Masukการรอคอยของภาคีสิ้นสุดลงทันทีที่ได้ยินเสียงเคาะประตู หลัง สิ้นคำอนุญาตน้ำเสียงดุดันที่ดังมาจากด้านใน ทำให้ผู้จัดการหนุ่มก้าวเข้ามา รู้สึกประหม่าเล็กน้อย เพราะไม่ทราบสาเหตุในการถูกเรียกตัวด่วนในครั้งนี้
“นั่งลงสิคุณนพชัย” ภาคีบอกลูกน้องหนุ่ม ที่ยังยืนนิ่งเป็นรูปปั้น นพชัยจึงรีบเลื่อนเก้าอี้ออกมานั่งลงช้าๆ รู้สึกเกร็ง เมื่อถูกจ้องหน้า เหงื่อเริ่มแตกเป็นเม็ดออกมา แม้แอร์ภายในห้องทำงานจะเย็นแสนเย็นก็ตาม
“เข้าเรื่องเลยแล้วกัน คือผมต้องการเลขาฯส่วนตัว” เจ้านายกล่าวจบ นพชัยก็มีสีหน้างงงวย ที่ถูกเรียกมาพบเพราะเรื่องเลขาฯส่วนตัว ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเขาสักนิด
“คนที่ผมต้องการให้มาเป็นเลขาฯ ส่วนตัว…คือเลขาฯ ของคุณ” ภาคีรีบไขความกระจ่างให้ลูกน้องหนุ่มฟัง ไม่อยากเห็นคิ้วที่ขมวดมุ่นนั้นนานๆ มันน่ารำคาญใจ
“กานต์ธิดาหรือครับ” ผู้จัดการหนุ่มพึมพำออกมาอย่างงุนงง มากกว่าตั้งใจถามผู้เป็นนาย เขายังไม่เข้าใจความต้องการนี้ของท่านประธานหนุ่มนัก เพราะการเจอกันครั้งแรกที่ห้องประชุม ก็ดูไม่ค่อยจะปลื้มเลขาฯ เขาสักเท่าไร ขนาดเผลอจ้องหน้านิดเดียว ยังโดนเรียกไปต่อว่าซะขนาดนั้น
“ใช่…กานต์ธิดา เลขาฯ ของคุณนั่นแหละที่ผมต้องการ หวังว่าคุณคงไม่มีปัญหานะครับ”
“แต่ว่า...ท่านแน่ใจหรือครับ ว่าต้องการกานต์ธิดาจริงๆ” นพชัยถามย้ำ เพราะกลัวเจ้านายหนุ่มจะจำผิดคน เพราะเลขาฯของตนคือกานต์ธิดา คนที่ประธานหนุ่มอาละวาดใส่ที่ห้องประชุมเมื่ออาทิตย์ก่อน
“ทำไม หรือว่าหวงไม่อยากให้ผม” ภาคีย้อนถามด้วยสีหน้าไม่พอใจ นี่คงจะไปโปรยเสน่ห์ใส่เจ้านายตัวเองอีกคนสินะ นพชัยถึงทำท่าทีไม่อยากให้แบบนี้
ผู้หญิงคนนี้ร้ายกาจจริงๆ แล้วแบบนี้น้องหนูของเขา จะตามผู้หญิงมากเล่ห์คนนี้ทันได้ยังไง!
