Home / รักโบราณ / ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ / เมื่อความลับไม่เป็นความลับ 1

Share

เมื่อความลับไม่เป็นความลับ 1

last update publish date: 2026-08-06 22:02:17

หลายครั้งที่นักรบถู่ปัวสามารถควบม้าตัดหน้า แย่งชิงลูกคลีไปจากผู้เล่นต้าถังได้อย่างง่ายดาย หรือหลบหลีกการเข้าปะทะด้วยการบังคับม้าอันน่าทึ่ง ทำให้รูปเกมของต้าถังเสียกระบวนไปชั่วขณะ เสียงโห่ร้องชื่นชมในความสามารถของทัพถู่ปัวดังขึ้นเป็นระยะจากฝั่งผู้ชมชาวฉางอันเอง สลับกับเสียงให้กำลังใจทัพต้าถัง

จ้าวมู่เฉินเห็นองค์ชายใหญ่เริ่มมีสีพระพักตร์บึ้งตึงขึ้นเล็กน้อยเมื่อถูกฝ่ายตรงข้ามกดดันอย่างหนัก เฉินซีห่าวเองก็ดูกระวนกระวาย พยายามเร่งเกมบุกอย่างหักโหม แต่กลับยิ่งเปิดช่องว่างให้ฝ่ายถู่ปัวโต้กลับได้ง่ายขึ้น

‘ความชำนาญบนหลังอาชาคือหัวใจสำคัญของการตีคลี’ จ้าวมู่เฉินคิดในใจ ‘ฝ่ายเราเน้นพละกำลัง และกลยุทธ์ตามตำรา แต่ขาดความลื่นไหลและความเข้าใจในธรรมชาติของม้าศึกเฉกเช่นพวกเขา หากยังคงเล่นในรูปแบบนี้ต่อไป เกรงว่าจะเสียทีให้แก่ฝ่ายถู่ปัวเป็นแน่’

เขาทอดสายตามองเกมที่ยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด การปะทะกันเริ่มหนักหน่วงขึ้น ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีผู้ใดยอมอ่อนข้อให้แก่กัน แม้จะยังไม่เห็นสัญญาณอันตรายที่มุ่งเป้ามายังตนเองโดยตรง แต่ความเข้มข้นของการแข่งขัน และความเหนือกว่าของคู่ต่อสู้ ก็ทำให้บรรยากาศในสนามเริ่มตึงเครียดยิ่งขึ้นทุกขณะ... การต่อสู้ที่แท้จริงในสนามนี้ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น.

…..

เสียงสัญญาณหยุดการแข่งขันชั่วคราวดังขึ้น เหล่านักกีฬาชุดแรกของทั้งสองฝ่ายต่างผ่อนบังเหียนม้าศึกที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ใบหน้าหลายคนฉายแววเหนื่อยล้า โดยเฉพาะฝ่ายต้าถังที่ถูกกดดันอย่างหนัก ทัพนักกีฬาชุดแรก นำโดยองค์ชายใหญ่หลี่ซวน และเฉินซีห่าว ควบม้าออกจากสนามอย่างช้าๆ ไปยังจุดพักผ่อนข้างสนาม

“บัดซบ! พวกถู่ปัวว่องไวนัก ยากจะตามทัน..!” เฉินซีห่าวสบถออกมาเบาๆ ด้วยความหงุดหงิดขณะลงจากหลังม้า

องค์ชายใหญ่หลี่ซวนเสด็จตามมา สีพระพักตร์เรียบเฉย แต่แววตาฉายประกายขุ่นมัว ทรงตบไหล่เฉินซีห่าวเบาๆ พลางตรัสด้วยสุรเสียงที่กดต่ำ 

“ใจเย็นก่อนซีห่าว พวกมันก็แค่คล่องแคล่วบนหลังม้า ให้พวกมันได้ใจไปครู่หนึ่ง... รอดูชุดต่อไปดีกว่า ข้าว่า... คงมีเรื่องสนุกให้ชมแน่” มุมพระโอษฐ์เหยียดยิ้มอย่างมีนัยยะแฝงเร้น

ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ประตูคอกม้าอีกฝั่งก็เปิดออก ทัพนักกีฬาชุดที่สองของต้าถังปรากฏกายขึ้น นำหน้าด้วยอาชาสีขาวปลอดสง่างาม บนหลังม้าคือ องค์รัชทายาทหลี่เสียน พระองค์อยู่ในฉลองพระองค์สำหรับตีคลีสีน้ำเงินเข้ม ขับเน้นพระฉวีผุดผ่อง และท่วงท่าอันสุขุมเยือกเย็น เคียงข้างมาไม่ห่าง คืออาชาสีดำสนิท บนหลังคือ จ้าวมู่เฉิน เขาสวมชุดสีเดียวกันกับองค์รัชทายาท ใบหน้าหล่อเหลาหมดจดสงบนิ่ง ดวงตาสีรัตติกาลจับจ้องตรงไปยังเบื้องหน้าอย่างแน่วแน่

ขณะที่ควบม้าเข้ามาในสนามเคียงข้างกัน องค์รัชทายาทหลี่เสียนทรงหันมาตรัสกับจ้าวมู่เฉินด้วยสุรเสียงเรียบ หากแต่ชัดเจน 

“มู่เฉิน พวกถู่ปัวมีทักษะบนหลังม้าเป็นเลิศ เคลื่อนไหวรวดเร็ว และคาดเดาได้ยาก การเข้าปะทะตรงๆ อาจเสียเปรียบ เราต้องอาศัยไหวพริบ การอ่านเกม และการประสานงานเป็นสำคัญ เข้าใจหรือไม่?”

จ้าวมู่เฉินค้อมกายเล็กน้อยบนหลังม้า ตอบรับด้วยความนอบน้อม และมั่นคง 

“กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท จะพยายามอ่านเกมคู่ต่อสู้ และสนับสนุนทีมอย่างเต็มกำลังความสามารถ”

องค์รัชทายาททรงพยักพระพักตร์เบาๆ ก่อนจะทอดพระเนตรตรงไปยังกลุ่มนักกีฬาถู่ปัวอีกครั้ง แววพระเนตรยังคงสงบนิ่ง แต่แฝงไว้ด้วยการประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ

การปรากฏตัวขององค์รัชทายาทผู้ทรงธรรม และจ้าวมู่เฉินผู้มีชื่อเสียงด้านสติปัญญา เรียกเสียงฮือฮา และเสียงปรบมือจากเหล่าผู้ชมอีกครั้ง หลายคนคาดหวังว่าการนำทีมขององค์รัชทายาทจะสามารถพลิกสถานการณ์ให้แก่ต้าถังได้

จ้าวมู่เฉินจัดตำแหน่งตนเองในสนาม สูดลมหายใจลึก ขณะที่สายตาเริ่มกวาดสำรวจคู่ต่อสู้ชาวถู่ปัวอย่างละเอียด เขาสังเกตเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของนักกีฬาบางคนอย่างชัดเจนขึ้น ความมุ่งร้ายนั้นแม้จะถูกเก็บซ่อนไว้ แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาอันเฉียบคมของเขาไปได้ พวกเขามองมาที่เขาบ่อยครั้งขึ้น สลับกับการเหลือบมองกันเองอย่างมีนัยยะ

‘มีบางอย่างไม่ถูกต้อง...’ ความคิดนี้ดังชัดขึ้นในใจของจ้าวมู่เฉิน สัญชาตญาณร้องเตือนภัยดังขึ้นกว่าเดิม เขากระชับบังเหียน และไม้คลีในมือแน่น เตรียมพร้อมรับมือกับการจู่โจมที่อาจไม่ได้เป็นไปตามกติกาปกติของการแข่งขัน

ณ ข้างสนาม องค์ชายใหญ่หลี่ซวนทอดพระเนตรภาพนั้นด้วยรอยยิ้มเย็นชา “ได้เวลาเริ่มการแสดงแล้ว...” พระองค์พึมพำกับตนเอง แววตาจับจ้องไปยังจ้าวมู่เฉิน และเหล่านักรบถู่ปัวที่พระองค์ได้ ‘ซื้อตัว’ ไว้

เสียงสัญญาณเริ่มการแข่งขันดังขึ้นอีกครั้ง.! เกมดำเนินต่อไปแล้ว แต่บรรยากาศในสนามกลับเปลี่ยนไป ความตึงเครียดแฝงเร้นอยู่ภายใต้เสียงโห่ร้องเชียร์ จ้าวมู่เฉินไม่เพียงต้องรับมือกับทักษะอันร้ายกาจของคู่ต่อสู้ แต่ยังต้องระวังภัยจาก ‘อุบัติเหตุ’ ที่ถูกวางแผนไว้โดยศัตรูที่มองไม่เห็น..!

