Mag-log in“โปรดรอสักครู่ ข้าจะนำความไปกราบทูลองค์หญิง และ ท่านผู้บัญชาการ”
จ้าวมู่เฉินพยักหน้า รับรู้ถึงสายตาขององครักษ์ที่ยังคงจับจ้องเขาอยู่ แต่เขายังคงสงบนิ่งดังเดิม ปล่อยให้สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดชายอาภรณ์ อากาศยามเช้าสดชื่นแต่ก็แฝงไว้ด้วยความเย็นบางเบา ชายหนุ่มทอดสายตามองไปยังเบื้องหน้า ด้วยรู้ดีว่าการมาเยือนในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เขามิอาจคาดเดาได้…
เมื่อองครักษ์หน้าตำหนักเหอผิงเปิดประตูต้อนรับ จ้าวมู่เฉินประสานมือคารวะก่อนก้าวเข้าสู่ด้านใน พลางหันไปสั่งการเหล่าหยวน
“เหล่าหยวน ท่านนำรถม้าไปจอดรอข้าใต้ร่มไม้ด้านข้างตำหนักเหอผิง เมื่อข้าเสร็จธุระแล้วจะออกมา”
เหล่าหยวนรับคำ ก่อนบังคับรถม้าออกไปอย่างเรียบร้อย ขณะที่จ้าวมู่เฉินก้าวตามองครักษ์เข้าไปภายในตำหนัก ดวงตาดำขลับจับจ้องรายละเอียดโดยรอบอย่างเงียบงัน พื้นศิลาหินอ่อนสะอาดสะท้อนเงา เสากลางตำหนักแกะสลักลวดลายหงส์เหินเหนือเมฆา ผ้าม่านแพรบางพลิ้วไหวตามแรงลม เผยให้เห็นแสงตะวันอ่อนที่สาดส่องเข้ามา
เมื่อมาถึงห้องโถงภายใน ท่ามกลางบรรยากาศเคร่งขรึมประหนึ่งมีแรงกดดันที่ไม่อาจมองเห็น จ้าวมู่เฉินเห็นองค์หญิงชิงเหอนั่งอยู่บนแท่นสูง นางแต่งกายงามสง่าในฉลองพระองค์ปักลายดอกเหมยสีชาด เรือนผมดำขลับเกล้าเป็นมวยอย่างประณีต ริมฝีปากแต้มสีทับทิม ข้างกายนางคือ ผู้บัญชาการเฉินซูเหลียง บุรุษผู้ทรงอำนาจแห่งกองทัพทหารม้า ใบหน้าคมเข้ม เปี่ยมด้วยรัศมีแห่งนักรบ ดวงตาคมกริบจับจ้องเขาอย่างพินิจพิเคราะห์
จ้าวมู่เฉินประสานมือคำนับพลางเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ
“ข้าน้อยจ้าวมู่เฉิน คารวะองค์หญิงชิงเหอ และท่านผู้บัญชาการเฉินซูเหลียง”
องค์หญิงชิงเหอพยักหน้าเล็กน้อย ส่วนแม่ทัพเฉินซูเหลียงจ้องมองเขาอย่างตรงไปตรงมา ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้มขรึม
“เหตุใดเจ้าจึงยืนได้อย่างสบายใจ เมื่อรู้ว่าต้องมั่นหมายกับบุตรีชื่อเสียงฉาวโฉ่ของข้า..?”