“ไม่ใช่ครับท่าน เลขาฯ ของผมทำงานเก่งมากครับ ผมรับประกันได้ ใครทำงานด้วยก็สบายใจ เธอน่ารัก และมีน้ำใจกับเพื่อนร่วมงานมาก”
“พอๆ คุณนพชัย” เมื่อภาคีได้ยินผู้จัดการหนุ่มกล่าวชื่นชมหญิงสาวต่างๆนาน ก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดและไม่พอใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคำว่า ‘เลขาฯ ของผม’
“เอาเป็นว่าตกลงตามนี้ ให้กานต์ธิดามาทำงานกับผม ส่วนเลขาฯคนใหม่คุณไม่ต้องห่วง เดี๋ยวผมจะสั่งให้แผนกบุคคล ช่วยจัดหาคนใหม่มาให้ และบอกกานต์ธิดาด้วย ว่าเริ่มงานวันจันทร์นี้ ห้ามสาย ผมไม่ชอบคนไม่ตรงต่อเวลา” ภาคีรวบรัดตัดตอนเสร็จสรรพ จนลูกน้องหนุ่มไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้
“ครับ ผมจะบอกเขาให้เข้าใจในเรื่องนี้”
“ผมคงมีเรื่องที่จะรบกวนกับคุณเท่านี้แหละ คุณกลับไปทำงานต่อเถอะ”
“ครับท่าน” นพชัยขานรับแล้วลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องทำงานประธานหนุ่มทันที
เมื่อนพชัยกลับลงมาถึงที่แผนก เขาก็เรียกเลขาฯ สาวให้เดินตามเข้าไปคุยในห้องทำงานทันทีทันใด เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา
“นั่งลงก่อนสิธิดา” ชายหนุ่มกล่าวเชื้อเชิญอย่างเป็นกันเอง และรอจนเลขาฯสาวนั่งเรียบร้อยจึงเอ่ยเข้าประเด็นสำคัญ
“เอาล่ะ เมื่อกี้ท่านประธานเรียกพี่ไปพบ…เรื่องของธิดา” เจ้านายกล่าวเพียงเท่านั้น ก็พาลทำให้กานต์ธิดาเริ่มวิตกกังวลสารพัด เรื่องของเธอหรือ เรื่องอะไรกัน หลังจากวันนั้น เธอก็ไม่ได้มองหน้าเขาอีกนี่นา…
“อย่าเพิ่งคิดอะไร ฟังพี่พูดให้จบก่อน ท่านประธานจะขอให้ธิดา ไปทำงานเป็นเลขาฯส่วนตัวของท่านน่ะ”
“หา! อะไรนะคะ” หญิงสาวเผลออุทานออกมาสุดเสียงด้วยอารามตกใจ ก่อนจะค่อยๆ ปรับระดับเสียงลงมา พยายามทบทวนถึงสิ่ง ที่ได้รับฟังไปเมื่อครู่ อย่างไม่แน่ใจเท่าไหร่นัก
“ตกใจมากเลยเหรอธิดา หรือว่าไม่อยากไป ถ้าไม่อยากไปบอกพี่ได้นะ พี่จะคุยกับท่านให้” นพชัยรีบขันอาสาออกหน้าออกตา เพราะไม่อยากจะเสียเลขาฯ คนเก่งไปให้ใคร แม้ว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นเจ้านายของเขาก็ตาม
“เปล่าค่ะ ธิดาเต็มใจไปทำงานกับท่านประธานค่ะ” เธอตอบรับด้วยสีหน้าแช่มชื่นจนปิดไม่มิด จนผู้จัดการหนุ่มรู้สึกแปลกใจ เมื่อกี้กานต์ธิดายังทำท่าทางตกใจไม่น้อย
“แน่ใจนะธิดา คิดดีแล้วใช่ไหม ที่ตอบตกลง” ผู้จัดการหนุ่มถามย้ำเพื่อความแน่ใจ เมื่ออาทิตย์ก่อนเขายังจำได้ว่าเลขาฯสาวของตน เพิ่งถูกประธานหนุ่มเหวี่ยงใส่ในห้องประชุมไปหยกๆ และเธอก็ต้องตกใจกลัว จนน้ำตาเล็ด
“ธิดาไม่เคยแน่ใจอะไรเท่านี้มาก่อนเลยค่ะ ตกลงตามนี้ค่ะพี่ชัย” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“ถ้าธิดาเต็มใจที่จะร่วมงานกับท่านประธาน พี่ก็ว่าดีนะ ใครๆ เขาก็อยากรับตำแหน่งนี้กันทั้งนั้น สาวๆในบริษัทคงอิจฉาธิดากันเป็นแถว”