ทันใดนั้นสายตาอันว่องไวของเขาก็เหลือบไปเห็นนักกีฬาถู่ปัวรุ่นเยาว์สองคนควบม้าขนาบข้างกัน พวกเขาลดความเร็วลงเล็กน้อย ก้มหน้าลงหากันคล้ายกำลังกระซิบกระซาบถ้อยคำบางอย่าง แม้จะเป็นเพียงชั่วขณะ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้สัญญาณเตือนภัยในใจของจ้าวมู่เฉินดังกระหึ่มขึ้น เขาเพิ่มความระมัดระวังตัวขึ้นอีกหลายส่วน กำมือที่จับไม้คลี และบังเหียนแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

จังหวะนั้นเอง ลูกคลีถูกตีลอยมาทางปีกที่เขารับผิดชอบอยู่ จ้าวมู่เฉินตัดสินใจควบม้าทะยานออกไป หวังจะเข้าถึงลูกก่อนฝ่ายตรงข้ามเพื่อสร้างโอกาสให้แก่ทีมต้าถัง 

ทว่า ขณะที่เขากำลังจะเหยียดแขนใช้ไม้คลีเกี่ยวลูกนั้นเอง เงาร่างสูงใหญ่ของอาชาสีน้ำตาลแดงตัวหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจากด้านข้างอย่างรวดเร็ว และรุนแรง.!

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   ฝ่าด่านพงไพร กอบกู้ทรัพย์สินสกุลจ้าว 2

    เขามิได้ผลีผลามเข้าไปในทันที แต่สั่งให้อาไค่และจ้าวมู่เฉินรออยู่ด้านนอกก่อน ส่วนตนเองนั้นเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด เพื่อดูว่ามีร่องรอยของสัตว์ร้ายหรือสัตว์เลื้อยคลานมีพิษซุกซ่อนอยู่หรือไม่ เมื่อแน่ใจแล้วว่าบริเวณนั้นปลอดภัยดี เขาจึงกวักมือเรียกทั้งสองเข้ามา“ดูเหมือนจะไม่มีอันตรายใดๆ แล้ว พวกเรามาช่วยกันเถิด”ทั้งสามคนมิได้รอช้า ต่างช่วยกันมองหาจุดที่แข็งแรงพอจะใช้ปีนป่ายขึ้นไปบนแพรเถาวัลย์นั้นได้ อาไค่ผู้มีพละกำลังเป็นเลิศรับอาสาปีนขึ้นไปก่อน เขาใช้ทักษะที่ฝึกฝนมาจากค่ายทหารเกาะเกี่ยวเถาวัลย์เส้นใหญ่ได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อขึ้นไปถึงจุดที่หีบวางอยู่ เขาก็เริ่มผูกเชือกที่เตรียมมากับหีบทีละใบ แล้วค่อยๆ หย่อนมันลงมาให้เหล่าหยวนและจ้าวมู่เฉินที่รออยู่ด้านล่างรับไว้จ้าวมู่เฉินแม้จะยังคงมีท่าทางเงอะงะอยู่บ้าง แต่เขาก็พยายามช่วยประคองและลากหีบเหล่านั้นไปรวมกันไว้ในจุดที่ปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง ดวงตาของเขาฉายแววตื่นเต้นระคนสงสัยเมื่อเห็นหีบสมบัติมากมายเหล่านั้น แม้จะไม

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   ฝ่าด่านพงไพร กอบกู้ทรัพย์สินสกุลจ้าว 1

