FAZER LOGIN“...เมื่อนั้น” โฮ่วจุนอี้กล่าวเสริมด้วยแววตาที่มุ่งมั่น “เขาก็จะหมดสิ้นสายสัมพันธ์ที่คอยคุ้มกัน กลายเป็นเพียงเศษสวะที่ไร้ค่า การจะจัดการให้เขา ‘หายตัว’ ไปจากฉางอันอย่างถาวร ก็ย่อมกระทำได้โดยง่าย โดยไม่มีผู้ใดสนใจไยดีอีกต่อไปพ่ะย่ะค่ะ”
สามราตรีผันผ่าน เสมือนชั่วพริบตาเดียว นครฉางอันในวันนี้คึกคัก และเปี่ยมชีวิตชีวายิ่งกว่าครั้งใด เสียงโห่ร้องยินดี และเสียงดนตรีมงคลดังประสานไปทั่วทุกสารทิศ มวลชนหลั่งไหลมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกของเมือง อันเป็นที่ตั้งของสนามตีคลีหลวง ซึ่งถูกเนรมิตขึ้นใหม่เพื่องานเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ในวันนี้โดยเฉพาะ
ณ สนามแข่งขันอันกว้างใหญ่ไพศาล บรรยากาศอบอวลไปด้วยความตื่นเต้นและโอ่อ่าตระการตา ธงรบหลากสีของต้าถัง และธงสัญลักษณ์ของแคว้นถู่ปัวโบกสะบัดพรึ่บพรับราวกับปีกนกอินทรี เคียงข้างด้วยผ้าแถบแพรพรรณสีสันสดใสดุจสายรุ้งที่ประดับประดาไปทั่วอัฒจันทร์ และรั้วกั้นสนาม
เสียงกลองศึกดังกึกก้องสะท้านแผ่นดินเป็นจังหวะเร่งเร้า ผสานกับเสียงแตรเขาสัตว์ที่คำรามก้องเป็นระยะ ปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ และความฮึกเหิม กลิ่นดินผสมกับไอแดดอ่อนๆ และกลิ่นเหงื่อม้าคลุ้งกระจายอยู่ในอากาศ สร้างบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของกีฬาแห่งราชันย์
บนพลับพลาสูงที่จัดสร้างขึ้นเป็นพิเศษ องค์จักรพรรดิถังเกาจง ประทับอย่างสง่างาม ฉลองพระองค์ลายมังกรทองเปล่งประกายจับตา ขนาบข้างด้วยเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายบู๊ และบุ๋น เรียงรายตามยศศักดิ์ ถัดออกไปคือที่นั่งสำหรับ คณะราชทูตแห่งถู่ปัว นำโดยการ์ ตงแจ็น ผู้มากบารมี ซึ่งนั่งชมด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แววตาฉายประกายล้ำลึก บ่งบอกถึงความสำคัญของงานเชื่อมสัมพันธ์ในครั้งนี้ ที่มิใช่เพียงการแข่งขันกีฬา หากแต่ยังเกี่ยวพันถึงการเมืองระหว่างแคว้นอันละเอียดอ่อน
พลันเสียงแตรสัญญาณดังขึ้นอีกครา ประตูคอกม้าทั้งสองฝั่งของสนามเปิดออก นักกีฬาตีคลีของต้าถัง และถู่ปัวทยอยควบม้าศึกพันธุ์ดีที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างยอดเยี่ยมออกมาสู่ลานประลอง ร่างกายกำยำภายใต้อาภรณ์สำหรับแข่งขันและเกราะหนังน้ำหนักเบาดูองอาจน่าเกรงขาม ม้าแต่ละตัวถูกประดับประดาด้วยเครื่องทรงสีสันสดใสตามสังกัดของตน พวกเขาควบม้าเหยาะๆ มาหยุดยืนเรียงแถวกลางสนาม ณ ฝั่งของตน ก่อนจะพร้อมใจกันค้อมกายแสดงความเคารพต่อองค์จักรพรรดิ เหล่าขุนนาง และคณะทูต เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องต้อนรับจากผู้ชมดังกระหึ่ม
