LOGINในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หลิวรุ่ยหลินยังคงแสร้งทำเป็นนอนนิ่งและฟื้นฟูร่างกายอย่างลับๆ การไม่มีทางลัดสำหรับการเรียกความแข็งแกร่งกลับคืนสู่กล้ามเนื้อที่อ่อนเปลี้ยของร่างใหม่ มีแต่ต้องอาศัยเวลา และทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น แม้ตอนนี้พลังปราณภายในจะฟื้นมาเพียงน้อยนิด ทว่าความแข็งแกร่งทางกายที่คืนกลับมาก็เพียงพอให้นางสามารถจัดการกับคนธรรมดาได้แล้ว
ในเมื่อตอนนี้นางสามารถควบคุมร่างกายนี้ได้ดีขึ้นแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องเสแสร้งนอนเป็นผักให้ใครมารังแกง่ายๆ อีกต่อไป
ได้เวลาที่คุณหนูสี่แห่งจวนเจิ้นหนิงโหวจะมีสติ และลุกขึ้นมาแล้ว
เช้าวันหนึ่ง หลิวรุ่ยหลินยังคงแสร้งทำเป็นนอนนิ่งและแสดงสีหน้าเหม่อลอย รอคอยให้เหยาซานกับเหยาซื่อ สาวใช้ผู้ประพฤติเลินเล่อเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทีที่ไม่ใส่ใจเช่นเคย
“เช้านี้เจ้าต้องระวังตัวให้ดีนะเหยาซื่อ หากคุณหนูสี่ฉี่รดที่นอนอีกรอบ ข้าจะโยนผ้าทั้งหมดให้เจ้าซักคนเดียว” เหยาซานกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
“ข้าก็ระวังแล้ว แต่ใครจะไปรู้ว่าคนเขลาไร้สติจะปัสสาวะเมื่อไหร่กันล่ะ” เหยาซื่อตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ นางหยิบชามโจ๊กข้าวต้มจืดชืดเข้ามา พร้อมกับช้อนทองเหลืองที่ใช้สำหรับป้อน วางไว้ที่โต๊ะข้างเตียง แล้วเริ่มตรวจสอบฟูกนอน พลางพูดว่า “เมื่อคืนนังเหยาปิงบอกว่าคุณหนูนั่งกระโถนก่อนนอนแล้ว หวังว่าจะไม่เลอะเทอะนะ”
โชคดีที่ฟูกนอนนั้นแห้งสนิท ไม่มีสิ่งโสโครกใดๆ แต่ถึงอย่างนั้น การกระทำของพวกนางยังคงเป็นไปอย่างหยาบคายและรวดเร็ว เหยาซื่อพยุงร่างอันบอบบางของเหยาหลิงเจินขึ้นมาอย่างไม่นุ่มนวลนัก ส่วนเหยาซานยืนกอดอกดูอยู่ห่างๆ ราวกับกลัวว่าจะติดเชื้อโรค
“อ้าปากสิคุณหนู” เหยาซื่อสั่งเสียงเย็น ก่อนจะตักโจ๊กเข้าปากนางอย่างรวดเร็ว
หลิวรุ่ยหลินรับโจ๊กเข้าไปในปากอย่างว่าง่าย นางไม่ได้กลืนมันลงไป แต่ใช้ลิ้นดันโจ๊กไว้ในกระพุ้งแก้ม ความรู้สึกขยะแขยงที่ได้สัมผัสถึงความไร้รสชาติและจืดชืดของมัน ไม่ได้รุนแรงเท่าความโกรธแค้นที่ได้เห็นสาวใช้สองคนนี้ปฏิบัติกับร่างกายที่เคยอ่อนแอของเหยาหลิงเจินอย่างไร้ความเมตตา
พวกเจ้าสองคนต้องโดนดีเสียบ้าง ข้าจะล้างแค้นให้เหยาหลิงเจินเอง
เมื่อเหยาซื่อพยายามตักโจ๊กคำที่สองเข้าปากนาง หลิวรุ่ยหลินก็ตัดสินใจทันที นางแสร้งทำตาโตราวกับตกใจ ก่อนจะพ่นโจ๊กที่อยู่ในปากใส่หน้าเหยาซื่ออย่างจงใจและแม่นยำที่สุด
พรวด!