จ้าวมู่เฉินโค้งศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อม
“ข้าน้อยมีความเชื่อว่า ทุกคนที่เกิดมาบนแผ่นดินนี้ ไม่มีผู้ใดเป็นคนเลวตั้งแต่เกิด คุณหนูอาจเล่นซุกซนมากไปเสียหน่อย โบราณว่า เด็กซุกซน คือคนฉลาด ข้าน้อยคิดว่าท่านทั้งสองที่เป็นบิดามารดาย่อมมองเห็นความเฉลียวฉลาด และความกล้าหาญที่กล้ายอมรับผิดด้วยตนเอง”
คำตอบของจ้าวมู่เฉินสร้างความประหลาดใจให้ทั้งสองยิ่งนัก องค์หญิงชิงเหอ และผู้บัญชาการเฉินซูเหลียงสบตากัน พลางคิดในใจ
‘ พวกข้าเป็นบิดามารดาของนางยังมองไม่เห็นข้อดีของบุตรของตน ทว่าเจ้ากับสามารถมองเห็นข้อดีของนางโดยที่ยังไม่เคยพบหน้ากัน ’
ทั้งสองพยักหน้าอย่างพึงพอใจ สมแล้วที่ฝ่าบาททรงมีสายพระเนตรยาวไกล หากได้จ้าวมู่เฉินมาดูแลเฉินซูเหริน เขาทั้งสองคงวางใจได้
ทันใดนั้น..!
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังมาจากภายนอก ก่อนเสียงเข้มจะเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“นี่หรืออนาคตน้องเขยของข้า..!!? บัณฑิตอ่อนปวกเปียกปานบะหมี่ลวกเช่นนี้ จะปกป้องน้องสาวของข้าได้อย่างไร..!”
เฉินซีห่าว บุรุษหนุ่มวัยสิบหก ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางองอาจชาตินักรบ เรือนกายสมส่วน คิ้วคมดุจกระบี่ ดวงตาเปล่งประกายดุดัน เสื้อคลุมสีเข้มสะบัดไหวตามแรงก้าว เขาหยุดยืน ประสานมือคารวะบิดามารดา ก่อนเดินไปนั่งข้างองค์หญิงชิงเหอ พลางเอนกายออดอ้อนนาง แต่เมื่อบิดากระแอมไอ เขากลับนั่งหลังตรงแทบจะในทันที
บรรยากาศเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงฝีเท้าแผ่วเบาปานนุ่นดังขึ้นจากทางเข้า ทุกย่างก้าวมั่นคง ไม่เร่งร้อน บุตรชายคนโต เฉินซีฮัน ปรากฏตัว เขาเป็นบุรุษสูงใหญ่ อายุยี่สิบปี แผ่รัศมีสุขุมลุ่มลึก คิ้วคมดุจกระบี่เช่นกัน สีหน้าเรียบเฉย ดวงตาสะท้อนความเฉียบแหลม เขาเดินเข้ามาด้านในอย่างสำรวม กวาดตามองจ้าวมู่เฉินด้วยความพินิจ
‘เป็นบุรุษที่มีรูปร่างหน้าตาดี เหมาะแก่การเป็นบัณฑิต แต่จะรับมือกับความซุกซนของน้องสาวข้าได้หรือ?’
เฉินซีฮัน คิดอยู่ภายในใจ มิได้เอ่ยวาจาใดออกมา ผิดกับเฉินซีห่าวที่แสดงอคติออกอย่างชัดเจน
จ้าวมู่เฉินยังคงสงบนิ่ง สายตาฉายแววลึกซึ้ง เขารวบรวมข้อมูลนิสัยของแต่ละคนไว้ภายในใจโดยไม่แสดงอาการใดออกมา เพียงประสานมือโค้งศีรษะเล็กน้อย แสดงความเคารพต่อผู้มาใหม่ ก่อนเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ทว่าแฝงความหนักแน่น
“ข้าน้อยมิได้มีร่างกายแข็งแกร่งประดุจนักรบ เช่นท่านทั้งสอง ทว่าการปกป้องสตรีนางหนึ่ง หาได้ใช้เพียงพละกำลังแต่เพียงอย่างเดียวไม่ ศาสตร์แห่งปัญญาเองก็มิอาจมองข้าม”
คำกล่าวของเขาแม้เรียบง่าย แต่กลับสร้างความฉงนให้ผู้คนภายในตำหนัก เฉินซีห่าวแค่นเสียงเยาะ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลน
“ศาสตร์แห่งปัญญาหรือ? คำพูดนี้ฟังดูดี แต่สุดท้ายแล้ว หากเกิดเหตุอันตราย เจ้าจะปกป้องน้องสาวข้าได้อย่างไร?”