ท่ามกลางความอึกทึกครึกโครม และความสง่างามนั้น จ้าวมู่เฉิน กลับนั่งอยู่อย่างเงียบสงบ ณ บริเวณที่นั่งสำหรับผู้เล่นสำรองข้างสนาม เขาสวมชุดแข่งขันเช่นเดียวกับนักกีฬาคนอื่นๆ หากแต่ยังมิได้สวมเกราะหรือถือไม้คลี ดวงตาสีรัตติกาลทอดมองภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย หากแต่ภายในใจกลับมิได้สงบนิ่งดุจผิวน้ำเช่นภายนอก
สามวันที่ผ่านมา แม้เขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกซ้อมร่วมกับทีมตีคลีหลวง แต่ข่าวลือด้านบวกเกี่ยวกับตนเองที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองนั้น ก็มิอาจรอดพ้นจากการรับรู้ของเขาได้ แม้จะรู้สึกประหลาดใจระคนยินดีอยู่บ้าง แต่สัญชาตญาณกลับร่ำร้องเตือนถึงความผิดปกติบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้คำสรรเสริญเหล่านั้น และยิ่งเมื่อเห็นรายชื่อผู้เล่นชุดแรกที่ถูกประกาศออกมา หัวใจของเขาก็พลันหนักอึ้งขึ้นเล็กน้อย
สายตาของจ้าวมู่เฉินจับจ้องไปยังกลุ่มนักกีฬาต้าถังที่ยืนอยู่กลางสนามอย่างโดดเด่น ในแถวหน้าสุด ปรากฏร่างของ องค์ชายใหญ่หลี่ซวน และ เฉินซีห่าว บุตรชายคนรองของแม่ทัพเฉินซูเหลียง ทั้งสองอยู่ในท่าทีองอาจมั่นใจ ใบหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อย แสดงความกระหายที่จะลงสนามเพื่อแสดงฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของฝ่าบาท และเหล่าขุนนาง เฉินซีห่าวเหลือบมองมาทางอัฒจันทร์ที่เหล่าขุนนางนั่งอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองคู่ต่อสู้ชาวถู่ปัวด้วยแววตาแข็งกร้าว
จ้าวมู่เฉินสัมผัสได้ถึงไอแห่งความทะเยอทะยาน และความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่แผ่ออกมาจากคนทั้งสอง โดยเฉพาะเฉินซีห่าว ผู้ซึ่งไม่เคยปิดบังความไม่ชอบใจในตัวเขามาตั้งแต่ต้น การที่ทั้งคู่ได้รับเลือกให้ลงเล่นในนัดเปิดสนามนี้ แม้จะเป็นไปตามยศศักดิ์ และความสามารถ แต่ก็อดทำให้เขารู้สึกถึงนัยยะบางอย่างไม่ได้
‘องค์ชายใหญ่และคุณชายเฉิน... ต้องการแสดงความสามารถก่อนผู้อื่น หรือมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงกันแน่?’ ความคิดแวบขึ้นในห้วงคำนึง แม้จะยังไม่รู้ถึงแผนการร้าย แต่บรรยากาศอันเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี การเมือง และการแข่งขันอันดุเดือดเบื้องหน้า ก็ทำให้เขารู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้
เสียงสัญญาณเริ่มการแข่งขันดังขึ้นแล้ว! นักกีฬาทั้งสองฝ่ายต่างควบม้าทะยานเข้าหาลูกคลีที่วางอยู่กลางสนาม ประหนึ่งพายุที่โหมกระหน่ำ เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดินดังสนั่นหวั่นไหว เสียงโห่ร้องเชียร์จากผู้ชมดังกระหึ่มยิ่งกว่าเดิม จ้าวมู่เฉินเอนกายพิงพนัก ปรับลมหายใจให้สงบ นัยน์ตายังคงจับจ้องไปที่การแข่งขันอันดุเดือดเบื้องหน้าอย่างไม่วางตา... การต่อสู้ที่แท้จริง กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว.