โจ๊กสีขาวเหลวไหลอาบไปทั่วใบหน้าของเหยาซื่อ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยเศษโจ๊กและน้ำลาย เหยาซื่อกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจและความขยะแขยงอย่างรุนแรง
“ว้าย! นังบ้านี่ เจ้ากล้าดียังไง” เหยาซื่อตวาดใส่คุณหนูของตนอย่างเกรี้ยวกราด พลางใช้มือลูบใบหน้าด้วยความรังเกียจ
เหยาซานซึ่งยืนอยู่ห่างๆ ตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น นางรีบวิ่งเข้ามาใกล้ทันที
“นี่เจ้ากำลังทำบ้าอะไรเนี่ย เจ้าพ่นของสกปรกใส่หน้าเหยาซื่อก็แล้วไปเถอะ แต่ทำที่นอนเลอะอีกแล้วนะ นังตัวภาระ นังเด็กปัญญาอ่อน” เหยาซานตะโกนด่าทออย่างบ้าคลั่ง ไม่สนใจว่าคนตรงหน้าว่าเป็นเจ้านายของตนเอง
ในห้วงแห่งความโกรธและการขาดสติของสาวใช้ทั้งสอง หลิวรุ่ยหลินก็ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น
ด้วยพลังที่เพิ่งฟื้นฟูมาเพียงน้อยนิดและแรงขับเคลื่อนจากความโกรธแค้น นางยันกายลุกขึ้นยืนที่ข้างเตียงทันที
แน่นอนว่านี่เป็นสิ่งที่เหยาหลิงเจินไม่เคยทำได้มาตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา
เหยาซานและเหยาซื่อหยุดนิ่งทันทีเมื่อเห็นคุณหนูสี่ที่ควรจะอ่อนแอและทำอะไรไม่ได้ ลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคงด้วยสายตาที่ไม่ได้เหม่อลอยอีกต่อไป
ดวงตาของหลิวรุ่ยหลินเต็มไปด้วยประกายของความเย็นชาและอำมหิต นางจ้องมองสาวใช้ทั้งสองอย่างสมเพช ก่อนจะเดินไปหากระโถนทองเหลืองที่ตั้งอยู่ข้างเตียงอย่างช้าๆ
เหยาซานและเหยาซื่อที่เพิ่งตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหยกอย่างที่สุด แต่พวกนางทำได้เพียงยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ทำปากพะงาบๆ เหมือนปลาที่กำลังขาดอากาศหายใจ
ทันใดนั้นเอง หลิวรุ่ยหลินหยิบกระโถนทองเหลืองที่เต็มไปด้วยปัสสาวะที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืนขึ้นมา นางไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ซ่า!