ระหว่างนั่งเรือมาที่เกาะในวันรุ่งขึ้น กานต์ธิดาบ่น ตลอดทางจน ถึงเกาะว่าเสียดายน่าจะพาบุตรชายเธอมาด้วย จนภาคีต้องส่ายหน้าห้ามปรามความคิดของภรรยาทันที“ตาคินเขาคงอยากให้เรามีโอกาสได้อยู่กันตามลำพังบ้าง เลยไม่ร้องตามมา แกคงอยากได้น้องสักคน” ภาคียิ้มกริ่มใส่ จนภรรยาเขินอายรีบเดินหนีเข้าบ้านไป“ธิดาจ๋า รอพี่ด้วยสิครับ” ร้องเรียกภรรยาแล้วหันไปสั่งลูกน้องอย่างลวกๆ “วิชิตเดี๋ยวแกเอากระเป๋ามาวางไว้ที่หน้าบ้านพอ แล้วก็กลับไปทำงานต่อได้เลย” แล้วภาคีก็รีบตามภรรยาสาวเข้าบ้านไป จนวิชิตอดยิ้มอย่างมีความสุขไปด้วยไม่ได้“เสือสิ้นลายจริงๆ เจ้านาย” ตลอดเวลาที่อยู่เกาะแสนรัก ภาคีสร้างความประทับให้ภรรยาสาวเป็นอย่างมาก ช่างแตกต่างจากอดีตที่ผ่านมาเหลือเกิน เธอไม่คิดว่าผู้ชายใจร้ายที่คอยสร้างแต่ความเจ็บให้เธอมาตลอด จะเป็นสามีที่ดี เป็นคุณพ่อที่น่ารักได้ขนาดนี้ เขาไม่เคยคิดออกนอกลู่นอกทางเลยกับเธอเลย “แอบหนีพี่มาอยู่นี่เอง” ภาคีเข้า
“เอาอย่างนั้นเหรอ งั้นรีบตามเข้าไปนะ น้องเขมทำของโปรดของน้องไว้ตั้งหลายอย่าง”“ได้ค่ะ เดี๋ยวน้องตามเข้าไป” อติเทพยืนลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนตัดสินใจเดินเข้าบ้านไป“คุณธิดาเป็นยังไงบ้างคะพี่เทพ” เขมจิรารีบเดินเข้ามาถามสามีทันที“ก็น้อยใจ สองคนพ่อลูกนั่นแหละ สงสัยจะปล่อยให้เหงาอยู่บ้านคนเดียว” เสียงรถแล่นเข้ามาจอดในบริเวณบ้าน ทำให้อติเทพรู้ทันทีว่าเป็นใครก็เลยอดบ่นเพื่อนรักไม่ได้ “สงสัยมันนึกว่าบ้านเราเป็นสนามแข่งรถ”“สงสัยจะรู้ว่าคุณธิดาอยู่ที่นี่ เลยรีบตามมา” ภาคีกับสามีเธอช่วงหลังๆ นี้เป็นไม้เบื่อไม้เมากันตลอด“เดี๋ยวพี่ขอออกไปจัดการสองคนพ่อลูกนั้นสักหน่อย”“อย่าค่ะพี่เทพ” เขมจิราถึงกับร้องห้าม “ตาวัฒน์ดูพ่อเราสิ” แล้วหันไปฟ้องลูกชายให้ช่วยหยุดสามีอีกแรง แต่ลูกชายกลับไม่เข้าข้างเสียนี่“คุณพ่อทำถูกแล้วครับคุณแม่ ใครทำให้อาธิดาผมเสียใจ ก็สมควรได้รับโทษครับ”“พอกันทั้งพ่อทั้งลูก” เขมจิราส่ายหน้าใ
อนาคินเล่นปั่นจักยานอยู่ที่หน้าบ้าน พอเห็นว่ารถใครแล่นเข้ามาจอดในบริเวณบ้านก็รีบจอดรถ และวิ่งเข้าไปหาด้วยความดีใจสุดชีวิต“แม่แพทมาแล้ว” หนุ่มน้อยวิ่งเข้าไปกอดหญิงสาวด้วยความดีใจ“มาให้แม่แพทหอมแก้มหน่อยสิครับ” แพทชยาหอมแก้มซ้ายขวาของหนุ่มน้อยด้วยความคิดถึง“แม่แพทหายไปไหนตั้งหลายวันครับ คินคิดถึงแม่แพทที่สุด” ธีรวัฒน์เห็นภรรยายิ้มได้แบบนี้ก็ดีใจ เรื่องลูกถ้าไม่มีวาสนาก็คงต้องปล่อยไปเขาไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว“มาแล้วเหรอแพท ตาคินบ่นคิดถึงเธอทุกวันเลย แม่อย่างฉันชักน้อยใจแล้วสิ” กานต์ธิดาแอบน้อยใจบุตรชายอยู่บ่อยๆ“โธ่แม่ธิดาครับ คินก็รักแม่ธิดาที่สุดเลยนะครับ” อนาคินเข้าไปสวมกอดมารดาไว้แน่น จนคนเป็นพ่อรีบเดินดิ่งๆ มาแทรกกลาง“ตาคิน ไม่ต้องกอดแม่เรานานขนาดนั้นก็ได้” ภาคีเข้าไปสวมกอดภรรยาไว้ แล้วก้มหอมแก้มหญิงสาวหนึ่งฟอด“หวานไม่เปลี่ยนเลยนะคะคุณคีย์” แพทชยาอดแซวไม่ได้“ก็คนมันรักนี่ครับคุณแพท” ภาคีมองภรรยาด้วยสายตาที่หวา
