Share

สหายร่วมศึกษา 1

last update Tanggal publikasi: 2026-08-06 12:01:43

แสงแดดอ่อนยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องสีเขียวไข่กาของเรือนไผ่ขาว เงาของต้นหลิวที่ปลูกเรียงรายอยู่ริมสระน้ำโบกไหวตามแรงลม จ้าวมู่เฉินในวัยสิบห้าปีนั่งสงบนิ่งอยู่บนเสื่อลำแพน มือขวาถือพู่กันจรดลงบนกระดาษขีดเขียนตัวอักษรอย่างพลิ้วไหว บทกวีที่เขาแต่งขึ้นถูกถ่ายทอดลงบนแผ่นกระดาษด้วยลายมือที่งดงาม และเฉียบคม

สามวันหลังจากกลับจากตำหนักเหอผิง  เสียงจอแจของเหล่าชาวบ้านที่ออกมามุงดูเรื่องมงคลหน้าจวนสกุลจ้าว บรรดาบ่าวไพร่ต่างก้มกราบหน้าผากแนบพื้นรอรับพระราชโองการ ทว่าใบหน้าล้วนฉายแววปิติยินดี แม้จะพยายามก้มหน้าหลบซ่อนความรู้สึก แต่รอยยิ้มกลับเผยออกมาอย่างปิดไม่อยู่ การได้รับพระราชโองการจากฝ่าบาทเช่นนี้ นับเป็นเกียรติใหญ่หลวงต่อจวนสกุลจ้าว

ขบวนเชิญพระราชโองการมาถึง รถม้าหรูหราเคลือบทองอร่าม ลากโดยม้าศึกสี่ตัวที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี ขันทีในวังยกหีบแพรพรรณ เงินทอง เครื่องประดับ และสี่สิ่งวิเศษสำหรับนักปราชญ์ออกมาตั้งเรียงรายเบื้องหน้าจ้าวมู่เฉิน สิ่งของล้ำค่าเหล่านี้บ่งบอกถึงพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาทอย่างชัดเจน

กงกงวัยกลางคนที่เป็นผู้อ่านราชโองการลอบพิจารณาจ้าวมู่เฉินอยู่เงียบ ๆ ดรุณีหนุ่มตรงหน้ามีอายุเพียงสิบห้าปี ทว่าในการรับพระราชโองการครั้งแรกของชีวิต กลับสามารถสำรวมกายได้ดีถึงเพียงนี้ กิริยาสุขุม สายตานิ่งสงบ ค้อมกายรับราชโองการอย่างถูกต้องไร้ที่ติ ทำให้เขาอดประหลาดใจมิได้ หากเป็นบุตรขุนนางอื่น คงยากจะปกปิดความตื่นเต้นดีใจไว้ได้

แม้จะสงบนิ่งเพียงใด แต่จ้าวมู่เฉินก็ยังเป็นเพียงดรุณหนุ่ม แววตาลึกเร้นสั่นไหวยินดีอยู่บ้าง แม้จะเก็บซ่อนความรู้สึกได้ดีเพียงใด ก็ยังไม่อาจปิดบังตนเองได้สนิท ในใจพลันคิดขึ้นมาอย่างเงียบงัน

‘อาจเป็นเพราะข้าต้องเสียสละอนาคตการสร้างครอบครัวของตนเองให้แก่ราชวงศ์ ฝ่าบาทจึงตอบแทนโดยการมอบโอกาสทางการศึกษาแก่ข้า’

เขาลอบถอนหายใจอยู่ในใจ แม้ว่าตัวเขาจะไม่ได้มีความปรารถนาในทางโลกเช่นบุรุษทั่วไป แต่ถึงกระนั้น การแบกรับภาระนี้ตั้งแต่อายุยังน้อยก็ทำให้รู้สึกหนักหน่วงไม่น้อย แต่เมื่อคิดว่าภายภาคหน้า เขาอาจจะเป็นกำลังสำคัญให้แก่ราชสำนักได้ ความรู้สึกนั้นก็ค่อย ๆ จางลง เขาค้อมกายรับราชโองการอีกครา น้ำเสียงหนักแน่นแต่เปี่ยมไปด้วยความเคารพ

“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงพระเมตตา”

จ้าวมู่เฉินได้รับพระราชโองการให้เข้าศึกษาในวังหลวง ในฐานะสหายร่วมเรียนขององค์รัชทายาท เหล่าองค์ชาย และบุตรหลานขุนนางชั้นสูง การได้รับโอกาสอันสูงเกียรติเช่นนี้สร้างความปลาบปลื้มให้กับคนในจวนสกุลจ้าวเป็นอย่างยิ่ง บิดาของเขา นายท่านจ้าว ถึงกับจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองเป็นการใหญ่ มารดาของเขาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ดวงตาเป็นประกายด้วยความภาคภูมิใจ