นางยกกระโถนนั้นขึ้นราดใส่สาวใช้ทั้งสองคนอย่างจัง
ของเหลวสีเหลืองเหม็นเปรี้ยวไหลอาบร่างของเหยาซานและเหยาซื่อตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า กลิ่นเหม็นเน่าเปรี้ยวฉุนที่รุนแรงกว่ากลิ่นปัสสาวะเก่าในห้องเมื่อเช้า พุ่งกระจายไปทั่วทุกซอกมุมของห้องนอน
เรือนของคุณหนูสี่ที่เงียบเหงามานานพลันเกิดความโกลาหล
เหยาซานและเหยาซื่อกรีดร้องสุดเสียงอย่างพร้อมเพรียงกัน พวกนางไม่ใช่แค่ตกใจ แต่ถูกเหยียดหยามจนถึงขีดสุด ทั้งร่างกายเต็มไปด้วยความโสโครกและกลิ่นอันน่าขยะแขยง
แต่จู่ๆ คนที่เอาแต่เหม่อลอยไปวันๆ กลับลุกขึ้นมาอาละวาดใส่พวกนางเช่นนี้ หากไม่ได้แสร้งเป็นบ้าแต่แรก ก็ต้องถูกปีศาจควบคุมเป็นแน่
“ผีสิง! คุณหนูสี่ถูกผีสิงแล้ว” เหยาซื่อร้องลั่นราวกับคนเสียสติ “คุณหนูไม่ได้สติ คุณหนูถูกปีศาจเข้าสิงไปแล้วแน่ๆ”
“นางลุกขึ้นยืนได้! ดูตานางที่มองพวกเราสิ น่ากลัวเหลือเกิน นางไม่ใช่คุณหนูสี่ นางต้องเป็นผีร้าย” เหยาซานหวาดกลัวจนสติแตก พลางวิ่งหนีออกจากห้องไปอย่างไร้ทิศทาง โดยไม่สนใจสภาพร่างกายที่เปียกโชกและส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายเดือน ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดพาความเย็นสบายมาสู่แคว้นบรรณาการ ต้นไม้ในจวนเว่ยอ๋องผลัดใบเป็นสีส้มทองกว้างใหญ่ ทว่าบรรยากาศภายในจวนกลับอบอวลไปด้วยความหวานชื่นและความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนั่นเพราะยามนี้ หลิวรุ่ยหลินได้คลอดบุตรสาวตัวน้อย แก้วตาดวงใจของจวนอ๋องออกมาอย่างปลอดภัยแล้วทารกน้อยผู้มีผิวขาวผ่องแก้มชมพูระเรื่อ นามว่า มู่ซินอี๋ นางมีดวงตากลมโตฉลาดเฉลียวเหมือนมารดา และมีรอยยิ้มพราวเสน่ห์เหมือนบิดาไม่มีผิดเพี้ยน ยามที่ชาวบ้านรู้ข่าวว่าพระชายาคลอดท่านหญิง ต่างก็พากันจัดงานฉลองทั่วทั้งเมือง พร้อมทั้งยกย่องว่าทารกน้อยผู้นี้คือ “กุมารีสวรรค์” ที่นำความมั่งคั่งและความสงบสุขมาสู่แคว้นทว่าเบื้องหลังหน้ากากอ๋องเสเพลผู้โชคดี ยามนี้มู่หย่งฉีได้เปลี่ยนสภาพกลายเป็น “บิดาเห่อลูก” ขั้นหนักชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด“จิงจื่อ เบาเสียงหน่อย อี๋เอ๋อร์ตัวน้อยของข้าเพิ่งจะหลับไป”เสียงเข้มกระซิบดุของมู่หย่งฉีดังขึ้นภายในเรือนพัก เขากำลังนั่งอยู่ข้างตั่ง อุ้มทารกน้อยตัวนุ่มฟูไว้ในอ้อมแขนอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าหากลงน้ำหนักมากไปเพียงนิด ร่างน้อยๆ นี้จะแตกสลายไปจิงจื่อถึงกับต