    ทันใดนั้น! เสียงประหลาดก็ดังขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบเบื้องหน้า มันเป็นเสียงคำรามก็ไม่ใช่ เสียงร้องโหยหวนก็ไม่เชิง แต่เป็นเสียงทุ้มต่ำ ก้องกังวาน และแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผู้ได้ยินรู้สึกขนพองสยองเกล้า!“เสียงอะไรน่ะขอรับ?!” อาไค่กระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก มือคว้าด้ามมีดสั้นที่เอวเตรียมพร้อมเหล่าหยวนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทั้งสองหยุดนิ่ง ดวงตาของเขาสอดส่ายไปรอบบริเวณอย่างระแวดระวัง “เงียบก่อน...ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่ฟังดูไม่น่าจะเป็นมิตรเท่าใดนัก”จ้าวมู่เฉินเบิกตากว้าง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว เขาขยับเข้าไปยืนชิดหลังเหล่าหยวน มองไปยังทิศทางของเสียงนั้นอย่างไม่วางตา ความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อครู่พลันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดหวั่นว่าสิ่งใดกันแน่ที่กำลังรอพวกเขาอยู่แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้เข้ามาและดังกว่าเดิม มันเป็นเสียงขู่คำรามอย่างชัดเจน สลับกับเสียงหายใจฟืดฟาดหนักๆ คล้ายสัตว์ร้

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   อุปสรรคจากพงไพร

    เหล่าหยวนมองนายน้อยของตนด้วยแววตาที่อ่อนโยนลง ก่อนจะหันไปทางถิงถิง “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ พรุ่งนี้แต่เช้ามืด ข้า จ้าวมู่เฉิน และอาไค่ จะออกเดินทาง คาดว่าไปกลับคงใช้เวลาไม่เกินครึ่งวัน ส่วนเจ้าถิงถิง ให้รออยู่ที่เรือนพักแห่งนี้ ไม่ต้องเป็นห่วงพวกเรา”ถิงถิงก้มหน้านิ่ง นานหลายอึดใจกว่าจะพยักหน้ารับคำช้าๆ น้ำเสียงของนางแผ่วเบาและสั่นเครือเล็กน้อย “เจ้าค่ะ...เหล่าหยวน” แม้จะตอบรับ แต่ภายในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและเป็นห่วงคุณชายของตนอย่างสุดซึ้ง นางรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้ย่อมไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด แต่ก็มิอาจทัดทานการตัดสินใจของผู้ใหญ่ทั้งสองได้แสงตะเกียงในเรือนยังคงส่องสว่างอยู่เพียงริบหรี่ ท่ามกลางความมืดมิดและเงียบสงัดของค่ำคืนแห่งค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี แผนการเดินทางสู่หุบเหวแห่งอดีตได้ถูกกำหนดขึ้นแล้ว พร้อมกับความกังวลที่เกาะกุมหัวใจของทุกคนที่นั่งอยู่ในวงสนทนานั้น.…..ณ “ค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี” แสงอรุณแรกแห่งวันยังมิได้ทาบทาทั่วขุนเขาดีนัก ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มจับสีม่วงอมส้มเรื่อๆ ม่านหมอกยามเช้ายังคงลอยละล่องบางเบาคล้ายสำลีปุยขาวนุ่ม อากาศบริสุทธิ์และเย็นฉ่ำ ส

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   ความหวังในตำราเก่า 2

    การท่องบ่นซ้ำๆ ทุกวันเช่นนี้ คือความพยายามในแบบของเขาที่จะไขว่คว้าเศษเสี้ยวของอดีตที่หล่นหาย และถึงแม้ความทรงจำที่ปรารถนาจะยังไม่กลับคืนมาอย่างปาฏิหาริย์ แต่อย่างน้อยการฝึกฝนนี้ก็ทำให้เขารู้หนังสือมากขึ้น สามารถอ่านและเขียนอักษรต่างๆ ได้คล่องแคล่วขึ้นกว่าเดิมวันแล้ววันเล่านอกจากตำราพันอักษรแล้ว เขายังพยายามทบทวนตำราอื่นๆ ที่พอจะระลึกเค้าโครงได้บ้างจากส่วนลึกของจิตใจ อาจเป็นบทกวีโบราณ หลักปรัชญาขงจื๊อ หรือแม้แต่ตำราพิชัยสงครามที่เขาไม่รู้ว่าเคยเรียนมาจากที่ใด แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดบางวัน ในช่วงบ่ายอันเงียบสงบเช่นนี้ ท่านกุนซือชราคู่ใจของแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจิน ก็จะปลีกเวลาจากการวางแผนกลยุทธ์ในกระโจมใหญ่ เดินทางมาเยี่ยมเยียนเขาถึงข้างคอกม้า ท่านกุนซือผู้มีแววตาเปี่ยมเมตตา และมองการณ์ไกล มักจะนำตำรับตำราต่างๆ มาอ่านให้เขาฟังบ้าง หรือบางครั้งก็ช่วยชี้แนะความหมายของตัวอักษรที่ซับซ้อน เป็นการกระตุ้นความทรงจำ และเติมเต็มความรู้ให้แก่จ้าวมู่เฉินทีละน้อยอย่างไม่เร่งร้อน คล้ายกับว่าท่านมองเห็นศักยภาพบางอย

