Masukเขามิได้ผลีผลามเข้าไปในทันที แต่สั่งให้อาไค่และจ้าวมู่เฉินรออยู่ด้านนอกก่อน ส่วนตนเองนั้นเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด เพื่อดูว่ามีร่องรอยของสัตว์ร้ายหรือสัตว์เลื้อยคลานมีพิษซุกซ่อนอยู่หรือไม่ เมื่อแน่ใจแล้วว่าบริเวณนั้นปลอดภัยดี เขาจึงกวักมือเรียกทั้งสองเข้ามา“ดูเหมือนจะไม่มีอันตรายใดๆ แล้ว พวกเรามาช่วยกันเถิด”ทั้งสามคนมิได้รอช้า ต่างช่วยกันมองหาจุดที่แข็งแรงพอจะใช้ปีนป่ายขึ้นไปบนแพรเถาวัลย์นั้นได้ อาไค่ผู้มีพละกำลังเป็นเลิศรับอาสาปีนขึ้นไปก่อน เขาใช้ทักษะที่ฝึกฝนมาจากค่ายทหารเกาะเกี่ยวเถาวัลย์เส้นใหญ่ได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อขึ้นไปถึงจุดที่หีบวางอยู่ เขาก็เริ่มผูกเชือกที่เตรียมมากับหีบทีละใบ แล้วค่อยๆ หย่อนมันลงมาให้เหล่าหยวนและจ้าวมู่เฉินที่รออยู่ด้านล่างรับไว้จ้าวมู่เฉินแม้จะยังคงมีท่าทางเงอะงะอยู่บ้าง แต่เขาก็พยายามช่วยประคองและลากหีบเหล่านั้นไปรวมกันไว้ในจุดที่ปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง ดวงตาของเขาฉายแววตื่นเต้นระคนสงสัยเมื่อเห็นหีบสมบัติมากมายเหล่านั้น แม้จะไม
ทันใดนั้น! เสียงประหลาดก็ดังขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบเบื้องหน้า มันเป็นเสียงคำรามก็ไม่ใช่ เสียงร้องโหยหวนก็ไม่เชิง แต่เป็นเสียงทุ้มต่ำ ก้องกังวาน และแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผู้ได้ยินรู้สึกขนพองสยองเกล้า!“เสียงอะไรน่ะขอรับ?!” อาไค่กระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก มือคว้าด้ามมีดสั้นที่เอวเตรียมพร้อมเหล่าหยวนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทั้งสองหยุดนิ่ง ดวงตาของเขาสอดส่ายไปรอบบริเวณอย่างระแวดระวัง “เงียบก่อน...ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่ฟังดูไม่น่าจะเป็นมิตรเท่าใดนัก”จ้าวมู่เฉินเบิกตากว้าง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว เขาขยับเข้าไปยืนชิดหลังเหล่าหยวน มองไปยังทิศทางของเสียงนั้นอย่างไม่วางตา ความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อครู่พลันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดหวั่นว่าสิ่งใดกันแน่ที่กำลังรอพวกเขาอยู่แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้เข้ามาและดังกว่าเดิม มันเป็นเสียงขู่คำรามอย่างชัดเจน สลับกับเสียงหายใจฟืดฟาดหนักๆ คล้ายสัตว์ร้
เหล่าหยวนมองนายน้อยของตนด้วยแววตาที่อ่อนโยนลง ก่อนจะหันไปทางถิงถิง “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ พรุ่งนี้แต่เช้ามืด ข้า จ้าวมู่เฉิน และอาไค่ จะออกเดินทาง คาดว่าไปกลับคงใช้เวลาไม่เกินครึ่งวัน ส่วนเจ้าถิงถิง ให้รออยู่ที่เรือนพักแห่งนี้ ไม่ต้องเป็นห่วงพวกเรา”ถิงถิงก้มหน้านิ่ง นานหลายอึดใจกว่าจะพยักหน้ารับคำช้าๆ น้ำเสียงของนางแผ่วเบาและสั่นเครือเล็กน้อย “เจ้าค่ะ...เหล่าหยวน” แม้จะตอบรับ แต่ภายในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและเป็นห่วงคุณชายของตนอย่างสุดซึ้ง นางรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้ย่อมไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด แต่ก็มิอาจทัดทานการตัดสินใจของผู้ใหญ่ทั้งสองได้แสงตะเกียงในเรือนยังคงส่องสว่างอยู่เพียงริบหรี่ ท่ามกลางความมืดมิดและเงียบสงัดของค่ำคืนแห่งค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี แผนการเดินทางสู่หุบเหวแห่งอดีตได้ถูกกำหนดขึ้นแล้ว พร้อมกับความกังวลที่เกาะกุมหัวใจของทุกคนที่นั่งอยู่ในวงสนทนานั้น.…..ณ “ค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี” แสงอรุณแรกแห่งวันยังมิได้ทาบทาทั่วขุนเขาดีนัก ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มจับสีม่วงอมส้มเรื่อๆ ม่านหมอกยามเช้ายังคงลอยละล่องบางเบาคล้ายสำลีปุยขาวนุ่ม อากาศบริสุทธิ์และเย็นฉ่ำ ส