จ้าวมู่เฉินประสานมือ สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ดวงตายังคงฉายแววสงบนิ่ง
“ท่านพี่เฉิน หากท่านพี่ลองใช้สติครุ่นคิดแทนกำลัง ท่านพี่จะรู้ว่า บางครั้งการเอาชนะศัตรู ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธหรือหมัดมวยเสมอไป”
เฉินซีห่าวถลึงตาเอ่ยด้วยน้ำเสียงมีโทสะ
“ ใครเป็นพี่ของเจ้า..!!! ”
“ ซี่ห่าวอย่าเสียมารยาท..!!”
ผู้บัญชาการเฉินชูเหลียงเอ่ยปรามบุตรชาย ทว่าองค์หญิงชิงเหอกับมองจ้าวมู่เฉินด้วยดวงตาเป็นประกาย
‘นี่แหละลูกเขยที่ข้าต้องการ ท่าทางสุขุม มีไหวพริบ ผิดจากบุตรของข้าแต่ละคนโผงผางใช้แต่กำลัง มีก็แต่ฮันเอ๋อร์ของข้าที่เป็นเด็กดี’
บรรยากาศภายในตำหนักพลันเงียบงัน เฉินซีฮันผงกศีรษะให้จ้าวมู่เฉินเล็กน้อย ความคิดเห็นต่อจ้าวมู่เฉินเริ่มเปลี่ยนไป ส่วนองค์หญิงชิงเหอและผู้บัญชาการเฉินซูเหลียงสบตากันเงียบ ๆ คล้ายเริ่มยอมรับในตัวบุรุษหนุ่มตรงหน้า
เฉินซีห่าว แม้จะยังไม่พอใจนัก แต่เมื่อเห็นบิดา และพี่ชายไม่กล่าวสิ่งใดอีก เขาก็มิกล้าหืออือ เพียงนั่งลงอย่างกระฟัดกระเฟียด
จ้าวมู่เฉินรู้ดีว่า นี่เป็นเพียงบททดสอบแรกของเขาเท่านั้น เส้นทางที่รออยู่ข้างหน้าคงมิใช่เส้นทางที่เรียบง่าย ทว่าเขาก็มิได้หวั่นเกรงแม้แต่น้อย
ทั้งสี่จึงหันหลังให้กับป่าลึก เดินมุ่งหน้ากลับสู่ค่ายฝึกด้วยฝีเท้าที่กระฉับกระเฉงยิ่งขึ้น ยามนี้มิใช่เพียงแค่ผืนธงที่เฉินซูเหรินถือไว้ในมือ แต่ยังมีความชื่นชมยินดีที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจของเหล่าผู้ติดตามทุกคน และความผูกพันที่เริ่มถักทอเป็นสายใยบางเบา ท่ามกลางภารกิจอันท้าทายนี้เฉินซูเหริน และคณะกำลังก้าวลงจากเนินเขาอย่างผ่อนคลาย ด้วยผืนธงเจ็ดผืนในมือที่ได้มาจากการใช้ไหวพริบล้วน ๆ บรรยากาศเงียบสงบมีเพียงเสียงลมพัดใบไม้เสียดสีกันดุจเสียงกระซิบของพงไพร ทว่า...ความสงบนั้นพลันถูกทำลายลงในชั่วพริบตา!เมื่อร่างของบุรุษฉกรรจ์สี่นายสวมชุดทหารสีเข้มปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ขวางทางลงเขาของพวกเขาเอาไว้ ใบหน้าของชายทั้งสี่เต็มไปด้วยความทะนงตน และแววตาจ้องมองมายังเฉินซูเหรินดุจดั่งพยัคฆ์ที่จ้องจับเหยื่อหนึ่งในนั้นก้าวออกมาข้างหน้า รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าคมคายดุดัน คล้ายแม่ทัพผู้เก่งกาจ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเล็กแหลมประหนึ่งแมวเหมียว “พวกเราคือกลุ่มพยัคฆ์อัคคี ผู้ผดุงความยุติธรรม! พวกเราเฝ้ามองการกระทำของคุณหนูอยู่เนิ่นนานแล้ว!”