LOGIN“...เมื่อนั้น” โฮ่วจุนอี้กล่าวเสริมด้วยแววตาที่มุ่งมั่น “เขาก็จะหมดสิ้นสายสัมพันธ์ที่คอยคุ้มกัน กลายเป็นเพียงเศษสวะที่ไร้ค่า การจะจัดการให้เขา ‘หายตัว’ ไปจากฉางอันอย่างถาวร ก็ย่อมกระทำได้โดยง่าย โดยไม่มีผู้ใดสนใจไยดีอีกต่อไปพ่ะย่ะค่ะ”
สามราตรีผันผ่าน เสมือนชั่วพริบตาเดียว นครฉางอันในวันนี้คึกคัก และเปี่ยมชีวิตชีวายิ่งกว่าครั้งใด เสียงโห่ร้องยินดี และเสียงดนตรีมงคลดังประสานไปทั่วทุกสารทิศ มวลชนหลั่งไหลมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกของเมือง อันเป็นที่ตั้งของสนามตีคลีหลวง ซึ่งถูกเนรมิตขึ้นใหม่เพื่องานเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ในวันนี้โดยเฉพาะ
ณ สนามแข่งขันอันกว้างใหญ่ไพศาล บรรยากาศอบอวลไปด้วยความตื่นเต้นและโอ่อ่าตระการตา ธงรบหลากสีของต้าถัง และธงสัญลักษณ์ของแคว้นถู่ปัวโบกสะบัดพรึ่บพรับราวกับปีกนกอินทรี เคียงข้างด้วยผ้าแถบแพรพรรณสีสันสดใสดุจสายรุ้งที่ประดับประดาไปทั่วอัฒจันทร์ และรั้วกั้นสนาม
เสียงกลองศึกดังกึกก้องสะท้านแผ่นดินเป็นจังหวะเร่งเร้า ผสานกับเสียงแตรเขาสัตว์ที่คำรามก้องเป็นระยะ ปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ และความฮึกเหิม กลิ่นดินผสมกับไอแดดอ่อนๆ และกลิ่นเหงื่อม้าคลุ้งกระจายอยู่ในอากาศ สร้างบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของกีฬาแห่งราชันย์
บนพลับพลาสูงที่จัดสร้างขึ้นเป็นพิเศษ องค์จักรพรรดิถังเกาจง ประทับอย่างสง่างาม ฉลองพระองค์ลายมังกรทองเปล่งประกายจับตา ขนาบข้างด้วยเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายบู๊ และบุ๋น เรียงรายตามยศศักดิ์ ถัดออกไปคือที่นั่งสำหรับ คณะราชทูตแห่งถู่ปัว นำโดยการ์ ตงแจ็น ผู้มากบารมี ซึ่งนั่งชมด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แววตาฉายประกายล้ำลึก บ่งบอกถึงความสำคัญของงานเชื่อมสัมพันธ์ในครั้งนี้ ที่มิใช่เพียงการแข่งขันกีฬา หากแต่ยังเกี่ยวพันถึงการเมืองระหว่างแคว้นอันละเอียดอ่อน
พลันเสียงแตรสัญญาณดังขึ้นอีกครา ประตูคอกม้าทั้งสองฝั่งของสนามเปิดออก นักกีฬาตีคลีของต้าถัง และถู่ปัวทยอยควบม้าศึกพันธุ์ดีที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างยอดเยี่ยมออกมาสู่ลานประลอง ร่างกายกำยำภายใต้อาภรณ์สำหรับแข่งขันและเกราะหนังน้ำหนักเบาดูองอาจน่าเกรงขาม ม้าแต่ละตัวถูกประดับประดาด้วยเครื่องทรงสีสันสดใสตามสังกัดของตน พวกเขาควบม้าเหยาะๆ มาหยุดยืนเรียงแถวกลางสนาม ณ ฝั่งของตน ก่อนจะพร้อมใจกันค้อมกายแสดงความเคารพต่อองค์จักรพรรดิ เหล่าขุนนาง และคณะทูต เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องต้อนรับจากผู้ชมดังกระหึ่ม