การแข่งขันดำเนินไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน สมศักดิ์ศรีการประจันหน้าของสองมหาอำนาจ ลูกคลีถูกตีส่งต่อกันไปมาด้วยความเร็วสูง ประหนึ่งดาวตกที่พุ่งผ่านฟากฟ้า ไม้คลีในมือของเหล่านักรบต่างหวดกระทบลูกหนังเสียงดังสนั่น สะท้อนถึงพละกำลัง และความแม่นยำของผู้เล่น ม้าศึกชั้นยอดต่างเบียดเสียด วิ่งควบสลับทิศทางอย่างคล่องแคล่ว ตามการบังคับของผู้ขี่ที่นั่งอยู่บนหลังอย่างมั่นคง
ทัพต้าถังนั้นนำโดย องค์ชายใหญ่หลี่ซวน พระองค์ทรงม้าสีดำทมิฬ ประดับเครื่องทรงสีทองอร่าม ควบทะยานนำหน้าอย่างองอาจ แสดงทักษะการตีคลีที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี เคียงข้างพระองค์คือเหล่าบุตรหลานขุนนางบู๊และบุ๋น ซึ่งรวมถึง เฉินซีห่าว ผู้มีสีหน้ามุ่งมั่นและแววตาแข็งกร้าว พวกเขาต่างพยายามแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ หวังสร้างความประทับใจให้แก่เบื้องพระพักตร์ และเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ แต่ละคนพยายามแย่งชิงกันทำคะแนน ท่วงท่าการเล่นแม้จะสง่างามตามตำรา แต่บางครั้งกลับดูติดขัด ขาดความเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่บ้าง
ทว่า ฝ่ายถู่ปัวนั้นกลับแสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นอย่างชัดเจนในด้านหนึ่ง เหล่านักรบหนุ่มจากที่ราบสูง ซึ่งเติบโต และใช้ชีวิตผูกพันกับอาชามาตั้งแต่เยาว์วัยนั้น มีทักษะการควบคุมม้าที่น่าตื่นตะลึง พวกเขาเคลื่อนไหวบนหลังม้าประหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายอาชา สามารถควบม้าด้วยความเร็วสูงพร้อมกับหักเลี้ยว เปลี่ยนทิศทาง หรือแม้กระทั่งโน้มตัวตีลูกคลีในท่าที่ยากลำบากได้อย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับภูตพรายที่ร่ายรำอยู่บนหลังม้า การเคลื่อนไหวของพวกเขาเป็นธรรมชาติ ดุดัน และเปี่ยมไปด้วยสัญชาตญาณดิบแห่งนักรบแห่งทุ่งหญ้า
จ้าวมู่เฉิน ซึ่งนั่งจับตามองเกมการแข่งขันอยู่ข้างสนามด้วยสมาธิอันแน่วแน่ สังเกตเห็นความแตกต่างนี้ได้อย่างชัดเจน คิ้วเรียวของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยขณะวิเคราะห์สถานการณ์เบื้องหน้า แม้ฝีมือการตีคลีของฝ่ายต้าถังจะไม่ด้อยไปกว่ากันนัก แต่ความคล่องแคล่ว และความเป็นหนึ่งเดียวกับอาชาของฝ่ายถู่ปัวนั้น ทำให้พวกเขาสามารถฉกฉวยความได้เปรียบในจังหวะสำคัญๆ ได้เสมอ