ทว่า ความยินดีของคนในจวน กลับกลายเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความอิจฉาในใจของจ้าวซื่อเจี๋ย น้องชายต่างมารดาของจ้าวมู่เฉิน จ้าวซื่อเจี๋ยเป็นบุตรชายของอนุภรรยาของนายท่านจ้าว เขาเติบโตมาภายใต้ร่มเงาของพี่ชาย ได้เห็นจ้าวมู่เฉินได้รับแต่สิ่งดีๆ ทั้งการเอาใจใส่จากบิดามารดา และชื่อเสียงเกียรติยศที่สั่งสมมาตั้งแต่เยาว์วัย

เดิมทีจ้าวมู่เฉินก็ได้รับการศึกษาอย่างดีอยู่แล้วที่สำนักศึกษาหลวงในลั่วหยาง ซึ่งเป็นสำนักศึกษาที่ก่อตั้งโดยจักรพรรดิถังไท่จง พระจักรพรรดิพระองค์ก่อน บัดนี้การที่เขาได้รับพระราชโองการให้เป็นสหายร่วมศึกษาของเชื้อพระวงศ์ และชนชั้นสูง ยิ่งทำให้ความริษยาในใจของจ้าวซื่อเจี๋ยทวีความรุนแรงขึ้น

ในช่วงแรกของการศึกษาในวังหลวง จ้าวมู่เฉินต้องเผชิญกับการกีดกันและดูถูกจากเหล่าองค์ชาย และบุตรหลานขุนนางผู้สูงศักดิ์ พวกเขาต่างมองว่าเขาเป็นเพียงบุตรชายของขุนนางระดับต่ำ ไม่คู่ควรที่จะมาอยู่ร่วมกับพวกเขา มีเพียงองค์รัชทายาท หลี่เสียน ที่มองเห็นความสามารถ และคุณธรรมในตัวจ้าวมู่เฉิน พระองค์ทรงปฏิบัติต่อเขาอย่างให้เกียรติ และให้กำลังใจเขาเสมอ

ในขณะที่จ้าวมู่เฉินกำลังต่อสู้กับความอคติในวังหลวง เฉินซูเหรินก็ถูกองค์หญิงชิงเหอส่งตัวกลับไปยังหมู่บ้านหวยเต๋อ เมืองจื่อหยาง เพื่อไปอาศัยอยู่กับท่านปู่ของนางที่นั่น การส่งนางกลับไปในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อดัดนิสัยดื้อรั้น และเอาแต่ใจของนาง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   ฝ่าด่านพงไพร กอบกู้ทรัพย์สินสกุลจ้าว 2

    เขามิได้ผลีผลามเข้าไปในทันที แต่สั่งให้อาไค่และจ้าวมู่เฉินรออยู่ด้านนอกก่อน ส่วนตนเองนั้นเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด เพื่อดูว่ามีร่องรอยของสัตว์ร้ายหรือสัตว์เลื้อยคลานมีพิษซุกซ่อนอยู่หรือไม่ เมื่อแน่ใจแล้วว่าบริเวณนั้นปลอดภัยดี เขาจึงกวักมือเรียกทั้งสองเข้ามา“ดูเหมือนจะไม่มีอันตรายใดๆ แล้ว พวกเรามาช่วยกันเถิด”ทั้งสามคนมิได้รอช้า ต่างช่วยกันมองหาจุดที่แข็งแรงพอจะใช้ปีนป่ายขึ้นไปบนแพรเถาวัลย์นั้นได้ อาไค่ผู้มีพละกำลังเป็นเลิศรับอาสาปีนขึ้นไปก่อน เขาใช้ทักษะที่ฝึกฝนมาจากค่ายทหารเกาะเกี่ยวเถาวัลย์เส้นใหญ่ได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อขึ้นไปถึงจุดที่หีบวางอยู่ เขาก็เริ่มผูกเชือกที่เตรียมมากับหีบทีละใบ แล้วค่อยๆ หย่อนมันลงมาให้เหล่าหยวนและจ้าวมู่เฉินที่รออยู่ด้านล่างรับไว้จ้าวมู่เฉินแม้จะยังคงมีท่าทางเงอะงะอยู่บ้าง แต่เขาก็พยายามช่วยประคองและลากหีบเหล่านั้นไปรวมกันไว้ในจุดที่ปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง ดวงตาของเขาฉายแววตื่นเต้นระคนสงสัยเมื่อเห็นหีบสมบัติมากมายเหล่านั้น แม้จะไม