ท่ามกลางความอึกทึกครึกโครม และความสง่างามนั้น จ้าวมู่เฉิน กลับนั่งอยู่อย่างเงียบสงบ ณ บริเวณที่นั่งสำหรับผู้เล่นสำรองข้างสนาม เขาสวมชุดแข่งขันเช่นเดียวกับนักกีฬาคนอื่นๆ หากแต่ยังมิได้สวมเกราะหรือถือไม้คลี ดวงตาสีรัตติกาลทอดมองภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย หากแต่ภายในใจกลับมิได้สงบนิ่งดุจผิวน้ำเช่นภายนอก
สามวันที่ผ่านมา แม้เขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกซ้อมร่วมกับทีมตีคลีหลวง แต่ข่าวลือด้านบวกเกี่ยวกับตนเองที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองนั้น ก็มิอาจรอดพ้นจากการรับรู้ของเขาได้ แม้จะรู้สึกประหลาดใจระคนยินดีอยู่บ้าง แต่สัญชาตญาณกลับร่ำร้องเตือนถึงความผิดปกติบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้คำสรรเสริญเหล่านั้น และยิ่งเมื่อเห็นรายชื่อผู้เล่นชุดแรกที่ถูกประกาศออกมา หัวใจของเขาก็พลันหนักอึ้งขึ้นเล็กน้อย
สายตาของจ้าวมู่เฉินจับจ้องไปยังกลุ่มนักกีฬาต้าถังที่ยืนอยู่กลางสนามอย่างโดดเด่น ในแถวหน้าสุด ปรากฏร่างของ องค์ชายใหญ่หลี่ซวน และ เฉินซีห่าว บุตรชายคนรองของแม่ทัพเฉินซูเหลียง ทั้งสองอยู่ในท่าทีองอาจมั่นใจ ใบหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อย แสดงความกระหายที่จะลงสนามเพื่อแสดงฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของฝ่าบาท และเหล่าขุนนาง เฉินซีห่าวเหลือบมองมาทางอัฒจันทร์ที่เหล่าขุนนางนั่งอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองคู่ต่อสู้ชาวถู่ปัวด้วยแววตาแข็งกร้าว
จ้าวมู่เฉินสัมผัสได้ถึงไอแห่งความทะเยอทะยาน และความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่แผ่ออกมาจากคนทั้งสอง โดยเฉพาะเฉินซีห่าว ผู้ซึ่งไม่เคยปิดบังความไม่ชอบใจในตัวเขามาตั้งแต่ต้น การที่ทั้งคู่ได้รับเลือกให้ลงเล่นในนัดเปิดสนามนี้ แม้จะเป็นไปตามยศศักดิ์ และความสามารถ แต่ก็อดทำให้เขารู้สึกถึงนัยยะบางอย่างไม่ได้
‘องค์ชายใหญ่และคุณชายเฉิน... ต้องการแสดงความสามารถก่อนผู้อื่น หรือมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงกันแน่?’ ความคิดแวบขึ้นในห้วงคำนึง แม้จะยังไม่รู้ถึงแผนการร้าย แต่บรรยากาศอันเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี การเมือง และการแข่งขันอันดุเดือดเบื้องหน้า ก็ทำให้เขารู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้
เสียงสัญญาณเริ่มการแข่งขันดังขึ้นแล้ว! นักกีฬาทั้งสองฝ่ายต่างควบม้าทะยานเข้าหาลูกคลีที่วางอยู่กลางสนาม ประหนึ่งพายุที่โหมกระหน่ำ เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดินดังสนั่นหวั่นไหว เสียงโห่ร้องเชียร์จากผู้ชมดังกระหึ่มยิ่งกว่าเดิม จ้าวมู่เฉินเอนกายพิงพนัก ปรับลมหายใจให้สงบ นัยน์ตายังคงจับจ้องไปที่การแข่งขันอันดุเดือดเบื้องหน้าอย่างไม่วางตา... การต่อสู้ที่แท้จริง กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว.