ลำคอของเขากลับตีบตัน จ้าวเหวินหยวนพบว่าตนเองไม่อาจเอ่ยถ้อยคำอันน่าสะพรึงกลัวนั้นออกมาทางวาจาได้ มันเป็นความลับที่ใหญ่หลวงเกินไป เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงเกินทน เขาเหลือบมององค์หญิงชิงเหอที่ประทับนั่งนิ่ง พระพักตร์ซีดเผือดเล็กน้อยด้วยความกังวล จากนั้นจึงหันกลับมามองผู้บัญชาการเฉินผู้กำลังรอคอยคำตอบด้วยความอดทนในที่สุด เขาเลือกที่จะลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายดูอ่อนล้าแต่ก็แฝงความเด็ดเดี่ยว เขา เดินไปยังด้านข้างของผู้บัญชาการเฉิน ที่กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเล็กซึ่งวางชุดน้ำชาไว้ ท่านผู้บัญชาการมองตามการกระทำนั้นด้วยความฉงนใจจ้าวเหวินหยวนก้มลง ใช้นิ้วชี้จุ่มลงไปในถ้วยชาของตนเอง ที่วางอยู่บนโต๊ะ ปลายนิ้วเปียกชุ่มด้วยน้ำชาสีอำพันจางๆ จากนั้น เขาก็ค่อยๆ บรรจง เขียนข้อความลงบนพื้นโต๊ะไม้ขัดมัน ตรงหน้าท่านผู้บัญชาการเฉิน ตัวอักษรที่เกิดจากหยาดน้ำชานั้น ปรากฏขึ้นทีละตัว... ทีละตัว... อย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง:‘องค์ชายใหญ่... กำลังวางแผน... ก่อกบฏ... กับแม่ทัพคนหนึ่ง’แม้จะเป็นเพียงอักษรที่เกิดจากน้ำชา และจะเลือนหายไปในไม่ช้า แต่ เนื้อความนั้นประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อมของผู้บัญชาการเฉินซูเหลียง! เข
“ดังนั้น” พระนางตรัสสรุป “ หากมีสิ่งใดที่ท่านหนักใจ หรือต้องการความช่วยเหลือ จงบอกเปิ่นกง และท่านผู้บัญชาการเฉินเถิด พวกเรายินดีจะช่วยท่านอย่างเต็มกำลังความสามารถ อย่าได้แบกรับภาระนี้ไว้เพียงผู้เดียวเลย”คำพูดอันเปี่ยมด้วยน้ำพระทัย และเหตุผลขององค์หญิง ทำให้จ้าวเหวินหยวนรู้สึกตื้นตันใจจนขอบตาร้อนผ่าว เขาเงยหน้าขึ้นมองทั้งสองท่านด้วยความซาบซึ้งเฉินซูเหลียงผงกศีรษะ เห็นด้วยกับคำพูดของฮูหยินทุกประการ เขากล่าวเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สุขุมแต่จริงจัง “ท่านรองฯ จ้าว ท่านทราบหรือไม่ว่า ม้าเร็วที่นำจดหมายของท่านเหล่าหยวนมาแจ้งข่าวจากชายแดนนั้น... ท่านน่าจะพอเดาได้ว่ามาจากผู้ใด?” เขาจงใจเกริ่นขึ้น เพื่อให้จ้าวเหวินหยวนคลายความกังวลใจลงบ้าง ว่าบุตรชายของเขามิได้อยู่ตามยถากรรมจ้าวเหวินหยวนขมวดคิ้วครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างขึ้นด้วยความเข้าใจ เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง และมีความหวัง “หรือว่า... เป็นท่านแม่ทัพผู้เฒ่าเฉิน... ท่านพ่อของท่านผู้บัญชาการใช่หรือไม่ขอรับ?”เฉินซูเหลียงผงกศีรษะตอบรับช้าๆ ยืนยันความคิดนั้น “ถูกต้องแล้ว ท่านรองฯ จ้าว” เขากล่าว “คุณชายจ้าวมู่เฉินอยู่ในค
