอักษรที่ซับซ้อน เป็นการกระตุ้นความทรงจำ และเติมเต็มความรู้ให้แก่จ้าวมู่เฉินทีละน้อยอย่างไม่เร่งร้อน คล้ายกับว่าท่านมองเห็นศักยภาพบางอย
ณ "ค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี" เมื่อพ่อบ้านเฉินจากไปแล้ว จ้าวมู่เฉินผู้ยังคงกอดห่อผ้าของขวัญจาก “พี่ใหญ่เฉิน” ไว้แนบอก ก็จำต้องวางมันลงอย่างเสียมิได้เพื่อกลับไปทำงานของตนต่อ เขายังคงสาละวนอยู่กับการดูแลม้า ทั้งตักน้ำ หาบหญ้า และทำความสะอาดคอกอย่างขยันขันแข็ง แม้ดวงใจจะพะวงถึงของเล่นและขนมที่รอคอยอยู่ แต่ความรับผิดชอบที่ถูกปลูกฝังมา ก็ทำให้เขามิอาจละทิ้งหน้าที่ได้จนกระทั่งแสงตะวันคล้อยเคลื่อนสู่กลางศีรษะ เป็นสัญญาณว่าเวลามื้อเที่ยงได้มาถึงแล้ว เสียงฝีเท้าคุ้นเคยสองคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินสู่คอกม้า ถิงถิง บ่าวรับใช้หญิงร่างเล็กบางอายุราวสิบสามสิบสี่ปี ใบหน้าจิ้มลิ้ม เดินนำหน้าอาไค่ บ่าวชายร่างกำยำผู้มีพละกำลังมหาศาล ทว่าดวงตาทั้งคู่กลับฉายแววซื่อซื่อตามประสาทุกเพลา ทั้งสองหอบหิ้วตะกร้าหวายสานใบเขื่อง เดินตรงมายังบริเวณที่จ้าวมู่เฉินมักจะพักทานอาหารเป็นประจำ“คุณชายจ้าวเจ้าคะ ได้เวลามื้อกลางวันแล้วเจ้าค่ะ” ถิงถิงเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส นางและอาไค่ช่วยกันนำสำรับอาหารออกจากตะกร้าวาง
ทว่าความพยายามของเขาก็มิได้สูญเปล่า...ในเช้าวันนี้ ขณะที่เขากำลังตักน้ำใส่รางให้ม้าตัวหนึ่ง แม้หัวใจจะยังคงเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น แต่เขาก็สามารถยืนอยู่ข้างๆ มันได้โดยไม่เป็นลมล้มพับไปเช่นคราแรก ปลายนิ้วที่เคยสั่นเทา บัดนี้สามารถยื่นออกไปสัมผัสแผงคอของม้าตัวนั้นได้อย่างแผ่วเบา แม้มันจะเป็นเพียงสัมผัสสั้นๆ เพียงชั่วอึดใจ แต่สำหรับจ้าวมู่เฉินแล้ว นี่คือก้าวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่...ก้าวที่จุดประกายความหวังริบหรี่ในใจของเขาให้สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งจ้าวมู่เฉินในชุดทหารฝึกหัดที่เก่าคร่ำคร่ากว่าของผู้ใด กำลังก้มหน้าก้มตาใช้เคียวในมือเกี่ยวหญ้าสดบริเวณเชิงเขาด้านข้างค่ายอย่างขะมักเขม้น เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายบนหน้าผากขาวเนียนที่บัดนี้มีรอยเปื้อนดินอยู่บ้างเล็กน้อย หญ้าแต่ละกำที่เกี่ยวได้ถูกวางลงในตะกร้าหวายใบใหญ่อย่างเป็นระเบียบ ดวงตาซื่อใสของเขามุ่งมั่นอยู่กับภารกิจตรงหน้า ด้วยรู้ดีว่าหญ้าเหล่านี้คืออาหารมื้อสำคัญของเหล่าอาชาในคอกขณะที่เขากำลังก้มๆ เงยๆ อยู่นั้น เสียงแหบชราอันคุ้นเคยของเห
ยามซื่อ (09.00 - 11.00 น.) เพิ่งจะล่วงเข้าสู่ต้นชั่วยาม ทว่าที่จวนแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจินนั้น แสงแห่งชีวิตได้เริ่มเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ยามเหม่าแล้ว ม่านหมอกบางเบาคล้ายแพรไหมสีขาวนวลดุจน้ำนมแพะ ลอยอ้อยอิ่งคลุมเคลียยอดหญ้าและหมู่แมกไม้ภายในอุทยานกว้าง อากาศยังคงเย็นสบาย ผสมผสานกับไอชื้นจากน้ำค้างที่เกาะพราวอยู่บนใบหญ้าและกลีบบุปผา สะท้อนแสงเรืองรองจากประทีปที่ยังคงส่องสว่างจากเรือนต่างๆ ภายในจวน ประหนึ่งดวงดาวบนพื้นดินที่ยังมิกล้าหลับใหล