ชายผู้นั้นหยุดชั่วครู่ ก่อนจะมองมายังเฉินซูเหรินด้วยแววตาตำหนิ “ข้าเห็นว่าสิ่งท
ทันใดนั้น...ซู่ว์!เสียงแหเชือกถูกโยนจากเบื้องบนสายลม ดั่งพญามังกรรัดรึงร่างเหยื่อในชั่วพริบตาเดียว!ร่างของทหารทั้งสี่นายพัลวันพันกันมั่ว ตะโกนไม่ทันขาดคำ ก็ถูกแหเชือกอีกผืนครอบจนดิ้นไม่หลุด“บัดนี้!” เสียงสั่งการแผ่วเบาของเฉินซูเหรินดังขึ้นราวกระซิบในอากาศเหล่าหยวนกับอาไค่โผล่พรวดออกมาจากพุ่มไม้ราวเงาทมิฬยามย่ำค่ำเหล่าหยวนแม้อายุมากแล้ว หากกายยังว่องไว มือหนึ่งดึงธงจากเอว อีกมือจัดแจงตัดเชือกส่วนอาไค่กลับมิได้มีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย ทว่าพละกำลังแข็งกล้ายิ่งนัก ร่างใหญ่โตของเขาเสมือนพยัคฆ์ตกมัน เพียงหมัดเดียวสองคนแรกทรุดลงมิอาจฝืนยืน สองคนหลังยังไม่ทันตั้งหลักก็มิอาจขยับเสียงครวญอู้อี้หลุดลอดจากปากทหารผู้โชคร้าย ก่อนจะถูกปิดสนิทด้วยเศษผ้าชุบน้ำพวกเขาถูกมัดมือไขว้หลังแน่นหนา วางเรียงไว้ใต้พุ่มไม้ใหญ่ดุจร่างไร้ชีวิต รอให้หมดสติจากพิษหมัดของอาไค่แล้วจึงปล่อยให้หลับสนิทไปอีกครู่เฉินซูเหรินคุกเข่าลงหน้าผืนธงสามผืนที่เพิ่งได้มา สายตาของนางเรืองรองด้วยแววเฉียบคม คล้ายมังกรที่เพิ่งกลืนไข่มุกเข้าไปเต็มครา“ธงสามผืน...เห็นทีโชควาสนาข้าจะไม่เลว”นางพึมพำเบา ๆ พลางปรายตาไปยังผู้ร่วมขบวนเหล่
พลันความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นในห้วงสมอง ‘แผนช่วงชิง!’หากสามารถดักหน้า หรือชิงเอาธงจากกลุ่มทหารอื่นที่อ่อนประสบการณ์กว่า นางย่อมมีโอกาสเก็บธงได้มากกว่าผู้ใดดวงตาคู่งามหรี่ลงอย่างเฉียบคม แล้วค่อย ๆ หันไปมองผู้ติดตามของตนทีละคน...เหล่าหยวน ชายชราอายุคราวท่านปู่ ใบหน้าราบเรียบ ปราศจากพิษสง ดวงตากลับปรากฏประกายเฉลียวอยู่บ้าง แม้กายเงอะงะ แต่ชาญฉลาดนักในการลอบเร้นและวิเคราะห์เส้นทางจ้าวมู่เฉิน นายน้อยผู้รูปงามดังเซียนสวรรค์ หากแต่ความจำเสื่อมจนมิเหลือกระบวนยุทธ์ใด อุปนิสัยก็เปิ่นซื่อปนทะเล้น มิเหมาะแก่การแย่งชิงสิ่งใดนอกจากหัวใจหญิงสาวในตลาดอาไค่...