แดดในยามบ่ายของแคว้นเว่ยอบอุ่นกำลังดี สายลมพัดเอากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาโชยผ่านกำแพงจวนเว่ยอ๋อง หากมองจากภายนอก จวนแห่งนี้ช่างดูสงบเงียบและเต็มไปด้วยบรรยากาศอันผ่อนคลาย ราวกับเป็นสถานที่พักผ่อนของบุคคลผู้ไร้ซึ่งความทะเยอทะยานโดยแท้และนั่นคือสิ่งที่คนภายนอกรับรู้…ณ หอสุราสดับลม หอสุราที่สูงที่สุดในเมืองหลวงของแคว้นบรรณาการบรรดาขุนนางและสายสืบจากเมืองหลวงที่แฝงตัวมาในคราบพ่อค้า ต่างพากันจับจองโต๊ะริมหน้าต่างชั้นสาม นั่งจิบชาพลางทอดสายตามองลงไปยังศาลาพักผ่อนริมน้ำนอกกำแพงจวนเว่ยอ๋อง ที่ซึ่งข้ามถนนไปเพียงเล็กน้อยก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนที่นั่นปรากฏร่างของ เว่ยอ๋อง มู่หย่งฉี ในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าอ่อน หลวมกว้าง ร่างสูงโปร่งเอนกายทอดถอนใจอยู่บนตั่งยาวอย่างไม่แคร์สายตาชาวบ้าน ในมือถือพัดขนนกโบกไปมาอย่างเกียจคร้าน ข้างกายมีขันทีคนสนิทอย่างจิงจื่อ คอยพัดวีกระพือลมและป้อนผลไม้ให้อย่างเอาอกเอาใจ“เฮ้อ… ชีวิตช่างว่างเปล่าจริงหนอ” น้ำเสียงเกียจคร้านของมู่หย่งฉีดังลอยขึ้นมาตามลม “จิงจื่อ ให้คนยกสุราดอกท้อชั้นดีมาอีกสองไห วันนี้ข้าจะนอนฟังดนตรีให้สบายใจ”“พ่ะย่ะค่ะ” จิงจื่อขานรับเสียงดังฟังชัด พลา
หลังจากมู่หย่งฉีสั่งการให้บ่าวไพร่แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง เขาก็ประคองหลิวรุ่ยหลินกลับเข้าสู่ห้องนอนส่วนตัวอันกว้างขวางลึกเข้าไปในเรือนชั้นใน เพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวายและเปิดอกคุยถึงวันข้างหน้าหลังจากนี้ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ มู่หย่งฉีนั่งลงบนเตียงกว้างพลางดึงร่างของภรรยาเข้ามานั่งบนตักหนา เขาซบหน้าลงกับลาดไหล่บางลอบระบายลมหายใจยาวลึก ราวกับต้องการสลัดคราบของเว่ยอ๋องผู้แบกรับภาระหนักอึ้งในเมืองหลวงออกไปจนหมดสิ้น“เจินเจิน... เจ้าล่วงรู้เรื่องที่ข้าเสแสร้งแกล้งทำเป็นอ๋องเสเพลอันดับหนึ่งแล้วใช่หรือไม่” มู่หย่งฉีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง“ข้ารู้มานานแล้ว” หลิวรุ่ยหลินพยักหน้ารับแผ่วเบา “ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนฉลาดหลักแหลม มีความสามารถในการบริหารบ้านเมืองอย่างหาตัวจับยาก ทว่าที่ต้องแสร้งทำตัวเหลวแหลกไร้สาระ เที่ยวเตร่ไปวันๆ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจอันโสมมในราชสำนัก เพื่อปกป้องชีวิตของตนเองและคนที่รัก”มู่หย่งฉียกยิ้มบาง แววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสในความชาญฉลาดของสตรีในอ้อมกอด อ๋องหนุ่มกระชับอ้อมกอดพลางเอ่ยคำสัญญาสำคัญด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“สมกับเป็นภรร