แม้ดวงอาทิตย์กำลังจะตื่นจากนิทราในอีกไม่ช้าภายในเรือนพักของเฉินซูเหริน คุณหนูแห่งจวนตื่นนอนแต่เช้าตรู่ นางมิได้มีท่าทีอ้อยอิ่งเกียจคร้านเช่นคุณหนูในห้องหอทั่วไป บ่าวรับใช้คนสนิททั้งสอง เสียวหม่านผู้มีกิริยากระตือรือร้น และชุนเฟิงผู้มีกิริยาสุขุมเยือกเย็น ต่างปรนนิบัติผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ให้คุณหนูของพวกนางด้วยความคล่องแคล่วบรรจง วันนี้นางสวมชุดกระโปรงยาวสีเขียวมรกตอ่อน ปักลายดอกหลันฮวา (ดอกกล้วยไม้) ด้วยเส้นไหมสีเงิน ขับให้ผิวขาวผุดผ่องของนางยิ่งดูเปล่งปลั่ง เรือนผมดำขลับยาวสลวยถูกชุนเฟิงรวบเกล้าขึ้นเป็นมวยครึ่งศีรษะอย่างงดงาม ปักปิ่นหยกขาวสลักลายผี
เฉินซูเหริน เดินลัดเลาะไปตามแผงลอยในตลาดอย่างเพลิดเพลิน แสงไฟจากโคมหลากสีส่องสว่างกระทบใบหน้างามที่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คน และกลิ่นหอมของอาหารคาวหวานที่ลอยคละคลุ้ง พลันสายตาของนางก็สะดุดเข้ากับร้านค้าของเล่นเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยของเล่นไม้แกะสลักนานาชนิดนางก้าวเข้าไปใกล้แผงลอยนั้นอย่างช้าๆ ดวงตาคู่สวยกวาดมองสำรวจของเล่นแต่ละชิ้นด้วยความสนใจ ก่อนจะเอื้อมมือหยิบ ลูกข่างไม้ ตัวหนึ่งขึ้นมาหมุนเล่นเบาๆ เพียงเท่านั้น ภาพของ จ้าวมู่เฉิน ก็พลันผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างแจ่มชัดรอยยิ้มบนใบหน้าของเฉินซูเหรินพลันเลือนหายไป แทนที่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความ คิดถึง และ โหยหา นางนึกถึงใบหน้าเปิ่นซื่อของจ้าวน้อย ยามที่เขายิ้มอย่างมีความสุขเมื่อได้ฝึกวิชา หรือยามที่เขามีท่าทางงงงวยเมื่อนางกล่าวอะไรที่ซับซ้อนเกินไป นางพลันคิดในใจ “ไม่รู้ว่าเวลานี้จ้าวน้อยจะเป็นอย่างไรบ้าง จะคิดถึงข้าบ้างหรือไม่นะ?”ภาพบรรยากาศของเฉินซูเหรินที่พลันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ ห
ยามซื่อ (09.00 - 11.00 น.) เพิ่งจะล่วงเข้าสู่ต้นชั่วยาม ทว่าที่จวนแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจินนั้น แสงแห่งชีวิตได้เริ่มเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ยามเหม่าแล้ว ม่านหมอกบางเบาคล้ายแพรไหมสีขาวนวลดุจน้ำนมแพะ ลอยอ้อยอิ่งคลุมเคลียยอดหญ้าและหมู่แมกไม้ภายในอุทยานกว้าง อากาศยังคงเย็นสบาย ผสมผสานกับไอชื้นจากน้ำค้างที่เกาะพราวอยู่บนใบหญ้าและกลีบบุปผา สะท้อนแสงเรืองรองจากประทีปที่ยังคงส่องสว่างจากเรือนต่างๆ ภายในจวน ประหนึ่งดวงดาวบนพื้นดินที่ยังมิกล้าหลับใหล แม้ดวงอาทิตย์กำลังจะตื่นจากนิทราในอีกไม่ช้าภายในเรือนพักของเฉินซูเหริน คุณหนูแห่งจวนตื่นนอนแต่เช้าตรู่ นางมิได้มีท่าทีอ้อยอิ่งเกียจคร้านเช่นคุณหนูในห้องหอทั่วไป บ่าวรับใช้คนสนิททั้งสอง เสียวหม่านผู้มีกิริยากระตือรือร้น และชุนเฟิงผู้มีกิริยาสุขุมเยือกเย็น ต่างปรนนิบัติผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ให้คุณหนูของพวกนางด้วยความคล่องแคล่วบรรจง วันนี้นางสวมชุดกระโปรงยาวสีเขียวมรกตอ่อน ปักลายดอกหลันฮวา (ดอกกล้วยไม้) ด้วยเส้นไหมสีเงิน ขับให้ผิวขาวผุดผ่องของนางยิ่งดูเปล่งปลั่ง เรือนผมดำขลับยาวสลวยถูกชุนเฟิงรวบเกล้าขึ้น