บ่าวผู้อยู่ข้างกายนายน้อย กายใหญ่เท่าหมีสีน้ำตาล แขนขาดั่งเสาไม้ซุง แข็งแกร่งไม่แพ้ทหารอารักษ์แคว้นใหญ่ ทว่า...สมองน้อยนักประหนึ่งหมีแพนด้าเมื่อสายตาพินิจครบทั้งสาม นางพลันถอนหายใจยาว“...แผนช่วงชิงหรือ?” นางพึมพำกับตนเอง“หวังพึ่งทัพเช่นนี้ คงมิใช่ทัพกล้า แต่เป็นกองเตี้ย”ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอย่างระอา แต่แฝงความเอ็นดู ดวงตาของนางแม้เรียบเย็นเฉกเช่นหิมะยามค่ำ ทว่าภายในกลับอบอุ่นด้วยประกายบางประการ“เอาเถิด...” เสียงนางเบาเสียยิ่งกว่าลมกระทบไผ่
เมื่อแน่ใจว่าปลอดผู้ใดเฉียดใกล้ นางจึงค่อย ๆ หยิบแผ่นหนังสัตว์เก่าคร่ำออกมาจากอกเสื้อ วางราบลงบนพื้นดินที่ปูด้วยใบไม้กรอบแห้ง จากนั้นนางนั่งยองลงก่อน แล้วพยักหน้าเรียกทั้งสามให้มานั่งล้อมวงจ้าวมู่เฉินเพียงแลเห็นแผนที่ที่วาดเส้นทางเดินเขาเป็นลวดลายสลับซับซ้อน ก็พลันร้องออกมาเสียงหลงด้วยดวงตาเบิกกว้าง“พี่ใหญ่เฉิน! ท่านมีแผนที่ภูเขา!”ยังมิทันที่เสียงจะจบประโยค เฉินซูเหรินกลับคว้าตัวจ้าวมู่เฉินเข้ามาใกล้ปิดปากเขาแน่น ดวงตาดุราวพี่สาวดุเด็กซน พร้อมกล่าวเสียงเบา“เจ้าอยากให้ทั้งค่ายได้ยินหรือไร..!”จ้าวมู่เฉินขยับริมฝีปากอุบอิบแต่ก็พยักหน้าเข้าใจ สองแก้มขึ้นสีราวเด็กโดนขู่เหล่าหยวนที่นั่งขัดสมาธิอยู่ใกล้ ๆ ยิ้มตาหยี ใช้สองนิ้วยกขึ้นชูเชิงชมเชย ดวงหน้าชราเปื้อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์กล่าวเบา ๆ ว่า“ข้าน้อยนับถือคุณหนูเฉิน…ช่างกล้าหาญนัก…”เฉินซูเหรินแค่นเสียงเบา ดวงตาฉายแววแน่วแน่ขณะชี้นิ้วลงบนรอยเครื่องหมายแห่งหนึ่งบนแผนที่ รูปธงเล็ก ๆ ถูกขีดวงไว้ชัดเจน“ครูฝึกจี้ซานบอกข้าเองว่า ธงถูกปักไว้บนโขดหินเหนือบ่อน้ำร้าง หากสิ่งนี้เป็นจริง เราเพียงเดินตามทางซอกเขาไป ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็คงพบ”“แล้วหากเ
“วันนี้…ต้องปีนเขาใช่หรือไม่?” เขาหันไปถามเสียงแผ่ว ท่าทีคล้ายจะกลัว คล้ายจะตื่นเต้น คล้ายจะ…ไม่รู้ว่าตนเองอยู่ในการแข่งขันอันยิ่งใหญ่เฉินซูเหรินหัวเราะเบา ๆ ยืนกอดอกอยู่ข้าง ๆ “ใช่…และห้ามวิ่งเตลิดกลางทางอีกนะ เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าเมื่อวานเจ้าไปวิ่งไล่เก็บก้อนหินกลางสนามแข่ง?”