การท่องบ่นซ้ำๆ ทุกวันเช่นนี้ คือความพยายามในแบบของเขาที่จะไขว่คว้าเศษเสี้ยวของอดีตที่หล่นหาย และถึงแม้ความทรงจำที่ปรารถนาจะยังไม่กลับคืนมาอย่างปาฏิหาริย์ แต่อย่างน้อยการฝึกฝนนี้ก็ทำให้เขารู้หนังสือมากขึ้น สามารถอ่านและเขียนอักษรต่างๆ ได้คล่องแคล่วขึ้นกว่าเดิมวันแล้ววันเล่านอกจากตำราพันอักษรแล้ว เขายังพยายามทบทวนตำราอื่นๆ ที่พอจะระลึกเค้าโครงได้บ้างจากส่วนลึกของจิตใจ อาจเป็นบทกวีโบราณ หลักปรัชญาขงจื๊อ หรือแม้แต่ตำราพิชัยสงครามที่เขาไม่รู้ว่าเคยเรียนมาจากที่ใด แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดบางวัน ในช่วงบ่ายอันเงียบสงบเช่นนี้ ท่านกุนซือชราคู่ใจของแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจิน ก็จะปลีกเวลาจากการวางแผนกลยุทธ์ในกระโจมใหญ่ เดินทางมาเยี่ยมเยียนเขาถึงข้างคอกม้า ท่านกุนซือผู้มีแววตาเปี่ยมเมตตา และมองการณ์ไกล มักจะนำตำรับตำราต่างๆ มาอ่านให้เขาฟังบ้าง หรือบางครั้งก็ช่วยชี้แนะความหมายของตัวอักษรที่ซับซ้อน เป็นการกระตุ้นความทรงจำ และเติมเต็มความรู้ให้แก่จ้าวมู่เฉินทีละน้อยอย่างไม่เร่งร้อน คล้ายกับว่าท่านมองเห็นศักยภาพบางอย
ณ "ค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี" เมื่อพ่อบ้านเฉินจากไปแล้ว จ้าวมู่เฉินผู้ยังคงกอดห่อผ้าของขวัญจาก “พี่ใหญ่เฉิน” ไว้แนบอก ก็จำต้องวางมันลงอย่างเสียมิได้เพื่อกลับไปทำงานของตนต่อ เขายังคงสาละวนอยู่กับการดูแลม้า ทั้งตักน้ำ หาบหญ้า และทำความสะอาดคอกอย่างขยันขันแข็ง แม้ดวงใจจะพะวงถึงของเล่นและขนมที่รอคอยอยู่ แต่ความรับผิดชอบที่ถูกปลูกฝังมา ก็ทำให้เขามิอาจละทิ้งหน้าที่ได้จนกระทั่งแสงตะวันคล้อยเคลื่อนสู่กลางศีรษะ เป็นสัญญาณว่าเวลามื้อเที่ยงได้มาถึงแล้ว เสียงฝีเท้าคุ้นเคยสองคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินสู่คอกม้า ถิงถิง บ่าวรับใช้หญิงร่างเล็กบางอายุราวสิบสามสิบสี่ปี ใบหน้าจิ้มลิ้ม เดินนำหน้าอาไค่ บ่าวชายร่างกำยำผู้มีพละกำลังมหาศาล ทว่าดวงตาทั้งคู่กลับฉายแววซื่อซื่อตามประสาทุกเพลา ทั้งสองหอบหิ้วตะกร้าหวายสานใบเขื่อง เดินตรงมายังบริเวณที่จ้าวมู่เฉินมักจะพักทานอาหารเป็นประจำ“คุณชายจ้าวเจ้าคะ ได้เวลามื้อกลางวันแล้วเจ้าค่ะ” ถิงถิงเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส นางและอาไค่ช่วยกันนำสำรับอาหารออกจากตะกร้าวาง
ทว่าความพยายามของเขาก็มิได้สูญเปล่า...ในเช้าวันนี้ ขณะที่เขากำลังตักน้ำใส่รางให้ม้าตัวหนึ่ง แม้หัวใจจะยังคงเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น แต่เขาก็สามารถยืนอยู่ข้างๆ มันได้โดยไม่เป็นลมล้มพับไปเช่นคราแรก ปลายนิ้วที่เคยสั่นเทา บัดนี้สามารถยื่นออกไปสัมผัสแผงคอของม้าตัวนั้นได้อย่างแผ่วเบา แม้มันจะเป็นเพียงสัมผัสสั้นๆ เพียงชั่วอึดใจ แต่สำหรับจ้าวมู่เฉินแล้ว นี่คือก้าวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่...ก้าวที่จุดประกายความหวังริบหรี่ในใจของเขาให้สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งจ้าวมู่เฉินในชุดทหารฝึกหัดที่เก่าคร่ำคร่ากว่าของผู้ใด กำลังก้มหน้าก้มตาใช้เคียวในมือเกี่ยวหญ้าสดบริเวณเชิงเขาด้านข้างค่ายอย่างขะมักเขม้น เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายบนหน้าผากขาวเนียนที่บัดนี้มีรอยเปื้อนดินอยู่บ้างเล็กน้อย หญ้าแต่ละกำที่เกี่ยวได้ถูกวางลงในตะกร้าหวายใบใหญ่อย่างเป็นระเบียบ ดวงตาซื่อใสของเขามุ่งมั่นอยู่กับภารกิจตรงหน้า ด้วยรู้ดีว่าหญ้าเหล่านี้คืออาหารมื้อสำคัญของเหล่าอาชาในคอกขณะที่เขากำลังก้มๆ เงยๆ อยู่นั้น เสียงแหบชราอันคุ้นเคยของเห