ขณะเดียวกัน เหล่าขุนนางที่จับกลุ่มกันอยู่บ้าง ก็ต่างกระซิบกระซาบพูดคุยกันถึง เรื่องเคราะห์ร้ายที่บุตรชายของจ้าวเหวินหยวนได้รับ เสียงพึมพำดังลอดมาให้ได้ยินเป็นระยะ “น่าสงสารท่านรองฯ จ้าวนัก บุตรชายคนโตอนาคตไกลต้องประสบเคราะห์เช่นนั้น...” “แต่ก็นับว่ายังมีโชคอยู่บ้าง ได้ยินว่ารอดชีวิตมาได้มิใช่รึ?” “รอดก็เหมือนไม่รอด ได้ข่าวว่าบาดเจ็บสาหัส ความจำเลือนหายไปแล้ว...” “แล้วตอนนี้อยู่ที่ใดกันเล่า? เห็นว่าหาตัวไม่พบไม่ใช่หรือ?” “...สวรรค์ช่างเล่นตลกนัก...”จ้าวเหวินหยวนและเฉินซูเหลียงเดินผ่านกลุ่มขุนนางเหล่านั้นไปเงียบๆ โดยไม่ได้แสดงความคิดเห็นหรือหยุดทักทายผู้ใดเป็นพิเศษ เมื่อมาถึงลานกว้างหน้าพระราชวัง รถม้าคันหนึ่งซึ่งประดับตราสัญลักษณ์ของตำหนักเหอผิงก็เคลื่อนเข้ามาจอดเทียบรออย่างนุ่มนวลรถม้าของตำหนักเหอผิงแล่นออกจากเขตวังหลวงช้าๆ ผ่านประตูชั้นต่างๆ ออกมาสู่ถนนหลวงของเมืองหลวง จ้าวเหวินหยวนนั่งเหม่อมองทิวทัศน์ภายนอกที่เคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ แสงแดดยามสายเริ่มเจิดจ้า เสียงจอแจของผู้คนและรถม้าบนท้องถนนดังเข้ามาเป็นระยะ แต่ดูเหมือนสิ่งเหล่านี้จะไม่ได้ผ่านเข้าสู่การรับรู้ของเขาเลยแม้แต่น้อย จิ
ยามเหม่า (05:00-07:00 น.) ณ ท้องพระโรง อันโอ่อ่าตระการตาแห่งราชวงศ์ถัง แสงอรุณแรกเริ่มสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างสูงประดับกระจกสี ลงมากระทบเสาหินอ่อนสลักลายมังกรขนาดใหญ่ที่เรียงรายเป็นทิวแถว พื้นหินขัดมันเงาวับสะท้อนเงาร่างของเหล่าขุนนางที่ยืนสงบนิ่งอยู่ตามตำแหน่งยศศักดิ์ อาภรณ์ผ้าไหมปักดิ้นทอง ลวดลายวิจิตรบ่งบอกถึงฐานันดรที่แตกต่างกันไป กลิ่นหอมเย็นของกำยานชั้นดี ลอยอบอวลผสมผสานกับกลิ่นอายแห่งอำนาจและความขรึมขลัง บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบเคร่งขรึม มีเพียงเสียงประกาศพระราชโองการ หรือเสียงกราบทูลข้อราชการของขุนนางผู้ใหญ่เป็นครั้งคราวเท่านั้นที่ดังขึ้นทำลายความเงียบการประชุมราชกิจเช้า ดำเนินไปตามวาระปกติจนกระทั่งสิ้นสุดลง เมื่อองค์จักรพรรดิเสด็จขึ้นประทับพระราชยานกลับเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นในแล้ว เหล่าขุนนางจึงเริ่มทยอยกันถวายบังคมลา และเริ่มจับกลุ่มพูดคุยกันเบาๆ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปยังกรมกองของตนนายท่านจ้าว (จ้าวเหวินหยวน) ยืนสงบนิ่งอยู่กับกลุ่มขุนนางฝ่ายบุ๋น กำลังจะขอตัวแยกออกไป แต่แล้วร่างสูงสง่าในอาภรณ์ปักลายมังกรสี่เล็บของ องค์ชายใหญ่หลี่ซวน ก็เคลื่อนเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้า พร้อมด