กานต์ธิดาเผลอสัมผัสหน้าท้องตัวเองอย่างไม่ตั้งใจ ใช่ลูกน้อยของเธอกับเขาที่ร่วมกันสร้างขึ้นมา ของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต “คุณสัญญากับฉันได้ไหม ว่าจะไม่ทำให้ฉันเสียใจอีก คุณจะไม่ทำกับฉันเหมือนวันวานอีก คุณภาคี”“พี่สัญญา ว่าจะรักและมั่นคงกับธิดาคนเดียว ถ้าหากวันไหนพี่ผิดสัญญาขอให้...อุ๊บ” หญิงสาวรีบยกมือเล็กขึ้นปิดริมฝากหนาทันที กลัวเขาจะพูดเรื่องร้ายๆ ไม่เป็นมงคลขึ้นมา“ฉันเชื่อแล้วค่ะ”“งั้น แปลว่าธิดาตกลงใช่ไหม ไชโย!” ภาคีตะโกนร้องลั่นด้วยความดีใจ เหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ ยกลำตัวหญิงสาวหมุนไปรอบๆ อย่างลืมตัว“พอแล้วคุณภาคี ฉันเวียนหัว” เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้ทั้งคู่หยุดชะงัก“ยายหนูคุยกับใครอยู่ลูก” กานต์ธิดาเงียบเสียงลง และสั่งห้ามไม่ให้ชายหนุ่มพูดอะไรออกมา“ธิดาเปิดทีวีค่ะคุณพ่อขา เดี๋ยวธิดาก็เข้านอนแล้วค่ะ”“อย่านอนดึกนักนะลูก เดี๋ยวจะไม่สบาย”“ค่ะคุณพ่อ” เสียงปิดประตูห้องตรงข้ามดังขึ้น ทำให้กานต์ธิดาค่อยโล่งอก ห
พอทุกคนไปถึงโรงพยาบาลประจำจังหวัด ภาคีก็ได้เข้าไปพักที่ ห้องพิเศษเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีอติเทพคอยนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ เตียงไม่ยอมห่าง“ตาเทพ ตาคีย์เป็นยังไงบ้างลูก” คุณยุพารีบเดินเข้ามาถามบุตรชายทันทีด้วยความเป็นห่วง กลัวภาคีจะเป็นอะไรไปมากกว่าที่คิดกานต์ธิดารีบเดินตามมารดาเข้ามาดูชายหนุ่มใกล้ๆ เห็นสภาพเขาแล้วก็รู้สึกสงสารอย่างบอกไม่ถูก เธอก้มหน้าลงมองพื้นเมื่อน้ำตาคลอ กลัวคนอื่นจะรู้ว่าเธอร้องไห้เสียใจ“ไม่เป็นอะไรมากหรอกครับคุณแม่ ไม่ต้องเป็นห่วงไอ้คีย์มันหรอก มันหัวแข็งจะตาย พักฟื้นสักอาทิตย์ก็เข้าไปทำงานที่ไร่ได้เหมือนเดิมแล้วครับ” อติเทพปลอบใจมารดาไม่อยากให้ท่านคิดมาก“คุณพระคุณเจ้าคุ้มครอง หมดทุกข์ หมดโศกสักทีนะลูก” คุณยุพาจับมือหลานชายไร้สติให้กำลังใจ“จริงสิ แม่ลืมโทร. ไปบอกน้าดาเลย เกิดติดต่อตาคีย์ไม่ได้จะเป็นห่วงเอาได้” คุณยุพารีบออกไปโทรศัพท์ข้างนอกห้องทันที“จะเอายังไงต่อครับคุณพ่อ หมดเวลาทดสอบหรือยัง” อติเทพหันไปปรึกษาบิดาที่ยืนนิ่งมองภาคี ด้วยสายตาที่ใคร