การแข่งขันดำเนินไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน สมศักดิ์ศรีการประจันหน้าของสองมหาอำนาจ ลูกคลีถูกตีส่งต่อกันไปมาด้วยความเร็วสูง ประหนึ่งดาวตกที่พุ่งผ่านฟากฟ้า ไม้คลีในมือของเหล่านักรบต่างหวดกระทบลูกหนังเสียงดังสนั่น สะท้อนถึงพละกำลัง และความแม่นยำของผู้เล่น ม้าศึกชั้นยอดต่างเบียดเสียด วิ่งควบสลับทิศทางอย่างคล่องแคล่ว ตามการบังคับของผู้ขี่ที่นั่งอยู่บนหลังอย่างมั่นคง
ทัพต้าถังนั้นนำโดย องค์ชายใหญ่หลี่ซวน พระองค์ทรงม้าสีดำทมิฬ ประดับเครื่องทรงสีทองอร่าม ควบทะยานนำหน้าอย่างองอาจ แสดงทักษะการตีคลีที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี เคียงข้างพระองค์คือเหล่าบุตรหลานขุนนางบู๊และบุ๋น ซึ่งรวมถึง เฉินซีห่าว ผู้มีสีหน้ามุ่งมั่นและแววตาแข็งกร้าว พวกเขาต่างพยายามแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ หวังสร้างความประทับใจให้แก่เบื้องพระพักตร์ และเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ แต่ละคนพยายามแย่งชิงกันทำคะแนน ท่วงท่าการเล่นแม้จะสง่างามตามตำรา แต่บางครั้งกลับดูติดขัด ขาดความเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่บ้าง
ทว่า ฝ่ายถู่ปัวนั้นกลับแสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นอย่างชัดเจนในด้านหนึ่ง เหล่านักรบหนุ่มจากที่ราบสูง ซึ่งเติบโต และใช้ชีวิตผูกพันกับอาชามาตั้งแต่เยาว์วัยนั้น มีทักษะการควบคุมม้าที่น่าตื่นตะลึง พวกเขาเคลื่อนไหวบนหลังม้าประหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายอาชา สามารถควบม้าด้วยความเร็วสูงพร้อมกับหักเลี้ยว เปลี่ยนทิศทาง หรือแม้กระทั่งโน้มตัวตีลูกคลีในท่าที่ยากลำบากได้อย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับภูตพรายที่ร่ายรำอยู่บนหลังม้า การเคลื่อนไหวของพวกเขาเป็นธรรมชาติ ดุดัน และเปี่ยมไปด้วยสัญชาตญาณดิบแห่งนักรบแห่งทุ่งหญ้า
จ้าวมู่เฉิน ซึ่งนั่งจับตามองเกมการแข่งขันอยู่ข้างสนามด้วยสมาธิอันแน่วแน่ สังเกตเห็นความแตกต่างนี้ได้อย่างชัดเจน คิ้วเรียวของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยขณะวิเคราะห์สถานการณ์เบื้องหน้า แม้ฝีมือการตีคลีของฝ่ายต้าถังจะไม่ด้อยไปกว่ากันนัก แต่ความคล่องแคล่ว และความเป็นหนึ่งเดียวกับอาชาของฝ่ายถู่ปัวนั้น ทำให้พวกเขาสามารถฉกฉวยความได้เปรียบในจังหวะสำคัญๆ ได้เสมอ
เขามิได้ผลีผลามเข้าไปในทันที แต่สั่งให้อาไค่และจ้าวมู่เฉินรออยู่ด้านนอกก่อน ส่วนตนเองนั้นเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด เพื่อดูว่ามีร่องรอยของสัตว์ร้ายหรือสัตว์เลื้อยคลานมีพิษซุกซ่อนอยู่หรือไม่ เมื่อแน่ใจแล้วว่าบริเวณนั้นปลอดภัยดี เขาจึงกวักมือเรียกทั้งสองเข้ามา“ดูเหมือนจะไม่มีอันตรายใดๆ แล้ว พวกเรามาช่วยกันเถิด”ทั้งสามคนมิได้รอช้า ต่างช่วยกันมองหาจุดที่แข็งแรงพอจะใช้ปีนป่ายขึ้นไปบนแพรเถาวัลย์นั้นได้ อาไค่ผู้มีพละกำลังเป็นเลิศรับอาสาปีนขึ้นไปก่อน เขาใช้ทักษะที่ฝึกฝนมาจากค่ายทหารเกาะเกี่ยวเถาวัลย์เส้นใหญ่ได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อขึ้นไปถึงจุดที่หีบวางอยู่ เขาก็เริ่มผูกเชือกที่เตรียมมากับหีบทีละใบ แล้วค่อยๆ หย่อนมันลงมาให้เหล่าหยวนและจ้าวมู่เฉินที่รออยู่ด้านล่างรับไว้จ้าวมู่เฉินแม้จะยังคงมีท่าทางเงอะงะอยู่บ้าง แต่เขาก็พยายามช่วยประคองและลากหีบเหล่านั้นไปรวมกันไว้ในจุดที่ปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง ดวงตาของเขาฉายแววตื่นเต้นระคนสงสัยเมื่อเห็นหีบสมบัติมากมายเหล่านั้น แม้จะไม