แม่ทัพผู้เฒ่าเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายอันใด “เอาเถิด” ท่านตอบตกลงอย่างง่ายดายตามประสาปู่ผู้ตามใจหลาน “ปู่จะสั่งให้หมอทหารแวะเวียนไปดูอาการให้ทุกวันตามที่เจ้าขอ... จนกว่าเจ้าจะพอใจก็แล้วกัน”“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ ท่านปู่!” เฉินซูเหรินยิ้มกว้างออกมาได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน นางรู้สึกขอบคุณในความเมตตาของท่านปู่ และรู้สึกอุ่นใจขึ้นที่อย่างน้อยตนเองก็ได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อ 'จ้าวน้อย' บ้างแล้วนับจากวันนั้น หมอทหารก็แวะเวียนมาที่เรือนพักท้ายจวนทุกเช้าตามคำสั่ง และเฉินซูเหรินก็จะคอยอยู่ซักถามอาการของจ้าวมู่เฉินด้วยตนเองเสมอ แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การกระทำที่เกิดจากความรู้สึกผิดและความห่วงใยนี้เอง ที่กำลังหล่อหลอมดรุณีน้อยจอมแก่นให้ เติบโตขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น... โดยที่นางเองก็อาจจะยังไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย…..ข่าวลือของคุณชายจ้าว สร้างแรงกระเพื่อมอย่างใหญ่หลวงในแวดวงสังคมชั้นสูงของเมืองหลวง ทำให้แต่ละคนที่รู้ข่าวมีความรู้สึกที่แตกต่างกันไป สุดแล้วแต่ว่าพวกเขามีความสัมพันธ์หรือส่วนได้ส่วนเสียกับคุณชายจ้าวผู้นี้อย่างไรณ จวนสกุลจ้าว บรรยากาศที่เคยโศกเศร้าได้แปรเปลี่ยนเป็นความหวังระ
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายสงบลง จ้าวมู่เฉินถูกนำตัวกลับไปยังเรือนพักท้ายจวนอย่างเร่งด่วนโดยมีหมอทหารตามมาดูแลอย่างใกล้ชิด โชคดีที่เขาไม่ได้มีบาดแผลภายนอกร้ายแรงแต่อย่างใด อาการปวดศีรษะรุนแรงค่อยๆ ทุเลาลงหลังจากได้รับการฝังเข็มและทานยา แต่เขาก็ยังคงอยู่ในสภาพอ่อนเพลียและสับสน ความทรงจำยังคงไม่กลับมา เขาจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น จำไม่ได้ถึงภาพในอดีตที่แวบเข้ามา รู้แต่เพียงว่าเขากลัวม้า และเสียงดังๆ ทำให้เขาปวดหัวมากเท่านั้น เขาเห็นภาพอดีตเพียงรางๆ เท่านั้นทางด้านเฉินซูเหริน นางถูกท่านปู่เฉินเหยาจินตำหนิอย่างหนัก โทษฐานที่แอบพาคุณชายจ้าวออกไปนอกเขตจวนโดยพลการจนเกือบเกิดอันตราย แม้จะเสียใจและรู้สึกผิด แต่นางก็ยอมรับผิด แต่โดยดี ไม่เถียงหรือหาข้อแก้ตัวใดๆ อาจเป็นเพราะความเป็นห่วงจ้าวน้อย หรืออาจเป็นเพราะนางรู้ดีว่าตนเองทำผิดจริงๆแต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านั้น พ่อค้าผู้นั้นที่จำจ้าวมู่เฉินได้ ในตลาด ไม่ได้เก็บเรื่องที่เห็นไว้กับตัวคนเดียว เขานำเรื่อง “คุณชายจ้าวที่รอดตายราวปาฏิหาริย์” ไปเล่าต่อให้สหายและคนรู้จักฟังอย่างตื่นเต้น และที่สำคัญ เขายังเสริมความเห็นของตนเองเข้าไปด้วยว่า “ข้าเห็น