หลังจากคุยธุระสำคัญกับภาคีเสร็จ อติเทพจึงเดินกลับเข้าไปในบ้าน เจอน้องสาวคนสวยนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ห้องรับแขกจึงรีบเข้าไปทัก“อ่านอะไรอยู่หรือยายน้อง” กานต์ธิดาปิดหนังสือที่อ่านลงทันที และวางทิ้งไว้บนโซฟา ก่อนจะลุกเดินขึ้นชั้นบนไป โดยไม่สนใจที่จะทักทายหรือว่าตอบคำถามของอติเทพสักคำเดียว“เดี๋ยวสิยายน้อง เป็นอะไรไปอีก” อติเทพวิ่งไปดักหน้าน้องสาวแสนงอนของเขาไว้ก่อนแต่น้องสาวสะบัดหน้าหนีอย่าเง้างอน แต่ก็น่าเอ็นดูสำหรับอติเทพเสมอ “มาคุยกันให้รู้เรื่องสิ”“ไม่ต้องมาคุยกับน้องเลย” กานต์ธิดานั่งหน้าเชิด หันไปมองที่อื่นแทน“งอนพี่เรื่องอะไรอีกล่ะเรา” ชายหนุ่มโยกศีรษะหญิงสาวไปมา“พี่ชายไปคุยกับเขาทำไม พี่ชายก็รู้ว่าเขาทำให้น้องเจ็บแค่ไหน” ได้ยินดังนั้นอติเทพถึงกับร้องอ๋อออกมา“นึกว่าเรื่องอะไร พี่ก็เจ็บไม่แพ้น้องเหมือนกัน แต่นายคีย์ได้พิสูจน์ว่าเขารักน้องจริง ยอมให้คุณพ่อกลั่นแกล้งสารพัดเพื่อน้องคนเดียว ทั้งที่มันไม่ยอมก็ได้ พี่ไม่อยากให้น้องต้องมานอนร้องไห้คิดถึงไอ้คีย์มันท
หลังจากช็อปปิ้งเสร็จและเวลายังเหลือ กานต์ธิดาจึงตามอติเทพมา ที่บริษัท เพื่อขอพบมารดา แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวัง ท่านปฏิเสธไม่ยอมให้เข้าพบ อ้างสารพัดว่างานยุ่ง ทำให้เธอเสียใจเป็นอย่างมาก ที่ท่านทำเหมือนเธอไม่ใช่ลูก กานต์ธิดาเสียใจมากและไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้อีก เธอวิ่งกลับเข้าไปหาอติเทพที่ห้องทำ
เขมจิราสาวน้อยร่างบางนั่งกอดเข่าเหม่อลอยอยู่ริมสระบัว โดยไม่สนใจว่าใครจะเดินเข้ามา แม้ว่าภาคีจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆ แต่เธอก็ยังไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด ชายหนุ่มจ้องมองน้องน้อย ด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใย สายตาที่มีไว้ให้เธอผู้เดียวตลอดมา“เกิดอะไรขึ้น บอกพี่ชายคนนี้ให้รับรู้บ้างได้ไหม” น้ำเสียงนุ่มลึกที่ดัง
ณ ร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งแถวชานเมือง ร้านประจำของเขมจิราหญิงสาวที่ภาคีรัก เธอชอบออดอ้อนให้เขาพามาทานที่นี่อยู่เป็นประจำ ภาคีไม่เคยรู้เลยว่ากุลนิภาโทร. มาจองไว้ ทำให้เขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก “ทำไมคุณไม่บอกว่าจะมาทานร้านนี้” เขาหันไปมองเธอด้วยสายตาแข็งกร้าว กุลนิภาฝืนยิ้มหวานหยดกลบเกลื่อนความหวาดหวั
“พี่คีย์ มาหาน้องหนูที่บ้านหน่อยได้ไหมคะ” น้ำเสียงสั่นเครือกล่าววิงวอนร้องขอดังมาตามสาย ด้วยหัวใจที่ปริ่มว่ากำลังจะขาดรอนๆ“วันนี้พี่มีประชุมประจำเดือน น้องหนูมีอะไรหรือเปล่า” เสียงทุ้มนุ่มของชายหนุ่มที่กล่าวออกมาดังเพียงให้ได้ยินกันสองคนเท่านั้น“แล้วน้องหนูจะรอค่ะ”เสียงสะอื้นที่ไม่สามารถกลั้นได้