ทันใดนั้น! เสียงประหลาดก็ดังขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบเบื้องหน้า มันเป็นเสียงคำรามก็ไม่ใช่ เสียงร้องโหยหวนก็ไม่เชิง แต่เป็นเสียงทุ้มต่ำ ก้องกังวาน และแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผู้ได้ยินรู้สึกขนพองสยองเกล้า!“เสียงอะไรน่ะขอรับ?!” อาไค่กระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก มือคว้าด้ามมีดสั้นที่เอวเตรียมพร้อมเหล่าหยวนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทั้งสองหยุดนิ่ง ดวงตาของเขาสอดส่ายไปรอบบริเวณอย่างระแวดระวัง “เงียบก่อน...ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่ฟังดูไม่น่าจะเป็นมิตรเท่าใดนัก”จ้าวมู่เฉินเบิกตากว้าง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว เขาขยับเข้าไปยืนชิดหลังเหล่าหยวน มองไปยังทิศทางของเสียงนั้นอย่างไม่วางตา ความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อครู่พลันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดหวั่นว่าสิ่งใดกันแน่ที่กำลังรอพวกเขาอยู่แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้เข้ามาและดังกว่าเดิม มันเป็นเสียงขู่คำรามอย่างชัดเจน สลับกับเสียงหายใจฟืดฟาดหนักๆ คล้ายสัตว์ร้
เหล่าหยวนมองนายน้อยของตนด้วยแววตาที่อ่อนโยนลง ก่อนจะหันไปทางถิงถิง “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ พรุ่งนี้แต่เช้ามืด ข้า จ้าวมู่เฉิน และอาไค่ จะออกเดินทาง คาดว่าไปกลับคงใช้เวลาไม่เกินครึ่งวัน ส่วนเจ้าถิงถิง ให้รออยู่ที่เรือนพักแห่งนี้ ไม่ต้องเป็นห่วงพวกเรา”ถิงถิงก้มหน้านิ่ง นานหลายอึดใจกว่าจะพยักหน้ารับคำช้าๆ น้ำเสียงของนางแผ่วเบาและสั่นเครือเล็กน้อย “เจ้าค่ะ...เหล่าหยวน” แม้จะตอบรับ แต่ภายในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและเป็นห่วงคุณชายของตนอย่างสุดซึ้ง นางรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้ย่อมไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด แต่ก็มิอาจทัดทานการตัดสินใจของผู้ใหญ่ทั้งสองได้แสงตะเกียงในเรือนยังคงส่องสว่างอยู่เพียงริบหรี่ ท่ามกลางความมืดมิดและเงียบสงัดของค่ำคืนแห่งค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี แผนการเดินทางสู่หุบเหวแห่งอดีตได้ถูกกำหนดขึ้นแล้ว พร้อมกับความกังวลที่เกาะกุมหัวใจของทุกคนที่นั่งอยู่ในวงสนทนานั้น.…..ณ “ค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี” แสงอรุณแรกแห่งวันยังมิได้ทาบทาทั่วขุนเขาดีนัก ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มจับสีม่วงอมส้มเรื่อๆ ม่านหมอกยามเช้ายังคงลอยละล่องบางเบาคล้ายสำลีปุยขาวนุ่ม อากาศบริสุทธิ์และเย็นฉ่ำ ส