เสียงล้อรถม้าบดไปตามพื้นถนนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงอย่างมั่นคง ทัศนียภาพของขุนเขาและม่านหมอกแห่งสำนักอัสนีเมฆาค่อยๆ เลื่อนลับหายไปเบื้องหลัง บรรยากาศภายในรถม้าคันใหญ่ที่ถูกบุด้วยเบาะขนสัตว์หนานุ่มเต็มไปด้วยไออุ่นแห่งความหวานละมุนอย่างที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานาน มู่หย่งฉีที่แม้ใบหน้าจะยังคงมีความซีดเซียวอยู่บ้างจากพิษบาดแผล ทว่าแววตาของเขาในยามนี้กลับส่องประกายระยิบระยับลึกซึ้ง แขนแกร่งโอบประคองร่างบางของหลิวรุ่ยหลินเอาไว้ในอ้อมอกราวกับกำลังกกกอดแก้วตาดวงใจอันแสนเปราะบาง“หย่งฉี ท่านประคองข้าแน่นเกินไปแล้ว ข้ามิใช่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเสียหน่อย บาดแผลของท่านเองก็ยังสมานตัวไม่ดี หากขยับแรงจะอักเสบเอาได้” หลิวรุ่ยหลินเอ่ยทัดทานเสียงเบา ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อเมื่อเขาคอยเอาแต่จัดแจงท่านั่ง ประคบประหงม และป้อนน้ำป้อนขนมนางไม่หยุดหย่อนตลอดทาง“ไม่ได้... เจินเจินของข้าลำบากตรากตรำ นั่งเฝ้าข้าที่เรือนโอสถจนร่างกายซูบเซียวไปถึงเพียงนี้ ข้าเป็นสามีย่อมต้องดูแลเจ้าให้ดี” มู่หย่งฉีกระซิบเสียงนุ่ม พลางก้มลงฝังจมูกโด่งสันลงบนแก้วนวลเนียนของภรรยาฟอดใหญ่อย่างแสนรัก “บาดแผลของข้าแค่นี้ไกลหัวใจนัก ได้ยาดีจากหมอ
วันต่อมาหลังจากอาการบาดเจ็บของมู่หย่งฉีเริ่มทรงตัวและพอจะขยับลุกนั่งได้บ้างโดยมีหลิวรุ่ยหลินคอยประคองดูแลอยู่ไม่ห่าง เว่ยอ๋องก็ตัดสินใจให้หวงเชียนเล่อไปเชิญตัวรองเจ้าสำนักเซี่ยมู่หยางเข้ามาพบภายในห้องรักษาหลัก เพื่อสะสางเรื่องราวทุกอย่างให้กระจ่างแจ้งและสมเกียรติครืด...บานประตูเลื่อนออกพร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดไว้อาลัยสีขาวของเซี่ยมู่หยางที่ก้าวเข้ามา แววตาของรองเจ้าสำนักยามนี้ยังคงมีความหม่นแสงทว่ากลับดูสงบนิ่งและปล่อยวางขึ้นมาก ชายหนุ่มกวาดสายตามองคนทั้งสองบนเตียงรักษา ก่อนจะหยุดลงที่มู่หย่งฉี“เห็นท่านฟื้นขึ้นมาได้เช่นนี้ ข้าก็เบาใจ” เซี่ยมู่หยางเอ่ยเสียงเรียบ “บาดแผลของท่านเกิดจากคนของสำนักเรา ข้าย่อมต้องรับผิดชอบ”มู่หย่งฉียกยิ้มบาง ทว่าแววตาของอ๋องหนุ่มกลับเปี่ยมด้วยรังสีน่าเกรงขามอันสูงส่ง ชายหนุ่มขยับกายพิงหัวเตียง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงอำนาจ “ท่านรองเจ้าสำนักเซี่ย เกรงใจไปแล้ว บาดแผลนี้เกิดจากกลุ่มกบฏและคนทรยศ หาใช่ความผิดของท่านไม่ อีกอย่าง... ยามนี้เรื่องราวคลี่คลายลงด้วยดี ข้าย่อมต้องขอบคุณท่านที่ช่วยปกป้องฮูหยินของข้าเอาไว้”คำว่า ‘ฮูหยินของข้า’ ทำเอาเซี่ยมู