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   ความหวังในตำราเก่า 1

    ณ "ค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี" เมื่อพ่อบ้านเฉินจากไปแล้ว จ้าวมู่เฉินผู้ยังคงกอดห่อผ้าของขวัญจาก “พี่ใหญ่เฉิน” ไว้แนบอก ก็จำต้องวางมันลงอย่างเสียมิได้เพื่อกลับไปทำงานของตนต่อ เขายังคงสาละวนอยู่กับการดูแลม้า ทั้งตักน้ำ หาบหญ้า และทำความสะอาดคอกอย่างขยันขันแข็ง แม้ดวงใจจะพะวงถึงของเล่นและขนมที่รอคอยอยู่ แต่ความรับผิดชอบที่ถูกปลูกฝังมา ก็ทำให้เขามิอาจละทิ้งหน้าที่ได้จนกระทั่งแสงตะวันคล้อยเคลื่อนสู่กลางศีรษะ เป็นสัญญาณว่าเวลามื้อเที่ยงได้มาถึงแล้ว เสียงฝีเท้าคุ้นเคยสองคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินสู่คอกม้า ถิงถิง บ่าวรับใช้หญิงร่างเล็กบางอายุราวสิบสามสิบสี่ปี ใบหน้าจิ้มลิ้ม เดินนำหน้าอาไค่ บ่าวชายร่างกำยำผู้มีพละกำลังมหาศาล ทว่าดวงตาทั้งคู่กลับฉายแววซื่อซื่อตามประสาทุกเพลา ทั้งสองหอบหิ้วตะกร้าหวายสานใบเขื่อง เดินตรงมายังบริเวณที่จ้าวมู่เฉินมักจะพักทานอาหารเป็นประจำ“คุณชายจ้าวเจ้าคะ ได้เวลามื้อกลางวันแล้วเจ้าค่ะ” ถิงถิงเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส นางและอาไค่ช่วยกันนำสำรับอาหารออกจากตะกร้าวาง

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   ของขวัญจากใจ 2

    ทว่าความพยายามของเขาก็มิได้สูญเปล่า...ในเช้าวันนี้ ขณะที่เขากำลังตักน้ำใส่รางให้ม้าตัวหนึ่ง แม้หัวใจจะยังคงเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น แต่เขาก็สามารถยืนอยู่ข้างๆ มันได้โดยไม่เป็นลมล้มพับไปเช่นคราแรก ปลายนิ้วที่เคยสั่นเทา บัดนี้สามารถยื่นออกไปสัมผัสแผงคอของม้าตัวนั้นได้อย่างแผ่วเบา แม้มันจะเป็นเพียงสัมผัสสั้นๆ เพียงชั่วอึดใจ แต่สำหรับจ้าวมู่เฉินแล้ว นี่คือก้าวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่...ก้าวที่จุดประกายความหวังริบหรี่ในใจของเขาให้สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งจ้าวมู่เฉินในชุดทหารฝึกหัดที่เก่าคร่ำคร่ากว่าของผู้ใด กำลังก้มหน้าก้มตาใช้เคียวในมือเกี่ยวหญ้าสดบริเวณเชิงเขาด้านข้างค่ายอย่างขะมักเขม้น เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายบนหน้าผากขาวเนียนที่บัดนี้มีรอยเปื้อนดินอยู่บ้างเล็กน้อย หญ้าแต่ละกำที่เกี่ยวได้ถูกวางลงในตะกร้าหวายใบใหญ่อย่างเป็นระเบียบ ดวงตาซื่อใสของเขามุ่งมั่นอยู่กับภารกิจตรงหน้า ด้วยรู้ดีว่าหญ้าเหล่านี้คืออาหารมื้อสำคัญของเหล่าอาชาในคอกขณะที่เขากำลังก้มๆ เงยๆ อยู่นั้น เสียงแหบชราอันคุ้นเคยของเห

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status