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   ฝ่าด่านพงไพร กอบกู้ทรัพย์สินสกุลจ้าว 1

    ทันใดนั้น! เสียงประหลาดก็ดังขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบเบื้องหน้า มันเป็นเสียงคำรามก็ไม่ใช่ เสียงร้องโหยหวนก็ไม่เชิง แต่เป็นเสียงทุ้มต่ำ ก้องกังวาน และแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผู้ได้ยินรู้สึกขนพองสยองเกล้า!“เสียงอะไรน่ะขอรับ?!” อาไค่กระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก มือคว้าด้ามมีดสั้นที่เอวเตรียมพร้อมเหล่าหยวนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทั้งสองหยุดนิ่ง ดวงตาของเขาสอดส่ายไปรอบบริเวณอย่างระแวดระวัง “เงียบก่อน...ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่ฟังดูไม่น่าจะเป็นมิตรเท่าใดนัก”จ้าวมู่เฉินเบิกตากว้าง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว เขาขยับเข้าไปยืนชิดหลังเหล่าหยวน มองไปยังทิศทางของเสียงนั้นอย่างไม่วางตา ความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อครู่พลันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดหวั่นว่าสิ่งใดกันแน่ที่กำลังรอพวกเขาอยู่แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้เข้ามาและดังกว่าเดิม มันเป็นเสียงขู่คำรามอย่างชัดเจน สลับกับเสียงหายใจฟืดฟาดหนักๆ คล้ายสัตว์ร้

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   อุปสรรคจากพงไพร

    เหล่าหยวนมองนายน้อยของตนด้วยแววตาที่อ่อนโยนลง ก่อนจะหันไปทางถิงถิง “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ พรุ่งนี้แต่เช้ามืด ข้า จ้าวมู่เฉิน และอาไค่ จะออกเดินทาง คาดว่าไปกลับคงใช้เวลาไม่เกินครึ่งวัน ส่วนเจ้าถิงถิง ให้รออยู่ที่เรือนพักแห่งนี้ ไม่ต้องเป็นห่วงพวกเรา”ถิงถิงก้มหน้านิ่ง นานหลายอึดใจกว่าจะพยักหน้ารับคำช้าๆ น้ำเสียงของนางแผ่วเบาและสั่นเครือเล็กน้อย “เจ้าค่ะ...เหล่าหยวน” แม้จะตอบรับ แต่ภายในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและเป็นห่วงคุณชายของตนอย่างสุดซึ้ง นางรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้ย่อมไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด แต่ก็มิอาจทัดทานการตัดสินใจของผู้ใหญ่ทั้งสองได้แสงตะเกียงในเรือนยังคงส่องสว่างอยู่เพียงริบหรี่ ท่ามกลางความมืดมิดและเงียบสงัดของค่ำคืนแห่งค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี แผนการเดินทางสู่หุบเหวแห่งอดีตได้ถูกกำหนดขึ้นแล้ว พร้อมกับความกังวลที่เกาะกุมหัวใจของทุกคนที่นั่งอยู่ในวงสนทนานั้น.…..ณ “ค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี” แสงอรุณแรกแห่งวันยังมิได้ทาบทาทั่วขุนเขาดีนัก ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มจับสีม่วงอมส้มเรื่อๆ ม่านหมอกยามเช้ายังคงลอยละล่องบางเบาคล้ายสำลีปุยขาวนุ่ม อากาศบริสุทธิ์และเย็นฉ่ำ ส

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   ความหวังในตำราเก่า 2

    การท่องบ่นซ้ำๆ ทุกวันเช่นนี้ คือความพยายามในแบบของเขาที่จะไขว่คว้าเศษเสี้ยวของอดีตที่หล่นหาย และถึงแม้ความทรงจำที่ปรารถนาจะยังไม่กลับคืนมาอย่างปาฏิหาริย์ แต่อย่างน้อยการฝึกฝนนี้ก็ทำให้เขารู้หนังสือมากขึ้น สามารถอ่านและเขียนอักษรต่างๆ ได้คล่องแคล่วขึ้นกว่าเดิมวันแล้ววันเล่านอกจากตำราพันอักษรแล้ว เขายังพยายามทบทวนตำราอื่นๆ ที่พอจะระลึกเค้าโครงได้บ้างจากส่วนลึกของจิตใจ อาจเป็นบทกวีโบราณ หลักปรัชญาขงจื๊อ หรือแม้แต่ตำราพิชัยสงครามที่เขาไม่รู้ว่าเคยเรียนมาจากที่ใด แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดบางวัน ในช่วงบ่ายอันเงียบสงบเช่นนี้ ท่านกุนซือชราคู่ใจของแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจิน ก็จะปลีกเวลาจากการวางแผนกลยุทธ์ในกระโจมใหญ่ เดินทางมาเยี่ยมเยียนเขาถึงข้างคอกม้า ท่านกุนซือผู้มีแววตาเปี่ยมเมตตา และมองการณ์ไกล มักจะนำตำรับตำราต่างๆ มาอ่านให้เขาฟังบ้าง หรือบางครั้งก็ช่วยชี้แนะความหมายของตัวอักษรที่ซับซ้อน เป็นการกระตุ้นความทรงจำ และเติมเต็มความรู้ให้แก่จ้าวมู่เฉินทีละน้อยอย่างไม่เร่งร้อน คล้ายกับว่าท่านมองเห็นศักยภาพบางอย