เว่ยอ๋องมู่หย่งฉีหาได้สนใจคำเตือนของนาง ข้าวของเงินทองหรือแม้กระทั่งชีวิตของตนเองเขาก็มิได้นำพา ยามนี้ท่านอ๋องกระชับมือเรียวบางของภรรยาไว้แน่นหนา ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงเสี้ยววินาที นางจะอันตรธานหายไปดั่งภาพฝัน แววตาของอ๋องเสเพลอันดับหนึ่งยามนี้ไม่มีแววหยอกเย้าเหลืออยู่ มีเพียงความสำนึกผิดและความรักอันท่วมท้นที่กักเก็บไว้ไม่ไหวอีกต่อไป“เจินเจิน... ฟังข้าให้ดีนะ ข้าขอโทษ...” เว่ยอ๋องเอ่ย น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ดวงตาคมเริ่มแดงระเรื่อ “ความจริงแล้ว... ในตอนนั้นข้ากำลังจะสั่งปล่อยตัวเจ้าจากการกักบริเวณอยู่แล้ว ข้าหาได้ตั้งใจจะกักขังเจ้าไว้ชั่วชีวิตไม่”หลิวรุ่ยหลินชะงักไปเล็กน้อย หัวใจกระตุกวาบเมื่อได้ยินประโยคที่คาดไม่ถึงจากปากสามี น้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้จวนเจียนจะหยาดร่วง แต่เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของเขา นางจึงแสร้งทำเป็นดุเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ ท่านบาดเจ็บอยู่นะ”“ไม่ได้ ข้าต้องบอกเจ้าเดี๋ยวนี้” เว่ยอ๋องสูดหายใจเข้าลึก ข่มกลั้นความเจ็บปวดในอกและเล่าความจริงที่ติดค้างอยู่ให้ฟังอย่างละเอียด “หลังจากข้าได้ฟังคำให้การจากเหล่าสาวใช้ และเรื่องราวใน
สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดโชยมาเอื่อยๆ หอบเอาความสดชื่นและกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้เข้ามาทางหน้าต่างเรือนพักในจวนจวงเซียงป๋อ บรรยากาศรอบตัวดูสงบสุขเสียจนคนทั่วไปอาจจะเคลิ้มหลับไปได้ง่ายๆ แต่สำหรับหลิวรุ่ยหลินในร่างของเหยาหลิงเจิน มันคือช่วงเวลาแห่งการ “ทำตัวเป็นเด็กดี” ที่น่
ท่ามกลางความครึกครื้นของงานเลี้ยงน้ำชายามบ่าย แสงแดดส่องสะท้อนเครื่องประดับบนมวยผมของเหล่าคุณหนูจนดูระยิบระยับไปทั่วทั้งสวนหลวง มู่หย่งฉีนั่งเอนกายจิบสุราผลไม้อย่างสุนทรีย์อยู่ในฝั่งงานเลี้ยงบุรุษ ท่าทางเสเพลเกียจคร้านดูเป็นธรรมชาติเสียจนไม่มีใครเอะใจว่าเขากำลังจดจ่ออยู่กับสิ่งใด
นอกจากไม่โกรธแล้ว มูหย่งฉียังระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ แววตาที่มองนางนั้นเต็มไปด้วยความขบขันเขาโน้มหน้าลงมาจนลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดข้างแก้มนาง แววตาสุนัขจิ้งจอกพราวระยับ “ในเมื่อเจินเอ๋อร์บอกว่าเปิ่นหวางน่ากินถึงเพียงนี้... เจ้าอยากจะลอง ‘กิน’ เปิ่นหวางจริงๆ สักคำหรือไม่เล่า”‘ไอ้คนหน้าหนา ใครเขาถ
มู่หย่งฉีประคองร่างเล็กของเหยาหลิงเจินเดินเลี่ยงออกมาจากความวุ่นวาย มุ่งหน้าไปยังศาลาหกเหลี่ยมที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางดงดอกโบตั๋นเมื่อถึงที่หมาย เขาไม่ได้พานางไปนั่งที่ม้านั่งหินเย็นชืด แต่ให้นั่งบนเบาะรองนั่งที่ให้คนมาวางเตรียมไว้แล้ว ก่อนจะบรรจงประคองร่างของแม่นางน้อ