จ้าวมู่เฉินเกาศีรษะ ดวงหน้าใส ๆ แสดงสีหน้าเขินอายเล็กน้อยเหล่าหยวนในร่างชายชราหลังค่อมเดินมาหยุดอยู่ข้างหลัง มือหนึ่งถือตะกร้าผลไม้ อีกมือยื่นขนมเปี๊ยะให้ “นายน้อย ทานหน่อยเถิด ข้านำมาเผื่อท่าน ยามปีนเขาจะได้ไม่หิวกลางทาง” จ้าวมู่เฉินผงกศีรษะตอบรับเบา ๆเสียงกลองศึกดังกระหึ่ม ดุจเสียงสัญญาณปลุกมังกรให้ตื่นจากนิทรา ทั่วทุกค่ายน้อยใหญ่ เหล่าทหารกลุ่มที่ผ่านการทดสอบทั้งสี่ด่าน ต่างตื่นตัวพลัน สวมเกราะคว้าศัสตรา วิ่งทะยานมายังลานรวมพลด้วยฝีเท้าหนักแน่น เรียงรายเป็นระเบียบ ลมหายใจประสานเป็นหนึ่ง เสียงฝีเท้ากระทบพื้นลานดังประหนึ่งกลองรบของทวยเทพผืนธงประจำค่ายถูกโบกสะบัดอย่างสง่างาม ผ้าแพรสีแดงเพลิงปลิวไหวดุจเปลวเพลิงต้องลม กระแทกใจเหล่าทหารให้คึกคักร้อนแรงไม่ต่างไฟสงครามแม่ทัพเฉินเหยาจิน สวมเกราะดำทมิฬเดินขึ้นแท
“ปึก!” หินยักษ์ถูกยกขึ้นพ้นพื้น! อาไค่ยืนขึ้นเต็มความสูง ใบหน้าแดงก่ำ หินยักษ์วางพาดอยู่บนบ่าทั้งสองข้างฝูงชนตะลึงงัน! ไม่มีใครคิดว่าอาไค่จะสามารถยกหินนั้นขึ้นมาได้จริง ๆ!ทว่าทันใดนั้นเอง...“พรึ่บ!” อาไค่สะดุดก้อนหินเล็ก ๆ ที่พื้น เขาก้าวขาไปข้างหน้าอย่างโซเซ ร่างสูงเซถลาจะล้มลง แต่ด้วยความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เขากลับพลิกตัวหมุนหินในอ้อมแขนไปด้านข้าง ส่งผลให้หินยักษ์พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่ตั้งใจ“โครม!” หินยักษ์กระแทกพื้นอย่างแรงและกลิ้งไปปะทะกับหินอีกก้อนหนึ่ง แตกกระจายเป็นเศษหินเล็ก ๆ ฝุ่นคลุ้งตลบไปทั่วบริเวณเหล่าทหารที่ยืนมองเหตุการณ์ต่างอ้าปากค้าง ตะลึงกับพละกำลังของอาไค่ที่นอกจากจะยกหินได้แล้ว ยังสามารถทุ่มหินออกไปได้ไกลถึงเพียงนั้น!อาไค่ลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นจากเสื้อผ้า พลางหัวเราะเขิน ๆ “อา... ข้าทำหินหลุดมือเสียแล้ว...”ทหารทั้งหลายมองหน้าอาไค่ แล้วหันมามองซากหินที่แตกกระจายก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออย่างพร้อมเพรียงกัน ‘เจ้าหนุ่มคนนี้... แค่เผลอทำหลุดมือก็ทำลายหินยักษ์ได้ขนาดนี้เลยรึ?!’เสียงปรบมือและเสียงเชียร์ดังสนั่นขึ้นรอบทิศ ขณะที่อาไค่ยังคงยืนเกาศีรษะพลางยิ้มแหย ๆ ไม่รู้เ