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   ความหวังในตำราเก่า 1

    ณ "ค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี" เมื่อพ่อบ้านเฉินจากไปแล้ว จ้าวมู่เฉินผู้ยังคงกอดห่อผ้าของขวัญจาก “พี่ใหญ่เฉิน” ไว้แนบอก ก็จำต้องวางมันลงอย่างเสียมิได้เพื่อกลับไปทำงานของตนต่อ เขายังคงสาละวนอยู่กับการดูแลม้า ทั้งตักน้ำ หาบหญ้า และทำความสะอาดคอกอย่างขยันขันแข็ง แม้ดวงใจจะพะวงถึงของเล่นและขนมที่รอคอยอยู่ แต่ความรับผิดชอบที่ถูกปลูกฝังมา ก็ทำให้เขามิอาจละทิ้งหน้าที่ได้จนกระทั่งแสงตะวันคล้อยเคลื่อนสู่กลางศีรษะ เป็นสัญญาณว่าเวลามื้อเที่ยงได้มาถึงแล้ว เสียงฝีเท้าคุ้นเคยสองคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินสู่คอกม้า ถิงถิง บ่าวรับใช้หญิงร่างเล็กบางอายุราวสิบสามสิบสี่ปี ใบหน้าจิ้มลิ้ม เดินนำหน้าอาไค่ บ่าวชายร่างกำยำผู้มีพละกำลังมหาศาล ทว่าดวงตาทั้งคู่กลับฉายแววซื่อซื่อตามประสาทุกเพลา ทั้งสองหอบหิ้วตะกร้าหวายสานใบเขื่อง เดินตรงมายังบริเวณที่จ้าวมู่เฉินมักจะพักทานอาหารเป็นประจำ“คุณชายจ้าวเจ้าคะ ได้เวลามื้อกลางวันแล้วเจ้าค่ะ” ถิงถิงเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส นางและอาไค่ช่วยกันนำสำรับอาหารออกจากตะกร้าวาง

  • ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ   ของขวัญจากใจ 2

    ทว่าความพยายามของเขาก็มิได้สูญเปล่า...ในเช้าวันนี้ ขณะที่เขากำลังตักน้ำใส่รางให้ม้าตัวหนึ่ง แม้หัวใจจะยังคงเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น แต่เขาก็สามารถยืนอยู่ข้างๆ มันได้โดยไม่เป็นลมล้มพับไปเช่นคราแรก ปลายนิ้วที่เคยสั่นเทา บัดนี้สามารถยื่นออกไปสัมผัสแผงคอของม้าตัวนั้นได้อย่างแผ่วเบา แม้มันจะเป็นเพียงสัมผัสสั้นๆ เพียงชั่วอึดใจ แต่สำหรับจ้าวมู่เฉินแล้ว นี่คือก้าวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่...ก้าวที่จุดประกายความหวังริบหรี่ในใจของเขาให้สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งจ้าวมู่เฉินในชุดทหารฝึกหัดที่เก่าคร่ำคร่ากว่าของผู้ใด กำลังก้มหน้าก้มตาใช้เคียวในมือเกี่ยวหญ้าสดบริเวณเชิงเขาด้านข้างค่ายอย่างขะมักเขม้น เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายบนหน้าผากขาวเนียนที่บัดนี้มีรอยเปื้อนดินอยู่บ้างเล็กน้อย หญ้าแต่ละกำที่เกี่ยวได้ถูกวางลงในตะกร้าหวายใบใหญ่อย่างเป็นระเบียบ ดวงตาซื่อใสของเขามุ่งมั่นอยู่กับภารกิจตรงหน้า ด้วยรู้ดีว่าหญ้าเหล่านี้คืออาหารมื้อสำคัญของเหล่าอาชาในคอกขณะที่เขากำลังก้มๆ เงยๆ อยู่นั้น เสียงแหบชราอันคุ้นเคยของเห

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status