การท่องบ่นซ้ำๆ ทุกวันเช่นนี้ คือความพยายามในแบบของเขาที่จะไขว่คว้าเศษเสี้ยวของอดีตที่หล่นหาย และถึงแม้ความทรงจำที่ปรารถนาจะยังไม่กลับคืนมาอย่างปาฏิหาริย์ แต่อย่างน้อยการฝึกฝนนี้ก็ทำให้เขารู้หนังสือมากขึ้น สามารถอ่านและเขียนอักษรต่างๆ ได้คล่องแคล่วขึ้นกว่าเดิมวันแล้ววันเล่านอกจากตำราพันอักษรแล้ว เขายังพยายามทบทวนตำราอื่นๆ ที่พอจะระลึกเค้าโครงได้บ้างจากส่วนลึกของจิตใจ อาจเป็นบทกวีโบราณ หลักปรัชญาขงจื๊อ หรือแม้แต่ตำราพิชัยสงครามที่เขาไม่รู้ว่าเคยเรียนมาจากที่ใด แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดบางวัน ในช่วงบ่ายอันเงียบสงบเช่นนี้ ท่านกุนซือชราคู่ใจของแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจิน ก็จะปลีกเวลาจากการวางแผนกลยุทธ์ในกระโจมใหญ่ เดินทางมาเยี่ยมเยียนเขาถึงข้างคอกม้า ท่านกุนซือผู้มีแววตาเปี่ยมเมตตา และมองการณ์ไกล มักจะนำตำรับตำราต่างๆ มาอ่านให้เขาฟังบ้าง หรือบางครั้งก็ช่วยชี้แนะความหมายของตัวอักษรที่ซับซ้อน เป็นการกระตุ้นความทรงจำ และเติมเต็มความรู้ให้แก่จ้าวมู่เฉินทีละน้อยอย่างไม่เร่งร้อน คล้ายกับว่าท่านมองเห็นศักยภาพบางอย
ณ "ค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี" เมื่อพ่อบ้านเฉินจากไปแล้ว จ้าวมู่เฉินผู้ยังคงกอดห่อผ้าของขวัญจาก “พี่ใหญ่เฉิน” ไว้แนบอก ก็จำต้องวางมันลงอย่างเสียมิได้เพื่อกลับไปทำงานของตนต่อ เขายังคงสาละวนอยู่กับการดูแลม้า ทั้งตักน้ำ หาบหญ้า และทำความสะอาดคอกอย่างขยันขันแข็ง แม้ดวงใจจะพะวงถึงของเล่นและขนมที่รอคอยอยู่ แต่ความรับผิดชอบที่ถูกปลูกฝังมา ก็ทำให้เขามิอาจละทิ้งหน้าที่ได้จนกระทั่งแสงตะวันคล้อยเคลื่อนสู่กลางศีรษะ เป็นสัญญาณว่าเวลามื้อเที่ยงได้มาถึงแล้ว เสียงฝีเท้าคุ้นเคยสองคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินสู่คอกม้า ถิงถิง บ่าวรับใช้หญิงร่างเล็กบางอายุราวสิบสามสิบสี่ปี ใบหน้าจิ้มลิ้ม เดินนำหน้าอาไค่ บ่าวชายร่างกำยำผู้มีพละกำลังมหาศาล ทว่าดวงตาทั้งคู่กลับฉายแววซื่อซื่อตามประสาทุกเพลา ทั้งสองหอบหิ้วตะกร้าหวายสานใบเขื่อง เดินตรงมายังบริเวณที่จ้าวมู่เฉินมักจะพักทานอาหารเป็นประจำ“คุณชายจ้าวเจ้าคะ ได้เวลามื้อกลางวันแล้วเจ้าค่ะ” ถิงถิงเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส นางและอาไค่ช่วยกันนำสำรับอาหารออกจากตะกร้าวาง
ทว่าความพยายามของเขาก็มิได้สูญเปล่า...ในเช้าวันนี้ ขณะที่เขากำลังตักน้ำใส่รางให้ม้าตัวหนึ่ง แม้หัวใจจะยังคงเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น แต่เขาก็สามารถยืนอยู่ข้างๆ มันได้โดยไม่เป็นลมล้มพับไปเช่นคราแรก ปลายนิ้วที่เคยสั่นเทา บัดนี้สามารถยื่นออกไปสัมผัสแผงคอของม้าตัวนั้นได้อย่างแผ่วเบา แม้มันจะเป็นเพียงสัมผัสสั้นๆ เพียงชั่วอึดใจ แต่สำหรับจ้าวมู่เฉินแล้ว นี่คือก้าวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่...ก้าวที่จุดประกายความหวังริบหรี่ในใจของเขาให้สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งจ้าวมู่เฉินในชุดทหารฝึกหัดที่เก่าคร่ำคร่ากว่าของผู้ใด กำลังก้มหน้าก้มตาใช้เคียวในมือเกี่ยวหญ้าสดบริเวณเชิงเขาด้านข้างค่ายอย่างขะมักเขม้น เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายบนหน้าผากขาวเนียนที่บัดนี้มีรอยเปื้อนดินอยู่บ้างเล็กน้อย หญ้าแต่ละกำที่เกี่ยวได้ถูกวางลงในตะกร้าหวายใบใหญ่อย่างเป็นระเบียบ ดวงตาซื่อใสของเขามุ่งมั่นอยู่กับภารกิจตรงหน้า ด้วยรู้ดีว่าหญ้าเหล่านี้คืออาหารมื้อสำคัญของเหล่าอาชาในคอกขณะที่เขากำลังก้มๆ เงยๆ อยู่นั้น เสียงแหบชราอันคุ้นเคยของเห







